เดอะ รีดเดอร์: โดย มนุษย์แปลกหน้า
เดอะ รีดเดอร์



ฉันเคยเรียนรู้ เจ้าหนู เรียนรู้ที่จะอ่าน”- เดอะ รีดเดอร์

ทันทีที่ ไมเคิล ได้รู้ว่า ฮันนา อดีตคนรักที่ห่างหายจากชีวิตของเขาไป เคยเป็น ผู้คุมเชลยชาวยิว สมัยสงครามโลก และกำลังถูกฟ้องข้อหาสังหารหมู่คนกว่าสามร้อยคนนั้น โลกภายในของเขาก็ปั่นป่วนขึ้นมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ตลอดเวลา เขาได้กลบฝังเธอไว้ภายในหลุมลึกเพื่อรักษา และปกปิด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในศาลขณะนั้น ได้ทำให้ผืนดินเริ่มระแหงเป็นทางยาว ราวกับมือลึกลับกำลังล้วงควักเข้าไปยังก้นบึ้งแห่งความทรงจำ

ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองเริ่มขึ้นอย่างเรียบง่ายในหน้าร้อนหนึ่ง เธอเริ่มสนใจตัวเขาเมื่อเขาพูดถึงการอ่านหนังสือ ไม่มีเวลาแม้แต่จะอ่าน” เพราะสิ่งนั้นได้สะกิดบาดแผลของเธอทีละน้อย บาดแผลของการ ‘อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้’ ที่ต่อมา ได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเรื่องราวของคนทั้งสองไปสู่จุดจบอันรวดร้าวในบั้นปลาย เธอเริ่มขอร้องให้เขาอ่านหนังสือให้เธอฟัง ทีละเล่ม ทีละเล่ม จากประโยคภาษากรีก-โรมันธรรมดา ไปสู่ โอดิสซี เลดี้แอนด์เดอะลิตเติลด็อก ฯลฯ ก่อนสานต่อสัมพันธ์อันเปราะบางต่อไป ทว่า ด้วยอายุที่ต่างกันมาก ฮันน่าเองได้สร้าง ‘เปลือก’ ห่อหุ้มตัวเธอออกจากเขา หรืออีกทางหนึ่ง ก็เพื่อกันคนทั้งสองออกจากสายตาเหยียดหยามของสังคม แต่ไมเคิลไม่ได้คิดเช่นนั้น สำหรับเขา สายสัมพันธ์นี้คือการแสวงหาตัวตนที่เย้ายวนเสียเหลือเกิน

เขาทุ่มเทเวลาให้กับเธอ เขายอมทิ้งความสนุกสนานกับเพื่อน กลับมาหาเธอ อ่านหนังสือให้เธอฟัง ร่วมรักกับเธอ เขาเป็นดั่งหัวหอม ที่เริ่มปลอกเปลือกตัวตนของตัวเองออกทีละน้อย เขาเริ่มเรียนรู้ว่าอะไรที่ใช่ และอะไรที่ไม่ใช่ โดยมีฮันน่า หญิงสาวที่เขาตกหลุมรัก คอยประคับประคอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยเมื่อวันหนึ่งที่เธอจากไป เขาก็คล้ายร่วงหล่นจากที่สูง วูบหวิว และเคว้งคว้างเกินทน ตั้งแต่วินาทีนั้นเองที่เขาเริ่มเก็บซ่อนเธอไว้ยังหลืบเร้นที่ลึกที่สุด ในลิ้นชักความทรงจำที่เขาไม่ต้องการเปิดเผยให้ใครรู้ ทางหนึ่งก็เพื่อเลือนลบ และปกปิด แต่อีกทางหนึ่ง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เขาได้เก็บรักษา ‘เธอ’ ฮันน่าในห้วงเวลาและสถานที่นั้น ไว้ตลอดกาล

กระทั่ง ‘เดอะ รีดเดอร์’ ได้แสดงแรงปะทะสำคัญระหว่างความทรงจำขนาดใหญ่ และเป็นสากล (Universality) กับความทรงจำขนาดเล็ก ที่แสนเฉพาะเจาะจง (Particularity) และเต็มไปด้วยความรู้สึก เขาพบเธอแล้ว เธอผู้ซึ่ง ครั้งหนึ่งคือ ตัวตนในความทรงจำขนาดเล็กของเขา และตอนนี้ก็ได้กลายเป็น ผู้มีส่วนสำคัญในความทรงจำขนาดใหญ่ของมนุษยชาติ ที่มีชื่อว่า ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ สิ่งนี้สั่นคลอนตัวตนของไมเคิลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เขาเริ่มตั้งคำถามว่า เขาควรเข้าใจเธออย่างไร เธอยังเป็นฮันน่าคนเดิมคนนั้น หรือเป็นฆาตกรที่สังหารผู้คนไปมากมาย แต่เดิม จนถึงขณะนั้น สำหรับไมเคิล (และเพื่อนๆ) การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คือโศกนาฏกรรมสมบูรณ์แบบ เขามองเห็นเพียงซากศพกองพะเนิน พื้นดินโชกเลือด และความตาย แต่เมื่อผู้ก่อโศกนาฏกรรมครั้งนั้น กลายเป็นคนที่เขาผูกพัน ดวงตาที่เคยแจ่มชัดก็เริ่มเจิ่งนอง

เขาสับสน และยิ่งสับสนมากขึ้น เมื่อเธอถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้เขียนบันทึกที่ระบุว่า พวกเธอ (ผู้คุมหญิง) เป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่อยู่ที่นั่น และไม่เปิดประตูโบสถ์ที่กำลังลุกโลมด้วยเปลวเพลิงให้เชลยกว่าสามร้อยคนออกมา ถึงตรงนี้ เขาเริ่มตระหนักรู้แล้วว่า เธอไม่มีทางเป็นคนเขียนบันทึกนั่นเอง เขารู้แล้วว่า เธออ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ เขารู้แล้ว ถึงบาดแผลที่เร้นซ่อนอยู่กลางหัวใจของเธอ แต่ทว่า มีอีกสิ่งหนึ่งที่เขาไม่อาจเข้าใจ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันเป็นผลพวงจากวิวัฒนาการของโลกสมัยใหม่ ระบบราชการและแบ่งงานกันทำ ทำให้ฮันน่ายังคงทำหน้าที่ของเธอ เพียงเพราะมันเป็นหน้าที่ เธอพูดว่าที่เธอไม่เปิดประตูก็เพราะ เธอมีหน้าที่ดูแลเชลยเหล่านี้”สิ่งนี้เองที่กั้นขวางเขากับเธอไว้ ขณะที่แรงกระเพื่อมจากสองฟากฝั่งได้ฟาดฟันกันภายในจิตใจของเขาเอง ‘ความพยายาม’ จะบอกความจริงว่า ฮันน่าอ่านเขียนไม่ได้ ให้อาจารย์และผู้พิพากษาได้รับรู้นั้น เสมือนเป็นการเยียวยาบาดแผลจากแรงปะทะนั้น ทว่าท้ายที่สุด เขาก็ตัดสินใจไม่บอกอะไรออกไป จุดนี้เองที่ความทรงจำขนาดใหญ่ได้รับชัยชนะ การปล่อยให้เธอเผชิญโทษทัณฑ์ตลอดชีวิต เป็นเสมือนเส้นด้ายที่ขาดสะบั้น และเขาได้กลับไปใช้ชีวิตปกติที่เธอเป็นเพียงหลืบความทรงจำ

สำหรับฮันนา ไม่มีเหตุผลใดให้เธอไม่ยอมรับข้อกล่าวหานั้น เมื่อศาลร้องขอให้เธอเขียน ย่อมไม่มีเหตุผลให้เธอเขียน เพราะการต้องรับโทษและถูกจองจำ อาจเป็นความคุ้นชินของเธอไปเสียแล้ว เนื่องจากตลอดเวลาสี่สิบปีที่ผ่านมา จิตวิญญาณของเธอต้องถูกกักกันอยู่ใน ‘ห้องขังแห่งความไม่รู้หนังสือ’ ความหวาดกลัวว่าความลับจะถูกเปิดเผย หรือความชินชาต่อคุกแห่ง ‘การอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้’ นี้เองที่คุมขังเธอไว้ในโลกอันโดดเดี่ยว และแปลกแยกจากผู้คน โลกที่แสนเจ็บปวด ทว่าท่วมท้นด้วยปรารถนา ไมเคิลเข้ามาแทรกแซงชีวิตของเธอ ค่อยๆเซาะตัวตนและวิญญาณที่แหว่งเว้าขึ้นมาทีละน้อย เธอร้องขอให้เขาอ่านหนังสือให้ฟัง อย่างที่เธอเคยร้องขอให้เด็กสาวในค่ายกักกันอ่านให้เธอฟัง สิ่งนี้ตอกย้ำว่า เธอหวาดกลัวมัน เธอไม่กล้าเผชิญหน้ากับความไม่รู้ ได้เพียงหลบหน้าหลบตา เฝ้ามองมันอย่างอ่อนแอ และ ‘ดูเหมือนว่า’ เธอไม่ได้ต้องการจะแหกคุกไปสู่ อิสรภาพ เลยแม้แต่น้อย

ไมเคิลเองก็เช่นกัน เขากักขังตัวเองไว้จากเธอ ในโลกอีกใบหนึ่ง จากความหวาดกลัวและไม่อาจเข้าใจ เขาขีดเส้นแบ่งอาณาเขตระหว่างเขากับเธอผ่าน ‘ซี่กรง’ เขาอยู่ภายนอก เธออยู่ภายใน เขาคือปัจจุบัน และเธอเป็นเพียง ‘อดีต’ ได้เพียงเท่านั้น แม้เขาอยากจะช่วยลดโทษให้เธอ แต่เขาก็หวาดกลัวและไม่อาจเข้าใจเธอ ระยะห่างที่แท้จริงได้ปรากฏขึ้นในตอนนั้น เป็นระยะห่างที่ลึกไปถึงวิญญาณของคนทั้งสอง อย่างไรก็ดี เขาไม่อาจปฏิเสธว่าเธอสั่นสะเทือนโลกของเขาทั้งหมดแล้ว เขาไม่อาจหลบหน้าผู้นำทาง ผู้ประคับประคองเขา เขาสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมาพร้อมๆกับเธอ และส่วนหนึ่งของเขา ย่อมประกอบด้วยเธอ ‘ฮันนา ชมิตซ์’ ผู้ที่เขาพยายามเก็บงำไว้ยังก้นบึ้งแห่งความทรงจำ เขาไม่อาจต้านทานแรงปรารถนาที่คุกรุ่นอยู่ภายในได้อีกต่อไป นี่เองเป็นเหตุให้ เขาเริ่มรื้อหนังสือมาอ่าน บันทึกเสียงส่งให้เธอ อย่างที่เขาเคยทำเมื่อวัยหนุ่ม

สิ่งนี้เองที่เปลี่ยนชีวิตของฮันนา เทปที่ถูกส่งมาเรื่อยๆ ทุกอาทิตย์ เป็นเวลากว่าสิบปี หนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า ทำให้ชีวิตซังกะตายของเธอกลับมามีความหมาย เธอเริ่มฟังเทปอย่างกระตือรือร้น มันเยียวยาวิญญาณของเธอ และที่เหนือไปกว่านั้น มันกระตุ้นให้เธอต่อสู้กับตัวเอง ต่อสู้กับบาดแผลที่เธอเคยเฝ้ามองมันอย่างผู้แพ้ เธอเริ่มไปห้องสมุด และยืมหนังสือมาอ่าน ฝึกสะกดคำตามเทปที่เขาพูด เธอเริ่มเรียนรู้ถ้อยคำ เริ่มอ่านตาม และเริ่มเขียนถึงไมเคิล และตอนนั้นเองที่คุกข้างในตัวเธอก็เริ่มสั่นคลอน กรงขังเริ่มร้าว โซ่ตรวนที่พันธนาการเธอถูกปลด และโลกใบเก่าที่รวดร้าวทรมาน โลกที่เธอต้องทนทุกข์กับความไม่รู้เริ่มอ่อนแอ ขณะที่วิญญาณของเธอกลับแข็งแกร่งขึ้น เธอไม่หวาดกลัวมันอีกต่อไปแล้ว บาดแผลค่อยๆสมานตัวเอง และฮันน่าก็พร้อมจะโบยบินสู่โลกใบใหม่อีกใบหนึ่ง

ทว่า ขณะเดียวกัน ความหวาดกลัวได้เข้าปกคลุมไมเคิลจนหมดแล้ว เขาไม่กล้ากระทั่งเขียนจดหมายตอบเธอ นี่คือสิ่งที่เขารู้สึกมาตลอด เขาไม่อาจทำความเข้าใจเธอได้ แรงปะทะระหว่างความทรงจำทั้งสองชนิดยังไม่หายไปไหน ความกลัว และไม่อาจเข้าใจ ยังคงทำงานภายในตัวเขาเสมอ ถึงแม้เขาจะตอบสนองต่อแรงปรารถนาภายในตัวเองมากเพียงใดก็ตาม จนหนึ่งอาทิตย์ก่อนเธอจะได้รับการปล่อยตัว เขาเดินทางไปเยี่ยมเธอด้วยความหวาดวิตกและสับสน ขณะที่เธอรอพบเขาด้วยความตื่นเต้น และโหยหา ทั้งคู่นั่งลงบนโต๊ะตัวหนึ่ง โลกของคนทั้งสองเข้าใกล้กันอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ เป็นไมเคิลที่สร้าง ‘เปลือก’ กันเขาไว้จากเธอ ความสับสนเร่งเร้าให้เขาตัดสินใจอะไรบางอย่าง เขาควรคิดกับเธออย่างไร ‘ฮันน่า’ หรือ ‘ฆาตกร’ นั่นเองทำให้เขาถามคำถามหนึ่งออกไป

คุณใช้เวลามากมายทบทวนอดีตบ้างไหม”
อดีตกับเธอเหรอ” ฮันน่าถาม
ไม่ ไม่ใช่อดีตกับผม”
[…]
ผมไม่แน่ใจว่าคุณเรียนรู้อะไรบ้าง”

เขาตัดสินใจแล้วว่าจะจดจำเธออย่างไร เธอในฐานะฆาตกร เธอผู้มีส่วนร่วมในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เขาปฏิเสธตัวเอง ปฏิเสธว่าเธอที่ไม่ใช่ ‘ฮันน่า’ ที่เขาเคยรู้จัก และประโยคเดียวกันนี้เองที่ฮันน่ารู้สึกตัว เธอรู้ว่าเขาก็ไม่ใช่ ‘เจ้าหนู’ ของเธออีกต่อไปแล้ว โลกใบใหม่ที่เธอเฝ้าคอยแหลกสลายลงต่อหน้า แล้วจะมีเหตุผลอะไรให้เธอออกไปจากที่นี่ จากคุกแห่งนี้อีกเล่า ในเมื่อตอนนี้ เธอทำลายกรงขังแห่งความไม่รู้หนังสือลงได้สำเร็จ ขณะที่โลกภายนอก ต่างเต็มไปด้วยสิ่งที่เธอไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย มีเหตุผลอะไรที่เธอจะออกไปเพื่อกลายเป็น 'ผู้ไม่รู้’ อีกครั้ง

“มันจบแล้วใช่ไหม” เธอถาม เพราะความหวาดกลัวเข้าครอบงำเธอ บางทีเธออาจจะเหนื่อยเกินไปเสียแล้ว เกินกว่าจะต่อสู้เพื่ออิสรภาพที่เธอไม่รู้จัก เกินกว่าจะดิ้นรนใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวต่อไป หนังสือตั้งเป็นฐาน เธอปีนเหยียบมันขึ้นไปเพื่อจบชีวิตที่สิ้นหวัง ความปรารถนาแห่งชีวิตมอดดับลง และนี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เธอตัดสินใจยอมจำนน เพื่อปกปิดความปวดร้าวในหัวใจ ครั้งสุดท้าย เช่นที่เธอได้ทำตลอดมา.