พี่ท่านขอรับ

ช่วยตอบทีว่านานเท่าไรแล้วหลังจากจดหมายฉบับสุดท้ายสะบัดก้นจากตู้ prateep มาหล่นแหมะลงตู้ kratom แลกี่ครั้งแล้วที่เจ้าดิลล์มันรับจดหมายกลับหายเงียบฉี่ (ที่ไม่ใช่ไปฉี่)


ใจนั้นใคร่เขียนอยู่ดอกขอรับ

อยากเขียนจดหมายเป็นประจำอย่าง 'จดหมายจากนักเขียนหนุ่ม' ของท่านหนก อยากส่งจดหมายลายมือบอกท่านป้าวนิดาว่าหลานน้อยคนนี้ยังคิดถึง (แต่ก็เกรงท่านอ่านไม่ออก) อยากเขียนบอกย่าหนุงว่ายังคะนึงหาอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก (แต่ก็กลัวโดนเตะ) อยากเขียนจดหมายจีบสาวเป็นวรรคเป็นเวรอย่างท่านพุ่มกระทำ (ก็ยังไม่รู้ส่งไปให้ใคร) แลใคร่เขียนมาคุยกะพี่ท่านอย่างกระทำอยู่นี่..(แต่ไม่ได้ลงมือสักที)

อยากแจงเหตุให้พี่ท่านฟัง อย่างน้อยหวังผ่อนหนักเป็นเบาในใจตน พี่ท่านอาจบอกว่า 'ว่างก็เขียน ไม่ว่างก็ไม่ต้องเขียน ผมไม่เห็นเก็บมากังวล ชิว ชิว'

แต่ขอให้ฟังหน่อยเถิดขะรับ คิดเสียว่าเสียงนกเสียงกา

นำพา 'กาลครั้งหนึ่ง' มาถึง 'จบช่วงแรก' แล้ว เดี๋ยวนี้เอง

ความรู้สึกไม่ต่างเขียนเรื่องสั้นจบหนึ่งเรื่องเลยขอรับ ข้าพเจ้าคงไม่ต้องบรรยายปลีกย่อยอีกเพราะจะซ้ำกับที่พี่ท่านรับรู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อจบเรื่องสั้นตน

คงเหมือนจิตรกรเขียนรูปเสร็จ บางคนออกไปตะโกนร้อง บางคนออกไปกินเหล้า บางคนกระโดดโลดเต้น บางคนนั่งซึม และอีกบางคน (ประทานโทษเถิดขอรับ) ท่านปรมาจารย์ถวัลย์ บอกว่า 'มันมาสเตอร์เบทต่อหน้ารูป เพราะช่างยวนสุนทรียารมย์เสียนี่กระไร'

ข้าพเจ้าคงไม่ประมาณนั้น เพียงองคาพยพผ่อนคลาย (องคาพยพนะขอรับมิใช่องอย่างอื่น) เหมือนยกอะไรสักอย่างหนักอึ้งบนอกออกไปบางส่วน ความรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วสมควรเขียนคุยกะพี่ท่านที่เคารพเสียทีผุดขึ้นมาโดยมิได้เพรียกหา

ยามที่ยังสาละวนอยู่กับตัวเรื่องนั้น ข้าพเจ้าไม่มีปัญญาทำกิจอื่นใด (เรื่องนี้เคยคุยไปแล้ว..จำได้) เนื่องเพราะทักษะตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นแปรเปลี่ยนดังใจ บางวันอากาศร้อนจนเก้าอี้ยังกะมีใครจุดเตาอุ่นคิดว่าข้าพเจ้าเป็นแกงค้างคืน จะเขียนจะขีดอะไรก็ให้ติดขัดไปหมด ข้าพเจ้าเคยแก้โดยลุกไปหาทำเลเขียนอื่น แต่เมื่ออากาศมันร้อนเสียแล้ว ที่ไหน ๆ ก็ร้อนไปทั่ว สุดท้ายก็ต้องนั่งที่เดิม จนกว่าจะเขียนอะไรออกมา จะมากจะน้อยก็จงเขียนออกมา มีอยู่ฉากหนึ่ง ข้าพเจ้าเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดของตัวละครไม่ได้ (อากาศมันร้อนจนรุ่ม) เลยเขียนสุนัขไม่รับทานได้มาไม่กี่ย่อหน้า สูญเวลาไปกับจ้องจอร่วมสี่ห้าชั่วโมง

กระทั่งฉากสุดท้าย ข้าพเจ้าคิดไม่ออกว่าเจ้าสองคนพี่น้องมันจะจัดการอย่างไรจึงสมเหตุสมผล แลสมวัย คิดอยู่สองวัน เดินก็คิด นั่งก็คิด อาบน้ำก็คิด ก่อนนอนก็คิด คิดจนป้ำ ๆ เป๋อ ๆ เพราะเดินไปซักผ้าแต่เฉือกลืมผงซักฟอก ต้องเดินกลับอีกเที่ยว (จุดมีน้ำห่างจากกระต๊อบร่วมสองร้อยเมตร)

เป็นเพราะทักษะเขียนยังจำกัดจำเขี่ยเหลือเกิน

เมื่อลงมือร่ายนิยายแล้วไม่อาจปลีกใจจัดการเรื่องอื่น จนมิตรภาพที่สมควรรู้ทะนุถนอมก็กลับคล้ายเมินเฉยเสียกระนั้น ย่าหนุงจึ่งว่ากล่าวกะท่านพุ่ม 'เจ้าดินมันเป็นบ้าไปแล้ว!'

เห็นจะจริงดังท่านว่า

คนเราล้วนบ้าอะไรบางอย่าง ข้าพเจ้าเองเปลี่ยนจากบ้าดื่มเบียร์ บ้าบอลมาเป็นบ้าเขียนหนังสือ แม้ไม่แคล้วไปว่าบ้าพอกัลล์! แต่เมื่อมองย้อน มีจำนวนตัวอักษรกองในบล็อกก็ให้อภิรมย์ไปอีกแบบ ต่างจากกระป๋องเบียร์กองในถุง พี่ท่านว่าไหม?

บางครั้งข้าพเจ้าคิดไปว่าเขียนหนังสือคือการส่งพลังจิตหากัน ตัวหนังสือบอกเล่าเรื่องราวหนึ่งเรื่องเล่ม เป็นพลังจิตที่หนักหน่วงของคนเขียน ไม่ต่างช่างสลักที่ต้องทุ่มเทพลังลงในทุกน้ำหนักแลจังหวะเคาะสิ่ว รู้จังหวะตื้น-ลึก-หนา-บาง หากปฏิมากรวอกแวกเคาะสิ่วพลางหันมองสาวพลาง พลังจิตก็ย่อมแผ่วเบา งานก็จะตื้นไร้น้ำหนัก สัมผัสแสงเกิดเงาเพียงราง ขาดแลไร้มิติ ผู้ชมก็จะรับรู้ถึงพลังที่บางเบานั่น ต่างจากรูปสลักที่รู้จังหวะตื้นลึก เกิดมุมแสงเหลี่ยมเงาคมชัด จิตแห่งปฏิมากรรมก็จะสื่อออกมาอย่างเปี่ยมพลัง แน่ล่ะจะกระทำเยี่ยงนั้นได้ต้องอาศัยทุ่มเท ทุ่มเทเป็นบ้าเป็นหลัง ให้ความสำคัญยิ่งยวดไม่มีการอื่นใดกล้ำเกิน คงต้องทุ่มเทไม่ต่างไมเคิล แองเจลโล่เขียนผนังโบสถ์น้อยซิสทีน ขรัวอินโข่งเขียนระเบียงวัดพระศรีฯ ในอดีต

เพื่อเป็นการปลอบใจตน แทนเรียกว่า 'บ้า' ข้าพเจ้าเรียกเสียใหม่ว่า 'อุทิศตน' (ย่าหนุงท่านคนห่าม ยินเข้าคงจิ๊กปากหมั่นไส้) (ห่ามแบบมะม่วงห่ามน่ะขะรับขออย่าได้ตีความเป็นอื่น)

กระทั่งจบท่อนจบตอนจึงได้อารมณ์ปลีกอักษร จากนั้นก็คงกลับกรำอักขระต่อ

หนทางข้างหน้าสำหรับ 'กาลครั้งหนึ่ง' ยังมืดมนอยู่มาก ข้าพเจ้ายังไม่รู้ว่าตัวละครทั้งหมดเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร เรื่องราวของพวกเขาจะลดเลี่ยวไปทางไหน สิ้นสุดลงที่ใดเป็นเรื่องข้าพเจ้าจะต้องขบคิดต่อไป

นั่นกระมังคือรสของเรื่องเล่า หากไม่เหลืออะไรให้ขบคิดไหนเลยชักชวนให้ติดตามขีดเขียน

ทราบดีว่าเขียนนิยายเรื่องหนึ่งย่อมมีจุดที่ทำให้เราผู้เขียนสะดุดหน้าคะมำอยู่ไม่น้อย ขอพี่ท่านรับทราบ ข้าพเจ้ายังรอคอยแม่หญิงเรไร ไม่ว่าเธอจะกลับมาในรูป-นามใด ยังคงคอยด้วยหัวใจที่มั่นว่าเขียนนิยายจึงทำให้ปลายนิ้วเรากรำอยู่กับลายลิขิตไม่วางมือ

ยังได้เห็นความต่อเนื่องของ 'สวัสดีฯ' ยังมีความสุขเหมือนเคยเป็นมาร่วมสี่ปี

แล้วจะกลับมาคารวะเมื่อหายบ้า เอ๊ย! หายอุทิศตนครั้งต่อไป

ขอพี่ท่านถนอมสุขภาพ

คารวะ
ธุลีดิน

4 ความคิดเห็น:

  1. เข้าเที่ยงสวัสดิ์ท่านที่เคารพ

    วันนี้สะโหลสะเหลเต็มที วงจรชีวิตเริ่มกลับเข้าสู่วังวนเดิมอีกแล้วเจ้าค่ะ สุดท้ายก็ไปไหนไม่รอดต้องกลับเข้าอีหรอบเดิม นอนดึก ตื่นสาย กินไม่เป็นเวล่ำเวลา

    เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เคยชินมาหลายปีดีดักนี่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะท่าน ฟังอย่างนี้ท่านคงนึกอยากตอกกลับอีกแหละว่า มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเหมือนกัน ถ้าตั้งใจจริงกระทำ และข้าพเจ้าจะไม่เถียงสักแอะ!

    ช่วงนี้สมองข้าพเจ้าก็ออกอาการเบลอไม่ต่างท่าน สองวันก่อนซักผ้าเสร็จคิดขัดห้องน้ำ มีบางซอกมุมที่แปรงขัดเข้าไม่ถึง ก็พอดีนึกขึ้นได้ว่ามีแปรงสีฟันที่ไม่ใช้แล้วอยู่อันหนึ่งเสียบไว้ข้างๆ แปรงที่ยังใช้ ข้าพเจ้าดีดตัวคว้าหมับเข้าทันที ขัดจนห้องน้ำสะอาดหมดจดไร้รอยกระดำกระด่าง

    แต่อิตอนจะอาบน้ำสีฟันนี่สิ ไหงแปรงที่ไม่ใช้แล้วยังเสียบอยู่ที่เดิม แล้วแปรงที่ยังอยู่ในระหว่างการใช้งานมันไปมุดหัวอยู่ไหนฝ่า? ค่อยๆ ชำเลืองสายตาลงไปดูที่พื้น(ฉากนี้ท่านต้องจินตนาการถึงหนังผีที่นางเอกรับรู้สัมผัสแปลกปลอม แล้วค่อยๆ หันมองด้วยใจสั่นผวา) โป๊ะเชะเลย! คำภาวนาของพระวัดไหนก็ช่วยให้ความจริงแปรเปลี่ยนไม่ได้ เจ้าแปรงสีฟันของข้าพเจ้านอนปลายบานแฉ่งหยังกะจะประจานให้โลกรู้ว่าเจ้านายมันโหดร้ายทารุณกับมันขนาดไหน

    แปรงสีฟันหนึ่งด้ามใช้ได้นานสามเดือนใช่มั้ยทั่น? แต่ของข้าพเจ้าเพิ่งใช้ไปได้ราวๆ สามสัปดาห์ ไม่ถึงดีซะด้วยซ้ำ อยากจะเอาหัวโหม่งชักโครกไปซะเดี๋ยวนั้น ถ้าเพิ่งใช้ไปแค่สามวัน มีหวังข้าพเจ้าคงกระโดดชักโครกฆ่าตัวตายไปแล้ว

    เป็นอันว่าวันนั้นข้าพเจ้าอาบน้ำแต่ไม่ได้แปรงฟัน ต้องใช้วิธีของ'ยัยแป้ง'มาช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา ปาดยาสีฟันเข้าปากแล้วบ้วนน้ำคร่อกๆ ตามไปสองสามครั้ง ให้ตายเถอะ! ถึงนางเอกบางคนที่ข้าพเจ้าเขียนจะซกมก แต่ข้าพเจ้าไม่เคยคิดจะซกมกแบบนางเอกเลยนะทั่น(ยืนยันทั้งตัวอักษรพร้อมสีหน้า เสียดายชานขนำบ้านท่านมิอาจรับชมภาพได้)

    อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ด้วยความขี้เกียจอันเป็นคุณสมบัติประจำตัว ไม่อยากยุรยาตรเยื้องกายออกจากหอคอยคอนกรีตลงมาหาอะไรใส่ท้อง จึงคิดต้มมาม่าเป็นมื้อค่ำ แต่ความเบลอในอารมณ์มันยังไม่ต่ำกว่าเพดานบิน ข้าพเจ้ายกกระทะไปเปิดน้ำใส่ เอามาเสียบปลั๊ก ตัวก็ผละไปทำโน่นทำนี่ กลับมาอีกทีน้ำเดือดคลั่กๆ ข้าพเจ้าฉีกซองมาม่าเทใส่ อุแม่จ้าว!! เพิ่งเห็นว่าน้ำในกระทะยังกะอ่าวไทย มาม่าของข้าพเจ้าหายจ๋อม

    แสนเจ็บใจตัวเอง เอาฟะ! จะนั่งซดมันทั้งอ่าวนี่แหละ ใส่เครื่องปรุงคลุกเคล้าจนมาม่าได้ที เทใส่ชามยกมานั่งกิน ข้าพเจ้างี้อยากจะกระโดดลงไปในชามดำน้ำหาเส้นมาม่าจริงๆ เลย ให้ตาย!

    ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนี่อันตรายจริงๆ เลยนะทั่น อย่าเผลอลืมผงซักฟอกบ่อยๆ ล่ะ ข้าพเจ้าก็จะไม่เผลอเอาแปรงสีฟันมาขัดส้วมอีกแล้ว แล้วก็จะไม่เผลอต้มมาม่าในอ่าวไทยอีกเหมือนกัน =="

    สุขสันต์วันอาทิตย์เจ้าค่ะ

    ตอบลบ
  2. ท่านดิลล์ เอาเพลงนี้มาลงตั้งแต่เมื่อไหร่?

    ข้าพเจ้าเพิ่งเปิดลำโพง เปิดหน้าเว็บไว้ห้าหกหน้า ต้องไล่หาว่าเพลงนี้มันมาจากหน้าไหน

    ข้าพเจ้าได้เพลงนี้มาจากเพื่อนห้อง 304 เมื่อราวสามสี่เดือนก่อน เอามาเปิดฟังที่ห้อง วนอยู่แต่เพลงนี้ จนเพื่อนข้าพเจ้ามันหาว่าบ้า ตั้งแต่คอมพ์เสียก็หยุดฟังไปได้สักพักแล้วเจ้าค่ะ

    อบอุ่นดีนะทั่น ฟังแล้วมีแรงทำโน่นทำนี่ได้สารพัด ไม่ว่าจะเป็นคนที่รัก หรือถูกรัก

    : )

    ตอบลบ
  3. คนที่รักหรือคนถูกรักหรือทั่น!
    ท่านชอบข้างไหนอ่าขะรับ?

    ตอบลบ
  4. ใครๆ มักชอบเป็นอย่างหลัง(การเป็นผู้รับย่อมดีกว่าการเป็นผู้ให้) ข้าพเจ้าก็เหมือนกันแหละ แต่บางครั้งการเป็นอย่างแรกมันก็อิ่มใจไม่น้อย

    แต่ถ้าจะให้ดี ขอเป็นทั้งสองอย่างเลยได้มั้ยท่าน?

    ทั้งคนที่รักและคนที่ถูกรัก

    ตอบลบ