"เหมือนจริง แม้กลิ่นไหม้ก็ยังติดอยู่ตรงปลายจมูกนี่น่ะท่าน"

พระยายมราชผู้สำเร็จราชการกล่าวพลางขยี้ปลายจมูกส่งเสียงฟิด ๆ แล้วลูบลำคออูมอยู่ไปมา  สองพระยาคู่คิดได้ฟังหน้าตาตื่นขนตัวลุกชัน

"ในฝันท่านเห็นพวกเราบ้างหรือไม่?" พระยาสีหราชเดโชเร่งถาม รู้สึกปากคอแห้งผากแทบอยากกลืนน้ำหมากลงคอ

พระอัยกายุวกษัตริย์นั่งลูบคลำรอบลำคอ  แววตานั้นเลื่อนลอยเหม่อมองไปทางประตูไพชยนต์ซึ่งขบวนพระเฑียรจะเสด็จผ่านเข้ามา  เบื้องนอกมีพวกชาวบ้านจูงลูกจูงหลานแหนหมอบรอคอยชมบารมีเชื้อพระวงศ์หนุ่มที่ร่ำลือไปทั่วพระนครว่ารูปงามนัก  ถัดประตูวังหลวงเข้ามาจนถึงหน้าพลับพลามีกองทหารล้อมวังตั้งแถวสองฟากฝั่ง หมู่มุขอำมาตย์ราชบริพารประชุมพร้อมกันอยู่ใต้ชายคาพลับพลา  ตะวันสายเริ่มแผดแสงแรงจ้า  พระยายมราชแม้นั่งอยู่ในร่มเงาเม็ดเหงื่อกลับผุดพรายมือก็ลูบคลำลำคออยู่อย่างนั้น

"ท่าน!"

พระยาสีหราชเดโชเขย่าไหล่เรียกจึงได้สะดุ้ง หันมองหน้าตาตื่น  สหายคู่คิดย้ำถาม

"ในฝันนั้นมีพวกเราหรือหาไม่?"

"มี" ผู้สำเร็จราชการเจ้าเนื้อตอบเสียงราบเรียบ "ท่านทั้งสองถูกไฟคลอกร่างกายหงิกงอเกรียมไหม้ ตายก่อนข้าพเจ้าเสียอีก"

สองพระยาคู่คิดยินเข้าถึงตะลึงลานลมหายใจขาดห้วงมือไม้ชา  พระยาจักรีคนเจ้าปัญญาเกลื่อนยิ้มกล่าวทั้งใจระส่ำ

"โบราณว่าไว้ฝันร้ายจักกลายเป็นดี  ฝันว่าตายจะสิ้นเคราะห์หมดโศก  อนึ่งซึ่งท่านฝันว่าได้ครองเศวตรฉัตรอโยธยาก้าวขึ้นประทับเหนือราชบัลลังก์นั่นเล่าก็เป็นเรื่องที่ดี.."

"แต่ยังไม่ได้นั่งเลยนาท่าน" ผู้สำเร็จราชการขัด

"บุพกรรมนั้นมีมาแต่หนหลัง ไม่อาจเอาแน่แก้ไข" พระยาจักรีกล่าว "แต่ประจุบันกรรมล้วนเกิดจากการกระทำ สามารถแก้ไขป้องกัน"

พระยาทั้งสองได้ฟังค่อยใจชื้น พระยาผู้สำเร็จราชการจึงได้เลื่อนมือลงจากซอกคอกล่าวถามพระยาสีหราชเดโช

"คนข้างฝ่ายราชวงศ์สุพรรณภูมิ ศรีธรรมโศกราชเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง?"

"ยังนิ่งเงียบ" พระยาสีหราชเดโชกล่าวตอบ "ข้าพเจ้าสั่งให้คนของเราคอยติดตามใกล้ชิด  ยังไม่พบความเคลื่อนไหวผิดสามัญใด"

เพลานั้นเสียงมโหรีประโคมขึ้น เป็นสัญญาณว่าขบวน่ของพระเฑียรเสด็จถึงหน้าประตูแล้ว  พระยาทั้งสามเร่งสาวเท้าลงจากพลับพลาขณะหัวขบวนผ่านพ้นประตูไพชยนต์เข้ามา

ขบวนพระเฑียรประกอบด้วยชายฉกรรจ์สองแถวอาวุธครบเดินเว้นระยะช่องไฟเทียมเท่ากันแทบไม่ผิดเพี้ยนแม้กระเบียด มีม้าสองม้าขี่นำ และอีกสิบม้าคุมท้ายขบวน มีเกวียนเทียมม้าบรรทุกเสบียงสัมภาระร่วมสิบเล่ม  พระเฑียรประทับเหนือคชสารสูงสง่างาโค้งวาว  พระยาทั้งสามเบิ่งแลด้วยความตื่นใจ  แค่กองอารักขายังเข้มแข็งกระนี้ หากทั้งกองทัพจะเป็นเยี่ยงไร  พระยาสีหราชเดโชรำพึง

"มีทหารเข้มแข็งเยี่ยงนี้เอง พระไชยจึงกำราบหัวเมืองฝ่ายเหนือราบคาบ"

พระยายมราชนิ่งอึ้ง

"ยาสีห์ท่านก็พิลึก" พระยาจักรีถลึงตากล่าว "มีอย่างที่ไหนเยินยอผู้อื่นเสียเลิศลอย พลอยทับถมตัวเองให้ต่ำต้อย"

"ยาจักร์ ท่านไม่เคยผ่านศึกสงครามจึงมิอาจแยกแยะความแตกต่างระหว่างทหารเลวกับยอดทหาร กองทัพกอรปด้วยทหารเลวจำนวนมาก  มียอดทหารทำหน้าที่หัวหมู่นายกองเทียบแล้วเพียงหยิบมือ  คนทั้งนั้นเบื้องหน้าเรานี้สีหน้าเหี้ยมหาญดวงตาไร้แววสะทกสะท้าน แสดงว่าล้วนเป็นยอดทหาร  ขืนปล่อยให้คนเหล่านี้พกพาอาวุธเข้าในพระนครเห็นจะไม่เข้าที"

พระยายมราชผงกศีรษะใบหน้าเคร่งเครียดอยู่  พระยาจักรีกล่าวขึ้นว่า

"คนแค่หยิบมือสาอะไรกับทหารล้อมวังร่วมสองพัน ข้าพเจ้ายังคงเห็นว่าท่านออกจะตีตนไปก่อนไข้"

ขณะนั้นคชธารพระเฑียรประทับเคลื่อนพ้นประตูเข้ามา  พระยาทั้งสามคุกเข่ากระทำการคารวะ พระยายมราชเอ่ยขึ้นว่า

"เดินทางสวัสดิภาพราบรื่นกระมังพะยะค่ะ?"

"ลุกขึ้นเถอะ" พระเฑียนบนคชสารนั่งสองมือเท้าเข่า "ขณะนี้ท่านเป็นถึงพระอัยกายุวกษัตริย์ มิพักทำความเคารพข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าเสียอีกเสียมรรยาทมิได้ลงจากหลังคชทำความเคารพท่าน"

"หามิได้ หามิได้พะยะค่ะ" พระยาผู้สำเร็จราชการโต้ตอบ "พระเฑียรท่านเดินทางไกลมาเหน็ดเหนื่อยเร่งตรงยังตำหนักที่ประทับพักผ่อนอิริยาบทจึงสมควร" ขณะกล่าวพระยาสีหราชเดโชยื่นนิ้วสะกิดสีข้าง พระยาผู้สำเร็จราชการจึงกล่าวต่อว่า

"พระเฑียรท่านคงเห็นว่ากำลังฝีมือทแกล้วรักษาพระนครอ่อนด้อยไม่สามารถพิทักษ์ดูแลกระมัง จึงได้นำกองอารักขาพร้อมอาวุธมาด้วยมากมายกระนี้"

"ตัวข้าพเจ้านั้นถนัดก็แต่กำกับดูแลกิจการงานเมือง" พระเฑียรแย้มสรวลกล่าว "ไหนเลยคำนึงถึงเรื่องกำลังทหาร อยู่ทางพระพิษณุโลกได้พึ่งบารมีพระไชย มาข้างอโยธยาก็หวังพิงพิทักษ์รักษาจากท่านผู้สำเร็จราชการ"

"เยี่ยงนั้น" พระยายมราชผู้สำเร็จราชการกล่าว "ขอข้าพเจ้าได้รับวางใจเก็บรักษาอาวุธเหล่ากองอารักขาไว้เสียที่ทิมดาบ.." กล่าวได้เพียงนี้ต้องชะงักคำเพราะช้างพรายยื่นงวงมาลูบหน้าบีบจมูกต้องเบี่ยงหลบไปมา

"เห็นจะไม่ได้" พระเฑียรกล่าว

พระยายมราชใช้ฝ่ามือป้องงวงคช "คงไม่ไว้ใจข้าพเจ้ากระมัง"

"อย่าได้เข้าใจไปข้างอกุศลเยี่ยงนั้นเลย" พระเฑียรยื่นหน้าเท้าข้อศอกลงเหนือเขา "ข้าพเจ้ามีทหารอยู่เพียงหยิบมือซึ่งก็ล้วนข้าเก่าผูกรักสมัครใจอยู่กันมาแต่เนิ่น ก็ที่พกพาอาวุธนั้นหาได้คิดต่อสู้ล้างผลาญผู้ใด  แต่เรียกว่าเชื้อชาติทหารหาญชีวิตได้ฝากไว้แล้วกับดาบในมือ  ดาบอยู่คนอยู่ หากดาบสูญวันใดเมื่อนั้นคนก็ทอดร่างสู่พื้น  ความข้อนี้ผู้สำเร็จราชการท่านก็ชายชาติทหารคงเข้าใจเป็นอันดี"

"แต่.." พระยาผู้สำเร็จราชการยังมิยินยอม หากกล่าวความต่อไม่ถนัดด้วยคชประทับคอยยื่นงวงมาป้องปาก บ้างลูบจมูกลูบศีรษะจนพระยาผู้สำเร็จราชการต้องใช้มือปัดพัลวัน

"เราเดินทางมาไกล" พระเฑียรกล่าว "ขอบใจท่านผู้สำเร็จราชการสำหรับพิธีต้อนรับ เราเห็นจะต้องไปพักผ่อน"

กล่าวจบบอกกับควาญช้าง "ไปเถอะพ่อควาญ" ขบวนก็เคลื่อนผ่านพระยาทั้งสามไป

พระยายมราชผู้สำเร็จราชการทะลึ่งพรวดยืนสะบัดแขนส่งเสียงฮึดฮัด คราบเมือกจากงวงคชเลอะจมูกเปื้อนหน้าต้องสั่งน้ำมูกโดยแรง

"จะปล่อยไปเยี่ยงนี้หรือ?" พระยาสีหราชเดโชกระซิบถาม

"ทำอย่างไรได้อีกเล่า!?" รับภูษาจากพระยาจักรีมาเช็ดใบหน้าแดงก่ำ กล่าวถามพระยาคู่คิดน้ำเสียงเฉียว "ค้นหาตัวพระไชยถึงไหนแล้ว?"

"เอ่อ.." พระยาสีหราชเดโชอ้ำอึ้ง "ค้นทั่วพระนครแล้วไม่พบเห็นร่องรอย"

พระยาผู้สำเร็จราชการกัดฟันกรอด "ไม่พบก็ค้นนอกพระนคร" สะบัดผ้าโดยแรง "ค้นให้พบ!" ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันยืนมองขบวนพระเฑียรเคลื่อนจากไป

คชสารเยื้องย่างแผ่วเบา กูบที่ประทับโยกโยนเพียงยักย้าย พระเฑียรแย้มสรวลนั่งมองแผ่นหลังควาญคช กล่าวขึ้นว่า

"แกล้งเยี่ยงนั้น ป่านฉะนี้พระยากินเมืองคงโกรธเป็นฟืนไฟ"

"สม" ควาญคชกล่าวเสียงใส "มีที่ไหนคิดปลดอาวุธกองอารักขา บังอาจ!"

พระเฑียรหัวเราะฮึ ๆ นึกชอบใจเจ้าควาญน้อย

"พระน้องท่านเรียนรู้วิธีบังคับคชจากที่ใดจึงได้เชื่องปานนี้?"

นายควาญใช้ปลายนิ้วเท้าย้ำดุนหลังซอกใบหูคชก่อนกล่าว

"พี่ขุนสอนมังคะ"

"ขุนพิเรนทร์อีกแล้ว" พระเฑียรเสียงอ่อย "มีบ้างไหมที่พระน้องท่านจะไม่เอ่ยถึงขุนพิเรนทร์สักชั่วคราว"

"พี่ขุนสอนจริง ๆ นี่มังคะ" ควาญช้างเคาะสันปฏักเบา ๆ ส่งเสียงใส 

พระเฑียรถอนหายใจเอนหลังพิงกูบ กล่าวว่า

"ขุนพิเรนทร์ผู้นี้ฝีมือรบเป็นยอด  ผิดที่อุปนิสัยหุนหันพลันแล่น กระทำการโดยเอาแต่ใจข้างตัวเป็นที่ตั้ง  พระน้องท่านคิดเห็นเช่นนี้หรือไม่?" 

"ไม่มังคะ" น้ำเสียงไสซื่อมือยังเคาะสันปฏัก "พี่ขุนกระทำกิจใดล้วนคำนึงการเมือง ถือสัจจะ ถ้อยใดกล่าวแล้วจักมิคืนคำ ทั้งกระทำตามคำกล่าวไม่เคยละเลี่ยง"

"พระน้องท่านคงนิยมชมชอบขุนพิเรนทร์อยู่ไม่เบา"

เจ้าควาญน้อยนิ่งเฉยไม่โต้ตอบกลับเอี้ยวกายหันมอง ใบหน้ามนต้องไอแดดแก้มชมพูระเรื่อ พระเฑียรเม้มริมฝีปากเลิกคิ้วเข้มจ้องคมตา  เจ้าควาญน้อยหันกลับขยับหัวแม่เท้าจิกซอกหูคชสารกระตุ้นไปหน้า กูบเอียงจนพระเฑียรหงายองค์สองมือคว้ากูบไว้แน่น ส่ายพักตร์แย้มสรวลมองแผ่นหลังเจ้าควาญน้อย    

ขบวนพระเฑียรเคลื่อนผ่านพลับพลาเลี้ยวเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน สามพระยายืนมองจนลับ พระยายมราชยังฟึดฟัด "ให้คนเฝ้าดูอย่าได้คลาดสายตา" ใช้ภูษาเช็ดใบหน้าและศีรษะจนพอใจแล้วจึงส่งคืน  พระยาจักรีคู่คิดรับไว้ด้วยสีหน้าผะอืดผะอม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น