once375

๓๐

มเห็นพระขรรค์สององค์ค่อย ๆ เคลื่อนหากันจนซ้อนทับ เหมือนฝาครอบเคลื่อนหาตลับขยับไปมานิดหน่อยหาจุดเชื่อมที่สนิทพอดี แล้วก็คลิก รวมเป็นวัตถุชิ้นเดียวกัน  ดวงตาสีน้ำผึ้งคู่นั้นแจ่มกระจ่าง เปี่ยมเสน่ห์ชวนค้นหา จ้องมองฉงนคล้ายพบเรื่องแปลกใจ แล้วทุกสิ่งก็สว่างจ้า ระเบิดแสงกระจายออกจากดวงตา  

ผมผงะ เขม้นมองภาพตรงหน้า

พระขรรค์โบราณยังอยู่บนสองมือ รูปลักษณ์ขนาดเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน เพียงองค์นี้เนื้อทองหม่นไม่วาวเงาเหมือนเมื่อครู่  หญิงสาวเยื้องยิ้มแก้มบุ๋มหันมองมา  วาวตาคู่นั้นนั่นเอง ไม่ต่างพระขรรค์บนมือที่ยามนี้เนื้อทองหมอง เก่า ไร้ประกาย ผิดกับพระขรรค์ที่เห็นเมื่อครู่ สดใส วาวแวว เต็มด้วยพลังของวัยหนุ่ม ผมมั่นใจว่าเป็นดวงตาคู่เดียวกัน ต่างที่ใบหน้าหญิงสาวซึ่งกำลังจ้องมาทางผมนั้นสูงวัยกว่า ผ่านโลก รู้เท่าทันชีวิต ขณะดวงตาอีกคู่ใสซื่อ มองโลกด้วยเริงใจ

"เป็นอย่างไรคะ?" เสียงสดใสเอ่ยถาม

ผมยังแยกแยะไม่ออกระหว่างโลกอดีตที่เพิ่งเลือนหายกับภาพหญิงสาวตรงหน้า อย่างไหนจริง? อย่างไหนลวง? หรือลวงทั้งคู่? หรือจริงทั้งสอง?

"เห็นเงียบไป" หญิงสาวกล่าว

เสียงเธอกับเสียงอึงเมื่อครู่ก็ชัดเจนเทียมกัน จนเหมือนนั่งดูหนังสามมิติที่ภาพหลายเลเยอร์ซ้อนทับลอยมาตรงหน้า แล้วจู่ ๆ แสงเกิดสว่างจ้าแล้วดับวูบ ภาพเหลื่อมซ้อนพลันสูญหายเหลือเพียงเลเยอร์เดียว

"ไม่สบายหรือเปล่าคะ?" เธอขมวดคิ้วเพ่งมองมา

"ปละ..เปล่าครับ" ผมตอบ ประคองพระขรรค์คืนให้เธอ เรียวนิ้วกลึงเกลี้ยงช้อยอ่อนช้อนรับพระขรรค์ไว้ แล้วไล้ลูบทะนุถนอมเหมือนจะส่งสัมผัสหาผู้เคยเป็นเจ้าของ

"นั่งจ้องพระขรรค์ไม่พูดจา" หญิงสาวเยื้องเอวเลื่อนปลายเท้า ผ้าทอคลี่เคลื่อนลงสู่พื้น เธอขยับลุกขึ้นแล้วเดินประคองพระขรรค์วางบนพานแว่นฟ้า "คุณเคยมีอำนาจไหมคะ?"

"ผมเหรอ..?" อึ้ง ผมกำลังพยายามเสาะหารอยเชื่อมต่อเพื่อกลับมาปัจจุบัน ตะเข็บเวลาเกิดขาดหาย เรื่องราวตรงหน้าแยกถ่างออกจากกัน  อยู่สถานที่หนึ่งจู่ ๆ ก็มาโผล่อีกสถานที่เหมือนพลิกหน้าหนังสืออ่านไปเรื่อย ๆ แล้วเนื้อหากลับตาลปัตรไม่ปะติดปะต่อจนสงสัยว่าเปิดข้ามหน้าต้องพลิกดูเลขหน้าให้มั่นใจ  กำลังสาละวนอยู่กับหน้าหนังสือในหัวก็มาได้ยินคำถามแปลก ๆ

"อำนาจที่สามารถสั่งผู้คนให้ทำตามความต้องการ" เธอเอ่ย

เธอคงหมายถึงเงิน เป็นที่เข้าใจอันดี มีเงินเสียอย่างต้องการอะไรก็จะได้มา  แน่ล่ะ ยังมีบางอย่างที่เงินซื้อไม่ได้  แต่บางอย่างที่ว่าก็ใช่จำเป็นจนชีวิตขาดไม่ได้  หลายอย่างซึ่งเป็นคุณค่าทางนามธรรมยังสามารถเกิดขึ้นภายหลังใช้เงินนำหน้าเสียซ้ำ ที่สุดแล้วชีวิตยังดำเนินไปด้วยดีขอเพียงมีเงิน  มีเงินก็สามารถสั่งใครต่อใครให้ทำตามความต้องการ  เงินเป็นอำนาจเหนืออำนาจทั้งปวง 

แต่ผมไม่มี

หากผมยังขืนไม่มีเงินเข้าบัญชี  อีกสักพักก็จะไม่เหลืออำนาจแม้จะสั่งผัดกะเพราไข่ดาวราดข้าว

"เคยมีครับ" ผมตอบ ตอนตำแหน่งทัวร์โอเปอร์เรชั่นยังครอบหัว  ผมสั่งไกด์ สั่งรถ สั่งพนักงานต้อนรับ ทัวร์โคฯ แน่ล่ะไม่ใช่สั่งเพราะบ้าอำนาจ แต่เป็นการทำงานตามหน้าที่  ทุกคนมีหน้าที่ความรับผิดชอบต้องดูแลให้งานตนลุล่วงด้วยดี  ขณะปากลั่นคำสั่งหูก็คอยฟังคำสั่งจากไดเรกเตอร์อีกที เราคงทั้งมีและไม่มีอำนาจในเวลาเดียวกัน

แต่ครั้นถอดหมวกออก ไม่มีใครฟังคำสั่งผมอีกต่อไป (ป่านนี้พวกโอเปอร์เรชั่นฝั่งยุโรปคงกำลังปั่นหัวเจ้าคนที่มาทำแทนผมจนหัวฟู)

"เคยใช้อำนาจตัดสินใจผิดพลาดบ้างไหมคะ?"

"เคยครับ" ผมตอบโดยไม่ต้องคิด

"อย่างไรคะ?" เธอเลิกคิ้วสนใจจริงจัง

"ผมทำงานบริษัททัวร์"

"บริษัททัวร์" เธอเอ่ยทวนเหมือนนักเรียนท่องศัพท์ภาษาอังกฤษตัวใหม่

"ครั้งหนึ่งอเมริกันจากนิวแฮมเชียร์มาทัวร์อะราวด์อีสาน-เหนือสิบวัน ผมเซ็ตทุกอย่างลงตัวแล้วหันไปจัดการทัวร์อื่น  ไกด์รับแขกเข้าห้องพักเรียบร้อยผมถือว่าโอนความรับผิดชอบไปที่ไกด์ มีอะไรคงโทรฯ แจ้งเอง  วันออกเดินทางรับโทรฯ แต่ไม่ใช่จากไกด์ มาจากคนรถ บอกแขกนั่งคอยเต็มล็อบบี้แล้วไกด์ยังไม่มา เช้าวันนั้นงานทุกอย่างของผมวุ่นวายไปหมดกว่าจัดการจนคณะทัวร์ออกจากโรงแรมได้"

"เกิดอะไรขึ้นคะ?"

"ไกด์ลักไก่ไปรับงานซ้อนจากที่อื่น  คิดสับหลีกให้เพื่อนพาทัวร์ออกก่อน เจ้าตัวดูแลแขกที่ค้างเสร็จแล้วค่อยตามไปรับช่วงแต่เจ้าเพื่อนมันเกิดเบี้ยวไม่มาตามนัด"  

"ทำไมเขาไม่บอกคุณล่ะคะ?"

"เราทำงานด้วยเคารพความรับผิดชอบกันและกัน  เมื่อแขกอยู่ในมือไกด์เป็นความรับผิดชอบของไกด์ ทำอย่างไรก็ได้ให้ทุกอย่างลุล่วงไปด้วยดี  บางครั้งอาจไต่เส้นกึ่งผิดกึ่งถูกบ้างผมก็ต้องอะลุ่มอล่วยเพราะยังมีงานอื่นให้สะสาง  หากเข้าไปในทุกรายละเอียดจะทำงานไม่ทัน  ผมแค่เช็คเป็นระยะตามแต่เวลาเหมาะสม  ไกด์ที่ผ่านงานมานานจะจัดการทุกอย่างได้โดยไม่ต้องเข้าไปข้องเกี่ยวเว้นแต่มีเรื่องสุดวิสัยจริง ๆ จึงจะโทรฯ แจ้ง แต่ครั้งนั้นเกิดพลาด"

"คุณแก้ไขความผิดพลาดครั้งนั้นอย่างไรคะ?"

"ผมจ่ายงานโดยเห็นแก่ความสนิทสนมส่วนตัว" อันที่จริงเกี่ยวเนื่องด้วยรายได้แบ่งสันปันส่วนกันอีกนิดหน่อยแต่คงไม่ต้องบอกเธอ "หลังจากนั้นผมจึงพิจารณาความเหมาะสมมาก่อน"

"เคยพลาดถึงมีคนเสียชีวิตไหมคะ?"

ผมกลืนน้ำลายอึ๊ก "ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ"

"หากคุณมีอำนาจ  แต่ตัดสินใจพลาดทำให้คนเสียชีวิตคุณจะทำอย่างไรคะ?"

"เอ่อ.." ผมอึกอัก ชั่วชีวิตอำนาจน้อย ๆ ของผมนอกจากสั่งผัดกะเพราแล้วคงไม่มีวันถึงกับสั่งให้ใครอยู่หรือตาย

"สมมุติน่ะค่ะ"

"อย่างน้อยอาจมีประโยชน์กับผู้ฟัง" ผมแกล้งเย้า ลักยิ้มเธอซ่อนเงาหันไปจัดวางพระขรรค์เข้าที่

"ผมก็.." ไม่รู้สิ เป็นการสมมุติเกินตัวไปสักหน่อย เอาเถอะถือว่านั่งคุยฆ่าเวลา "หากตัดสินใจผิดพลาดขนาดนั้นจริง คงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้  ความผิดคงฝังใจไปชั่วชีวิต  หากพอจะทำอะไรสักอย่างสำหรับชาวพุทธเราคงไม่มีอะไรดีไปกว่าบวชอุทิศส่วนกุศล"

เธอหันมายิ้ม เป็นยิ้มที่สดใสเหมือนหมู่เมฆฤดูร้อน

"ผมเงียบไปนานหรือครับ?"

"ไม่นานหรอกค่ะ" เธอตอบ "เห็นจ้องพระขรรค์นิ่งแล้วจู่ ๆ ก็สะดุ้งเหมือนวูบหลับ" 

"เหรอ" ผมลังเลไม่รู้จะเล่าภาพที่เห็นให้เธอฟังอย่างไรดี กลัวเธอจะว่าผมเพ้อเจ้อปั้นเรื่องไปเอง  ผมนิ่งฟังนั่งมองภาพเรื่องราวตั้งมากมายแต่ทำไมเธอบอกว่าไม่นาน "ผมเห็นภาพบางอย่างเรียงซ้อนขึ้นมา  ชัดเจนเหมือนเข้าไปร่วมเหตุการณ์เชียว"

"เหรอคะ" ผิดคาด เธอเลิกคิ้วฉงน "ภาพอะไรคะ?"

"ภาพอดีต คล้ายหนังสุริโยทัยที่ท่านมุ้ยสร้างเมื่อหลายปีมาแล้ว"

"เรื่องอะไรนะคะ!?" เธอถามย้ำ หางเสียงตวัดสูง

"สุริโยทัยครับ"

"สุริโยทัย" ตาลอยเบนเบือนมองไปที่ไกล ริมฝีปากพึมพำ "คุณคงประทับใจหนังเรื่องนั้น ภาพเลยยังติดตา"

"คล้ายพบผู้คนในประวัติศาสตร์" ผมบอก "แต่มีอะไรบางอย่างแปลกไป" บอกไม่ได้ว่าเป็นอะไร รู้แต่ว่ามีอะไรบางอย่างผิดแผกไปจากที่เคยฟัง เคยร่ำเรียนมา

"แปลกอย่างไรคะ?"

หันมาถาม ดวงตาสวยซึ้งตรึงนิ่งรอคอยเหมือนพบประเด็นสำคัญที่ต้องคาดคั้นคำตอบให้ได้ ถูกจ้องอย่างนั้นผมชักอึกอัก  (หากสักวันคุณพบหญิงสาววงหน้าขาวคมดวงตาสีน้ำผึ้งสวยซึ้งจ้องมองเข้าในดวงตาคุณ คุณจะเข้าใจความรู้สึกของผมตอนนี้)

"ไม่รู้สิครับ" เป็นคำตอบตรงใจที่สุดแล้ว "เหมือนผมหลงเดินอยู่ในหุบเหวประวัติศาสตร์ ลัดเลาะระหว่างร่องหลืบที่ไม่ได้รับการบันทึก ผมพอจะรู้เรื่องช่วงนั้นอยู่บ้าง" เพราะความสนใจแง่มุมประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรมนี่เองชักนำผมสอบเข้าหลักสูตรอบรมไกด์ของจุฬาฯ เมื่อสิบกว่าปีก่อน "แต่ภาพที่เห็นเป็นคนละเรื่อง"

"เป็นประวัติศาสตร์ช่วงไหนคะ?" เธอถาม

"อยุธยา" ผมตอบ    

"อยุธยาช่วงไหนคะ?"

"พระไชยราชา"

เธอขยับกายหันเดินไปทางตู้พระธรรมลงรักปิดทอง  จีบนิ้วจับปุ่มกระเบื้องเคลือบเปิดบานฝาออก ภายในเต็มด้วยสมุดข่อยโบราณ หันมาถามย้ำ

"สมเด็จพระไชยราชาธิราช"

ผมพยักหน้า เธอไล่ปลายนิ้วไปบนพับสมุดข่อย แล้วค่อย ๆ ดึงออกมาประคองส่งให้ผม

"บันทึกถูกเผาเสียโดยมาก นี่คือที่หลงเหลือ"

ผมรับสมุดข่อยโบราณยาวประมาณช่วงแขนมาพินิจ  กวาดตาไปบนปกหุ้มผ้าลายไทย  เส้นด้ายขาดเป็นขนสีทองตามร่องลายผ้า  แผ่นกระดาษเนื้อหนาบางไม่เท่ากันซ้อนพับไปมา  พลิกด้านใน ลายเส้นตัวหนังสือไทยสีทองวิจิตรบรรจงจมลึกลงในเนื้อไยผิว  บางอักษรสึกจนสูญหายขาดช่วง ตัวสะกดหลายคำต่างจากปัจจุบันอ่านได้กระท่อนกระแท่น  ผมบังคับมือไม่ให้สั่น แต่ก็สุดวิสัย เกรงทำให้กระดาษโบราณจารอักขระไทยวิจิตรเสียหายก็เกรง อยากรู้ก็อยากรู้  พลิกอีกพับก็ยังอ่านไม่ปะติดปะต่อ  หญิงสาวอมยิ้มส่ายหน้า ย่อกายนั่งลงบนตั่งทอง เอื้อมมือรับสมุดข่อยไปจากผม

"คงอ่านติดขัดเพราะอักขระต่างกันอยู่บ้าง" เธอบอก "ฉันจะอ่านให้คุณฟัง"

จากนั้นน้ำเสียงกังวานใสก็เจื้อยแจ้ว ราวผมกำลังนั่งฟังเสภาขับ ถ้อยคำที่คล้ายเรียงร้อยจากบทกวีคลี่เคลื่อนเลื่อนลอย  แรก ๆ เป็นละอองเรื่องราวปลิวฟุ้งเหมือนไอหมอก จากนั้นค่อยจับกลุ่มกันเป็นก้อน จากบางเบาค่อยเนื่องแน่นหน่วงหนักถะถั่งลงเป็นคำหยาดบอกเล่าเรื่องราวหลากชีวิตแก่งแย่งช่วงชิง  หวังครอบครองอาณาจักรที่คงเหลือแต่ซากปรักหักพังซึ่งยามนั้นมั่งคั่งกว่ามหานคราใดในอุษาคเนย์


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น