Suscríbete RSS
Comentarios RSS
Subscríbete por E-mail

ล่าเพชรพนมรุ้ง

El perdón es una decisión, no un sentimiento, porque cuando perdonamos no sentimos más la ofensa, no sentimos más rencor. Perdona, que perdonando tendrás en paz tu alma y la tendrá el que te ofendió.
Random Image

ขนำซำหม้อ

เรื่องสั้นเบาขมอง รางวัลชมเชยจุดประกายวรรณกรรมอะวอร์ด ครั้งที่ ๑

สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง

บันทึกไปหลวงพระบางทางเรือช้า ช้าจริง ๆ ช้าได้ใจ

พลับพลึงไพร

นิยายรักลูกทุ่งระเบิดภูเขาเผากระท่อม อ่านง่ายสบายกระหม่อม

ดวงใจกระซิบรัก

นิยายรักเล่มเล็ก บรรยากาศย้อนยุคริมฝั่งทะเลสาบสงขลา

The Note Book : บุเรงนองลั่นกลองรบ!

รับสาส์นท้ารบเมื่อกลางเดือน เพียงแจ้งตอบกลับไป ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนพลประการใด ใช่ปรามาสกำลังยุทธ์ฝ่ายท่านนั้นหามิได้ แต่เป็นด้วยพิจารณาแล้วว่าทำศึกกับผู้กรำสมรภูมินั้นมิบังควรเร่งผลีผลามการอันได้จักมิเท่าที่เสีย

ข้าพเจ้าใช้เวลาครึ่งเดือนจัดตั้งคูค่ายหอรบให้เข้มแข็ง แทนนอนกลางดินกินกลางแดดดังที่ผ่านมา เปลี่ยนเป็นกินกลางดอนนอนกลางสังกะสี (ดูมีสง่าราศีขึ้นอีกสักนิด) ป้อมค่ายมั่นคงแข็งแรง พายุพัดฝนกระหน่ำมิต้องมุดหลบรั่วน้ำกางแขนขายื้อเต้นท์ซวนจวนปลิวตามแรงพายุเช่นหลายเพลาผ่าน

พ้นครึ่งเดือนโดยไม่ได้เคลื่อนทัพแม้สักฝ่าตีนมด ขอท่านอย่าได้กำเริบใจไปว่า 'ดูดู๋บุเรงนองเถ้า เหลือเวลาอีกแค่สองเดือนจะเอาปัญญาที่ไหนมาสู้รบปรบมือ เห็นทีจะพ่ายเสียแต่ในมุ้งเป็นแท้' 

หากท่านพิจารณาในทางลึกจะพบว่าการศึกนั้นเอาชัยกันที่กลยุทธ์ ครุ่นคำนวณวางแผนรอบคอบรัดกุม ครึ่งเดือนผ่านไม่มีเลยสักค่ำคืนที่ข้าพเจ้าจะหลับโดยมิได้เห็นภาพการรบอยู่หลังม่านตา ครานี้จะเป็นครั้งแรกที่กลยุทธ์บั้นต้นบั้นกลางแลบั้นปลายถูกกำหนดไว้แต่เริ่ม การศึกเสร็จสิ้นเสียแต่ยังไม่เริ่มรบ หากพิจารณาย้อนหลังนั้นเล่า ข้าพเจ้าเพียงเพิ่งผ่านศึกหนึ่งเดือนกับจอมยุทธ์หวังพละกำลังยังห้าวฮึก ศึกสองเดือนมีหรือคนามือ หนึ่งเดือนเคยตะบันมาแล้ว 62 หน้า หากสองเดือนก็จะเป็น 124 กัดฟันอีกแค่เจ็ดสิบกว่าหน้าเป็นอันได้ขวดเขียวอยู่ในกำมือ อ้อ..อีกอย่าง เรื่อง 'ในมุ้ง' ข้าพเจ้ายังมิเคยยินยอมพ่ายผู้ใด..ขอบอก!

ตระหนักว่ากิติศัพท์ท่านเป็นที่ร่ำลือตลอดลุ่มอิระวดี แต่เพลงทวนสำนักกุโสดอก็ใช่เป็นสองรองใคร ยามประมือขอท่านระวังจงหนัก

กล่าวมาก็มากความแล้ว หากสู้กันหนึ่งต่อหนึ่งเกรงเป็นการชิงเอาเปรียบ ด้วยเห็นว่าท่านเองก็เรื้อสมรภูมิมาก็นานอยู่ หากจะขอสหายท่านสายมาอยู่ข้างข้าพเจ้าอีกสักคนนิยายที่สหายท่านสายกำลังเขียนอีกสักเรื่อง ผู้หนึ่งผู้ใดจบในเวลาเป็นอันถือว่าเข้าวิน คงจะพอมือสมน้ำสมเนื้อทำศึกกับท่านล่ะกระมัง

ยังมีเวลาวันนี้อีกวัน ข้าพเจ้าจะขอเอ้อระเหยลอยชายเวียนดูรั้วรอบขอบคูหอรบเสียสักหน่อย เช้าวันพรุ่งจักเคลื่อนกำลังพหลพลไกร ใช้ฤกษ์อุบากอง โห่ร้องเอาชัย ใช้เวลาสองเดือนชิงเอาขวดเขียวมาไว้ในกำมือจงได้

ปุเลง..ปุเลงนองดิลล์

@ 77 วันอันตราย


เติมอ่าน >>

The Note Book : ไร้สาระไม่ว่างเปล่า

ตอบความ

CB029641

สุดสัปดาห์สวัสดิ์ขอรับท่านสายที่เคารพรัก

เคยพูดคุยผ่าน Chat ของ Face Book กับสหายพี่อิสตรีสำนัก ท่านกรุณาบอกกล่าวว่าขี้เกียจติดตามบล็อกข้าพเจ้า เพราะย้ายบ่อยเหลือเกิน ทั้งติงด้วยมิตรไมตรีว่า "จะเสียเวลาแต่งบล็อกหาสวรรค์วิมานอะไร อยากได้บล็อกดังใจก็จ่ายตังค์สิ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่าเสียไปกับเรื่องไร้สาระ"

ข้าพเจ้าได้แต่ส่งเสียง หึ หึ จิ้มบอกคุณพี่ทั่นไปว่า "ไม่เห็นต้องติดตามเลยนี่ขอรับ ข้าพเจ้าไม่ได้ย้ายไปไหนสักหน่อย ยังอยู่บนหน้าจอของพี่ทั่นนี่เอง" ไม่ทราบฟังแล้วคุณพี่แกจะว่าไง ส่วนเรื่องแต่งบล็อกไม่มีเวลาอธิบายความ เพราะข้าพเจ้าแช่เน็ตนานไม่ได้เดี๋ยวเวลาไม่พอใช้ครบเดือน บอกคุณแกไปว่าข้าพเจ้าทำเรื่องไร้สาระมามากมาย เพิ่มอีกสักเรื่องสองเรื่องคงมิเป็นไร แล้วเร่งลา

คนเรามักเผลอเอาไม้บรรทัดตัวเองไปวัดสั้น-ยาวของผู้อื่นนะขอรับ

ไม่ก็่เคยชินอยู่กับลัทธิเหมาโหล, ใช้มาตราเดียวกับทุกเรื่องจึงสับสนปนเปไปหมด

มนุษย์คิดค้นมาตราชั่ง-ตวง-วัดขึ้นมาใช้ร่วมกัน เพื่อความเข้าใจไปทางเดียวกัน รับรู้ร่วมกัน ซึ่งก็ได้ผลดีสำหรับกรณีชั่ง-วัดขนาดสิ่งของ วัดระยะทาง แต่ใช้นาน ๆ เข้าเผลอนำไปวัดจิตใจ ตัดสินวิธีคิด ชั่งชีวิตผู้คน นำการกระทำผู้อื่นวางบนตาชั่งสาระตนเอง หากเข็มไม่กระดิกก็บอกว่า 'ไร้สาระ'

เพราะมาตราชั่งชีวิตของแต่ละคนเป็นเอกเทศนี่เอง เราจึงหมั่นชั่งตรวจสอบน้ำหนักชีวิตตัวเอง ด้วยตาชั่งเราเอง หากเข็มชี้บอกว่าเบาเกินไป เราก็เติมคุณค่าเพิ่มให้หนักขึ้น 'คุณค่าชีวิต' แต่ละคนแตกต่างกัน จึงเป็นหน้าที่เฉพาะตนเสาะหาให้เจอเพื่อนำมาวางบนตาชั่ง

หลายคนค้นไม่พบ ลองหยิบโน่นมาใส่ หยิบนี่มาใช้ ก็ยังไม่ใช่ ยังรู้สึกว่าชีวิตเบาโหวง คล้ายผ่านวันเวลาโดยไร้ค่า

ท่านกล่าวว่า 'เมื่อมองกลับไป ไม่ใช่ความว่างเปล่า'

เชื่อว่าท่านพบคุณค่าชีวิตตนเองแล้ว

ค่าชีวิตของเราคือ 'เขียนหนังสือ' ขอเพียงผ่านวันเวลาด้วยจำนวนอักษรทวี เท่านี้เราก็รู้สึกว่าใช้เวลาเต็มชีวิต (หมายถึงตัวอักษรเป็นเรื่องราวนะขอรับ มิใช่อักษร Chat อันนี้ละไว้ฐานรู้กัลล์)

ได้ทราบว่านิยายเดินหน้าด้วยดี สหายน้อยของท่านก็พลอยยินดี พวกเป้าหมาย, ความเครียด, กดดัน, ตันเขียนไม่ออก, เป็นแค่หลุมพราง ขวากขวางให้เราฝันฝ่า ปรับปรุงทักษะไปเรื่อย ๆ ข้าพเจ้าเชื่อว่า 'จบเรื่อง' หาใช่เป้าหมาย แต่ 'ฝึกจนอยู่มือ' ต่างหากคือเป้าหมายที่เรามุ่งเขียน หมั่นปรับปรุงทักษะ ไปให้ถึงเวลาที่เขียนได้เป็นธรรมชาติทุกวัน ทุกสถานที่ (เอ่อ..หมายถึงสถานที่สะดวกตามอัธยาศัยนะขอรับ มิใช่สถานที่ร่อนเร่กรำแดดฝนอย่างข้าพเจ้าเป็นอยู่ขณะนี้) ใช้วินัยเขียนที่ไม่รู้สึกเลยว่าเป็นวินัย เขียนทุกวันโดยไม่ฝืน ไม่บังคับตัวเอง คงเช่นเดียวกับนักกีฬาที่กว่าได้ทักษะสวยงาม สมบูรณ์แบบ ก็ต้องผ่านการเคี่ยวกรำ กร้ำกลืนฝึกฝน อยู่ในระเบียบวินัยเคร่งครัดมาก่อน

ไม่ว่าเป็นเป้าหมายใด วิธีเช่นไร ขอเพียงตัวหนังสือท่านสามารถเดินทางไป เท่านี้สหายน้อยของท่านก็นั่งชมด้วยรอยยิ้มเปื้อนใบหน้าแล้ว

อยู่ในสังคมวัตถุนิยม ยากเลี่ยงพ้นค่านิยมเงินตรา กิจกระทำโดยไร้ผลตอบแทนเป็นเงินทอง มักถูกมองว่า 'ไร้สาระ'

การใช้เวลานั่งเขียนหนังสือของเรา ก็คงไม่อาจรอดพ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลก คงไม่ต้องถาม ท่านต้องเคยใช้เวลาหลายชั่วโมงนั่งเค้นค้นคำในขมอง มองหาสัมผัสเหมาะ ๆ สักตัว ใช้เวลาครึ่งวันกับกลอนสักบท คนไม่เห็นค่าพบเข้าก็คงบอกไร้สาระ

ท่านเคยฝังสุนัขตายไหมขอรับ? เคยส่ายตาหากิ่งไม้แหย่ให้เจ้าแมลงน้อยที่บินทะเล่อทะล่าตกน้ำป๋อมแป๋มไหม? เคยจอดรถลงไปเอาปลาที่ติดในแอ่งบนถนนดินโยนลงคูข้างทางไหม? เคยนั่งยอง ๆ ดูมดเดินขบวนชักแถวอยู่เป็นนาน (แล้วถามมันว่าพวกเอ็งเสื้อสีไร?) ไหม? เคยเอาลูกนกบาดเจ็บมาใส่ยา ให้ข้าวให้น้ำจนมันบินจากไปไหม? เคยผ่านเวลาเพียงนั่งดูใบไม้แห้งร่วงตามลมไหม?

ข้าพเจ้ากระทำเรื่องไร้สาระมามากจริง ๆ จะเป็นไรหากทำเพิ่มอีกสักเรื่องสองเรื่อง ไม่แน่นะขอรับ อาจบางทีเรื่องไร้สาระพวกนี้เองที่บอกว่า 'เรายังมีชีวิต'

คารวะ

ป.ล. ต้องขอประทานโทษ โผล่ไม่ทันสุดสัปดาห์ ข้าพเจ้ายังไม่มีไฟฟ้าใช้ พิมพ์ไม่เสร็จค่ำเสียก่อนต้องวางมือกลับไปเต้นท์ (มืดแล้วกลัวงู) 

ขอบคุณสำหรับคำถามไถ่ 'กาลครั้งหนึ่ง' ยังเดินหน้าไม่ได้ เพราะชีวิตกรำทุรนเหลือเกิน เลื่อนที่นอนหนีฝุ่นมาเรื่อย ๆ จนลึกจากถนนร่วมสี่-ห้าร้อยเมตร ยังไม่มีที่อยู่แน่นอน กลางคืนใช้เต้นท์ กลางวันอาศัยเงาไม้ ไม่มีน้ำไม่มีไฟ ต้องเดินบุกป่าหญ้าใช้น้ำในโอ่งขนำร้างข้าง ๆ 

มีขนำเก่าปลวกกินหมดแล้ว เหลือหลังคาที่ยังใช้งานได้ รอให้ช่างมาดูค่อยตัดสินใจอีกที หากพอซ่อมแซมได้ ข้าพเจ้าคงเริ่มชีวิตใหม่กับขนำลูกเล็ก ๆ ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น เอากิ่งไม้มาผูกเป็นรั้วพอให้ตำลึงไต่ หาแผ่นไม้มาแกะอักษร 'อาศรมธุลีดิน' กลางวันนั่งเขียนหนังสือ ตกเย็นรดน้ำผัก ย่ำค่ำเขียนกลอน จนกว่าวิบากกรรมครั้งหน้าเดินทางมาเยือน

ทุรกรรมครั้งนี้ยังไม่ผ่านพ้น สุดสัปดาห์หน้าจะมิทำท่านต้องกินข้าวไม่ลงอีกแล้วขอรับ 

ป.ล.๒ เป็นอันโฮสต์รื้อกระท่อมเบต้าทิ้งเรียบร้อย ข้าพเจ้าเคย Export ไฟล์เก็บไว้ แต่ไฟล์ใหญ่กว่ากำหนด ลอง Hi Speed ของเพื่อน Import เข้ากระท่อม WP ปรากฏผ่าน แต่ยังหา Comment ไม่เจอ (ปกติ Export-Import ของ WP มาทั้งบทความทั้งคอมเม้นท์) อย่างไรล่ะก็..ท่านลองคลิกดูที่กระท่อม WP นะขอรับ 


เติมอ่าน >>

กล่องเครื่องมือนักหัดเขียน : ขุมคำศัพท์

สตีเฟ่น คิงก์กล่าวไว้ใน On Writing..

..หากคุณต้องการเขียนให้สุดความสามารถ คุณจำเป็นต้องมีกล่องเครื่องมือของตนเองขึ้นมาเสียก่อน จากนั้นก็ออกกำลังกายเพิ่มมัดกล้ามให้แข็งแรงพอจะยกกล่องเครื่องมือขึ้นจากพื้น

เมื่อไปถึงไซต์งานแล้ว คุณจะไม่ไปยืนเหม่อค้าง ขาดเครื่องมือที่จำเป็นต่อการทำงาน ก็มักจะเกิดความท้อแท้..เตรียมเครื่องมือให้พร้อม แม้พบงานหนักหนาสาหัสแค่ไหน ก็จะเริ่มลงมือได้ในทันที

กล่องเครื่องมือของแฟชชา(คุณตาของสตีเฟ่นผู้เป็นช่างไม้)มีสามชั้น ผมคิดว่ากล่องเครื่องมือนักเขียนของคุณ ควรจะมีอย่างน้อยสี่ชั้น นักเขียนอาจคนอาจจัดเตรียมไว้ถึงหรือหกชั้น แต่มากไปก็ไม่ดี จะกลายเป็นกล่องเครื่องมือขนาดใหญ่เกินกว่าจะพกพาติดตัวไปได้ เมื่อพกพาเคลื่อนที่ไม่ได้ ก็ไม่สมวัตถุประสงค์หนึ่งเดียวของกล่องเครื่องมือ

คุณมีกล่องเครื่องมือนักเขียนแล้ว คุณก็คงต้องหาที่ว่างติดลิ้นชักเล็กลิ้นชักน้อย แต่ทว่า จะวางไว้ที่ไหน และจะเอาอะไรเก็บไว้ในลิ้นชักบ้าง นั่นก็แล้วแต่คุณแล้วล่ะครับ กล่องเครื่องมือของคุณจะจัดระเบียบอย่างไร ทำได้เต็มที่

คุณเตรียมเครื่องมือที่จำเป็นพร้อมมูลแล้ว ผมใคร่ขอแนะนำให้คุณเทเครื่องมือออกมาให้หมด จัดเรียงเสียใหม่ให้เป็นระเบียบ ลองวิธีจัดเรียงใหม่ที่คุณไม่เคยทำมาก่อน เตือนตนเองให้ทราบว่าเครื่องมือแต่ละชิ้นที่จัดเข้าไปเก็บในกล่องเครื่องมือทำหน้าที่ใดบ้าง และหากเครื่องมือบางชิ้นขึ้นสนิม เพราะคุณไม่ได้ลับฝีมือมาเนิ่นนานแล้ว ก็ขัดถูทำความสะอาดจนเปล่งปลั่งแวววาว ชโลมน้ำมันไม่ให้เกิดสนิม

เครื่องมือสามัญจะอยู่บนสุด สามัญสุด เห็นชัดที่สุดในงานเขียนก็คือขุมคำศัพท์ คุณจะมีมากหรือมีน้อย บรรจุลงกล่องได้เลย ไม่ต้องรู้สึกอับอายขายหน้าหรือน้อยเนื้อต่ำใจแต่อย่างใด ดังคำคมจากนวลนางบังเงาที่กล่าวกับกะลาสีขี้อายว่า "มีมากหรือน้อยไม่สำคัญหรอกฮะ, ที่รัก  อยู่ที่ว่าคุณใช้เป็นหรือเปล่า"

นักเขียนบางคนมีขุมคำศัพท์มหึมา ศัพท์ยากศัพท์สูงรู้ไปหมด นักเขียนพวกนี้ไม่ต่างไปจากพจนานุกรมเดินได้ เขียนอะไรออกมา พอจะกล้าท้าได้เลยว่ามีคนเพียงหยิบมือเดียวที่อ่านเข้าใจเนื้อหา..'

'..วางขุมคำศัพท์ส่วนตัวไว้บนสุดในกล่องเครื่องมือ ไม่ต้องทุ่มเทประดิดประดอยสลักเสลาให้วิจิตรพิสดาร ถึงตอนอ่านทวน ค่อยนำเรื่องนี้มาคิด ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องเลวร้ายที่คุณจะรังแกตนเองได้ก็คือ การแต้มแต่งคำศัพท์ให้วิจิตรหรูหรา คุณมองหาเสาะค้นคำยาวคำยาก เพราะคุณอับอายที่ใช้แต่เพียงคำสั้น ๆ ซึ่งก็ชวนให้สมเพชเหมือนกับการจับหมาพุเดิลแสนรักมาแต่งชุดราตรีหรูหรา หมาพูเดิลอับอายที่แต่งตัวไม่เหมือนหมา เจ้าของผู้ที่ตัดสินใจทำเช่นนี้ เพราะคิดว่าสวยดี น่ารักดี ก็ควรจะอายมากกว่าหมา เตือนตนเองเสมอว่า อย่าได้เลือกคำว่า 'emolument' มาใช้ ในเมื่อคุณใช้คำว่า 'tip' แทนได้อยู่แล้ว

อย่าได้เขียนลงไปเชียวว่า "จอห์นแวะหยุดนานพอจะขับกากอาหาร" ในยามที่คุณต้องการบอกผู้อ่านว่า "จอห์นแวะหยุดนานพอจะขี้" หากคุณคิดว่าการใช้คำว่า 'ขี้' จะบาดหูผู้อ่านหรือไม่เหมาะควรกับเนื้อเรื่อง ก็ยังพอจะใช้อีกทางได้ว่า "จอห์นแวะหยุดนานพอจะปลดทุกข์" หรือ "จอห์นแวะหยุดนานพอจะเบ่ง" ผมไม่ได้ชี้แนะให้คุณใช้คำหยาบโลน ตัวอย่างเพียงจะชี้ให้เห็นการใช้คำเรียบง่ายสามัญ ตรงเข้าเป้า ระลึกเสมอว่า ใช้คำแรกสุดที่ผุดเข้ามาในหัว ถ้าสอดรับกับเนื้อหาและบรรยายภาพชัดเจน เพราะถ้าคุณลังเลนั่งคิดชั่วครู่ คุณก็จะคิดคำใหม่เข้ามาแทน ซึ่งอาจไม่เหมาะเท่าคำแรก..

ช่วงต่อไปสตีเฟ่นพูดถึงไวยากรณ์เป็นเครื่องมืออีกชิ้นที่เขาจัดวางไว้ชั้นบนสุดของกล่องเครื่องมือ ครั้งหน้าเรามาดูกัน

OOO

"การเป็นนักเขียนอาชีพเป็นอาชีพที่โดดเดี่ยวอยู่กับตัวเองอยู่แล้ว เป็นอาชีพที่ผลตอบแทนไม่สูง เพราะฉะนั้นถ้าเลือกที่จะทำอาชีพนี้ เราก็ควรใช้ประโยชน์จากมันให้เต็มที่ คือทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ ซื่อสัตย์กับมัน เขียนในสิ่งที่ตัวเองเชื่อและชอบ นั่นคือรางวัลในตัวของมันเอง เพราะถ้าเป็นรางวัลที่เป็นตัวเงินมันไม่ค่อยมีเท่าไหร่ แต่จะเป็นรางวัลทางจิตใจที่มันสูงกว่า"

-วินทร์ เลียววาริณ-

ที่มา : Stephen King On Writing  นพดล เวชสวัสดิ์ แปล


เติมอ่าน >>

The Note Book : เอาะแอะ

touch1

แอะอะอะ
อะเอาะ
เอาะแอะเอาะ

อุอะเอาะ
แอะแอะ
อุแอะแอ๋

อุอะอ๋อ
แอะออ
อ้อแอ้แอ

อุอะแอ
แอะอะ
อะ..มะมะ..มะ..แหมะ!

Technorati Tags:

เติมอ่าน >>

สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง : 9 นิราศหลวงพระบาง

๏ นิรมิตมาศแม้น.........แมนเมือง
รุจีเพชรรัตน์เรือง..........เลื่อมรุ้ง
เย็นรสพระธรรมประเทือง..ทวยราษฎร์ ทั่วแฮ
หลวงพระบางจำเริญรุ่ง.....เสกหล้าเจิดสมัย ฯ

๏ อวลอดีตอายอะเคื้อ...สุวคนธ์
สืบบรรพ์นิโลบล...........บ่งแจ้ง
เฉกสวรรค์ชะลอปน.......ปวงโลก ท่านเฮย
หลวงพระบางไป่แล้ง......เริดร้างมโนรมย์ ฯ

๏ งามราวโสฬสล้ำ.......ลือคำ
งามสถาปัตยกรรม.........ก่อสร้าง
งามทั้งวัฒนธรรม..........ทอดสืบ สานแฮ
งามจริยาสล้าง.............หลากล้วนนวลสนอง ฯ

๏ วัดวาอารามรั้ง.........ขนัดเรียง
รายบ้านสลับเคียง........คู่คล้อง
บ้านวัดถัดถัดเวียง........วังเจ้า พี่เฮย
สามภาคสามงามพร้อง....เพรียงพร้อมพึ่งพา ฯ

๏ หลวงพระบางลางลางโอ้..อนิจจา
พรายอดีตยังฉายมา..........มั่นย้ำ
เจ้าชีวิตพลัดพารา............จำพราก
เวียงพรากวัดบ้านช้ำ..........ด้วยน้ำมือใคร ฯ

๏ หลวงพระบางแต่บ้าน......ประจุบัน
ยังเหล่านายทุนยัน............แย่งยื้อ
ชาวบ้านนิราศกัน..............กำกีบ กรายกร
วัดจะอยู่อย่างไรฮื้อ...........ยากแล้วหลวงพระบาง ฯ


เติมอ่าน >>

เรไรร่อนร้อง : ฤางาม

๏ ฟ้างามอร่ามฟ้า
ดินงามหล้าอร่ามดิน
ลมโชยก็โรยริน
งามอาจินต์อร่ามใจ

ลอยเรือสู่ปลายรุ้ง
เลียบเยี่ยมคุ้งพยุงไป
พายจ้วงล่วงรำไร
สายน้ำไหวในสนธยา

อาทิตย์อัสดง
สูรย์แสงส่งซับเมฆา
เกลื่อนดาวก็พราวมา
ประดับฟ้ากระโจมดาว

ฟังเสียงเรไรร้อง
เร้าทำนองระงมราว
พร่ำเพรียกกู่เรียกสาว
นานเหน็บหนาวร้าวอารมณ์

น้ำค้างพร่างไพรพฤกษ์
ยิ่งนิ่งตรึกนึกแล้วตรม
มาเดียวเปลี่ยวคู่ชม
ร้าวระงมเยี่ยงเรไร

หิ่งห้อยล่องลอยลิ่ว
พร่างพรายพลิ้วกระเพื่อมไกว
เกลื่อนดงพฤกษ์พงไพร
ราวม่านไหวในอนธการ

หิ่งห้อยเจ้าคอยคู่
วับวับวู่อยู่เป็นนาน
ใจเรียมสิไหวปาน
วูบวู่วับแทบดับรอน

บทเพลงธรรมชาติ
งามแต้มวาดสะอาดตอน
มีเธอมาเคียงกร
ผ่านคืนค่อนละครจันทร์

บทเพลงวังเวงนัก
เพราะไร้รักมาเคียงกัน
ไหวอกสะทกขวัญ
ยิ่งนานนั้นยิ่งหวั่นใจ

ฟ้างามอร่ามฟ้า
ดินงามหล้าอร่ามใด
สายลมหยุดพัดไกว
งามเพียงไรไฉนงาม ฯ

@ กล่อมขวัญ: อ้อมอกอุ่น

Technorati Tags:

เติมอ่าน >>

จดหมายจากดาวสีดิน : คำปลอบประโลม

มิพักกล่าวคำชักชวนใดเลย ฉันใช้ร่องรอยของกาลเวลาแปรเป็นสระ-พยัญชนะมาสู่เธอด้วยเหตุผลเดียวกัน

หลายปีแล้วฉันกระทำสิ่งที่ผู้คนทั่วไปเห็นเข้าอาจคิดว่าวิกลจริต ก็เพราะจริตที่ไม่วิกลของผู้คนเป็น 'งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข' ฉันกลับคิดแย้งไปเสียทางอื่น

ไม่เคยคิดให้ 'งาน' และ 'เงิน' นำหน้า 'ความสุข' อีกทั้งจัดลำดับความสัมพันธ์ของทั้งสามแผกจากความเชื่อที่ผู้คนต้อยตามกันมาโดยไม่เคยสะกิดใจทบทวน ว่าความเชื่อเช่นนั้นนำไปสู่ปลายทางเยี่ยงไร

จริงอยู่ ดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบันเราขาดเงินไม่ได้ เนื่องเพราะมนุษย์สร้างเงินขึ้นมาเป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสิ่งของจำเป็นที่ไม่อาจเพาะปลูกหรือเสาะหาได้เอง แต่ 'เงิน' ก็ควรมีบทบาทอยู่เพียงนั้น ไม่ใช่กลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่ผู้คนเสาะแสวงหา ใช้เงินแลกทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่เคยคิดเพาะปลูกหรือสร้างขึ้นเอง 

ฉันใช่หมายให้ตัวเองขาดเงิน แต่ขอเธอตรองดู ว่ามีเงินสักเท่าไรจึงเพียงพอสำหรับดำรงชีวิตประจำวัน? ฉันเลือกที่จะมีแค่นั้น ไม่ใช้เวลาชีวิตหมดไปกับงานอดิเรกสะสมของเก่าชนิดนี้ หรือสนองตอบสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ที่ไม่เคยพอ ด้วยการสะสมล้นพ้นตัว ใช้เงินสำแดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของดิน, น้ำ, ฟ้า ราวกับว่าสามารถเป็นเจ้าของได้จริง ๆ

หลังกรำชีวิตจนเจนชะตา ความอยาก ความต้องการของฉันเสื่อมสูญสิ้น เงินที่หามาเพียงพอใช้ประจำวันและสำรองฉุกเฉิน ชีวิตคงเหลือแต่กิจวัตรประจำวัน และลมหายใจเข้าออกนี้ ความวิตกกังวลอนาคต ความเชื่อที่เคยคุ้นถูกถอดโยนทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่งซึ่งฉันเองหลงลืมไปนานแล้ว

ตั้งแต่พบความจริง ไม่ว่ามนุษย์จะคาดหมายอนาคตกำหนดชะตากรรมอย่างไรก็ไม่อาจหลุดพ้นไปจากกฎของความไม่แน่นอน คำบอกกล่าวคาดการณ์ดูแลเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นสำหรับฉันกลายเป็นเริงรมย์ของนิยายประโลมโลกย์เสียสิ้น

หลายปีแล้วฉันใช้เวลาเปลี่ยนเป็นตัวอักษร ตัวอักษรที่ไม่อาจแลกเปลี่ยนเป็นเงินหรืออาหารประทังท้อง หวังเธอจะให้ความเข้าใจ ไม่เห็นฉันวิกลจริตไปเสีย

หลายปีหลังมานี่ ฉันมีรายได้น้อยนิดเมื่อเปรียบกับหลายปีก่อนหน้า น้อยจนเทียบกันไม่ได้ แต่รายจ่ายก็ต่างจนไม่อาจเปรียบวัด

หลายปีก่อนหน้า ฉันเชื่อ ฉันกระทำเฉกเช่นผู้คนโดยมากในสังคม งาน หน้าที่ ความรับผิดชอบ พักผ่อน เดินทาง กิจกรรมเหล่านี้หมุนเวียนอยู่ในชีวิตราวเป็นองคาพยพของชีวิตเสียเอง เข้าออกร้านอาหาร โรงภาพยนต์ สถานบันเทิง และทำงานหามรุ่งค่ำเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับมาก็เพียงริ้วรอยยับย่นบนผิวหนัง ฉันมองกลับไป ไม่เห็นอะไรเลย..ไม่เห็นอะไรจริง ๆ

ตรงข้ามกับสองสามปีหลังที่ฉันแทบไม่มีรายได้ หยุดกิจกรรมทั้งมวล ใช้เวลานั่งเขียนหนังสือ มองย้อนกลับเห็นตัวหนังสือละลานตาทอดยาวจากวันเวลาเมื่อเริ่มมายังปัจจุบัน ไม่มีตัวเลขในบัญชี ไม่มีหนี้สิน ไม่มีงบดุล งบกำไร-ขาดทุนที่จะแสดงความมั่นคงทางฐานะ แต่ฉันรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่าง..

บางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าชีวิตของฉันมั่นคง

มิตรรักของฉัน เธอเชื่อหรือไม่? หากเรามอบความรักให้อะไรสักอย่างด้วยความจริงใจ ดูแลเอาใจใส่ทุกลมหายใจเข้า-ออก เราจะได้รับการดูแลกลับคืน เช่นเดียวกับเธอปลูกผัก ฟูมฟักจากเมล็ดเล็ก ๆ จนแตกใบเลี้ยง รอจนมีใบจริงจึงแยกลงกระถาง รดน้ำพรวนดิน หมั่นเติมปุ๋ย ผักต้นนั้นก็จะแตกใบอ่อนให้เรารับทาน ดูแลสุขภาพของเราเป็นการตอบแทน

ฉันใดฉันนั้น

ความรู้สึกลึก ๆ ในใจฉัน คงอิงอุ่นอยู่ในอ้อมแขนตัวหนังสือพวกนั้น และคอยสดับถ้อยคำปลอบประโลมว่า 'เราจะดูแลกันและกัน'

ฉันหลับนอนแต่หัวค่ำตื่นเช้าพร้อมตะวัน ตรงเวลาอันเป็นจุดเริ่มของเธอ ฉันคงหลับไปแล้ว เราอาจออกเดินทางคนละเวลา ย่ำไปบนดาวต่างดวง แต่ตราบใดที่เธอยังเดินทาง เราจะพบกันเสมอ เพราะฉันยังคงเดินทาง..แม้ในยามหลับ

มิตรของเธอ

@ จดหมายจากดาวสีน้ำเงิน: เริ่มต้นที่ 0.00 น.


เติมอ่าน >>

The Note Book : การกลับมาของเสือร้าย

dum4 ชุมเสือบ้านห้วยหนอนครั้งกระโน้นเต็มด้วยมือปืนร้อยศพ ทุกคนล้วนมีประวัติปล้นฆ่าโชกโชน ถูกสันติบาลตามล่าหัวซุกหัวซุน เมื่อถูกกดดันหนักเข้าที่สุดก็มารวมกันเป็นชุมเสือ สร้างความอกสั่นขวัญแขวนแก่ชาวบ้านห้วยหนอน ห้วยไก่แจ้ไปจรดแม่ยางอาย

ทางการระดมกำลังจากอำเภอใกล้เคียงเข้ากวาดล้าง ทุกครั้งประสพความล้มเหลว สูญเสียชีวิตตำรวจไปก็มาก

พวกเด็กหนุ่มวัยฉกรรจ์ใจห้าวสมัครเข้าร่วมด้วยแรงคึกคะนอง ชุมเสือที่เมื่อแรกมีแต่มือปืนระดับพระกาฬนับคนได้เติบโตขึ้นทุกที จากสิบกลายเป็นร้อย มือปืนเก่าลายคราม มือปืนใหม่วัยละอ่อนเดินกระทบไหล่สวนกันไปมาในชุมเสือบ้านห้วยหนอน

เวลานั้นมือปืนมีชื่อในชุมเสือเห็นจะไม่มีใครเกินเสือนันท์ เสือกูด เสือไข่ เสือไอ ทั้งสี่เป็นที่รู้จักยำเกรงตลอดย่านบ้านห้วยหนอน ชื่อเสียงไม่ด้อยไปกว่าเสือฝ้าย เสือดำ เสือใบ เสือมเหศวรเมื่อก่อน เสือนันท์นั้นเป็นที่ยำเกรงด้วยประสบการณ์โชกโชน ผ่านศึกเหนือเสือใต้มาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ เสือกูดหนักแน่น มั่นคง ปืนคู่ไว้ใจได้ เสือไข่เมาหยำเปกินเหล้าแทนน้ำแต่ชักปืนทีไร กระสุนไม่เคยพลาดเป้า ส่วนเสือไอด้อยอาวุโสกว่าใครอุปนิสัยไม่สนระเบียบวินัย ใช้แต่อารมณ์ ท่าชักปืน ท่ายิงสวยงามฉับไว แต่ไม่เคยฆ่าคน เสือไอกระเหี้ยนกระหือรืออยากใช้กระสุนปลิดชีวิตใครสักคนอยู่ทุกวัน

ในจำนวนยอดมือปืนชุมเสือหากไม่นับความแม่นยำ ฉับไว เฉียบคม ไม่มีใครเกินเสือพุ่ม

ชักปืนช้า อืดอาด เต็มด้วยท่วงท่าลีลา ทุกครั้งกว่าเสือพุ่มลั่นกระสุน กระสุนฝ่ายตรงข้ามมักเฉียดใบหู ไม่ก็รอดหว่างขาอย่างหวาดเสียว แต่ทุกครั้งที่เสือพุ่มลั่นไก ท่วงท่าเต็มด้วยจินตนาการ ตั้งแต่ตวัดเรียวนิ้วสวมกอดด้ามไม้มะค่าขัดมัน สะบัดแขนส่งลำกล้องไปข้างหน้า สอดนิ้วเข้าโกร่ง ขึ้นนก เหนี่ยวไก เสือพุ่มเคลื่อนไหวด้วยทักษะยอดมือปืนในตำนาน บางครั้งกระสุนระเบิดออกแล้ว หากควันดินปืนลอยไม่สวย เสือพุ่มมักส่ายหน้าไม่สบอารมณ์ จากนั้นค่อยขยับขาตั้งท่ายิงใหม่ โดยไม่สนว่าเหยื่อแน่นิ่งสิ้นใจแล้วหรือไม่ 'เหยื่อไม่ใช่เป้า ความสวยงามของท่วงท่าต่างหากเล่าคือเป้าที่ยิง' เสือพุ่มเปรยอยู่เสมอ

ชุมเสือบ้านห้วยหนอนเข้มแข็งขึ้นทุกที ทั้งหมดออกปล้นแบ่งสรรปันส่วนอย่างทั่วถึง อยู่ร่วมกันอย่างมีสัมมาคารวะ ผู้เยาว์เคารพอาวุโส ผู้มาใหม่แม้มากวัยก็ให้ความนับถือคนเก่าที่ด้อยวัยกว่าด้วยเห็นว่าอยู่มาก่อน ชื่อเสียงชุมเสือบ้านห้วยหนอนกระฉ่อนจนกลุ่มเสือรายย่อยต่างถิ่นหวังสร้างชื่อชักพากันเข้าร่วม

ทางการเห็นช่อง บางครั้งทำลายความชั่วต้องใช้ความชั่วอีกชนิดหนึ่ง ติดต่อให้สินบนกลุ่มอันธพาลปะปนเข้ามาในชุมเสือ

ชุมเสือที่เคยสุขสงบ เริ่มยุ่งเหยิง มีแบ่งพรรคจับขั้ว ดึงคนโน้นดูดคนนี้เข้าพวก ด่าคนนั้นว่าคนนี้ลับหลัง กระทั่งมีคนปาขี้ส่งกลิ่นโฉ่ไปทั้งชุมเสือ ไม่มีใครเป็นทุกข์เป็นร้อน ยังไม่พอกลับเห็นดีเห็นงามด้วยคนที่ปาก็สมัครพรรคพวกตน

'มิเป็นไร..ทิ้งไว้เดี๋ยวมันก็แห้ง กลิ่นก็จักหายไปเอง' เสือพุ่มเปรย

จนวันหนึ่งขณะเสือพุ่มกำลังเดินลอยชายส่ายก้นอาด ๆ สายคาดปืนทิ้งห้อยข้างเอว ซองหนังผูกไว้หลวม ๆ ตีข้างขาผึบ ๆ กำลังคิดอยู่ว่าจะชักปืนอย่างไรไม่ซ้ำท่าเดิมเผื่อเอาไว้ชักอวดนังเสือสาว ๆ ก็มีอะไรสักอย่างแหมะลงบนใบหน้าหล่อเหลาน้อง ๆ จู๊ด ลอว์ กลิ่นหึ่งอบอึงเข้าไปถึงลำไส้เพราะแหมะอยู่ตรงปลายจมูกนี่เอง

เสือพุ่มสะบัดหน้า มือกุมด้ามปืน หันซ้ายหันขวา เห็นหลังไอ้คนปาไว ๆ ระยะแค่นั้นไม่มีพลาด!

แต่เสือพุ่มไม่ยิง

เสือพุ่มเลือกเดินไปจากชุมเสือบ้านห้วยหนอน เวลานั้นยังช้ากว่าอีกหลายคน

ไม่ต้องใช้กำลัง ไม่ต้องสูญงบประมาณ ชุมเสือบ้านห้วยหนอนค่อย ๆ เงียบเหงาลง พวกยอดมือปืนต่างเบื่อหน่ายหลบหน้ากระจัดพลัดพรายไป ทิ้งร่อยรอยฝ่าเท้าที่เคยย่ำ ริ้วสายใยมิตรภาพที่เคยโยงร้อยใจเหล่ามือปืนถูกปล่อยแห้งกรังพัดพลิ้วในสายลมแล้ง แอ่งน้ำหุบห้วยแห้งขอด เสียงปืนที่เคยสนั่นลั่นทุ่งเงียบหาย

กาลเวลาชะล้างทุกอย่าง

อาจเป็นเช่นเสือพุ่มเคยเปรย 'มิเป็นไร..ทิ้งไว้เดี๋ยวมันก็แห้ง กลิ่นก็จักหายไปเอง' ชุมเสือบ้านห้วยหนอนยามนี้ถนนเต็มด้วยฝุ่นดิน เงียบเหงา เกลี้ยงเกลา ไร้กลิ่นชวนคลื่นเหียน มียอดมือปืนนับคนได้ ไร้ชื่อเสียง ไม่เป็นที่สะทกสะท้านของชาวบ้าน ไม่อยู่ในสายตาของทางการ

สายลมประจิมพัดพรู ผงฝุ่นปลิวว่อน บนถนนทางเข้าชุมเสือ เงาร่างหนึ่งเดินตรงมา ใบหน้าหล่อเหลาน้อง ๆ จู๊ด ลอว์ เข็มขัดปืนพาดเฉียงเหนือหัวเหน่า ลูกปืนเต็มรังเพลิง สายหนังรัดโคนขาไว้หลวม ๆ ทำให้ซองปืนเสียดสีเนื้อผ้าส่งเสียงสวบสาบ ท่าเดินมั่นคงขึ้น มือกางแกว่งเบา ๆ ไม่ห่างด้ามไม้มะค่า

เสือพุ่มกำลังคิดว่าจะชักปืนท่าไหนดี กลับมาคราวนี้นังเสือสาว ๆ จะได้สบใจ

dum2
ทองดี โคกกระโดน


เติมอ่าน >>

เรไรร่อนร้อง : ขวัญเรือน

๏ กรุ่นสายลมหอบรักจากรวงข้าว
ยังกรุ่นกราวราวกลิ่นรินรินหวน
คะนึงเย้าหยอกยิ้มเจ้านิ่มนวล
ชะม้อยชวนชายตามาเอียงอาย

๏ หอมเจ้าเอย..ฟอนฟางรางรางหอม
ยังแย้มย้อมเหลืองแสดริ้วแดดสาย
ชะน้ำค้างร้างรอก็เรียงราย
ชวนชะม้ายคล้ายรับการกลับมา

๏ ใช่จะลืมทิวตาลผ่านชายทุ่ง
ลืมโค้งคุ้งลำคลองเคยล่องหา
คราบความหลังยังค้างบนคันนา
จะเลือนลาละจางได้อย่างไร

๏ ไผ่สีสุกเสียดกอล้อลมหนาว
ขลุ่ยฟางข้าวเคล้าตาลมาหวานไหว
หนาวเจ้าเอยหนาวนักจนยากใจ
จะเหลียวไหนก็น่าน้ำตาคลอ

๏ ระงมหริ่งเรไรครวญชวนวิโยค
พญาโศกคร่ำว่าพะงาหนอ
ในเพลงขลุ่ยเคยเฝ้าพะเน้าพะนอ
จะรวนล้อก็เพียงพิไลภิรมย์

๏ รวงรังผึ้งแรมจันทร์มาพลันร้าง
ในอ้างว้างรสหวานก็พานขม
ริ้วใบไผ่ร่วงรายในสายลม
จะเพลินชมก็ชวนพิลาปพิราม

๏ เสียงขลุ่ยครวญหวนคลอคืนกอไผ่
เก็บหัวใจเจ็บล้าในป่าหนาม
เก็บซากฝันฟันฝ่าพยายาม
ที่ติดตามระหกระเหินเดินทางไกล

๏ กลับคืน..ลำเนารักแนบตักอุ่น
มานอนหนุนอักขราระย้าไหว
แอบอกอ้อนอิงกรุ่นในอุ่นไอ
จะหลับไปด้วยอวลหอมในอ้อมกาย

๏ จะร้อยรักร่วมเรือนวธุรส
ไม่มีหมดจนกว่าชีวาสลาย
กว่าเดือนดับลับหล้าฟ้าทลาย
มั่นเรือนตายหมายเคียงเพียงเจ้าเอย ฯ

ภาพ : อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต

Technorati Tags:

เติมอ่าน >>