ชักม้าชมเมือง : เพลงกาล
เติมอ่าน >>
๏ ลิขิตชีวิตข้า หลากแหล่งหล้าเที่ยวไป ฝากหัวใจองคาพยพ พบเหล่าคนล้นราก จากแลพรากมิจบสิ้น ยินเรื่องราวหลายรส หมดแล้วเพิ่มเติมตน ค้นแลพล่านควานหา สุดขอบฟ้าสุดดิน ชินจนชาล้าแรง แข็งในอ่อนค่อนขัด หลัดหลัดพัดผ่านไป ไหวในความนิ่งงัน พรั่นในเพลิงกำหนัด ตัดแลต่อล้อโลก สุขในโศกสารพัด ชัดแล้วกลับเลือนราง คว้างไปในหฤหรรษ์ สรรค์เสกใดในหล้า กลับก้มหน้าซบดิน สิ้นแรงทะยานอยาก พินิจซากคืนสังขาร แก่ต้นธารทบท่าว น้อมใจน้าวนิ่งนาน วัฏสังสารสับเปลี่ยน เวียนหมุนมิจบสิ้น หยัดพ้นดินแตกยอดอ่อน ผลิใบช้อนชดช้อย ค่อยค่อยย้อยหยัดยืน ตื่นจากหลับในนิทรา แย้มเยี่ยมหน้าสู่โลก เป็นดอกโมกหอมระรวย ชวยชายสายลมปลิว ลิ่วเกสรว่อนไป ท่องโลกร่อนราวไร้ แหล่งหล้า..บารนี ฯ
๑
เจ้าพระยายามนี้สีขุ่นด้วยน้ำเหนือหลากล้นแทบท้นฝั่ง มองไปกลางสายน้ำเห็นกอสวะกระเพื่อมรี่แรงไหล เรือโยงเรียงลำตามเรือลากจูงส่งเสียงลั่นคุ้ง ลมบ่ายชายโชย หอบหอมกลิ่นลำน้ำมาบางเบา เบื้องหน้าผมเป็นเรือนไทยยกพื้น ฝาปะกนไม้สักสึกร่องลาย แวดล้อมด้วยไม้พุ่มไม้สูงแผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่น มีทางโรยกรวดทอดสู่ศาลาริมน้ำ เสียงระฆังกังสดาลดังประสานเสียงนกร้องรับผู้มาเยือน ขั้นบันไดทอดสู่ซุ้มประตูไม้หับบานไม่สนิท ผมถอดรองเท้าขยับก้าวขึ้นไป
บานประตูไม้สักสีซีดด้วยกรำแรงแดดฝน เผยอ้าเหมือนจะเชื้อเชิญ แต่หากถือวิสาสะโดยเจ้าของไม่อยู่ดูจะกระไร ผมยืนลังเล..
ความฝันอยากเขียนนิยายของตัวเองสักเรื่องดังก้องอยู่ในใจ แต่ไม่เคยลงมือทำให้สำเร็จสักครั้ง เพราะเวลาแทบทั้งหมดมีแต่งานกับงาน ผมไม่เคยเชื่อเลยว่าเราสามารถทำงานประจำและเขียนนิยายหลังเลิกงาน เว้นแต่เป็นงานประเภทปลอดความเครียด ทุกอย่างเสร็จในเวลา หมดเวลางานก็หมดเรื่องให้ขบคิดหมดปัญหาให้แก้ หากเป็นอย่างนั้นย่อมมีพลังหลงเหลือสำหรับลงมือสานใยฝันให้เป็นรูปเป็นร่าง แต่ไม่มีวันเกิดขึ้นกับงานทัวร์โอเปอร์เรชั่นของผม งานที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่หยุดหย่อน ไม่เลือกเวลาตื่นหรือหลับนอน เพราะลูกค้าของบริษัททั้งที่หมุนเวียนเข้า-ออกและกระจายพักโรงแรมต่าง ๆ ทั่วประเทศร่วมร้อย ไม่ปัญหาใดก็ปัญหาหนึ่งจะต้องเกิดขึ้น โทรศัพท์ของผมดังไม่เลือกเวลา ไม่ว่าเป็นตีสอง ตีสาม หรือขณะนั่งในห้องน้ำ ทุกครั้งพลาดไม่ได้ เพราะล้วนเป็นเรื่องเร่งด่วนสุดวิสัยของหัวหน้าทัวร์หรือไกด์จะจัดการ
ผมเริ่มคิดเรื่องลาออกครั้งที่ไกด์รับงานแต่ไม่ไปรับแขก คนรถโทรฯ จากสนามบินตอนตีสี่ ทั้งเพิ่งเสร็จงานดูแลแขกวีไอพีได้เอนหลังหลับนอนตีสอง ไม่มีไกด์คนไหนว่าง ผมรีบล้างหน้าแต่งตัวขับรถไปสนามบิน เผลอหลับตอนติดไฟแดงจนรถคันหลังกดแตร แล้วไปยืนหลับถือป้ายชื่อกรุ๊ปทัวร์ตรงช่องทางผู้โดยสารขาเข้า
หากผมยังใช้ชีวิตแบบนี้อาจไม่มีลมหายใจรอดอยู่ยาวยืน แต่ความหวังอยากมีบริษัททัวร์ของตัวเองก็คอยหนุนให้กัดฟันทน ผมมาจนใกล้ถึงเป้าหมายเต็มที มีรายชื่อตัวแทนบริษัททัวร์ต่างชาติที่ติดต่อด้วยมากพอแล้ว ทั้งกลุ่มลูกค้ายุโรป ออสเตรเลีย อเมริกา รวมทั้งเอเชียอย่างฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มีรายชื่อไกด์ภาษาที่สามพอรองรับงาน
ผมทำงานหามรุ่งหามค่ำรอวันเป็นเจ้าของกิจการตัวเอง ขณะอีกใจก็คอยถามว่าชอบรูปแบบชีวิตที่เป็นอยู่นี้จริง ๆ หรือ?
คำตอบคือ ไม่!
รูปแบบชีวิตอย่างที่ผมกระทำจนชำนาญนี้จะต้องแก้ปัญหาทุกอย่างให้ลุล่วงด้วยดี ไม่ว่าใช้วิธีใด บ่อยครั้งต้องลื่นไหล โกหกเพื่อซื้อเวลา รับปากเพื่อลดภาวะปะทะทางอารมณ์ เสแสร้งเป็นมีโทสะเพื่อกดดันฝ่ายตรงข้าม ใช้เสื้อผ้าแบรนด์เนมเพื่อความเชื่อมั่นของลูกค้า ชีวิตที่ใจโหยหากลับเป็นชีวิตเงียบ ๆ สวมเสื้อผ้าลำรองอยู่กับบ้าน นั่งเขียนหนังสือจากเช้าจนเย็นโดยไม่ต้องออกไปผจญรถติด แบกรับความเครียดไว้เต็มบ่า วนเวียนอยู่กับปฏิสัมพันธ์ของผู้คนรอบข้างที่ล้วนนานาจิตตัง ดี ๆ ร้าย ๆ ปะปนจนคล้ายอยู่ในโรงพยาบาลประสาทโรงใหญ่
กระทั่งปัญหาล่าสุด
ผมทะเลาะกับโอเปอร์เรชั่นฝั่งยุโรป ทำงานแค่พ้นตัว ส่งงานยังไม่เสร็จมากองให้ผมต้องไล่ตามหารายละเอียดทั้งที่ไม่ใช่งานตัว เฉพาะงานผมเองก็ทำจนสองสามทุ่มทุกวันอยู่แล้ว ผมไม่อยากอดกลั้นต่อไปเลยระบายโทสะแล้วก็ลาออก
คล้ายเกลียวที่ขันจนแน่น ต้องคลายออกเสียบ้าง
คิดหยุดแรงเหวี่ยงของชีวิตสักพัก ใช้ชีวิตตามใจต้องการสักช่วงดูว่าจะเป็นอย่างไร ผมจะหาที่เงียบ ๆ นั่งเขียนนิยายสักเรื่อง จากนั้นค่อยจัดการกับชีวิตต่อไป ไม่ตระเตรียมอะไรทั้งสิ้น ไม่พกกระเป๋าเดินทาง ผมสตาร์ทฮอนด้าซิตี้ไทป์ซีออกจากปากเกร็ดคิดจะขับรถไปหาเพื่อนที่พิษณุโลก แต่แล้วไม่ทราบอะไรดลใจ ช่วงผ่านแยกเข้าอยุธยาผมกลับเลี้ยวซ้ายไม่มีปี่มีขลุ่ย
ผมมาอยุธยาจนนับครั้งไม่ได้ เพราะอยุธยาอยู่ในโปรแกรมขายของทุกบริษัททัวร์ ทุกทัวร์อะราวด์ต้องแวะอยุธยา แต่ที่จดจำไม่ลืมคือครั้งเรียนวิชาถ่ายภาพ ผมขึ้นรถสายมาดุ่มเดิน พบคนใจดีพาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เที่ยวถ่ายภาพไปทั่ว อดทนคอยด้วยความเต็มใจ เสียเวลาทั้งวันให้นักศึกษาที่มีเงินติดตัวแค่มื้ออาหาร ขณะขับรถวนเวียนดูซากความเจริญรุ่งเรืองครั้งอดีต ใจคิดถึงมิตรภาพบริสุทธิ์ครั้งนั้นซึ่งไม่เกิดขึ้นอีกเลยเมื่อเส้นทางชีวิตเข้าสู่ช่วงของงานที่แลกเปลี่ยนเวลากันด้วยตัวเงิน
กินมื้อเที่ยงเสร็จผมขับไปตามถนนเลียบแม่น้ำ มีเกสต์เฮ้าส์เรียงรายตลอดทาง ทั้งที่ดัดแปลงบ้านเก่าและสร้างใหม่ เคยคิดอยากมีบ้านริมน้ำ แต่ราคาที่ดินริมน้ำยุคนี้สุดวิสัยที่ผมจะอาจเอื้อม พักแถวนี้สักหลายวันคงไม่เลว ผมส่ายตาเสาะหาที่พัก แวะสอบถามไปเรื่อย จนขับเลยป้ายไม้เก่า ตัวอักษรสีทอง ผมหันกลับไปมอง ภายในรั้วชบาเป็นบ้านทรงไทยร่มรื่น
ถนนแคบมากกว่ากลับรถได้ก็เลยไปไกลโข ผมกลับมาที่ป้ายอักษรสีทองอีกครั้ง ป้ายไม้สึกเห็นร่องลึกลาย ตัวอักษร 'กาลครั้งหนึ่งฯ' ลงรักปิดทองหลุดล่อนราวผ่านกาลเวลาหลายร้อยปี มีป้ายภาษาอังกฤษ 'Once Upon A Time' Bed & Breakfast อยู่ด้านล่าง ผมเลี้ยวรถเข้ามา
"เชิญข้างในค่ะ"
เสียงกังวานใสเหมือนแว่วจากที่แสนไกลปลุกผมจากภวังค์ สำเนียงเนิบนุ่มหางเสียงคำ 'ค่ะ' แผ่วเบาทอดปลายเหมือนเรือนผมหญิงสาวยามต้องลม ราวถูกสะกด ผมยื่นมือแตะบานไม้ มีเสียงหวีดหวิวคล้ายเอาเปลือกหอยแนบหูดังก้องขึ้นในความเงียบ แดดบ่ายทาบทาบนบานประตูไม้สักตรงหน้า บานไม้สลักลายพฤกษาเลื่อมเงาแสง พวกนกเล็ก ๆ ในลายไม้คล้ายขยับเขยื้อน ผิวไม้โต้ตอบสัมผัสเหมือนคุ้นมือ แทบไม่ต้องออกแรงผลักมันอ้าออกช้า ๆ ขณะเดียวกับสายลมแผ่วจากแม่น้ำพัดเอากลิ่นหอมอ่อนโชยมา
ไอเย็นปะทะใบหน้า
ผมชะงักเท้า ถอดแว่นกันแดด หากไม่ใช่เพราะตาฝ้าก็ฝาด ที่เห็นเป็นไอเย็นบางเบาลอยอ้อยอิ่งคล้ายอวลหมอกยามรุ่งสาง
ผมก้าวข้ามธรณีประตู
ช่วงหนึ่งก้าวกลับรู้สึกทอดยาวราวเคลื่อนสู่อีกสถานที่แสนไกล กลิ่นอ่อน ๆ ของไม้หอมหลากชนิดแซมกลิ่นอบเชยกานพลูโชยแล้วแผ่วหายแล้วกลับมาเหมือนลอยผ่าน เสียงหวีดหวิวอึงแก้วหูเมื่อครู่เงียบไปแล้ว ยินแต่เสียงของความวิเวกเหมือนอยู่ในโลกเวิ้งว้าง
"เชิญข้างในก่อนค่ะ"
ผมยืนค้างอยู่ตรงประตู หลับตารอให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ นั้นหวนกลับมา ได้ยินเสียงเรียกซ้ำจึงสืบเท้าเข้าไป
หญิงสาวนั่งบนตั่งสีทอง ใต้ชายคาเรือนไทยด้านหน้าเปิดโล่ง ผมยาวรวบมวยไว้ด้านหลังเผยลำคอระหง วงหน้าสงบนิ่งริมฝีปากอิ่มเผยอยิ้มแก้มอวบ เธอวางพวงมาลัยมะลิลงบนพานขยับปลายเท้าอ่อนช้อยลงสู่พื้น ผ้าผืนทอลายสอดดิ้นทองคลี่เคลื่อนทิ้งตัวลงตามปลายเท้าละมุนผ่อง ทับทรวงเนื้อหนาสีหมากสุกขับผิวไหล่เนียนนวล เธอซ้อนมือขยับลุก
'เหมือนเตรียมเข้าฉากละครทีวี' ผมนึก
หญิงสาวเดินตรงมา รอยยิ้มประกายตาสะกดผมนิ่งงัน เธอสูงประมาณไหล่ กลิ่นหอมอ่อน ๆ นั่นมาจากตัวเธอนี่เอง
ไม่กล่าววาจา เธอหยุดยืนมองหน้าผมนิ่ง ดวงตาคมวามวาวแม้ภาพเขียนวิจิตรซึ่งเลิศศิลปินรังสรรค์ก็คงไม่อาจงามอย่างที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ รอยยิ้มน้อย ๆ ประดับมุมแก้มนวลตลอดเวลา
"บ้านร่มรื่นน่าอยู่ครับ" ผมทัก
เธอยิ้ม "ขอบคุณค่ะ"
"ไม่ทราบมีห้องพักว่างมั้ยครับ?"
แทนคำตอบ เธอผายมือไปทางตั้งสีทองแล้วก้าวนำ ผมเดินตามมานั่งลงฝั่งตรงข้ามทิ้งระยะห่างพอสมควร หญิงสาวรวบชายผ้าเก็บปลายเท้าพับเพียบบนตั่งนั่งหลังตรงสง่าราวกุลสตรีสูงศักดิ์
"พักกี่วันไม่ทราบคะ?"
"เอ่อ.." ผมไม่ได้คิดไว้ก่อน คำถามนี้ขึ้นกับเงื่อนไขสถานที่ว่าเก็บค่าที่พักตอนเช็คเอ้าท์หรือเช็คอิน เพราะหากจ่ายไปก่อน ไม่สามารถเปลี่ยนใจภายหลัง คิดอีกที ทางที่ดีผมควรทิ้งตัวตนคนคลุกคลีวงการท่องเที่ยว เป็นอีกคนที่ไม่อินังขังขอบ ปล่อยเรื่องราวรอบข้างดำเนินไปแล้วค่อยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ผมตอบไปว่า
"ยังไม่ได้คิดเลยครับ"
หญิงสาวเลิกคิ้วโก่ง หันมองแล้วอมยิ้ม เอื้อมหยิบพวงมาลัยมะลิขึ้นจากพานทอง ผมไม่คุ้นกับพวกเครื่องประดับประเภทเงิน ๆ ทอง ๆ แต่มองอย่างไรก็คิดว่าพานนั่นเป็นทองแท้ ไม่ใช่ชุบสีทอง
"ไม่ทราบห้องพักคืนละเท่าไหร่ครับ?"
"สักครู่คงมีคนมาดูแลลองถามเขานะคะ"
"ได้ครับ"
ผมพยักหน้ากวาดตามองข้าวของเครื่องตกแต่ง ล้วนวัตถุโบราณล้ำค่า หากไม่ใช่ของแท้ก็ต้องเป็นงานฝีมือเลิศจากช่างชั้นยอด ไม่ว่าเป็นฝักพระขรรถ์ถมตะทองประดับพลอย ปิ่นทองในตู้ไม้แกะสลัก หรือซอประดับทับทิมแขวนข้างฝานั่นงามจนไม่อยากเชื่อว่าเป็นฝีมือช่างยุคนี้
"ชอบวัตถุโบราณหรือคะ?" หญิงสาวถามมือหยิบดอกมะลิร้อยเข้าพวง
"ครับ" ผมตอบ "ขออนุญาตชมใกล้ ๆ ได้มั้ยครับ?"
"ตามสบายค่ะ"
ผมขยับลุกจากตั่งช้า ๆ บรรยากาศคล้ายหลุดยุคพลอยกดดันแม้จะก้าวขาผมยังต้องส่งปลายเท้าลงพื้นก่อนด้วยเกรงก่อเสียงดัง
เรือนนี้ประกอบด้วยเรือนไทยสามหลังหันหากัน เชื่อมด้วยระเบียงแล่น มีศาลายกพื้นตรงกลางใช้เป็นที่นั่งพักผ่อน ส่วนรับรองแขกเป็นเรือนไทยเปิดโล่ง มีผนังสามด้าน วางตั่งทองไว้กลาง ถัดจากส่วนรับรองแขกคงเป็นห้องพัก ไม่ก็เจ้าของใช้อยู่เอง
ซอโบราณสลักลายวิจิตรประดับทับทิมเม็ดเขื่องแขวนผนังด้านในฝั่งผมนั่ง ผมเดินมาหยุดมอง ทับทิมสะท้อนประกายแดดบ่ายวาวแวว
"ชอบแบบไหนหรือคะ" เสียงกังวานใสเอ่ยถาม "สะสมหรือนักหาของเก่า?"
"แค่ชอบดูน่ะครับ" ผมตอบ "บางคนอาจชอบเดินห้าง ดูหนัง ผมกลับชอบเดินดูวัตถุโบราณ ผ่านริเวอร์ซิตี้ทีไรผมเดินดูทั้งวันไม่ได้คิดเป็นเจ้าข้าวเจ้าของนะครับ แค่รู้สึกว่าบรรยากาศแวดล้อมด้วยวัตถุโบราณนั้นเงียบขรึม อบอุ่น สงบนิ่ง.."
"อาจเพราะวัตถุโบราณเป็นของตายแล้วมังคะ" เธอแทรกขึ้น "ไม่มีเรื่องราวอะไรให้ตื่นเต้นอีก ผู้เป็นเจ้าของล้วนจากไปหมดแล้ว"
"อ้าว..เจ้าของใหม่ไม่นับเป็นเจ้าของหรือครับ?"
"ไม่ดอกค่ะ" เธอตอบ "ดูซอนั่นสิคะ เจ้าของคือคนที่ทำให้ซอเกิดเสียงดนตรี สื่อจิตใจกับสายซอเป็นเดียว ซอจึงมีชีวิต หากแขวนอยู่ข้างฝาอย่างนั้นต่อให้สวยงามอย่างไรก็เป็นแค่เครื่องประดับ เป็นซอที่ตายแล้ว"
ผมพินิจคันซอสลักลายไม้อ่อนช้อยหยักพลิ้วราวจะปลิวไหว วาวแดงของทับทิมเม็ดเขื่องบนตัวซอเลื่อมแสงไปมาคล้ายมีกระแสโลหิตไหลเวียนภายใน
"วัตถุโบราณที่คุณชอบแวะดูมีวิญญาณหรือไม่คะ?" หญิงสาวถามขึ้น
"วิญญาณ?" ผมหันมองเธอ ย้อนคำโดยไม่เจตนา
"วิญญาณในตัววัตถุน่ะค่ะ" เธอกล่าวย้ำ
"คงไม่มีมังครับ"
"อาจเป็นของทำขึ้นใหม่" เธอเปรย
"โดยมากเป็นอย่างนั้นครับ" ผมเอ่ยทั้งสายตายังไล้คันซอ "ทำใหม่ให้ดูเก่า เพราะของเก่าจริง ๆ ผิดกฎหมายนำออกนอกประเทศไม่ได้"
"ผู้คนสมัยนี้สนใจแต่รูปลักษณ์ภายนอก ไม่คำนึงถึงวิญญาณเลยนะคะ"
"มีวิญญาณในวัตถุโบราณจริง ๆ หรือครับ?"
"ลองสัมผัสดูสิคะ"
ผมลังเลจ้องมองคันซอ
"ลองสิคะ" เธอย้ำ
ผมยื่นมือ เลื่อนปลายนิ้วไปบนคันไม้เรียบลื่น ฉับพลันภาพสว่างวูบวาบสลับซับซ้อนเหมือนแฟสฟอร์เวิร์ดผ่านเข้าในสมอง เห็นภาพบางอย่างแต่ไม่อาจแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร ผมสะดุ้งชักมือกลับ เพ่งมองซอด้วยความพิศวง
"พวกนั้นเป็นภาพเก่า ๆ ซอตายไปแล้ว" เสียงเธอพึมพำ แผ่วเบาเหมือนแว่วจากอีกสถานที่แสนไกล "พร้อมกับเจ้าของ"
ผมกวาดตาดูวัตถุโบราณชิ้นอื่น ๆ ที่นี่มีเรื่องราวน่าสนใจไม่น้อย ลองพักสักคืนสองคืนคงไม่เลว เดินกลับมานั่งยังไม่วายหันมองซอคันนั้น
"แปลกดีครับ" ผมบอก "มีภาพซับซ้อนแวบขึ้น ผมไม่ได้คิดไปเองแน่ ๆ"
หญิงสาวร้อยมาลัยเสร็จยกขึ้นพิศแล้ววางลงบนพานอย่างแช่มช้า "นั่นเป็นภาพชีวิตเจ้าของซอ"
"ฮ้า!" ผมอุทาน
"ฉันพอจะลำดับภาพให้คุณฟัง" เธอช้อนวาวตาคมมองผมแล้วยิ้ม
ผมออกเดินทางโดยไม่มีแผนอยู่แล้ว ได้มาพบสถานที่ร่มรื่นหญิงสาวกลิ่นกายหอมสมุนไพรราวหลุดหลงมาอยู่ยุคโบราณอย่างนี้ยิ่งเหนือความคาดหมาย ทางที่ดีพักเสียที่นี่แล้วค่อยเดินทางต่อไปหาเพื่อน
"ขอเช็คอินก่อนเป็นไรครับ"
"อะไรนะคะ?"
"ผมน่าจะเช็คอินให้เรียบร้อยก่อน"
"อะไรคะเช็คอิน?"
เอาล่ะสิ ทำเกสต์เฮ้าส์แต่ไม่รู้จักเช็คอิน ผมอึกอักไม่รู้อธิบายอย่างไร คำนี้ง่ายเกินไปจนขืนอธิบายคงบ้องตื้น ผมเหลือบดูนาฬิกาข้อมือ บ่ายสามสิบห้า
"ผมหมายถึงจัดการจ่ายค่าห้องพักให้เรียบร้อยน่ะครับ"
"อ้อ.." เธอทอดเสียง "อีกประเดี๋ยวคงมีคนมาดูแล"
"อืมม์..ถ้างั้นขอนั่งฟังเรื่องเจ้าของซอรอพนักงานไปพลาง ๆ ดีมั้ย?"
เธอซ้อนมือวางเหนือตักเหยียดหลังตรงอมยิ้มนิดหน่อย ผมสิไม่รู้จะเอามือไม้ไว้ที่ไหน เลยงอเข่าวางบนตั่งมือเท้าเข่าเหยียดหลังนั่งเลิกคิ้วรอฟัง
แรก ๆ ตะกุกตะกักเหมือนทบทวนความทรงจำ น้ำเสียงสั่นเครือ สักพักก็คืนปกติเล่าเรื่องราวต่อเนื่องลื่นไหล นอกจากแต่งกายย้อนยุคกลิ่นหอมแปลก ๆ แล้วผมเพิ่งสังเกตว่าภาษาของเธอ การใช้คำของเธอแตกต่างจากที่คุ้นเคย สำเนียงแผ่วเบาเนิบนุ่ม โดยเฉพาะหางเสียงคล้ายมีสร้อยของเพลงไทยเดิมอยู่ในทุกคำพูด ผมเคลิ้มฟังน้ำเสียงกังวานใสบอกเล่าเรื่องราวคล้ายนั่งสดับเครื่องสายดนตรีไทยบรรเลงอยู่ตรงหน้า
จาก : เรือนไทยดอทคอม http://www.reurnthai.com/index.php?topic=917.0;wap2
ดร.แพรมน และ นายตะวัน:
ุสำหรับนักวิจารณ์ ..ึคุณเทาชมพูมีัเรื่องเล่ามาฝากเจ้าคะ
« เผื่อนักวิจารณ์จะเผลอ »
ระบบการศึกษาของเรานั้นเป็นระบบที่เอาความจำเป็นเกณฑ์ เริ่มกันมาตั้งแต่อนุบาลแล้ว ดังนั้นเพื่อจะทดสอบเด็กนักเรียนว่าจำได้ดีแค่ไหน ตำราและครูผู้สอนจึงต้องเลือกหาคำตอบที่ถูกต้องเอาไว้ให้เด็กจำ ที่ผิดก็สอนว่าอย่าไปจำ เด็กของเราก็เลยชินกับการเรียนและตำราชนิดที่บอกว่าอย่างนี้น่ะถูกนะ อย่างนั้นน่ะผิดนะ มาจนกระทั่งถึงมหาวิทยาลัย


