ฉันใดฉันนั้น
พิลาสเพลงกลอนย่อมงามอยู่ในสำนึกยามเสพรส การหยิบจับมาแจกแจงทีละบาทบทนั้นล้วนย่ำยีให้เสียหาย อีกทั้งมีแต่สำแดงขี้เท่อตน ยิ่งกล่าวก็จะยิ่งบ่งความไม่รู้ออกไปให้ได้อาย
ข้าพเจ้าเพียงหวังแลกเปลี่ยนสนทนาว่าด้วยบทกลอน เผื่อมีบางมุมฉุกใจสหายให้แลเห็นช่องทางอันจักชักนำเชิงฉันทลักษณ์นิพนธ์ไปในทางคล่องคำคล้อง เท่านี้นับว่าเปรมใจผู้น้อยแล้ว
การยกงานบุรพาจารย์มากล่าวอ้างอิงอาจพลั้งเผลอจาบจ้วงล่วงล้ำความเคารพยำเกรงโดยหามีเจตนาใจ กระนั้นหากผิดพลั้งย่อมไม่อาจเบือนบิดคิดหลบให้พ้นตัว ได้แต่ปวารณาว่าหากมีข้อคำใดพลั้งเผลอ ขอสหายท่านสายของข้าพเจ้ารับเป็นธุระไปทั้งหมดทั้งสิ้นเทอญ
หากมีผู้กล่าวว่า กลอนแปดยุคเก่าขาดสัมผัสใน กระทั่งจอมปราชญ์ตำแหน่งอารักษ์วังหลวงขุนศรีสุนทรโวหาร(ภู่) นำสัมผัสในมาใช้ทำให้กลอนแปดของท่านสละสลวยพลิ้วหวานยากหาผู้ใดเทียม
เห็นทีผู้กล่าวอาจหลงลืมยอดกวีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินยุคปลายกรุงศรีฯ
ดังที่เรียนท่าน ข้าพเจ้าอ่านมาน้อย บทกวีเจ้าฟ้ากุ้งนั้น ได้ผ่านตาเพียงเห่เรือไม่กี่บท และเพลงยาวบทนี้ แม้เป็นร้อยกรองสั้น ๆ แต่เพลงยาวบทนี้กลับเป็นเหมือนบทครูที่สอนให้ข้าพเจ้าเรียนรู้..
เราลองมาดูด้วยกันเป็นไร
๑ สัมผัสหลากหลาย
๏ ปางพี่มาดหมายสมานสุมาลย์สมร
ดังหมายดวงหมายเดือนดารากร
อันลอยพึ้นอัมพรโพยมพราย
ใช้สัมผัสพยัญชนะแพรวพราว 'ส' และ 'ม' ในวรรคต้น 'ด' วรรคกลาง และ 'พ' วรรคสุดท้าย
นำ 'สมานสุมาลย์สมร' มาเรียงแล้วได้ความเกิดความไพเราะทั้งรูปคำ น้ำเสียงและความหมาย (สัมผัสอักษร 'ส' ในวรรคต้น หากทราบนามผู้รับสาส์นจะยิ่งรส แต่นั่นเป็นอีกประเด็นเห็นทีเก็บไว้ภายหลัง)
วรรคสองและสามไม่มีสัมผัสสระเลย ใช้เพียงสัมผัสพยัญชนะ ความงามกลับหาลดน้อยถอยลง
ลองสังเกต 'อันลอยพื้นอัมพร..'
หากเขียนว่า 'อันลอยเบื้องอัมพร..' โดยละสัมผัสอักษร 'พ' เสียด้วยเห็นว่ามีสัมผัสอักษร 'อ' แล้ว ความไพเราะจะถูกลดทอนอย่างน่าเสียดาย ก็เพราะองค์ประกอบความงามของบทกลอนอย่างหนึ่งก็คือเสียงที่เกี่ยวเนื่องกัน (สำหรับวรรคสามคือเสียง 'พ.พาน')
(ตรงนี้สอนข้าพเจ้า ยามเขียนพึงปล่อยให้ตัวอักษรเลื่อนไหลไป ต่อเมื่อทวนรอบสอง หากมีตำแหน่งใดใช้สัมผัสพยัญชนะได้โดยไม่เสียความพึงปรับแก้)
การใช้สัมผัสที่แพรวพราว ทั้งสัมผัสสระและพยัญชนะสลับกันไปมา ไม่จำเพาะเจาะจงเหมือนกันทุกบาทบท เคลื่อนตำแหน่งสัมผัสหน้าหลังไม่ซ้ำ ทำให้ได้รสหลากหลาย(พบในทุกวรรค) เช่นเดียวกับการจัดวางจำนวนคำ
๒ การวางจำนวนคำ
หากวางจำนวนคำเป็น สาม สอง สาม ต่อเนื่องกันไปทั้งบท กลอนจะดูแข็งทื่อไม่ต่างตอไม้ แต่หากรู้สลับสับเปลี่ยน สาม สอง สาม บ้าง สาม สาม สาม บ้าง หรือกระทั่ง สาม สอง สี่ บ้าง กลอนบทนั้นก็จะเป็นเช่นไม้ดัดงดงาม มีสัดส่วนเว้าโค้งชวนพิศพินิจ
ที่สำคัญคือรู้ความเหมาะสมว่าอารมณ์ใดควรใช้จำนวนคำแบบใด
อย่าง สาม สอง สาม สำหรับอารมณ์กระชับกระชั้น แต่หากเป็นจังหวะหวานใช้ สาม สาม สาม จะเพิ่มรสหวามหวาน
๓ ใช้คำซ้ำ
'นี่สุดหมายที่จะมาดสุมาลย์สมาน'
'โอ้สุดคิดสุดฤทธิ์เห็นสุดรัก'
'โอ้นับเดือนก็จะลับไปนับวัน'
หยิบจับคำเดิมมาใช้แต่ทำให้เกิดความหมายหลากหลาย นอกจากทวนย้ำซ้ำอารมณ์ยังบอกให้รู้ว่าผู้เขียนเป็นนักเลงคำ
๔ จินตนาการกวี
การเปรียบเทียบชักนำให้เห็นภาพและสื่อความรู้สึก
'แสนรักจะร่วมเรือนเหมือนบุหรง..'
'แสนวิตกเหมือนกระต่ายที่ใฝ่ฝัน..'
๕ คำน้อยครอบคลุมความหมาย
'จะแสนทุกข์สุดโทมนัสเนื่อง'
ใส่คำ 'เนื่อง' ลงเพียงคำเดียวนอกจากได้ทั้งสัมผัสนอก และสัมผัสในพยัญชนะยังได้ความหมายถึงระยะเวลาของความทุกข์เนิ่นนานที่ไม่ต้องกล่าวมากความ
๖ ใช้พยัญชนะเดียวกันต่างเสียงเป็นสัมผัสนอก ได้ทั้งความไพเราะและความต่อเนื่องของเสียง
'เมื่อเลี้ยวเหลี่ยมสัตภัณฑ์ยุคนธร
ยิ่งคะนึงยิ่งนานจะเห็นพักตร์
ฉวยฉุดรักแล้วจะทอดฤทัยถอน'
...
'มิได้วายความถวิลที่จินตนา
แสนเทวศสุดทวีครั้งนี้เอ๋ย
ไม่เห็นเลยว่าจะน้อยวาสนา'
...
ขอหมายมั่นกว่าจะม้วยชนมาน
ถ้าดับชีวิตไปสวรรค์ชั้นใดไฉน
ขอตามไปร่วมทิพย์พิมานสมาน
๗ ใช้คำวรรคจบในวรรคเริ่มบทต่อไป เกิดความต่อเนื่องของเสียง
'อันลอยพึ้นอัมพรโพยมพราย
แม้นพี่เหิรเดินได้ในเวหาส'
...
'เมียงหมายรัศมีพิมานมอง
นี่สุดหมายที่จะมาดสุมาลย์สมาน'
...
'เมื่อเลี้ยวเหลี่ยมสัตภัณฑ์ยุคนธร
ยิ่งคะนึงยิ่งนานจะเห็นพักตร์'
๘ ทอดคำท้ายวรรคว่าวอนอ่อนหวาน
'ปางพี่มาดหมายสมานสุมาลย์สมร'
'นี่สุดหมายที่จะมาดสุมาลย์สมาน'
'ถ้าดับชีวิตไปสวรรค์ชั้นใดไฉน'
'ขอตามไปร่วมทิพย์พิมานสมาน'
'ความรักอย่าได้ร้างอารมณ์สลาย'
เหลี่ยมลายวรรณศิลป์ในเชิงกลอนเท่าภูมิทักษะปัจจุบันที่ผู้น้อยพึงเห็นรวมอยู่ในเพลงยาวบทนี้ เชิงชั้นทั้งหมดถูกนำใช้โดยไม่ซ้ำให้เฝือ และใช้อย่างเป็นธรรมชาติ(คงยังมีส่วนที่ทักษะอันจำกัดจำเขี่ยนี้ไม่สามารถอาจเอื้อมเข้าไปสัมผัสถึง ได้แต่หวังหากผู้รู้ท่านใดผ่านทางมาพานพบจะได้กรุณาชี้แจงแต่งเติมเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อความจำเริญไปด้วยกันในเชิงกลอน จักขอบพระคุณยิ่ง)
เพลงยาวบทนี้จึงเป็นเช่นบัญชรเปิดทางให้ข้าพเจ้าสัมผัสอีกมิติของบทกลอน
เป็นมิติของความหลากหลาย สละสลวย มีความเป็นนักเลงกลอนพลิ้วไหว
แต่ทั้งหมดมิใช่สาระ
เมื่อประจงนิ้วลงสลักลายอักขระขออย่าได้นำมาวิตกกังวล ทั้งหมดเป็นเพียงลายสลักอันสหายน้อยของท่านมุ่งหวังสำแดงเพื่อบานบัญชรปรากฎขึ้นในมโนนึกแห่งท่าน แลหวังเห็นท่านก้าวล่วงเข้าไป ที่กล่าวมาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะกลอนนั้นหาไม่ รู้เรื่องปลีกย่อยเหล่านี้มิต่างรู้หลักประคองตัวในน้ำ จะว่ายอย่างไรยังต้องลงไปในน้ำด้วยตนเอง
พัฒนาทักษะกลอนจึงเกิดเฉพาะเมื่อลงมือเขียนอ่านครั้งแล้วครั้งเล่า
อีกทั้งความเป็นเลิศของกวีนิพนธ์บทนี้หาใช่เพราะเชิงชั้นดังกล่าวข้างต้น แต่เป็นเลิศเพราะสุนทรียะรสซึ่งผู้อ่านได้รับ เป็นรสที่รับรู้ว่าผู้เขียนสื่อทุกตัวอักษรด้วยบริสุทธิใจ ความรู้สึกของผู้เขียนได้ส่งตรงถึงใจผู้อ่าน เรารับรู้ได้ถึงทุกข์เวทนาอันเกิดแต่รัก แลปณิธานอันจะรักษาความบริสุทธิใจต่อกันอันแน่นหนัก ทุกตัวอักษรจึงทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์
เราเดินทางมาถึงช่วงปลายแล้วขอรับ
สำหรับกับข้าพเจ้ากลอนก็เหมือนหมาก
ข้าพเจ้าเคี้ยวหมากไม่เป็นเหมือนเขียนกลอนไม่เป็น แต่ยังรักที่จะเขียนเพราะเชื่อว่าฉันทลักษณ์นิพนธ์เป็นเครื่องตรวจสอบคลังคำในขมองตน เมื่อใดเขียนอยู่แต่สัมผัสซ้ำ คิดสัมผัสไม่ออก แสดงว่าถึงเวลาเพิ่มคำ
การมีคำจำนวนมากและหลากหลายจะช่วยให้เราหยิบจับมาใช้อย่างตรงใจตรงความหมายไม่เยิ่นเย้อฟูมฟาย (จำได้ไหมคำง่าย ๆ อย่าง ไพร่, บ่าว, ข้าพเจ้าก็ยังคิดไม่ออก ต้องพึ่งพาท่าน ก็เพราะขมองข้าพเจ้ามีคำน้อยกว่าน้อย)
ผู้คนล้วนเขียนหนังสือได้
แต่ทำไมหลายท่านเขียนแค่สื่อความ อีกหลายท่านสื่อทั้งความทั้งอารมณ์ และอีกหลายต่อหลายท่านสื่อทั้งความทั้งอารมณ์ทั้งรู้สึกด้วยจำนวนอักษรน้อยกว่า
ก็เพราะเชิงชั้นทางอักษรศาสตร์เป็นเพียงเครื่องมือ สาระแห่งเชิงชั้นที่แท้กลับเป็นความเรียบง่าย นั่นคือบอกกล่าวด้วยใจ ส่งตรงสู่ใจ ดังเช่นท่านผู้ประพันธ์เลิศฉันทลักษณ์นิพนธ์ได้กระทำ
ยามใดท่านนั่งลงประจงสลักลายฉันทลักษณ์ ขอเพียงมั่นแล้วว่าเรื่องที่จะกล่าวแจ่มชัดจริงอยู่กับใจ และกล่าวออกมาด้วยหัวใจ ครั้นวรรคสุดท้ายสำเร็จลง ลองหยิบจับเครื่องมือเชิงชั้นวรรณศิลป์ทั้งมวลซึ่งได้ยกวางไว้ข้างกายมาเทียบเคียงตรวจสอบ เหมือนช่างสลักไม้เก็บลายหลังเสร็จงาน
เมื่ออ่านทวนแลพบว่าตัวอักษรเหล่านั้นได้ผ่องถ่ายความรู้สึกภายในใจโดยสิ้น อิ่มเอมตรงหน้าจึงเป็นสุนทรียะรสอันท่านบรรลุแล้วโดยตน และผู้เสพจะพึงรับล้วนรู้ได้ก็เฉพาะตน..นั่นแล ●
ป.ล. เมตตาคุณได้รับจากท่านนั้นยากหาสิ่งใดทดแทน หากจำอวดอักขระครั้งนี้ยังความบันเทิงเริงใจแก่ท่านอยู่บ้าง ย่อมเป็นเครื่องชูใจสหายยากไร้ของท่านยิ่งแล้ว