Suscríbete RSS
Comentarios RSS
Subscríbete por E-mail

ล่าเพชรพนมรุ้ง

El perdón es una decisión, no un sentimiento, porque cuando perdonamos no sentimos más la ofensa, no sentimos más rencor. Perdona, que perdonando tendrás en paz tu alma y la tendrá el que te ofendió.
Random Image

ขนำซำหม้อ

เรื่องสั้นเบาขมอง รางวัลชมเชยจุดประกายวรรณกรรมอะวอร์ด ครั้งที่ ๑

สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง

บันทึกไปหลวงพระบางทางเรือช้า ช้าจริง ๆ ช้าได้ใจ

พลับพลึงไพร

นิยายรักลูกทุ่งระเบิดภูเขาเผากระท่อม อ่านง่ายสบายกระหม่อม

ดวงใจกระซิบรัก

นิยายรักเล่มเล็ก บรรยากาศย้อนยุคริมฝั่งทะเลสาบสงขลา

ลมปลายปีก : โปรดได้ฟังเพลงนี้ก่อน

@ ธุลีดาว : โปรดเถิดดวงใจ

๏ เมื่อดวงใจหมายจองประคองเจ้า
ผ่านค่ำเช้าครุ่นเพ้อละเมอหา
เชื่อเถิดใจใช่เล่ห์เสเพลมา
ร่ายมุสาฤาพล่านหว่านลวงลม

เริงแรงรักชักนำถลำลึก
นิ่งนานนึกเกรงนักเรือรักล่ม
คลื่นทะเลครืนคร่ำร่ำระงม
ไม่เท่าคลื่นอารมณ์โถมทำลาย

ยังครวญเพลงบรรเลงหลงอยู่ตรงนี้
ในดนตรีตรึงนิยามคงความหมาย
ว่าใจรักจักอยู่มิรู้คลาย
มิเคยหน่ายครุ่นคนึงถึงคนไกล

'โปรดเถิดดวงใจ..โปรดได้ฟังเพลงนี้ก่อน
อย่าด่วนหลับนอน..อย่าด่วนทอดถอนฤทัย
จำเสียงของพี่ได้หรือเปล่า..จำเพลงรักเก่าเราได้ไหม
เคยฝากฝังไว้..แนบในกลางใจนาง..'

คมศรรักปักทรวงจนหน่วงแน่น
จะขัดแค้นเคืองใดให้ใจหมาง
เกรงก็แต่นานไปน้ำใจจาง
จะเริดร้างห่างกันด้วยกรรมกราย

ที่แกล้งเมินทำเอิดใช่เชิดใส่
ยังรักกันมั่นสายใยไม่เคยสลาย
หากผิดนิดพลั้งหน่อยค่อยค่อยคลาย
แต่เสื้อแมนยูฯ ยอมไม่ด้ายยย..เอาคืนมา! (ซะดีดี)


เติมอ่าน >>

ฝากไปกับสายลม : คลื่นชีวิต

ลำแสงสนธยากำลังลูบไล้ผืนหล้าอย่างอ่อนโยน ใบไม้เขียวอ่อนถูกเคลือบแสงส้มขยับยักย้ายอ้อนสายลมเย็นส่ายไหว ฉันนั่งอยู่ตรงนี้ ส่งใจไปหาเธอที่อยู่แสนไกล

นานแล้วไม่ได้เขียนหนังสือ

สายลมที่หยุดพัดพาจะคงค่าแห่งสายลมได้อย่างไร นกไพรที่หยุดร้องเพลงกล่อมพันธุ์พฤกษ์คงไม่ต่างนกไม้ที่ทำได้แค่ขยับปีกซึ่งถูกขึงด้วยเส้นเชือก สีหน้าเฉื่อยชาวงตาไร้แววทำเหมือนว่ายังมีชีวิตอยู่

วันเวลาที่ปลายนิ้วหลับใหลนั้นทรมานใจนัก ไม่เคยเลยสักครั้งที่ฉันจะคิดสูดลมหายใจไร้กลิ่นอายอักขระผ่านเข้าร่างกาย กระนั้นชีวิตก็เหมือนจะบีบบังคับกันร่ำไป วันเวลาแห่งการขีดเขียนพำนักอยู่กับฉันเพียงช่วงสั้น ๆ คล้ายอาคันตุกะผ่านทางแวะพักชั่วคืนก็จากไป ทิ้งร่องรอยอาลัยให้หวนคิดคำนึง

ฉันจมอยู่ในห้วงสมุทรแห่งความป่วยไข้ย่างเข้าวันที่สี่แล้ว

ห้วงสมุทรที่ลึกล้ำดำมืด ยากพบผู้คนกร้ำกราย ภาษาของฉันไม่อาจทำหน้าที่ของมันอย่างที่ควรเป็น พวกวิหกไหนเลยเข้าใจภาษาของหมู่ปลา ฉันยังต้องหุบปากนิ่งซ่อนน้ำเสียงเสียในมุมมืดของความเจ็บป่วย ผ่าวร้อนอยู่ในเปลวเพลิวแห่งความทุกข์ทรมาน

บางครั้งฉันนึกถึงใครบางคน

บางคนที่หาได้มีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้ ใครสักคนที่ส่งใจมานั่ง่ลงข้าง ๆ ร่างสิ้นเรี่ยวแรงหายใจรวยรินอยู่นี้ ใช้มือสัมผัสโดยแผ่ว ไม่มีคำกล่าวมากความ แค่แววตาห่วงใยทอดมอง เท่านี้ร่างกายสิ้นแรงก็คงคืนกระปลี้กระเปล่า คืนหวังว่ายังมีแสงทองทอประกายอยู่ตรงสุดปลายอุโมงค์แห่งโรคภัยไข้เจ็บนี้

ฉันรู้ดี..นั่นเป็นความอ่อนแอ

มันเกิดขึ้นเสมอเมื่อหนังสือชีวิตพลิกมาถึงหน้าที่ไม่อาจช่วยตัวเอง กระทั่งลมหายใจยังต้องเคี่ยวเข็ญลำเค็ญ

ทุกครั้งฉันผ่านคืนวันวิบากกรรมมาได้ด้วยตัวเอง แลครั้งนี้ก็จะไม่ต่าง    

ฉันฝันถึงคืนวันที่จะกลับไปนั่งเขียนหนังสือประดุจเรือประมงซอมซ่อรอวันกลับคืนฝั่ง ในทะเลนั้นโหดร้ายนัก วันเวลากับแรงคลื่นซัดเปลวแดดแผดเผาหาใช่คืนวันสำหรับเรือประมงเก่ากรอบรอบลำเต็มด้วยบาดแผลทะเลลำนี้เลย  คืนวันที่จะได้สู่ฝันอยู่ในไออุ่นของกระจ่างจันทร์ อาบเงามะพร้าวส่ายไหวในสายลมยามค่ำต่างหากเป็นวันเวลาที่ถวิลหา

แต่เรือประมงไม่อาจกระทำเยี่ยงนั้นหากยังมั่นว่าคือเรือประมง

เรือประมงที่หยุดหาปลาก็คงไม่ต่างเรือปลดระวางเกยท่า รอวันผุสลาย

ไหนเลยยินยอมให้เป็นเช่นนั้น ฉันยังคงรับใช้ชีวิตตรงต่อหน้าที่พึงกระทำ ยังเป็นเรือประมงที่กรำทะเลชีวิตวันแล้ววันเล่า ด้วยหัวใจที่เฝ้าฝันถึงวันเวลาสงบอยู่ในสายลมแห่งมวลอักษร

คลื่นชีวิตกระหน่ำซ้ำซ้ำ กระแทกซ้ำซ้ำ เหมือนตรวจสอบความคงทนของตัวเรือ จะยินยอมถูกทำลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยลอยหายไปในความเวิ้งว้าง หรือประคองลำคลำล่องน้ำคืนสู่ฝั่ง คืนสู่เงามะพร้าวอ้อมจันทร์ฉายสายลมละมุน และนั่งลงเขียนหนังสือ

เธอรู้ดีฉันเลือกอย่างไหน ●


เติมอ่าน >>

The Note Book : ทางกลอน(ต่อ)

ว่าด้วยบทกลอน(ต่อ)สวัสดิ์ขอรับท่านสาย

ความงามของบุปผานั้นเป็นงามยามยลทั้งดอกใบ จักษุสัมผัสละมุนผิวกลีบพร้อมสีสันสืบสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องหมู่แมลงและสายลม นาสิกสัมผัสกลิ่นหอมจรุงใจ หาใช่เด็ดดอกมาปลิดกลีบทีละใบเพื่อเสาะหาที่มาแห่งงามนั่น

ฉันใดฉันนั้น

พิลาสเพลงกลอนย่อมงามอยู่ในสำนึกยามเสพรส การหยิบจับมาแจกแจงทีละบาทบทนั้นล้วนย่ำยีให้เสียหาย อีกทั้งมีแต่สำแดงขี้เท่อตน ยิ่งกล่าวก็จะยิ่งบ่งความไม่รู้ออกไปให้ได้อาย

ข้าพเจ้าเพียงหวังแลกเปลี่ยนสนทนาว่าด้วยบทกลอน เผื่อมีบางมุมฉุกใจสหายให้แลเห็นช่องทางอันจักชักนำเชิงฉันทลักษณ์นิพนธ์ไปในทางคล่องคำคล้อง เท่านี้นับว่าเปรมใจผู้น้อยแล้ว

การยกงานบุรพาจารย์มากล่าวอ้างอิงอาจพลั้งเผลอจาบจ้วงล่วงล้ำความเคารพยำเกรงโดยหามีเจตนาใจ กระนั้นหากผิดพลั้งย่อมไม่อาจเบือนบิดคิดหลบให้พ้นตัว ได้แต่ปวารณาว่าหากมีข้อคำใดพลั้งเผลอ ขอสหายท่านสายของข้าพเจ้ารับเป็นธุระไปทั้งหมดทั้งสิ้นเทอญ

หากมีผู้กล่าวว่า กลอนแปดยุคเก่าขาดสัมผัสใน กระทั่งจอมปราชญ์ตำแหน่งอารักษ์วังหลวงขุนศรีสุนทรโวหาร(ภู่) นำสัมผัสในมาใช้ทำให้กลอนแปดของท่านสละสลวยพลิ้วหวานยากหาผู้ใดเทียม

เห็นทีผู้กล่าวอาจหลงลืมยอดกวีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินยุคปลายกรุงศรีฯ 

ดังที่เรียนท่าน ข้าพเจ้าอ่านมาน้อย บทกวีเจ้าฟ้ากุ้งนั้น ได้ผ่านตาเพียงเห่เรือไม่กี่บท และเพลงยาวบทนี้ แม้เป็นร้อยกรองสั้น ๆ แต่เพลงยาวบทนี้กลับเป็นเหมือนบทครูที่สอนให้ข้าพเจ้าเรียนรู้..

เราลองมาดูด้วยกันเป็นไร

๑ สัมผัสหลากหลาย

๏ ปางพี่มาดหมายสมานสุมาลย์สมร
ดังหมายดวงหมายเดือนดารากร
อันลอยพึ้นอัมพรโพยมพราย

ใช้สัมผัสพยัญชนะแพรวพราว 'ส' และ 'ม' ในวรรคต้น 'ด' วรรคกลาง และ 'พ' วรรคสุดท้าย

นำ 'สมานสุมาลย์สมร' มาเรียงแล้วได้ความเกิดความไพเราะทั้งรูปคำ น้ำเสียงและความหมาย (สัมผัสอักษร 'ส' ในวรรคต้น หากทราบนามผู้รับสาส์นจะยิ่งรส แต่นั่นเป็นอีกประเด็นเห็นทีเก็บไว้ภายหลัง)

วรรคสองและสามไม่มีสัมผัสสระเลย ใช้เพียงสัมผัสพยัญชนะ ความงามกลับหาลดน้อยถอยลง

ลองสังเกต 'อันลอยพื้นอัมพร..'

หากเขียนว่า 'อันลอยเบื้องอัมพร..' โดยละสัมผัสอักษร 'พ' เสียด้วยเห็นว่ามีสัมผัสอักษร 'อ' แล้ว ความไพเราะจะถูกลดทอนอย่างน่าเสียดาย ก็เพราะองค์ประกอบความงามของบทกลอนอย่างหนึ่งก็คือเสียงที่เกี่ยวเนื่องกัน (สำหรับวรรคสามคือเสียง 'พ.พาน')

(ตรงนี้สอนข้าพเจ้า ยามเขียนพึงปล่อยให้ตัวอักษรเลื่อนไหลไป ต่อเมื่อทวนรอบสอง หากมีตำแหน่งใดใช้สัมผัสพยัญชนะได้โดยไม่เสียความพึงปรับแก้)

การใช้สัมผัสที่แพรวพราว ทั้งสัมผัสสระและพยัญชนะสลับกันไปมา ไม่จำเพาะเจาะจงเหมือนกันทุกบาทบท เคลื่อนตำแหน่งสัมผัสหน้าหลังไม่ซ้ำ ทำให้ได้รสหลากหลาย(พบในทุกวรรค) เช่นเดียวกับการจัดวางจำนวนคำ

๒ การวางจำนวนคำ

หากวางจำนวนคำเป็น สาม สอง สาม ต่อเนื่องกันไปทั้งบท กลอนจะดูแข็งทื่อไม่ต่างตอไม้ แต่หากรู้สลับสับเปลี่ยน สาม สอง สาม บ้าง สาม สาม สาม บ้าง หรือกระทั่ง สาม สอง สี่ บ้าง กลอนบทนั้นก็จะเป็นเช่นไม้ดัดงดงาม มีสัดส่วนเว้าโค้งชวนพิศพินิจ

ที่สำคัญคือรู้ความเหมาะสมว่าอารมณ์ใดควรใช้จำนวนคำแบบใด

อย่าง สาม สอง สาม สำหรับอารมณ์กระชับกระชั้น แต่หากเป็นจังหวะหวานใช้ สาม สาม สาม จะเพิ่มรสหวามหวาน

๓ ใช้คำซ้ำ

'นี่สุดหมายที่จะมาดสุมาลย์สมาน'

'โอ้สุดคิดสุดฤทธิ์เห็นสุดรัก'

'โอ้นับเดือนก็จะลับไปนับวัน'

หยิบจับคำเดิมมาใช้แต่ทำให้เกิดความหมายหลากหลาย นอกจากทวนย้ำซ้ำอารมณ์ยังบอกให้รู้ว่าผู้เขียนเป็นนักเลงคำ 

๔ จินตนาการกวี

การเปรียบเทียบชักนำให้เห็นภาพและสื่อความรู้สึก
'แสนรักจะร่วมเรือนเหมือนบุหรง..'
'แสนวิตกเหมือนกระต่ายที่ใฝ่ฝัน..'

๕ คำน้อยครอบคลุมความหมาย

'จะแสนทุกข์สุดโทมนัสเนื่อง'

ใส่คำ 'เนื่อง' ลงเพียงคำเดียวนอกจากได้ทั้งสัมผัสนอก และสัมผัสในพยัญชนะยังได้ความหมายถึงระยะเวลาของความทุกข์เนิ่นนานที่ไม่ต้องกล่าวมากความ

๖ ใช้พยัญชนะเดียวกันต่างเสียงเป็นสัมผัสนอก ได้ทั้งความไพเราะและความต่อเนื่องของเสียง

'เมื่อเลี้ยวเหลี่ยมสัตภัณฑ์ยุคนธร

ยิ่งคะนึงยิ่งนานจะเห็นพักตร์
ฉวยฉุดรักแล้วจะทอดฤทัยถอน'
...
'มิได้วายความถวิลที่จินตนา

แสนเทวศสุดทวีครั้งนี้เอ๋ย
ไม่เห็นเลยว่าจะน้อยวาสนา'
...
ขอหมายมั่นกว่าจะม้วยชนมาน

ถ้าดับชีวิตไปสวรรค์ชั้นใดไฉน
ขอตามไปร่วมทิพย์พิมานสมาน

๗ ใช้คำวรรคจบในวรรคเริ่มบทต่อไป เกิดความต่อเนื่องของเสียง

'อันลอยพึ้นอัมพรโพยมพราย

แม้นพี่เหิรเดินได้ในเวหาส'
...
'เมียงหมายรัศมีพิมานมอง

นี่สุดหมายที่จะมาดสุมาลย์สมาน'
...
'เมื่อเลี้ยวเหลี่ยมสัตภัณฑ์ยุคนธร

ยิ่งคะนึงยิ่งนานจะเห็นพักตร์'

๘ ทอดคำท้ายวรรคว่าวอนอ่อนหวาน

'ปางพี่มาดหมายสมานสุมาลย์สมร'
'นี่สุดหมายที่จะมาดสุมาลย์สมาน'
'ถ้าดับชีวิตไปสวรรค์ชั้นใดไฉน'
'ขอตามไปร่วมทิพย์พิมานสมาน'
'ความรักอย่าได้ร้างอารมณ์สลาย'

เหลี่ยมลายวรรณศิลป์ในเชิงกลอนเท่าภูมิทักษะปัจจุบันที่ผู้น้อยพึงเห็นรวมอยู่ในเพลงยาวบทนี้ เชิงชั้นทั้งหมดถูกนำใช้โดยไม่ซ้ำให้เฝือ และใช้อย่างเป็นธรรมชาติ(คงยังมีส่วนที่ทักษะอันจำกัดจำเขี่ยนี้ไม่สามารถอาจเอื้อมเข้าไปสัมผัสถึง ได้แต่หวังหากผู้รู้ท่านใดผ่านทางมาพานพบจะได้กรุณาชี้แจงแต่งเติมเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อความจำเริญไปด้วยกันในเชิงกลอน จักขอบพระคุณยิ่ง)

เพลงยาวบทนี้จึงเป็นเช่นบัญชรเปิดทางให้ข้าพเจ้าสัมผัสอีกมิติของบทกลอน

เป็นมิติของความหลากหลาย สละสลวย มีความเป็นนักเลงกลอนพลิ้วไหว

แต่ทั้งหมดมิใช่สาระ

เมื่อประจงนิ้วลงสลักลายอักขระขออย่าได้นำมาวิตกกังวล ทั้งหมดเป็นเพียงลายสลักอันสหายน้อยของท่านมุ่งหวังสำแดงเพื่อบานบัญชรปรากฎขึ้นในมโนนึกแห่งท่าน แลหวังเห็นท่านก้าวล่วงเข้าไป ที่กล่าวมาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะกลอนนั้นหาไม่ รู้เรื่องปลีกย่อยเหล่านี้มิต่างรู้หลักประคองตัวในน้ำ จะว่ายอย่างไรยังต้องลงไปในน้ำด้วยตนเอง

พัฒนาทักษะกลอนจึงเกิดเฉพาะเมื่อลงมือเขียนอ่านครั้งแล้วครั้งเล่า

อีกทั้งความเป็นเลิศของกวีนิพนธ์บทนี้หาใช่เพราะเชิงชั้นดังกล่าวข้างต้น แต่เป็นเลิศเพราะสุนทรียะรสซึ่งผู้อ่านได้รับ เป็นรสที่รับรู้ว่าผู้เขียนสื่อทุกตัวอักษรด้วยบริสุทธิใจ ความรู้สึกของผู้เขียนได้ส่งตรงถึงใจผู้อ่าน เรารับรู้ได้ถึงทุกข์เวทนาอันเกิดแต่รัก แลปณิธานอันจะรักษาความบริสุทธิใจต่อกันอันแน่นหนัก ทุกตัวอักษรจึงทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์

เราเดินทางมาถึงช่วงปลายแล้วขอรับ

สำหรับกับข้าพเจ้ากลอนก็เหมือนหมาก

ข้าพเจ้าเคี้ยวหมากไม่เป็นเหมือนเขียนกลอนไม่เป็น แต่ยังรักที่จะเขียนเพราะเชื่อว่าฉันทลักษณ์นิพนธ์เป็นเครื่องตรวจสอบคลังคำในขมองตน เมื่อใดเขียนอยู่แต่สัมผัสซ้ำ คิดสัมผัสไม่ออก แสดงว่าถึงเวลาเพิ่มคำ

การมีคำจำนวนมากและหลากหลายจะช่วยให้เราหยิบจับมาใช้อย่างตรงใจตรงความหมายไม่เยิ่นเย้อฟูมฟาย (จำได้ไหมคำง่าย ๆ อย่าง ไพร่, บ่าว, ข้าพเจ้าก็ยังคิดไม่ออก ต้องพึ่งพาท่าน ก็เพราะขมองข้าพเจ้ามีคำน้อยกว่าน้อย)

ผู้คนล้วนเขียนหนังสือได้

แต่ทำไมหลายท่านเขียนแค่สื่อความ อีกหลายท่านสื่อทั้งความทั้งอารมณ์ และอีกหลายต่อหลายท่านสื่อทั้งความทั้งอารมณ์ทั้งรู้สึกด้วยจำนวนอักษรน้อยกว่า

ก็เพราะเชิงชั้นทางอักษรศาสตร์เป็นเพียงเครื่องมือ สาระแห่งเชิงชั้นที่แท้กลับเป็นความเรียบง่าย นั่นคือบอกกล่าวด้วยใจ ส่งตรงสู่ใจ ดังเช่นท่านผู้ประพันธ์เลิศฉันทลักษณ์นิพนธ์ได้กระทำ

ยามใดท่านนั่งลงประจงสลักลายฉันทลักษณ์ ขอเพียงมั่นแล้วว่าเรื่องที่จะกล่าวแจ่มชัดจริงอยู่กับใจ และกล่าวออกมาด้วยหัวใจ ครั้นวรรคสุดท้ายสำเร็จลง ลองหยิบจับเครื่องมือเชิงชั้นวรรณศิลป์ทั้งมวลซึ่งได้ยกวางไว้ข้างกายมาเทียบเคียงตรวจสอบ เหมือนช่างสลักไม้เก็บลายหลังเสร็จงาน

เมื่ออ่านทวนแลพบว่าตัวอักษรเหล่านั้นได้ผ่องถ่ายความรู้สึกภายในใจโดยสิ้น อิ่มเอมตรงหน้าจึงเป็นสุนทรียะรสอันท่านบรรลุแล้วโดยตน และผู้เสพจะพึงรับล้วนรู้ได้ก็เฉพาะตน..นั่นแล  ●

ป.ล. เมตตาคุณได้รับจากท่านนั้นยากหาสิ่งใดทดแทน หากจำอวดอักขระครั้งนี้ยังความบันเทิงเริงใจแก่ท่านอยู่บ้าง ย่อมเป็นเครื่องชูใจสหายยากไร้ของท่านยิ่งแล้ว 


เติมอ่าน >>

The Note Book : ทางกลอน

ว่าด้วยบทกลอนสวัสดิ์ขอรับท่านสาย

อึดอัดอยู่เป็นนานกว่าลงมือขยับปลายนิ้วสลักลายอักขระ ก็ด้วยการจักกล่าวบางเรื่องสำแดงขี้เท่อตนนั้นยังความละอายแก่ใจอย่างถึงพริกถึงขิงต่อสำนึกอันตระหนักดีว่าหาสมควรแก่การกล่าวออกไป 

แต่ความสุขใจว่าได้มีสหายที่เคารพแวะเวียนเจียนหมากฝากพลู ชักชวนแลกเปลี่ยนมุมคิดมุมเห็นเนื่องด้วยลายเขียนอันเป็นที่รักนั้นมากอยู่

มากพอจะข่มละอายนั่นเสีย นั่งลงประจงรับหมากซึ่งสหายห่อให้แล้วส่งเข้าปากขบเคี้ยวให้สาแก่มิตรจิตที่ได้รับมา (แม้นเสี่ยงกับสหายจะนั่งชี้นิ้วกลั้วหัวร่อ สัพยอกว่า..กินหมากไม่เป็นนี่นา..ก็เถอะ!)

สำหรับข้าพเจ้า 'กลอน' ก็คงไม่ต่าง 'หมาก'

ข้าพเจ้ากินหมากไม่เป็นเยี่ยงเขียนกลอนไม่เป็น กล่าวเช่นนี้หาใช่เจตนาแสร้งเหยียบย่ำตนรอท่านส่งมือช่วยประคองนั้นหาไม่

แต่เป็นเพราะสำนึกแน่อยู่แก่ใจตนว่าอ่านมาน้อย  น้อยอย่างเหลือเกิน ขณะยินผู้ทรงคุณหลายต่อหลายท่านบอกกล่าวถึงเลิศวรรณคดีมากมายที่เคยผ่านตา ข้าพเจ้าย้อนมองตนเห็นก็แต่บทกลอนซึ่งครูบังคับให้ท่องครั้งเยาวศึกษา

สั้น ๆ เพียงไม่กี่บท  

อาจเป็นโชคอยู่บ้างที่การท่องจำซึ่งผู้ภาคภูมิในหลักเหตุผลทั้งหลายรังเกียจนักหนาได้ส่งผลปลูกกล้าสัมผัสลงในจิตไร้สำนึกของเจ้าเด็กน้อยด้อยเดียงสา

ข้าพเจ้าเชื่อดังเคยเรียนท่าน ฉันทลักษณ์นิพนธ์มีท่วงทำนองของมันเอง ไม่ว่าเป็นกลอน ฉันท์ กาพย์ และโคลง หากท่านลองอ่านฉันท์สักเรื่อง อ่านทุกวัน ช่วงเวลานั้นท่านจะเขียนกลอนไม่ออก เขียนอย่างติด ๆ ขัด ๆ รู้สึกคล้ายทำนองสะดุด ก็เพราะช่วงเวลานั้นท่านกำลังบันทึกทำนองของฉันท์ลงในจิตไร้สำนึก

การได้ยินได้ฟังอยู่ตลอดเวลาจะย้ำทักษะลงในหน่วยความทรงจำ คงวิธีนี้เองที่เกิดพ่อเพลงแม่เพลงขึ้นทั่วเมืองสุพรรณฯ

ข้าพเจ้ายังเชื่อว่ากลวิธีของการศึกษาตำรับตำราว่าด้วยการเขียนฉันทลักษณ์นิพนธ์ไม่เคยสร้างนักกวี

เหล่านั้นเป็นแต่เพียงการแยกแยะแจกแจง บันทึกไว้เป็นหลักฐานเพื่อการศึกษาสืบทอด เป็นสิ่งที่มาภายหลัง การเริ่มควรเริ่มจากปลูกฝังลงสู่จิตไร้สำนึกผ่านการฟังและอ่านโดยไม่พะวงกับหลักข้อบังคับใด ๆ ที่จะจับหัวใจใส่กรอบทำลายสุนทรียะรสเสียสิ้น  

ขอเราทำความกระจ่างตรงจุดนี้ก่อนก้าวกันต่อไป

ท่านอาจสงกาว่าไม่ศึกษาเรียนรู้หลักการก่อนแล้วจะเริ่มได้อย่างไร เขียนให้ถูกต้องตามบุราณนิยมได้อย่างไร เกิดผิดพลั้งมิเป็นรั้นนอกครูไปหรือ?

ข้าพเจ้าเชื่อว่า การศึกษาเยี่ยงนั้นเหมาะกับบางวิชาการ น่าจะไม่เหมาะกับศิลปะและสุนทรียะศาสตร์ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ส่งตรงสู่ใจ หากหัวใจถูกปิดกั้นเสียแล้วด้วยหลักการต่าง ๆ ก็เป็นการยากที่จะเปิดรับสุนทรียะรสโดยเต็มหัวใจ

มีแต่ปล่อยให้รสนั้นผสานสู่ใจ เป็นรสที่ลึกล้ำไม่อาจบรรยายด้วยภาษาหรือหลักการใด ๆ เป็นความรู้สึกรับรู้ได้เฉพาะตน นั่นจึงคือสุนทรียะ

การรับและส่งผ่านย่อมเป็นกระบวนการเดียวกัน คือจากใจสู่ใจ ไม่เกี่ยวหลักการ กฎข้อบังคับใด เสพรสกลอนกับสร้างสรรค์บทกลอนจึงคือกระบวนการเดียวกัน

หากท่านยินดีรับข้อตกลงตามนี้ ยกข้อบังคับสัมผัสนอกสัมผัสในสัมผัสสระพยัญชนะต่าง ๆ ออกวางไว้เสียข้างกาย เปิดใจให้ว่าง เราจะก้าวกันต่อไป

กลอนบทซึ่งข้าพเจ้าเรียนท่านว่าเป็นเลิศ หาได้เกิดแต่เปรียบกับกลอนของเอกกวีท่านใด หากเป็นเลิศในสำนึกของนักกลอนอ่อนหัดที่พบว่าการได้สัมผัสชักนำสำนึกเข้าสู่อีกมิติของบทกลอน เป็นมิติที่อวลรสกวีอย่างเอมใจ

ขอท่านสูดลมหายใจช้า ๆ สักสามครั้ง

เปิดใจให้ว่าง แล้วลองสดับ..  

๏ ปางพี่มาดหมายสมานสุมาลย์สมร
ดังหมายดวงหมายเดือนดารากร
อันลอยพึ้นอัมพรโพยมพราย

แม้นพี่เหิรเดินได้ในเวหาส
ถึงจะมาดก็ไม่เสียซึ่งแรงหมาย
มิได้ชมก็พอได้ดำเนิรชาย
เมียงหมายรัศมีพิมานมอง

นี่สุดหมายที่จะมาดสุมาลย์สมาน
สุดหาญที่จะเหิรเวหาสห้อง
สุดคิดที่จะเข้าเคียงประคอง
สุดสนองใจสนิทเสน่ห์กัน

โอ้แต่นี้นับทวีแต่เทวศ
จะต้องนองชลเนตรกันแสงศัลย์
จะแลลับเหมือนหนึ่งดับเดือนตะวัน
เมื่อเลี้ยวเหลี่ยมสัตภัณฑ์ยุคนธร

ยิ่งคะนึงยิ่งนานจะเห็นพักตร์
ฉวยฉุดรักแล้วจะทอดฤทัยถอน
ไม่เห็นกรรมว่าจะนำให้ไกลกร
ไม่เห็นรักว่าจะรอนให้แรมโรย

อกเอ๋ยเมื่อได้เคยประโลมเล่น
ครั้นห่างเห็นแล้วก็ได้แต่เตือนโหย
ยามดำเนิรเดินดินอาดูรโดย
ก่นแต่โกยกอบทุกข์มาทับกาย

จะผ่อนผันฉันใดก็ใช่ที่
อันนับปีแต่จะเริดจะร้างหาย
จะอาดูรแต่ผู้เดียวอยู่เปลี่ยวกาย
มิได้วายความถวิลที่จินตนา

แสนเทวศสุดทวีครั้งนี้เอ๋ย
ไม่เห็นเลยว่าจะน้อยวาสนา
แต่ปางไกลแสนอาลัยทุกเวลา
ครั้นคิดมาไม่เห็นหน้าแล้วอาวรณ์

แสนรักจะร่วมเรือนเหมือนบุหรง
ที่พิศวงภานุมาศประภัสสร
เมื่อเลี้ยวลับศีขรินลงรอนรอน
สุดอาวรณ์ที่นกยูงจะหมายปอง

แสนวิตกเหมือนกระต่ายที่ใฝ่ฝัน
แสงพระจันทร์งามจรเวหาสห้อง
พระจันทร์อยู่สำราญวิมานทอง
ฤาจะปองใจหมายกระต่ายดง

สงสารอก กระต่ายป่าพฤกษาชาติ
จะวายชีวาตม์ดับจิตด้วยพิศวง
แสนคะนึงถึงเสน่ห์ที่จำนง
ก็เหมือนอกกระต่ายดงที่หลงเดือน

โอ้สุดคิดสุดฤทธิ์เห็นสุดรัก
เพราะต่ำพักตร์ไม่มีศักดิ์เสมอเหมือน
ใครจะช่วยบำรุงรักช่วยตักเตือน
โอ้นับเดือนก็จะลับไปนับวัน

จึงจำจากเพราะวิบากให้วิบัติ
ขอกอดสัตย์ไปจนสิ้นชีวาสัญ
ไม่ตั้งใจมิตรจิตคิดผูกพัน
ขอหมายมั่นกว่าจะม้วยชนมาน

ถ้าดับชีวิตไปสวรรค์ชั้นใดไฉน
ขอตามไปร่วมทิพย์พิมานสมาน
ทุกมหันต์มหรรณพเอนกนาน
สู่สถานที่สถิตนิพพานเมือง

โอ้ชาตินี้เห็นน้องแล้วความสุข
จะแสนทุกข์สุดโทมนัสเนื่อง
สุดปลุกใจปล้ำใจให้โศกเปลือง
ยิ่งครุ่นคิดแล้วก็เคืองทวีครวญ

เมื่อเวรามาบำราศให้คลาดรัก
สงวนศักดิ์ไว้ให้งามเถิดทรามสงวน
คิดเสงี่ยมเจียมพักตร์แต่พอควร
ใครสงวนไม่เท่านวลสงวนกาย

เห็นสุดถวิลสุดสิ้นบุพเพนิวาส
ที่มุ่งมาดมิได้สมอารมณ์หมาย
เจ็บจิตคิดจะวางชีวาวาย
ก็เสียดายด้วยอาลัยมิได้ลา

เชิญสำราญเถิดแม่อย่าหมองพักตร์
จงคงศักดิ์คงสถิตในยศถา
ต่อเมื่อไรวันกำหนดมรณา
ขอเห็นหน้าเสียสักหน่อยพอชื่นใจ

อย่าเสียแรงที่มุ่งบำรุงรัก
มาดสมัครหมายสมานพิสมัย
ได้เห็นหน้าแล้วจะลาชีวาลัย
จะอวยโอษฐ์ให้อโหสิกรรมกัน

ถึงอยู่ใกล้ก็เหมือนไกลเพราะใช่คู่
มิได้ชูชมโฉมประโลมขวัญ
เห็นสิ้นบุญแล้วในเบื้องประจุบัน
ขอหมายมั่นบุญเบื้องบุรพา

แม้นกุศลเราสองเคยร่วมสร้าง
ขอร่วมห้องอย่าได้ห่างเสน่หา
เสียงผลที่ได้เพิ่มบำเพ็ญมา
ขอร่วมชีวาร่วมวางชีวาวาย

เกิดไหนขอให้ได้ถนอมพักตร์
ความรักอย่าได้ร้างอารมณ์สลาย
รักนุชอย่าได้สุดเสน่ห์คลาย
ขอสมหมายที่ข้ามาดสมาทาน

อันสาราบำราศบำรุงคิด
จาฤกไว้โดยสุจริตสาร
พยายามตามสัตย์ปัติญาณ
พอแจ้งการที่กรรมในกายเอยฯ

เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์
อยุธยาตอนปลาย

ท่านเองอาจเคยสดับ นี่คือ 'เพลงยาวเจ้าฟ้ากุ้ง'

อย่างที่ได้เรียนบั้นต้น สุนทรียะรสนั้นไม่อาจบอกกล่าวเป็นภาษา ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านเองก็ได้รับรสนั่น

หลายครั้งที่เราเขียนกลอนเสร็จอ่านจบกลับรู้สึกยังขาด ๆ เกิน ๆ ก็เพราะสุนทรียะรสขาดหาย รู้ว่ามีบางอย่างขาด แต่ไม่ทราบเป็นอะไรก็เพราะทักษะเรายังไปไม่ถึง

การจักไปให้ถึงตรงนั้นก็เหมือนครั้งท่องอาขยาน

มีแต่อ่านบทกลอนอันถือแล้วว่าเป็นเลิศซ้ำครั้ง ฝังเมล็ดพันธุ์ลายอักขระลงในจิตไร้สำนึกกระทั่งรสคำเหล่านั้นเลื่อนไหลออกจากใจมิต่างสายน้ำหลั่งริน

การนำบทกลอนมาจำแนกแจกแจง วิเคราะห์ปรับเปรียบถือเป็นทำลายวรรณรสเสียหาย

สิ่งข้าพเจ้ากระทำย่อมเป็นความบังอาจอย่างไม่น่าอภัย แต่หากผลของการอันจาบจ้วงบรมครูผู้เป็นที่เคารพครั้งนี้จะสามารถแผ้วทางให้สหายผู้มีใจใฝ่มรรคแห่งฉันทลักษณ์นิพนธ์ได้ดำเนินไปในทางที่จำเริญทักษะยิ่งขึ้น ย่อมเป็นสิ่งสหายต่ำต้อยของท่านพึงกระทำ

(มีต่อ)


เติมอ่าน >>

เก็บไว้ในความทรงจำ : ทวิภพ

สายลม กล่าวว่า...

.....ดรุณีแรกรุ่นวัยกำดัด
ทรวดทรงสาระพัดไม่ขัดเขิน
ผุดขึ้นกลางเรือนชานโดยบังเอิญ
เทพหรือพรายผกเผินบิดเบือนกาย...
.....ฤานางเป็นเทพนฤมิต
ให้ยลวิบตาแล้วหาย
ฤานางเป็นเพียงนางพราย
เลือนหายยามรุ่งอโณทัย
ฤานองเป็นเพียงละลองน้ำ
สุริย์ฉายต้องซ้ำละไอหาย
ฤานางเพียงฝันพรรณราย
ตื่นตาเลือนหายไป่คืน.....

บ่ายสองกว่าๆ วันทำงานสวัสดิ์เจ้าค่ะ

เช้าวันนี้รู้สึกยุ่งๆ สับสนชอบกลทั้งที่มันก็เหมือนเช้าวันเสาร์เช่นทุกวัน เพราะสมองเรายุ่งไปเองหรือเปล่าก็ไม่รู้

สิบหน้ากระดาษที่ตั้งไว้ทะลุเป้าไปตั้งแต่วันจันทร์โน่นแน่ะ แต่หลังจากนั้นชักแผ่ว...ชักแผ่ว...เค้นออกมาได้ทีละวรรค...ทีละวรรค... เหนื่อยนะท่านนั่งเค้นสักประโยคเหนื่อยกว่านั่งเขียนรวดเดียวสิบหน้ากระดาษอีก สรุปเสร็จสรรพอาทิตย์นี้ได้มาสิบเก้าหน้า กับกลอนเห่ยๆ อีกหนึ่งชิ้น

ท่านว่ากลอนที่ข้าเจ้าลงไปมันขัดๆ ไหม อ่านทีไรข้าเจ้าเหมือนจะนั่งสิ้นใจอยู่ตรงนั้น ทั้งที่มันเป็นกลอนรักหวานไม่ใช่กลอนรันทดคร่ำครวญ หาแล้วหาอีกจะปรับแก้ ร่ำๆ จะขีดทิ้งแล้วเขียนใหม่เสียทั้งหมดแต่ยั้งใจไว้ได้ทุกครั้งไป เลยเอามาลงทั้งเห่ยๆอย่างนั้น(ยิ่งเขียนยิ่งห่วย)

หนังสือทวิภพได้มาแล้วนะ เดินหากันให้ควั่กฝั่งสวนฯ ไม่มีสักร้าน ฝั่งตรงข้ามสวนเดินห้าร้าน มีอยู่ร้านเดียว ชุดเดียวด้วย มีแต่คนบอกว่าหนังสือพวกนี้หายาก เขาหาเก็บกันเยอะ อย่างพวกปริศนา,คู่กรรม,สี่แผ่นดิน ฯลฯ(เขาบอกมาอีกหลายเรื่อง จำไม่ได้แล้ว)

ที่ได้มาเป็นแบบปกแข็งพิมพ์ปี ๒๕๓๐ โดยสำนักพิมพ์บำรุงสาส์น ราคาปก ๔๐๐ ทางร้านลด ๓๐% เหลือ ๒๘๐ คงเห็นข้าเจ้าทำหน้าม่อยแสนเสียดายหยิบแล้ววางหยิบแล้ววางอยู่สี่ห้ารอบ คนขายเลยลดให้เหลือสองห้า ถึงกระนั้นก็ยังลังเล เขาเลยบอก

"มันมีปกอ่อนด้วยนะ วางคู่กัน ลองดูสิ ของเข้ามาไล่ๆ กันนั่นแหละ"

หาบนชั้นก็แล้ว ก้มดูใต้ชั้นก็แล้ว แปลงร่างเป็นแมลงสาบมุดไปตามซอกตามหลืบก็แล้ว...ไม่มี

"ไม่เห็นมีเลยค่ะพี่" ข้าเจ้าเดินหน้าม่อยไปบอกพี่คนขายด้านหน้า
พี่เขาก็ใจดีเหลือหลายเดินกลับมามุดซอกหลืบให้อีกคน แต่ไม่มีมันก็คือไม่มี สมมติฐานว่าน่าจะโดนมือดีชิงตัดหน้าไปแล้ว

กลับมาที่ ๒๕๐

"ลดอีกสิบบาทไม่ได้หรือพี่"
"ไม่ได้หรอกน้อง สามสิบบาทก็ลดให้เยอะแล้วนะ ของนานๆ กว่าจะมา พวกนี้หายากมากเลย น้องลองไปถามดูร้านไหนก็ได้"
(ไม่ต้องไปลองถามดูหรอก ถามมาหมดแล้ว)

"สิบบาทเองน่าพี่ เนี่ยสองเล่มพอดีเลยหนูจะได้ซื้อปกห่อ"
"..."(คนขายทำท่าคิดหนัก)

"นะพี่นะ หนูไม่ได้ซื้อเอง มีคนเขาฝากซื้อ เนี่ย ซื้อเสร็จหนูก็ต้องไปจ่ายค่าส่งให้เขาอีก"
"น้องเอาบิลไปเรียกเก็บจากเขาสิ พี่ออกบิลให้เอาไหม"

"เอาบิลไปนะได้ แต่จะเรียกเก็บได้หรือเปล่านี่สิ เขาสั่งซื้อที่ลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่หนูอยากซื้อเพราะจะได้อ่านด้วยไง"
"โอ้ย ไม่มีหรอกน้องลดห้าสิบเปอร์เซ็น หนังสือพวกนี้มีแต่คนอยากซื้อไปเก็บ เดี๋ยวเสาร์อาทิตย์สวนฯเปิดน้องมาก็คงไม่เจอแล้วหละ "

"พี่ไม่ลดให้หนูจริงๆ เหรอ สิบบาทเอง"(ทำหน้าละห้อยสุดฤทธิ์)
"อ๊ะๆ ก็ได้ สองสี่ ก็สองสี่"

สรุปก็คือได้มาในราคาลด ๔๐% ฮ่าๆๆ

แต่รอก่อนนะท่าน ขออ่านก่อน เมื่อคืนอ่านไปได้ครึ่งเล่ม ปิดหนังสือปิดไฟนอนเลยฝันสารพันสารเพ เกือบครึ่งเป็นเรื่องในหนังสือทั้งน้าน.. (อย่างช้าไม่เกินวันศุกร์จะจัดส่งไปให้)

ส่วนเรื่องค่าหนังสือท่านไม่ต้องส่งมาให้หรอก หาหนังสือดีๆ ของท่านส่งมาให้ข้าเจ้าอ่านสักเล่ม ถือว่าแลกหนังสือกันอ่านเป็นไง?(แต่หากไม่สะดวกส่งหนังสือมาให้ แจ้งมาละกันนะเจ้าคะ)

ข้าเจ้าได้หนังสือมาอ่านเองสองเล่มเป็นวรรณเยาวชนของสำนักพิมพ์ผีเสื้อทั้งคู่(อันนี้ลด ๕๐% จากร้านประจำ) เตรียมตัวไว้รับมือกับยัยจอมขวัญนะเจ้าค่ะ

สุขสันต์กับวันทำงานนะทั่น

ปล.กลอนข้างบนนั่นเป็นคำโปรยปกในของหนังสือน่ะเจ้าค่ะ


เติมอ่าน >>

ลมปลายปีก : คอลัมน์ใหม่

@ ท่านคั่น : กระได
กลางราตรีสวัสดิ์ขอรับท่านคั่น

ยินดีที่ท่านกลับมาปลูกเรือนชายสวนอักครั้ง นับแต่ท่านย้ายเข้าหมู่บ้านครั้งนั้น ทำเอาข้าพเจ้าหง่าว เพราะเจ้าหมู่บ้านนั่นพิลึกพิกลอยู่ เรื่องอื่นมิพักกล่าวถึง แค่ไม่มีฟีด ทำให้ไม่สามารถรู้ว่าอัพหรือยัง จะคอยแง้มปากกะตูทั้งเจ้าของบ้านไม่อยู่ก็กระไร อีกบอร์ดหนอนนั่นเล่า จบบันทึกหลวงพระบางก็คงโผล่เข้าไปสุดสัปดาห์ครั้งดังเคยกระทำ ท่านแหมะงานใหม่เมื่อไรเป็นไม่รู้ความกันพอดี

เรือนชายสวนนั้นเงียบสงัด

ไร้เสียงทักทาย ไม่มีผู้คนผ่านไปมาให้รู้สึกว่าไม่เดียวดาย ต่างกับอาศัยในหมู่บ้านซึ่งเต็มด้วยเพื่อนเรือน ทุกเอ็นทรี่ใหม่มีคนแวะทักทายมากมาย ทั้งยังเพิ่มโอกาสปะมวลมิตรผู้พิศมัยลายอักขระในทางเดียวกัน

หากแต่ มิตรเที่ยงแท้ของคนเขียนหนังสือยังคงเป็นตัวอักษร เรายังคงขลุกอยู่กับตัวอักษรวันแล้ววันเล่า มีแต่กอดคอตัวอักษรเดินทางไปด้วยกันเท่านั้นจึงหล่อเลี้ยงวิญญาณคนเขียนหนังสือ หาใช่คำนิยมหรือคำทักทายไม่

ข้าพเจ้าจึงหลบออกมาตอกเสามุงหญ้าคาอยู่เสียริมป่าชายเนิน หวังเขียนหนังสือไปโดยสงัด มีมิตรอักษรหิ้วโอเลี้ยงมานั่งพูดคุยชานขนำสักหลายวรรค ได้แวะกระท่อมสหายเมื่อมีเอ็นทรี่ใหม่ตามเวลาอำนวย จากนั้นก้มหน้าก้มตาจารอักขระไป เท่านี้นับว่าสุขใจแล้ว

เริ่มเห็นความหวังราง ๆ ครั้งยินท่านเปรยตอนส่งวิสกี้ลงลูบไล้วารีกระด้างเปลือยท่ามของสะสมเก่า ๆ และกลิ่นอายอดีตของร้าน..(อา..เห็นทีต้องทวนความจำจากพี่ท่านอานันท์) ถึงตอนนี้ท่านย้ายแล้วจริง ๆ นับเป็นข่าวดีสำหรับข้าพเจ้านัก

ยินดีต้อนรับสู่ชุมชนเงียบเชียบ ไร้เสียงทักทายและคำนิยม หากมิเคยไร้เรี่ยวแรงที่จะขับเคลื่อนตัวอักษรให้เดินทางไปข้างหน้า เรี่ยวแรงซึ่งหาได้มาจากที่ใดเลยนอกไปจากเพลิงระอุอุ่นในหัวใจ

เราต่างมีนิตยสารออนไลน์รายสะดวก(ของพี่สามนั้นรายสัปดน)กันคนละเล่ม เป็นนิตยสารที่เรารัก ด้วยเพราะทุกคอลัมน์คืองานของมวลมิ่งมิตรซึ่งเรานับถือในเชิงชั้นอักขระรจนาการ

นิตยสารออนไลน์อันข้าพเจ้านั่งจัดหน้าตาเล่มเอง อ่านเอง มีเหล่าสหายประเลงเนื้อหาหลากหลายตามแต่ถนัดตน ยามนี้มีท่านเพิ่มเข้ามาในคอลัมน์ฉันทลักษณ์นิพนธ์ นิตยสารออนไลน์เล่มนี้นับว่าไฉไลขึ้นอักโข

นานกว่าจะได้มาสักคอลัมน์ เพราะต้องอาศัยความตั้งใจจริง เสมอต้นเสมอปลาย ใจรักที่นิ่งแล้วในก้นโถแห่งความแน่วแน่ แต่ละคอลัมน์จึงมากค่า คิดว่าจะไม่คอยอ่าน แต่จะติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน!

คารวะ

เติมอ่าน >>

The Note Book : สาส์นจากแผ่นดินอื่น

ฮัลโหลพี่ท่าน

เวลานี้ ณ ฟากฟ้าทางฝั่งทะเลสาบสงขลาแห่งสยามประเทศรัตนโกสินทร์ศกสองร้อยกว่า ๆ รัชกาลปัจจุบัน

ศิษย์น้องของท่านนั่งอยู่ในบ้านที่หากจะเทียบกับบ้านอื่นละแวกนี้เห็นทีจะต้องเสียมรรยาทเรียกคฤหาสน์ สองชั้นกว้างใหญ่สไตล์บ้านหลังละสามสี่ล้านที่สร้างขายในหมู่บ้านย่านวงแหวนรอบนอก ตรงข้ามเป็นบ้านไม้หลังเก่าที่ท่านผู้รจนาแผ่นดินอื่นใช้ชีวิตช่วงวัยเยาว์

พี่จิ๋มเพิ่งออกไปข้างนอกเดี๋ยวนี้เอง หลังแนะนำ

"บนชั้นเป็นหนังสือของกนกพงศ์ ข้างล่างเป็นของสำนักพิมพ์ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนมากขนไปกรุงเทพฯ พี่เก็บไว้ที่นี่บางส่วน"

ข้าพเจ้าหันมองโต๊ะผ้าคลุมสีเข้มลายปาเต๊ะ  'แผ่นดินอื่น' วางตะแคงอยู่เบื้องหน้ารูปถ่ายท่านหนก ซ้ายมือบนชั้นนอกจากหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คยังมีแฟ้มเอกสารเห็นแล้วอยากดึงออกมาพลิกอ่าน แต่ความขลังของยอดนักเขียนสยามก็ยั้งมืออยู่ไม่สุขของข้าพเจ้าไว้ได้แต่บังอาจใจ 

"บ้านที่คีรีวงละครับ?" ข้าพเจ้าถาม

"คืนเจ้าของไปแล้วค่ะ"

เข้าใจโดยไม่ต้องถามต่อ ความผูกพันของท่านหนกกับผืนป่าเขาหลวงและผู้คนในหมู่บ้านคงเหลือแต่ 'บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร' เป็นธรรมดาหากจะรักษาไว้ต้องมีค่าใช้จ่าย ต้องมีคนคอยดูแลรักษา เป็นภาระที่ว่างเปล่า อีกเมื่อไรเล่ากระทรวงวัฒนธรรมจะเข้ามาสนใจเรื่องราวอันเป็นประวัติอักษรศาสตร์ของชาติไม่ปล่อยให้กาลเวลาทำหน้าที่ไปอย่างไม่เลือกหน้าอินทร์พรหมเยี่ยงนี้

"ตามสบายนะคะ อย่าลืม..เป็นบ้านตัวเอง" พี่จิ๋มบอกก่อนออกไปธุระ

ข้าพเจ้าไหว้ขอบคุณ วางเป้หลัง อัญเชิญเจ้าไมเคิลคล้าวออกมาจารสาส์นถึงพี่ท่าน นั่งเขียนอยู่ต่อหน้าท่านผู้ล่วงมาก่อนกาล ข้างหมอนและเสื่อที่ท่านเคยใช้

ยังมีบทสนทนากับพี่เจนที่ช่วยเคลื่อนย้ายเจ้าเต่าน้อยออกเสียจากมุมคิดคับแคบอันเป็นผลจากฟังแต่รายงานว่าคนไทยอ่านหนังสือเพียงปีละไม่กี่บรรทัด

"ตะวันออกอ่านหนังสือไม่เหมือนตะวันตก เราไม่ได้นับกันเป็นจำนวนบรรทัด" พี่เจนกล่าว พร้อมขยายความเข้าลึกในรายละเอียดที่หากเล่าพี่ท่านฟังแล้วแทบโดดจับรถทัวร์ลงมาฟังด้วยกัน

แหย่แต่พอเป็นกระสายเรียกน้ำย่อย

มีจังหวะเวลาเมื่อไรจะส่งลายอักษรมอซอมาน้อมคารวะในกาลต่อไป 

คารวะ


เติมอ่าน >>

ฮุฮิ : ลม

ลมเอยเจ้าพัดมาแต่หนใด
คล้ายล่องลอยไกล
คล้ายใกล้แค่ใจคนึง
ผ่อนกายสบายคล้ายคลึง
ล่องลอยรัดรึง
หอมซึ้งอบอวลชวนดม
ช่างชวนนิยม
หนอลมรำเพยพัดมา
..
..
เสียงคนข้าง ๆ ร้องขึ้นว่า..

"ใครตดวะ?"


เติมอ่าน >>

เก็บไว้ในความทรงจำ : นมัสสา

@ สำนักหนอน

๏เดือนเด่นดับพยับโพยมมิโลมโลก
ดาวก็โศกสำรอกแสงหมดแรงส่ง
เมฆาลัยที่ไหวติงพลันนิ่งลง
ใจก็ปลงหลงเลือนกับเดือนดาว

กี่ฤดูกี่กาลที่ผ่านพ้น
อีกกี่หนต้องทนรู้ฤดูหนาว
โอ้น้ำค้างกลางสกลหล่นสกาว
เซาะย่างก้าวคราวโศกให้โกรกชัน

เจ้ามิ่งขวัญอยู่หนใดช่างไกลแสน
หากว่าแม้นเจ้ากลับ รอรับขวัญ
คลายเศร้าให้เรืองไรรำไพพรรณ
บางทุกข์นั้นซึ่งซ่อนเร้นทุกเต้นใจ ฯ

นมัสสา


เติมอ่าน >>

ลมปลายปีก : อภัย

@ กาแฟร้อน : พี่สาม

ถนนราชดำเนิน
วันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ผู้คนกรูหนีวิ่งไปทิศทางเดียวกัน  ม่านควันคลุ้งอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง เสียงร้องเอะอะแตกตื่นโกลาหล

หญิงสาวรู้สึกคล้ายโดนกระแทกอย่างแรงแล้วล้มลง เธอรีบยันกายลุก มีคราบเหนียวหนะตรงหน้าอก เธอใช้มือกุมไว้ เหลียวมองไปทางกลุ่มคนถืออาวุธ

เธอเริ่มก้าว

เดินสวนกับเหล่าเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่กำลังหลบหนีควันสังหารนั่นด้วยสีหน้าสะทกสะท้าน

ที่ข้างกำแพง พี่ผู้ชายคนนั้นไม่ได้หลบหนี ใบหน้าชุ่มเหงื่อ ขบฟันด้วยความอดทน ขาข้างหนึ่งเต็มด้วยรอยแผลเหวอะหวะ อีกข้างเหลือเพียงเศษเนื้อยับเยิน

เธอเดินตรงไปยังกลุ่มคนถืออาวุธ
วางกระสุนในมือลงข้างกายชายในเครื่องแบบ "นี่ของคุณใช่มั้ย?"

คนพวกนั้นหันมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ เธอยิ้ม เป็นยิ้มของความเข้าใจ ให้อภัย..และจิตแห่งสภาวะธรรมอันยิ่งใหญ่

ไม่มีใครยิงเธออีก..ไม่มีใครยิงเธออีกเลย..


เติมอ่าน >>

มองข้างใน : วาง

๏ หลงค้นหลงควานสานทอ
คืบคลานคละคลอ
คล้อยเคล้าคืนคล้ายระคน ฯ

๏ หลงรสหลงรูปทุรน
ปีนป่ายปะปน
หลงเล่ห์เริงคนร่านราย ฯ

๏ หลงมุ่นมารมั่นอบาย
กิเลสมากมาย
แรงร้อนลามร้ายรุมเลว ฯ

๏ หลงไฟฟอนผ่าวเพลิงเปลว
สุมอกองค์เอว
เสกเสี้ยนทรามแทรกแสยง ฯ

๏ หลงธรรมทุ่มทานแสดง
แปรเปลี่ยนปรับแปลง
แทบสิ้นแท้ธาตุแห่งธรรม ฯ

๏ หลงบุญบำเพ็ญบริกรรม
เสพรสปฎิเวธนำ
หลงเรียกปฎิบัติธรรมร่ำเรียน ฯ

๏ หลงบุญบริจาคพากเพียร
หวังมุ่งมณเฑียร
มั่นหมายผลโภชน์โปรดทาน ฯ

๏ หลงวนว่ายวัฎจักรวาล
เกิดดับกับกาล
เกลือกกลั้วกงการณ์กลายกรรม ฯ

๏ ตราบวางหลงลงตรงธรรม
น้อมจิตหนุนนำ
รู้โลกงามร้ายเลวดี ฯ

๏ ล้วนอยู่คู่จงคงชี-
วิตสุขทุกข์มี
เคียงคู่เคียงโลกเคียงธรรม ฯ

๏ แล้ววางทุกสรรพสิ่งนำ
วางลงแม้ธรรม
จึงโลกสว่างว่างวาง ฯ


เติมอ่าน >>