Suscríbete RSS
Comentarios RSS
Subscríbete por E-mail

ล่าเพชรพนมรุ้ง

El perdón es una decisión, no un sentimiento, porque cuando perdonamos no sentimos más la ofensa, no sentimos más rencor. Perdona, que perdonando tendrás en paz tu alma y la tendrá el que te ofendió.
Random Image

ขนำซำหม้อ

เรื่องสั้นเบาขมอง รางวัลชมเชยจุดประกายวรรณกรรมอะวอร์ด ครั้งที่ ๑

สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง

บันทึกไปหลวงพระบางทางเรือช้า ช้าจริง ๆ ช้าได้ใจ

พลับพลึงไพร

นิยายรักลูกทุ่งระเบิดภูเขาเผากระท่อม อ่านง่ายสบายกระหม่อม

ดวงใจกระซิบรัก

นิยายรักเล่มเล็ก บรรยากาศย้อนยุคริมฝั่งทะเลสาบสงขลา

The Note Book : สังคมที่มอบหนังสือให้กัน 2

อีกครั้งข้าพเจ้าได้รับหนังสือจากกัลยาณสหายที่เคารพรัก สำหรับความรู้สึกคงแสดงออกเพียงชั่ววาวตาสะท้อนแวว หาได้เปล่งเปลี่ยนเป็นถ้อยร้อยวาจา ด้วยหากกระทำเช่นนั้นคงต้องใช้เวลาอีกมากมายแปลงระหัสไฟฟ้าจากห้วงคำนึงเป็นวัจนะผ่านริมฝีปากที่ถนัดก็แต่จะผายลมของข้าพเจ้า

ตลอดมาของขวัญติดมือข้าพเจ้ามอบให้มิตรสหายมักจะเป็นหนังสือโดยหาใส่ใจว่าผู้รับจะชมชอบอ่านหนังสือมากน้อยเพียงไร หวังเพียงพวกเขาอาจปรายตามองบ้างไม่มากก็น้อย หวังที่บังอาจเกินเลยไปสักหน่อย..เผื่อปลูกกล้าอ่านวรรณกรรมขึ้นบ้างในจิตใจผู้คน (มิใช่กล้าอ่านฮาวทู ดูดาราดอกนะ!)

แต่แทรกกายอยู่ในสังคมวัตถุนิยมนั้นน้อยนักพบเจอผู้คนมอบหนังสือให้กัน ผ่านห้วงเวลาชีวิตหลายขวบปีข้าพเจ้าได้รับหนังสือเป็นของฝากน้อยจนจำตัวเลขครั้งได้

ข้าพเจ้าเคยสงสัยมีไหม 'สังคมที่ผู้คนมอบหนังสือให้กัน'? แนะนำหนังสือ แลกเปลี่ยนหนังสือกันอ่าน ไม่ต้องกังวลถึงความเก่าใหม่ ต่างล้วนรับรู้ว่าคุณค่าคือสารที่สื่อ หาใช่ความสดใหม่ของสีปก

คิดถึงครั้งหนึ่งข้าพเจ้าให้ ‘มูซาชิ’ ฉบับท่าพระจันทร์แก่สหายเที่ยงแท้แลกค่าเบียร์ที่สหายเลี้ยงดูในวันคล้ายลืมตาดูโลก พร้อมบรรยายสรรพคุณด้วยเห็นว่า ‘มูซาชิ’ เหมาะนักกับผู้อยู่ในวัยแสวงหา (มาตรแม้นตัวเลขอายุจะมากหน่อยก็ไม่ผิดกฏเกณฑ์) กัลยาณเมรัยมิตรคนนั่งข้างปรือตาเอื้อนถามขึ้นว่า “เฮ้ย! อ่านแล้วเอามาให้ได้ไงฟะ!?” ข้าพเจ้าตอบไปด้วยน้ำเสียงระดับเบียร์สดหลอดสอง “อ่านแล้วสิฟะถึงได้รู้ว่าดีอยากให้มันอ่าน”

หนังสือนับเป็นของฝากพิเศษชนิดหนึ่งที่แผกจากของฝากทั่วไป

ต้องเป็นของที่ผู้ให้ใช้แล้วจึงนับเป็นของฝากที่ดี เพราะนั่นเท่ากับว่าผู้ให้ได้พิจารณาแล้วว่าเหมาะสมกับผู้รับด้วยประการทั้งปวง

ทั้งผู้รับยังสามารถอ่านสารจากหนังสือว่าผู้ให้มองผู้รับในทิศทางใด? เป็นคนอย่างไร? มองโลกแบบไหน? รสนิยมการคิดการอ่านเป็นเช่นไร? ก็จากเนื้อหาหนังสือที่ได้รับมา

อย่างไม่คาดฝัน

บัดนี้คิดว่าข้าพเจ้าได้เดินทางมาถึงดินแดนที่ปรารถนาแล้ว ดินแดนที่ผู้คนมอบหนังสือให้กัน แลกเปลี่ยนมิตรภาพกันด้วยเนื้อสารผ่านตัวอักษร เป็นดินแดนที่น่าอยู่น่าอาศัยนัก ข้าพเจ้าจะยังอยู่ในดินแดนแห่งนี้อีกเนิ่นนานเพียงใดไม่อาจทราบได้ รู้เพียงว่า..ข้าพเจ้าเดินทางมาถึงแล้วและไม่คิดจากไป

ได้รับ ‘ทะแลสาบแห่งหัวใจ’ จากพี่ท่านหิ่ง (กลิ่นทะเลสาบอวลอบในทุกร้อยรสบทกวีของท่านเขมาฯ) ‘ฟองเวลา’ จากย่าหนุง (สำเนียงภาษาท่านอ.เสกฯ ราวดอกลั่นทมขาวงามยามยลหอมกลิ่นยามดอมดม) ‘บ๊องแบ๊ว’ จากท่านอัม (คมคิด-ลายเส้นท่านอัมเนี๊ยบนิ้งติงนัง) ‘เส้นทางสาย ZEN’ จากท่านอ้ายฯ (คงเห็นว่าข้าพเจ้าสมควรบวชเสียที) ล่าสุด 9 นักเขียนรางวัลโนเบล 12 เรื่องสั้น (ท่านป้าขอรับ คุณภาพเอ้าท์พุตขึ้นกับวัตถุดิบอินพุด ท่านช่างสรรวัตถุดิบนัก)

ได้แต่รับมาทำตาปริบ ๆ ยังไม่ตอบแทนเหล่าท่านสักเรื่องเล่ม กรุณารอสักครู่ ข้าพเจ้ามี ‘นวลนาง’ อยู่หลายเล่มแล้วจะส่งไปกำนัลล์ขอรับมิ่งมวลสหายที่เคารพรัก

คารวะ
ดิลล์


เติมอ่าน >>

ชักม้าชมเมือง : สังวาสเทวษเปรต..อาดูร

๏ ปรือตากระหยิ่มปลื้ม..เปรมใจ
เอมร่าอุระไกว…………..หื่นกล้ำ
ขาหางกระหวัดไว……..ว่ายแหวก ทุรธาร
ชาญเชิงสมพาสช่ำ………พาลเชี่ยว ผสมพันธุ์ ฯ


เติมอ่าน >>

กล่องเครื่องมือ ฯ : Jason Pinter-ผิดเป็นครู

โดย : บงกช

คุณต้องเขียนเหมือนเป็นนักอ่าน เพราะหากข้อความตรงหน้าไม่สามารถสะกดให้คุณนั่งเขียนต่อไปได้ ผู้อ่านก็จะไม่ถูกสะกดให้พลิกหน้ากระดาษต่อไป

Jason Pinter  หนุ่มนักเขียนเรื่องแนวรหัสคดี ผู้อดีตเคยเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ชื่อดังก่อนผันเส้นทางมาเป็นนักเขียนเต็มตัว

จากประสบการณ์ที่พิจารณาต้นฉบับมามากมาย หากคุณคิดว่าเขาจะได้เปรียบนักเขียนคนอื่น---คุณคิดผิดแล้วล่ะ เพราะต้นฉบับงานนวนิยายเรื่องแรกหาได้รับการตีพิมพ์ไม่!

อาจด้วยไฟของนักเขียนใหม่แรงนักระหว่างรอผลการพิจารณาเขาก็ปั่นต้นฉบับแนวรหัสคดีต่ออีกเรื่อง ซึ่งในเวลานั้นรหัสลับดาวินชีกำลังติดลมบน สิ่งที่เขาทำคือเขียนเรื่องทวนกระแสที่ไม่มีแม้แต่รหัส หรือปริศนาใดๆ รวมทั้งสถานที่โบราณหรือองค์กรลับด้วย มันเป็นเพียงเรื่องเขย่าขวัญที่ดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็วและรุนแรง และนั่นก็คือ The Mark นวนิยายที่ได้รับการตีพิมพ์เล่มแรกในชีวิต และเป็นเล่มหนึ่งของซีรีย์ที่ตามติดมา เพราะ The mark ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีทั้งจากนักวิจารณ์และนักอ่าน

The Guilty เล่ม 2 ที่ตามมา จอห์นยอมรับว่าแตกต่างจากเล่มแรกชัดเจน มีการศึกษาค้นคว้าอย่างหนัก โครงเรื่องซับซ้อนมากกว่าเดิม และเนื่องจากการค้นพบข้อผิดพลาดเล็กน้อยใน The Mark ด้วยเรื่องเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ซึ่งทำให้เขาเสียใจมาก และเพราะเขาต้องการเป็นนักเขียนมืออาชีพ หาใช่แค่มีอาชีพนักเขียนไม่ เจสันจึงคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่หนังสือทั้งสองเล่มจะต้องไม่เหมือนกัน

และอาจเป็นเพราะข้อผิดพลาดที่ผ่านมาทำให้นักเขียนผู้นี้ใส่ใจกับการตรวจแก้ไข (edit) ต้นฉบับอย่างมาก

แต่วิธีการของเขาคือจะตรวจแก้ไขต่อเมื่อเขียนต้นฉบับเสร็จสิ้นจนจบแล้วเท่านั้น เพราะในฐานะนักเขียนเขาต้องการให้เรื่องลื่นไหลเวลาลงมือเขียน ดังนั้นการตรวจแก้ไขไปด้วยจะทำให้การเขียนสะดุด การตรวจแก้ไขเมื่อเขียนเรื่องจบแล้วดีตรงที่ ถ้าเห็นว่ามีอะไรจำเป็นต้องเปลี่ยน ซึ่งจอห์นรู้ดีว่าเรื่องดำเนินต่อไปอย่างไรจึงทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะเจาะ

นอกจากนี้เขาจะอ่านในฐานะนักอ่าน ดังนั้นถ้าเห็นว่าฉากตอนใดไม่ดึงดูดใจพอ เจสันก็สามารถแก้ไข หั่นตัดได้...และสุดท้ายเมื่อถามถึงคำแนะนำแก่นักเขียนใหม่ในฐานะที่เขาเคยเป็นบรรณาธิการมาก่อน

เจสันได้เอ่ยถึง 3 R ได้แก่ READ, RITE [write] และ REVISE นั่นคือ การอ่าน การเขียน และการตรวจแก้ไข รวมถึงการตรวจการสะกดคำด้วย

เขายอมรับว่าให้ความสำคัญกับการตรวจแก้ไขมาก และคิดว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการเขียน สำหรับเรื่อง The Mark เขาเขียนทั้งหมด 9 ร่างก่อนที่เอเย่นต์จะนำไปให้สำนักพิมพ์

เขาเตือนอีกว่าในฐานะนักเขียนใหม่ คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องต่อสู้กับต้นฉบับจำนวนมากมาย หากหนังสือของคุณไม่ได้ผ่านการเขียนและการขัดเกลาอย่างดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้แล้วอาจหมายถึงการทำลายความฝันและความตั้งใจของคุณเอง

ดังนั้นจงตรวจแก้ไขหนังสือไปจนกว่าคุณจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แม้สักคำหนึ่ง!

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


เติมอ่าน >>

FWD Mail : ต้นแอปเปิ้ล

านมาแล้ว มีต้นแอปเปิ้ลใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง และก็มีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เขาชอบอยู่ใกล้ ๆ และเล่นรอบ ๆ ต้นไม้นี้ทุกวัน เขาปีนขึ้นไปบนยอดไม้และก็กินผลแอปเปิ้ล และก็นอนหลับไปภายใต้ร่มเงาของต้นแอปเปิ้ล

เขารักต้นไม้ และต้นไม้ก็รักเขา

เวลาผ่านไป เด็กน้อยโตขึ้น และเขาไม่มาวิ่งเล่นรอบ ๆ ต้นไม้ทุกวันอีกแล้ว วันหนึ่ง เด็กน้อยกลับมาหาต้นไม้ เด็กน้อยดูเศร้า 

"มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ" ต้นไม้ถาม

"ฉันไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ แล้วนะ ฉันไม่อยากเล่นรอบ ๆ ต้นไม้อีกแล้ว ฉันต้องการของเล่น ฉันอยากได้เงินไปซื้อของเล่น" เด็กน้อยตอบ

"ฉันไม่มีเงินจะให้...เก็บลูกแอปเปิ้ลของฉันไปขายสิ เพื่อเอาเงินไปซื้อของเล่น " ต้นไม้ตอบ

เด็กน้อยตื่นเต้นมาก เขาเก็บลูกแอปเปิ้ลไปหมด และจากไปอย่างมีความสุข หลังจากเขาเก็บแอปเปิ้ลไปหมดแล้ว เขาไม่กลับมาหาต้นไม้อีกเลย
ต้นไม้ดูเศร้า...

วันหนึ่ง เด็กน้อยกลับมา เขาดูโตขึ้น ต้นไม้รู้สึกตื่นเต้นมาก

"มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ" ต้นไม้ถาม

"ฉันไม่มีเวลามาเล่นหรอก ฉันมีครอบครัวแล้ว ฉันต้องทำงานเพื่อครอบครัวของฉันเอง เราต้องการบ้าน ช่วยฉันได้ไหม"
"ฉันไม่มีบ้านจะให้ แต่...ตัดกิ่งก้านของฉันไปสิ...เอาไปสร้างบ้าน"  

ดังนั้นเด็กน้อยตัดกิ่งก้านทั้งหมดของต้นไม้ไป และจากไปอย่างมีความสุข อีกครั้งที่ต้นไม้ถูกทิ้งให้เดียวดาย และเศร้า....

วันหนึ่งในฤดูร้อน เด็กน้อยกลับมา ต้นไม้ดีใจมาก

"มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ" ต้นไม้ถาม

"เปล่า ฉันรู้สึกผิดหวังกับชีวิต และเริ่มแก่ขึ้น ฉันอยากแล่นเรือไปพักผ่อนไกล ๆ ให้เรือฉันได้ไหม"

"ใช้ลำต้นของฉันสิ เอาไปสร้างเรือ เพื่อเธอจะได้แล่นเรือไปและมีความสุข" ต้นไม้ตอบ

ดังนั้น เด็กน้อยตัดลำต้นของต้นไม้ไปสร้างเรือ เขาล่องเรือไป และไม่เคยกลับมาอีกเลย

หลายปีผ่าน ในที่สุดเด็กน้อยกลับมา คราวนี้เขาดูแก่ลงไปมาก

"ฉันเสียใจ ฉันไม่เหลืออะไรจะให้อีกแล้ว ไม่มีผลแอปเปิ้ลให้ ....ฉันไม่มีลำต้นให้ปีนอีกแล้ว"

"ฉันไม่มีฟันจะกินแล้ว ฉันปีนไม่ไหว และฉันก็แก่แล้ว" เด็กน้อยตอบ

"ฉันไม่มีอะไรเหลือให้อีกแล้ว สิ่งเดียวที่เหลือ มีเพียงรากที่กำลังจะตาย"

"ตอนนี้ฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว แค่อยากได้ที่พักพิง ฉันเหนื่อยมาหลายปีแล้ว"

"รากของต้นไม้แก่ ๆ จะเป็นที่พักพิงของหนู มาสิ นั่งลงข้างๆฉัน..หลับให้สบาย"

ชายชรานั่งลงข้าง ๆ ต้นไม้ ยิ้ม..และน้ำตาไหล ●


เติมอ่าน >>

สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง : 12 ส่งท้าย

อนเริ่มบันทึกการเดินทาง ข้าพเจ้าครุ่นคิดว่าจะใช้ชื่ออะไรดี ใจรักชอบ 'สะบายดีหลวงพระบาง' นั้นมากอยู่ แต่ก็ซ้ำกับชื่อหนังซึ่งตั้งไว้ดีเหลือเกิน


เติมอ่าน >>

ชักม้าชมเมือง : หุ่น

๏ ยุกยิกยึกยักขยับไหว
ยักย้ายไกวเคลื่อนเขยื้อนหยัด
ลอยหน้าลอยตาสารพัด
ชาญชั้นเชิงหัดจัดเจน


เติมอ่าน >>

บางบอนซอยตำแย ตอน ผู้มาใหม่

1

"มันทำหน้าตาเฉยเมย ท่าทางกวนทีนสุด ๆ บรือออ..คิดแล้วคันง่ามนิ้ว" ไอ้จูล้มตัวบนโซฟาแดง ตอนนี้แผลเบาะฉีกขาดมีรอยเย็บเรียบร้อย เสียงสปริงลั่นเอี๊ยด ๆ อยู่ใต้หลัง เลิกคิ้วข้างขวาเหลือบมองเบี้ยวเห็นนั่งเขียนรูปไม่โต้ตอบ


เติมอ่าน >>

หนังสือเดินทาง : น็อนจัง


ได้รับหนังสือจากสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ซองกระดาษอย่างดี มีซองบับเบิ้ลอีกชั้น แนบกระดาษเนื้อความบอกว่า 'หากมีหนังสือเล่มนี้แล้ว กรุณาบริจาคห้องสมุด'
สำนึกแบ่งปันกันอ่านผลิบานขึ้นในใจ
หนังสือของสำนักพิมพ์ผีเสื้อปราณีตสวยงามทั้งเล่ม เอาใจใส่รายละเอียดกระทั่งตัดมุมโค้งมน น่าจับ น่าถนอม เมื่ออยู่ในมือแล้วยากเหลือเกินหักใจผลักไสให้ไกลตัว
แต่ความตั้งใจงดงามของสำนักพิมพ์ผีเสื้อที่ส่งหนังสือให้โดยรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งยังไม่ลืมเตือนสติ 'อย่าได้หวงเก็บหนังสือให้ฝุ่นจับอยู่บนหิ้ง' ครั้นได้รู้จัก 'น็อนจัง' กับเพื่อนสุนัขจิ้งจอกพูดได้ของเธอ ยิ่งไม่มีเหตุผลใดหลงเหลือที่จะเก็บความงดงามนี้ไว้กับตัว 
เรียนตามตรงว่า 'อาลัยอาวร'
แต่หาก 'น็อนจัง' สามารถเดินทางไปบอกเล่าผู้คนให้เห็นค่าของ 'การแบ่งปัน' สิ่งนั้นชุ่มใจเสียกว่าอาลัยอาวรจะหน่วงรั้งไว้..
'น็อนจัง' ออกเดินทางไปห้อง 510 ดินแดง ที่ซึ่งนักหัดเขียนสาวกำลังขมักเขม้นรังสรรค์งานเขียน หวังนอกจากอรรถรสเนื้อหา น็อนจังยังสามารถบอกว่าวรรณกรรมเยาวชนที่งดงามนั้นเป็นอย่างไร..รอรับได้เลย



เติมอ่าน >>

กล่องเครื่องมือนัก (หัด) เขียน : คำขยายอย่างโน้นอย่างนี้..อีกอย่างสองอย่าง

จาก : On Writing : Stephen King
แปลโดย : นพดล เวชสวัสดิ์

การเล่าเรื่องเขียนนิยายชั้นดี จะเป็นการปลดปล่อยความกลัวและความหลงใหลได้ปลื้มทิ้งไป ความหลงใหลได้ปลื้มจะเป็นการพิพากษาลงความเห็นเป็นปฐมก่อนว่าเป็นเรื่อง ‘ดี’ หรือ ‘เลว’ งานเขียนชั้นดีจะจำกัดความอยู่แต่เพียงการลงความเห็นคัดเลือกดีที่สุด ในการหยิบเครื่องมือที่เหมาะสมจากกล่องมาใช้งาน

ไม่มีนักเขียนคนใดหลบรอดจากบาปผิดเรื่องนี้ไปได้ แม้วิลเลียม สตรังก์ จะแผ่อิทธิพลครอบงำ อี.บี. ไวต์ ในยามที่ไวต์ยังเป็นนักศึกษาคอร์เนลล์ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ (ส่งมาเลย ส่งมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ๆ ตกมาอยู่ในเงื้อมมือของข้าฯ ไม่มีทางรอด จะต้องเป็นทาสข้าฯ ไปชั่วนิรันดร์ เหอ เหอ เหอ)  แม้ว่าไวต์จะเข้าใจและสนองรับอคติของสตรังค์ได้อย่างเต็มที่ ในการเขียนหละหลวมและขาดไร้ประเด็นความคิดแน่ชัด  ไวต์ยอมรับว่า “ผมคิดว่าผมนำวลี the fact that มาใช้นับพันครั้งในการเขียนเรียงความ ตอนตรวจแก้ ตัดทิ้งไปได้สัก 500 จุด สถิติการตีลูกได้เพียงแค่ .500 ปลายฤดูกาลแข่งขัน ล้มเหลวไปกว่าครึ่ง จากการขว้างลูกอ้วน ๆ แบบนี้ ทำให้ผมเศร้าใจยิ่ง...”  แม้กระนั้น ไวต์ก็ยังเขียนหนังสือต่อไปได้อีกหลายปี  หลังจากร่วมมือกับสตรังก์ออกหนังสือ ‘มารยาทเล่มน้อย (ในการเขียน)’ ในปี 1957

ผมเองก็คงเขียนหนังสือต่อไป แม้จะหว่านโปรยข้อผิดพลาด เช่น

‘You can’t be serious,’ Bill said unbelievingly.

คุณเองก็คงผิดพลาดได้ไม่น้อยเช่นกัน นี่คือ แก่นการเขียนภาษาอังกฤษสไตล์อเมริกัน  แม้แก่นเรื่องนี้จะลื่นไถล ยากจะคว้ากุมไว้ให้มั่น ผมขอฝากคุณไว้  ทำต่อไปให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และระลึกเสมอว่า การเขียนโดยใช้วิเศษณ์เป็นฝีมือมนุษย์ ส่วนตัดทอนให้เหลือเพียง he said, she said เป็นฝีมือของเหล่าเทวะ

OOO
(ครั้งหน้าเรามาคุยกันเรื่อง..ย่อหน้า-ธุลีดิน)

“ทำงานด้านศิลปะมาราวสามสิบปี ผมยัง stand ยัน sit ยัน ว่า งานดีมักเรียบง่ายเสมอครับ”
                                                         วินทร์ เลียววาริณ


เติมอ่าน >>

เรไรร่อนร้อง : มาลัยลอยลม

เจ้าเอยเจ้าช่อมาลัย
จะล่องลอยไปหนใดเล่าหนอ
พี่เฝ้าชะเง้อคอยรอ
พี่เฝ้าชะเง้อคอยรอ
อย่าให้ลอยคอรอเล่าเจ้าเอย..

เพลงมาลัยมาเยือนเมื่อเดือนดึก
เสนาะนึกชวนพร่ำร่ำเฉลย
หนาวน้ำค้างพร่างน้ำคำมารำเพย
กระไรเลยอกร้างอ้างว้างอาวร

เย็นลมแผ่วผิว่าผกาเจ้า
มาแย้มเย้าอยู่เรียงเหมือนเคียงหมอน
ลองสัมผัสเพียงผ่าวอกร้าวรอน
ภาพงามงอนเลือนหายเสียดายครัน

ยินหรีดร่ำคร่ำร้องอยู่ก้องกึก
ก็หวนนึกเสียงน้องประคองขวัญ
โอ้ดึกดื่นคืนนี้หนอชีวัน
เจ้าคิดถึงใครกันนะขวัญใจ

หอมราตรีโรยกลิ่นมารินหอม
มารายล้อมห้อมจิตพิศมัย
ให้กรุ่นกลิ่นกายเจ้าเย้าหทัย
จะลอยไปเพรียกหาทั้งราตรี

เดือนเด่นดวงลอยโคมโพยมแจ่ม
นวลแฉล่มแจ่มจรัสรัศมี
เหมือนนวลน้องมองมาในราตรี
จะเห็นพี่บ้างไหมนะใจนาง

ดาวลับดวงล่วงฟ้าลงลาเลื่อน
คงลับเลือนลาฟ้าครารุ่งสาง
ใจดวงนี้สิแน่แม้จันทร์จาง
จะไม่ร้างจางห่างเหมือนอย่างจันทร์

ใจดวงนี้สิแน่แม้จันทร์จาง
จะไม่ร้างจางห่างเหมือนอย่างจันทร์

เจ้าเอยเจ้าช่อมาลัย
จะล่องลอยไปหนใดจอมขวัญ
พี่เฝ้ามาเพ้อรำพัน
พี่เฝ้าพร่ำเพ้อรำพัน
มาคล้องเคียงกันเถอะนะเจ้าเอย ฯ

ภาพ : อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต
ฝากไปในสายลมรัก : มาลัยรัก

Technorati Tags:

เติมอ่าน >>

คู่ซี้ : กินกันไม่ลง

จาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

นายสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น สัมภาษณ์สดนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านทาง Twitter ในระหว่างเวลา 21.30-22.30 น. วานนี้(8 ก.ย.) มีรายละเอียดดังนี้
ถาม : นายกฯครับ เมื่อคืนผมฝันว่านายกฯประกาศยุบสภาวันปีใหม่พอดี
ฝันดีหรือฝันร้ายครับ? 
ตอบ : ผมว่าฝันพอดีพอดีครับ
ไม่มีใครบอกเรื่องยุบสภาล่วงหน้าได้ แต่ผมตั้งใจทำงานต่อครับ
ถาม : ถามจริง ๆ เอาอยู่หรือเปล่า?
ตอบ : คิดว่าเอาอยู่ครับ เพราะต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้า
ถาม : แต่เห็นคุณสุเทพกับนิพนธ์จะไม่เอา
ตอบ : ไม่เอาอะไรครับ
ถาม :ไม่เอาคนของนายกฯเป็น ผบ.ตร.
ตอบ : ทั้ง2ท่าน ไม่ได้เป็น กตช.ครับ
ถาม : แต่เขามีอิทธิพลเหนือ กตช. บางคน
ตอบ : ผมก็จะทำหน้าที่ประธาน ตรงไปตรงมา อธิบายเหตุผล เชื่อว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดีครับ
ถาม : ทำไมคนใกล้ชิดที่สุดสองคนกลับยืนคนละข้างกับนายกฯ
ตอบ : เราไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกันทุกเรื่องครับ
ถาม : เป็นนายกฯไม่สามารถให้รองฯกับเลขาธิการเห็นด้วยกับตัวเอง มันแปลกนะครับ
ตอบ : ส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาครับ
ถาม : ท่านนายกฯคิดว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่แก้รัฐธรรมนูญก่อนยุบสภาได้
ตอบ : ขึ้นอยู่กับประเด็นที่จะแก้ สัปดาห์หน้าที่ประชุม2สภา จะช่วยกันหาคำตอบครับ
ถาม : ถ้ามันเถียงกันยืดเยื้อ ต่างคนต่างไม่ยอมกันล่ะ
ตอบ : เรามีกรอบของคณะกรรมการอยู่แล้ว พูดคุยกับพรรคการเมืองนอกรอบ ดูจุดยืนจากใกล้เคียงกันมากขึ้น
ถาม : ถ้ามันเถียงกันยืดเยื้อ ต่างคนต่างไม่ยอมกันล่ะ พูดนอกรอบ...เห็นลู่ทางจะตกลงกันได้ไหมครับ
ตอบ : ผมคิดว่ามีโอกาสดีครับ
ถาม : ประเด็นคุณทักษิณจะเป็นอุปสรรคของการตกลงกันได้ไหม?
ตอบ : ผมจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวมเท่านั้นครับ
ถาม : "ส่วนรวม" นี่ใครตีความ?
ตอบ : ส่วนรวมเป็นเรื่องของระบบ ตามหลักการประชาธิปไตย ผลประโยชน์เฉพาะคนไม่เกี่ยวครับ
ถาม : คุณทักษิณบอกพร้อมจะเจรจากับนายกฯ....เอาหรือเปล่า?
ตอบ : ผมนึกว่า เขาบอกว่าจะไม่เจรจากับผมครับ
ถาม : เขาบอกว่าพร้อม...แต่ไม่รู้จะคุยกับใคร?
ตอบ : ก็นั่นนะสิครับ ^_^
ถาม : คุณอภิสิทธิ์จะไม่งอนมากไปหน่อยหรือ?
ตอบ : ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกส่วนตัวครับ แต่ผมมีหน้าที่รักษากฎหมาย คุณทักษิณก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเหมือนคนไทยทุกคน
ถาม : มีคำถามเรื่องนี้จากชาว Twitter ครับ
ตอบ : ถามว่าอะไรล่ะครับ
ถาม : RT @anusoft: คำถาม:สมมตินายกฯได้คุยกับอดีตนายกฯ ตัวต่อตัว จะคุยอะไรกันครับ และคิดว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร(ดีขึ้นไหม?)ถ้าได้คุยกันปิดห้อง2คน
ตอบ : จะบอกว่าให้มาอยู่ภายใต้กฎหมาย แล้วสังคมจะคิดถึงการให้อภัยครับ
ถาม : แปลว่าถ้าคุณทักษิณไม่กลิบมาติดคุก, คุณอภิสิทธิ์ก็จะไม่คุยด้วยใช่ไหม?
ตอบ : ผมต้องการให้ทุกคนเคารพกฎหมายครับ
ถาม : คุณอภิสิทธิ์ไม่ตอบคำถามผม
ตอบ : อ่านดีๆมีคำตอบอยู่แล้วครับ
ถาม : เป็นอย่างที่ผมตีความใช่ไหม?
ตอบ : น่าจะใช่ครับ
ถาม : ถ้าผมชวนทั้งสองคนมาคุยกัน, จะมาไหมครับ?
ตอบ : คุณทักษิณคงไม่มาหรอกครับ เพราะคุณสุทธิชัยกับผมอยู่เมืองไทย
ถาม : คุยผ่าน Twitter ได้นี่ครับ
ตอบ : จำนวนตัวอักษรที่เขาให้พิมพ์สั้นเกินไปครับ
ถาม : พูดน้อย ๆ อาจจะได้ผลนะครับ พูดมากก็ยุ่งอย่างที่เป็นมา
ตอบ : หลายเรื่องมันลึกซึ้ง ฉาบฉวยไม่ได้ครับ
ถาม : เป็นอันว่าต่างคนต่างเดาทิศทางกันต่อใช่ไหมครับ
ตอบ : ไม่ต้องเดาทิศทางผมครับ ผมสนใจแต่ทิศทางประเทศ ทำสิ่งที่ถูกต้องครับ
ถาม : มีคำถามจากชาว Twitter เรื่อง "อาถรรพ์" ครับ
ตอบ : เชิญเลยครับ
ถาม : RT @natthatvthai : คำถามถึงท่านนายกฯอภิสิทธิ์ เชื่อมั่นว่าถ้าไปร่วมประชุมที่ UN จะล้างอาถรรพณ์ 19 กันยายนได้หรือไม่
ตอบ : ได้ครับ ผมไม่ได้ไปวันที่19กันยาฯครับ ^_____^
ถาม : ไม่กลัวไปยูเอ็นแล้วไม่ได้กลับใช่ไหมครับ
ไม่กลัวครับ
ถาม : แต่เห็นบอกว่าจะต้องโทรฯกลับมาเช็บรองสุเทพฯตลอด...แปลว่าไม่ไว้วางใจเหมือนกัน
ตอบ : ไม่ใช่ครับ ผมไปต่างประเทศ ต้องติดตามสถานการณ์ทุกวันทุกครั้งอยู่แล้ว...ช่อง9จบแล้วครับ ให้ผมเข้านอนได้รึยังครับ
ถาม : มีฝรั่งอยู่เมืองไทยขอแจมคำถามด้วย
ตอบ : ขอเป็นคำถามสุดท้ายนะครับ
ถาม : RT @jtdooley: Mr PM, Frm a Yank who made Thailand home; Can you share sm hope on how the Thai political situation will stablize?
ตอบ : Things are more stable now and will steadily improve cos my govt adheres to democratic principles and will do what's best for the people
ถาม : คำถามสุดท้ายจริง ๆ ครับ...เซ็งการเมืองไหม?
ตอบ : ราตรีสวัสดิ์ครับ


เติมอ่าน >>

สะบายดี(นะ)หลวงพระบาง : ชานชาลาที่ 62

1

ฟ้าสว่างแล้ว ทิวเมฆขาวหม่นระบายริ้วรอยไปทั่วท้องฟ้า สายแดดเช้าจัดจ้าคลี่แสงแรงสายขับไล่ยะเยือกหนาวของเช้าวันใกล้สิ้นปี ผู้คนบางตานั่งพิงเก้าอี้ชานชาลาอย่างเงียบงัน ข้างกายมีกระเป๋าเดินทางใบย่อม กวาดสายตาไร้คำไขทอดไปยังที่ซึ่งหาได้เจตนามอง 

ความคึกคักจอแจของสถานีขนส่งสายใต้เมื่อฟ้ายังถูกคลุมด้วยม่านสางเลือนหายเหมือนรอยทรายถูกคลื่นซัด ยนต์ยานคันใหญ่ทะยอยนำผู้คเนจรเคลื่อนออกจากสถานีในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สิ้นเสียงเครื่องยนต์ก็สิ้นผู้คนเคลื่อนไหว 

ข้าพเจ้าปลดย่ามจากไหล่ยอบกายนั่งลงบนเก้าอี้ ย่ามใบเดิมที่แรมทางมาด้วยกันหลายวันคืนยามนี้หนักอึ้งแทบเกินกำลังนำพา เปลือกตากระวนอยากซบหากันอีกสักพัก

มีแต่ผู้รอนแรมไร้รากจึงเห็นรวงรังน้อยเป็นยิ่งวิมานเรืองรอง

ใจข้าพเจ้ายามนี้หาอยู่กับกาย หากแต่ไปรอแล้วที่ขนำซอมซอซึ่งฝากสังขารไว้ชั่วนาตาปี คนึงอ้อมกอดของทุกใบไม้ใบหญ้า ทุกยอดกระถินที่ใช้เด็ดแนมน้ำพริกมื้อเย็น ทุกริ้วคลื่นน้ำในบ่อดิน กระทั่งเสียงนกน้อยร้องปลุกยามเช้า เสียงจิ้งหรีดกรีดปีกเมื่อค่ำคืนเคลื่อนเยือน

กฎข้อสุดท้ายของการเดินทางก็คือ 'กลับบ้าน'

ไม่ว่าระเหระหนจนสุดหล้าฟ้าคราม จะกี่สายน้ำกี่ป่าเขา สุดท้ายยังคงต้องกลับบ้าน ต่อให้กายไม่สามารถกลับ ใจก็ยังทะยานกลับไป ไปยังที่เราจากมา
นั่งลงตรงชานชาลาที่ 62 รอรถเที่ยวสายซึ่งจะนำร่างกายโรยแรงจากการเดินทางข้ามวันข้ามคืนนี้กลับรวงรัง ยังเหลือเวลาอีกพักใหญ่ ข้าพเจ้าล้วงสมุดดินสอออกมาเขียนบันทึกช่วงสุดท้าย..

2

รถตู้ถึงวังเวียงล่วงเย็นย่ำ จุดจอดไม่ได้อยู่ในตลาด ต้องต่อรถรับจ้างอีกช่วง พอดีชัยมาด้วยเลยมีเพื่อนปันค่ารถเข้าตลาด 

ตลาดวังเวียงเหมือนตลาดชนบททั่วไปในไทย เต็มด้วยร้านค้า อาคารพานิชย์ แม่ค้ารถเข็นแผงลอย เรามองหาที่พักริมสายน้ำ ชัยเจอที่ชอบใจเป็นกระต๊อบมุงหญ้าคาสี่ห้าหลังอยู่อีกฟากของลำน้ำ ข้าพเจ้าปล่อยให้ชัยเดินข้ามสะพานไปสอบถาม ส่วนตัวเองหันมองเต็นท์ห้าหกหลังเรียงรายอยู่ทางขวา ไม่ถึงกับริมน้ำ ถัดเข้ามาด้านหลังห้องพักยกเสาสูง แต่ก็ถือเป็นทำเลที่ดีสามารถมองเห็นทิวเขาและสายน้ำเบื้องหน้า

ชัยกลับมาบอกว่าห้องเต็ม เราจึงตกลงใช้เต็นท์ซุกกายสำหรับค่ำคืนในวังเวียง "ไว้พรุ่งนี้จะไปดูอีกทีเผื่อมีคนออก" ชัยบอก

เราใช้เวลาช่วงตะวันจวนลับอยู่กับลำน้ำใสมองเห็นก้อนกรวดท้องธาร สะพานไม้ไผ่ข้ามลำน้ำ และคู่รักสาวหนุ่มชาวไทยที่พบกันกลางสะพาน ฝ่ายชายกำลังจัดมุมกล้อง ส่วนฝ่ายหญิงกำลังท้าวสะเอวแย้มยิ้มเอียงคอ ข้าพเจ้าส่งเสียงไปจากหลังช่างภาพ

"ผมช่วยถ่ายให้มั้ยครับ?"

ฝ่ายชายหันกลับมาเลิกคิ้ว "พอดีเลย" เอามือรวบผมยาวหางม้าแล้วสะบัด "เจอคนไทยคนแรกเข้าแล้ว..ได้เลยครับ ช่วยหน่อย ช่วยหน่อย" ส่งกล้องให้ข้าพเจ้าเสร็จรีบขยับกายโอบเอวหญิงสาว

"เอาคนไว้มุมขวานะครับ ให้เห็นทิวเขาด้านซ้าย" ไม่วายส่งเสียงกำกับ

ข้าพเจ้ากดภาพไปหลายมุมก่อนส่งกล้องคืน

"ขอบคุณครับ" ฝ่ายชายขยับรับกล้อง "มาจากไหนจะไปไหนกับครับพี่?"

"เรามาจากหลวงพระบาง ชัยยังอยู่ที่นี่อีกหลายวัน" ผมบุ้ยไปทางชัย ชัยส่งยิ้ม "ส่วนผมพรุ่งนี้เช้าจะไปเวียงจันทน์ต่อเข้าหนองคาย" ข้าพเจ้าบอก

"พอดีเลย ผมกำลังจะไปหลวงพระบาง เป็นอย่างไรบ้าง?"

"ดีครับดี" ข้าพเจ้าว่า "ดีที่ได้ไปเห็นก่อนอะไรอะไรจะเปลี่ยนไป"

"ใช่เลยพี่ ไปดูซะก่อนอะไรจะเปลี่ยนไป ผมน่ะไปปายมา แม่จ้าว มีแต่คนกับคน มาเห็นที่นี่แล้วยังคิดถึงปายสมัยก่อนไม่หาย" นายผมหางม้าขยับหลบให้คนเดินผ่าน "พี่พักที่ไหนกันครับนี่"

ข้าพเจ้าชี้ไปที่เต้นท์

"โห..ระวังไม่ได้นอนนะครับ ถัดไปโน่นเป็นเร็กเก้บาร์ มันจะโป้งชึ่งกันจนดึกเชียวล่ะ"

ข้าพเจ้าชักใจไม่ดี แต่ทำไงได้จ่ายค่าที่พักไปแล้ว บอกไปว่า

"ไม่เป็นไรครับคืนเดียว พรุ่งนี้ชัยก็จะย้ายมานี่" ข้าพเจ้าชี้ไปที่กระต๊อบหญ้าคาริมฝั่งน้ำ "ไม่ทราบจากเวียงจันทน์มารถอะไรกันครับ?"

"ฮ้า..พอดีเลย จะเล่าให้ฟัง" นายผมม้าบอก "ผมมารถเมล์ พี่อย่าได้ใช้บริการมันเชียว มันจอดตลอดทางเลยพี่ มันจอดเรี่ยราด จอดได้จอดดี ผมนั่งตาปริบสงสัยอยู่ว่าพรุ่งนี้มันจะถึงกันรึเปล่าวะเนี่ย ไม่ใช่จอดรับส่งคนเฉย ๆ นะ ใครคิดจะปวดเยี่ยวทีมันก็จอดที มีนะผู้หญิง..สวยด้วย จอดลงไปเยี่ยวผมก็คิดว่าจะเดินไปไหนไกล แม่คุณก้าวลงจากรถ ป๊าบ ป๊าบ ป๊าบ ผ่านหน้าผม ผมนั่งเก้าอี้แถวหลัง" นายผมยาวเล่าพลางออกท่าออกทาง "ลงจากรถแล้วเดินอีกสองก้าว ถลกผ้าถุงแหมะลงตรงนั้นเลยพี่ ตรงหน้าผมนั่นแหละ โห..อย่าให้เซดทำไปด้าย"

ถึงตอนนี้ข้าพเจ้ากับชัยยืนฟังกันตาปริบ โดยมีหญิงสาวของนายผมยาวยืนอมยิ้มขำลีลาท่าทางของคนข้างเคียง

"ยังมีนะพี่" นายผมยาวที่ตอนนี้ข้าพเจ้าชักสงสัยว่าคงเป็นญาติโน้สอุดมเข้าทุกทีเล่าต่อ "ไปอีกสักพักมันจอดอีก ทีนี้มีคนขึ้นมานั่งข้างผม นั่งไม่นั่งเปล่ามันยกตีนขึ้นมาพาดขา หันฝ่าตีนมาทางผม ไอ้ผมก็พยายามเหลือบมองจะบอกมันว่า เน่เพ่..เพ่..มรรยาทน่ะเมบ้างมะ แต่แล้วนะพี่" คู่แฝดโน้สปั้นสีหน้าประกอบท่าทาง "ไอ้ที่ผมเหลือบเห็น มันเป็นปืนพี่ ปืนยาว ๆ แบบเอ็ม 16 มันเอามาพาดไว้บนตัก ผมล่ะหัวใจจะวาย อยากยกมือท่วมหัวบอกมันว่า เชิญพี่นั่งตามสบายเถอะครับพี่" นายแฝดอุดมยกมือไหว้เสริมบทเจรจา "ไม่ใช่ผมคิดมากนะ พี่ลองคิดดู หากไอ้นั่นมันเกิดประสาทหลอน ไม่ก็อารมณ์บ่จอยขึ้นมา กราดยิงไปทั้งคันรถ ผมจะเหลืออะไร นั่งอยู่ตรงนั้นใกล้ปากกระบอกปืนนิดเดียว"  

ข้าพเจ้ากับชัยพากันยืนยิ้มฟังเดี่ยวไมโครโฟนพักใหญ่ จนนายผมยาวกล่าวลาเกาะแขนแฟนสาวแสนสวย

"จะไปดูอีกสะพานได้ยินว่าสวยกว่าอันนี้ ไปด้วยกันมั้ยพี่" นายผมยาวชักชวน ข้าพเจ้ามองชัย เห็นชัยส่ายหน้า เลยบอกไปว่า

"ไม่ล่ะครับ เชิญตามสบาย" แล้วถามหยอก "โทษครับทำงานกับออกไซด์แปงรึเปล่าครับ?"   

"ไม่ใช่หรอกครับ" แฝดโน้ตหันมาบอก "แต่หากพี่ดูซับองค์บากตอนจบเรื่อง นั่นแหละมีชื่อผมด้วย" นายแฝดโน้ตส่งยิ้มโอบเอวแฟนสาวเดินจากไป

ขอบฟ้าจวนพลบลบแสงเรื่อเรืองลงรำไร สายน้ำใสไหลเอื่อยสงบเย็น

จากกลางสะพานข้ามลำน้ำ มองทิวทัศน์ฟากเนินเขาราวฉากนิยายชวนฝัน แนวป่าเขียวชอุ่มกว้างใหญ่มองไกลจนสุดทิวเขาทอดยาวที่ขอบฟ้า เหมือนได้มาพักผ่อนอยู่ในอ้อมแขนของธรรมชาติอุดม  หันมองอีกฝั่งกลับมีแต่สิ่งก่อสร้างสะเปะสะปะ ล้วนเป็นอาคารเกสต์เฮ้าส์ มีระเบียงหน้าต่างหันออกสู่แม่น้ำหวังให้แขกที่มาพักได้มองเห็นทิวทัศน์สวยงามเบื้องหน้า

อดแปลกใจไม่ได้ บางครั้งข้าพเจ้าก็พบว่าคนเราเลือกมองแต่ความงามตรงหน้า ตำแหน่งที่ยืนจะอัปลักษณ์อย่างไรกลับไม่ยินยอมรับรู้

ยามราตรีของวังเวียงไม่ต่างสถานที่ซึ่งการท่องเที่ยวไร้แผนควบคุมรุกเข้ามาอย่างเกาะต่าง ๆ ของเมืองไทย มีบาร์เหล้าเปิดไฟสลัวอยู่ทั่วไป

ชัยเดินเสาะหาข้อมูลทัวร์คายัค-เที่ยวถ้ำ มองหาร้านที่เพื่อนแนะนำ เราแวะถามทัวร์ทุกร้านในตลาดวังเวียง จนเลือกได้ที่หนึ่งแล้วหามื้อค่ำผลัดพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่เคยเดินทางผ่านมา 

เสร็จมื้อค่ำกลับมาบริเวณที่พัก เป็นอย่างนายแฝดโน้สบอก เสียงกลองเสียงเบสกระหึ่มตึงตัง แต่ข้าพเจ้าก็หลับได้อย่างไม่ยากเย็น

3 

ตอนเช้าข้าพเจ้าจองรถไปเวียงจันทน์กับทางเกสต์เฮ้าส์ ยินนายแฝดโน้สเล่าวันวานจึงเลือกรถบัสปรับอากาศวังเวียง-เวียงจันทน์    

จับมือล่ำลามิตรร่วมทางที่สายลมชะตาพัดพามาให้พบกันบนแผ่นดินต่างแดน แล้วขึ้นรถที่ดูสะดวกสะบายติดแต่ช่วงเบาะสั้นจนเข่ายันเก้าอี้ตัวหน้า

ทิวทัศน์เส้นทางวังเวียง-เวียงจันทน์คล้ายหลวงพระบาง-เวียงจันทน์เป็นเนินขึ้นลงไปบนสันเขา จนใกล้เข้าเขตเวียงจันทน์จึงผ่านที่ราบและพื้นที่เกษตรกรรม

รถบัสไม่มีห้องน้ำ ครั้งหนึ่งคงมีคนเกินกลั้น เจ้าหนุ่มฝรั่งเดินมาบอกกับคนขับ ขอจอดให้เพื่อนลงไปฉี่ คนขับพยักหน้ารับในทันทีแล้วเลี้ยวเข้าข้างทางซึ่งเป็นเนินเขา จากนั้นฝรั่งนักท่องเที่ยวเกินครึ่งคันก็กรูกันลงจากรถ พวกผู้ชายแยกย้ายกระจัดกระจายยืนถ่างขามือกุมเป้ากันสลอน ส่วนพวกผู้หญิงลับหายเข้าไปหลังแนวเนิน

ข้าพเจ้ามัวแต่นั่งมองเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าถึงไม่ปวดก็ควรระบายเสียบ้างจึงตามลงจากรถเป็นคนสุดท้าย

เมื่อถึงเวียงจันทน์ข้าพเจ้าเร่งต่อรถไปสะพานมิตรภาพ ผ่านขั้นตอนต.ม.แล้วต่อรถสองแถวจากสะพานฝั่งไทยไปสถานีขนส่งหนองคาย ได้ตั๋วเรียบร้อยตอนเย็นย่ำสนธยา อาหารค่ำมื้อแรกบนแผ่นดินเกิดเป็นปลาหมึกผัดพริกแกงไข่ดาวสุก ๆ ที่คิดถึงแทบขาดใจ ยังไม่พอข้าพเจ้าแถมก๋วยเตี๋ยวเรือหมี่สดตกอีกชาม ยามนั้นคิดไปว่า ไม่ขออยู่ที่ไหนไกลนอกไปจากแผ่นดินที่มีอาหารคุ้นปากอย่างสยามประเทศนี้

รถเคลื่อนออกจากหนองคายตอนสองทุ่ม

4

รถทัวร์หนองคาย-กรุงเทพฯ เข้าเทียบชานชาลาหมอชิต 2 ตอนตี 5 ข้าพเจ้าเร่งต่อรถตู้หมอชิต-สายใต้ใหม่ เพื่อไปให้ทันรถเช้ากรุงเทพฯ-หาดใหญ่

เหมือนรู้ใจผู้โดยสาร รถตู้แล่นตัดจากฝั่งตะวันออกของมหานครที่ยังหลับใหลมายังฝั่งตะวันตกด้วยเวลาไม่นาน ช่วงตีห้าถึงหกโมงสายใต้ใหม่จอแจเต็มด้วยรถและผู้โดยสารทั้งขาเข้าขาออก อีกเป็นช่วงเวลาสิ้นปีที่ผู้คนเดินทางกลับภูมิลำเนา เห็นแต่แถวยาวเหยียดหน้าเคาน์เตอร์ขายตั๋ว

กว่าได้ตั๋วมาอยู่ในมือสภาพข้าพเจ้าไม่ต่างซอมบี้ ขยับย่ามบนบ่าทอดเท้าไปยังชานชาลาที่ 62 รอเวลาออกเดินทาง..ช่วงสุดท้าย

5

ฟ้าสว่างแล้ว ทิวเมฆขาวหม่นระบายริ้วรอยไปทั่วท้องฟ้า สายแดดเช้าจัดจ้าคลี่แสงแรงสายขับไล่ยะเยือกหนาวของเช้าวันใกล้สิ้นปี

ข้าพเจ้านั่งพลิกสมุดนักเรียนเล่มเยิน ย้อนวันเวลารอนแรมราวปักษาไร้รัง ในสมุดเต็มด้วยตัวหนังสือยุ่งเหยิง บันทึกที่ไม่ปะติดปะต่อ เกมโอเอ็กซ์เป็นรอยขีดทั้งสองหน้า  ภาพสเก็ตช์เพื่อนเรือคนโน้นคนนี้ที่ล้วนดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง ที่อยู่ของเพินซึ่งข้าพเจ้าบอกว่าจะส่งรูปลูกสาวไปให้ เป็นลายมือของขอ รอยฉีกกระดาษขาดวิ่น หน้าที่หายไปเป็นภาพสเก็ตช์ที่พอดูเป็นรูป ข้าพเจ้าฉีกให้เจ้าของสำหรับเป็นที่ระลึก 

จนถึงรายชื่อผู้คนข้าพเจ้าผ่านพบ

ขอกับจอย (สองพี่น้องชาวเรือ)
โฮม (เพื่อนลาวใจดี)
คอลลินและภรรยา (แขกของโฮม)
จำปา (นักกีฬาวิทยาลัยพละ)
คุณยายเรอเน่ (ข้าราชการเกษียณจากกรมตำรวจแอลเอ)
ลูน่า (สาวสแกนฯนักสเก็ตช์ภาพจากกล้อง)
คริสติน่า (สาวเกาหลีออสซี่ที่ยามพูดคุยแววตายิ้มแย้มไม่เคยละจากใบหน้าคนตรงข้าม)
คุณชาคริต (เจ้าของรีสอร์ตนักเดินทางคนเดียว)
ปู (สาวไทยอีกนักเดินทางคนเดียวผู้ผ่านพบเพียงชั่วขณะ)
แฝดโน้สกับแฟนสาว (ที่นำรอยยิ้มมากำนัลและจากไปทั้งยังไม่รู้จักชื่อ)
และชัย (สหายที่สายลมชะตาบังเอิญพัดพามาร่วมทาง) 

ภาพพวกเขายังแจ่มชัดในความทรงจำ ไม่ต่างดวงดาว เราต่างมีวงโคจรของตัวเอง เพียงบางขณะที่โคจรเข้ามาซ้อนทับ ได้พบปะพูดคุย แต่แล้วก็ต้องย้ายแยกกันไปตามทางตน

เป็นความจริงค่อนข้างแน่ ข้าพเจ้าจะไม่พบพวกเขาอีกเลยตลอดชีวิต

แม่เคยบอกว่าการที่คนมาพบกันเป็นเพราะเคยทำบุญร่วมกันมา ที่อยู่ร่วมนานก็เพราะทำบุญร่วมกันมามาก ส่วนที่พบครั้งเดียวแล้วจากชั่วชีวิตก็เพราะทำบุญร่วมกันแค่ครั้งเดียว

มิวายทุกครั้งเมื่อพานพบความสัมพันธ์ระหว่างเดินทางข้าพเจ้ายังไม่ยอมหยุดตั้งคำถามต่อความผูกพัน ตั้งข้อสงสัยกับธรรมชาติของความผูกพันชนิดนี้ว่าสมควรมีอยู่หรือไม่..เพื่ออะไร?

ก็เพราะยังรั้นที่จะยึดยื้อความรู้สึกผูกพันไว้ ไม่ยอมรับว่าทุกอย่างจบไปแล้วพร้อมการเดินทางสิ้นสุด ไม่ยอมรับคำพูดที่ว่าการผ่านพบเช่นนั้นไม่สมควรผูกพันเพราะมีแต่ทำให้ปวดร้าว

และแล้วข้าพเจ้าก็พบคำตอบให้ตัวเอง คำตอบอยู่ในบันทึกนี่เอง

หลังการเดินทางสิ้นสุด ความผูกพันจะไม่มีวันสุดสิ้น คุณค่าของความผูกพันจะไม่ถูกซุกซ่อนอย่างเงียบงันในความทรงจำรอวันลืมเลือนอีกต่อไป แต่จะแปรเปลี่ยนเป็นบันทึกความทรงจำ เพื่อส่งต่อเรื่องราวไปยังผู้คนอีกมากมาย ให้ได้รับรู้ ไตร่ตรอง ขบคิด เรื่องราวแม้เพียงน้อยนิดอาจมีผลกับชีวิตใครบางคน

นั่นย่อมเป็นคุณค่าแห่งการดำรงคงอยู่ของความผูกพันชนิดนี้

ต่อให้สักวันความทรงจำข้าพเจ้าเลอะเลือน ข้าพเจ้าก็จะไม่มีวันลืมพวกเขา ทุกคนที่ผ่านพบและผูกพัน ไม่มีวันลืมเลือนตราบเท่าที่ตัวอักษรยังคงอยู่ในโลกใบนี้

รถเคลื่อนเข้าเทียบชานชาลาแล้ว ได้เวลาออกเดินทางสู่ที่หมายอันเป็นจุดเริ่มต้น ข้าพเจ้ายัดสมุดบันทึกลงย่าม ก้าวขึ้นรถยื่นตั๋วให้พนักงาน

เหมือนใจได้รับปลดปล่อยจากพันธนาการ บางครั้งแม้เพียงคำถามเล็ก ๆ ในใจ หากไม่ได้รับคำตอบ ยังคงเป็นเหมือนเสี้ยนคอยทิ่มแทงกระตุ้นข้อสงสัยร่ำไป

บางครั้งบางคำถามเกี่ยวกับชีวิตมีแต่ออกเดินทางจึงจะได้คำตอบ

เช่นเดียวกัน..

มีแต่ออกเดินทางจึงรับรู้ว่ากะลาซอมซ่อที่พำนักหลับนอนทุกเมื่อเชื่อวันนั้นน่าอยู่เพียงไร

รถเคลื่อนออกจากชานชาลา ใจข้าพเจ้าหาอยู่กับตัว..หากไปคอยอยู่ที่ขนำน้อยบ้านนาเสียนานแล้ว ●


เติมอ่าน >>

สหายมาเยือน : จดหมายถึงเถ้าดิลล์ ณ ปลายนาเมืองระโนด

สวัสดีท่านดิลล์ที่เคารพรัก

ปกติบทเริ่มต้นของจดหมายสักฉบับ คงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า “เป็นไงบ้าง สบายดีมั้ย” แต่ข้าพเจ้าจะไม่ถามแบบนั้นหรอกนะ เพราะการได้เห็นตัวอักษรของท่านเริงร่าอยู่เบื้องหน้า หรือขนำที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ข้าพเจ้าก็คงไม่คิดเป็นอื่นนอกจากสรุปได้เพียงอย่างเดียวว่า ‘ท่านสบายดี’ หรืออย่างน้อยท่านก็ยังพอมีแรงกายแรงใจดำเนินชีวิตไปได้ปกติสุขดีอยู่

และข้าพเจ้าก็จะไม่บอกท่านหรอกนะว่าชีวิตช่วงนี้ของข้าพเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ก็เหมือนกันนั่นแหละ แค่ท่านเห็นตัวอักษรของข้าพเจ้าเดินหน้า เชื่อว่าท่านคงสบายใจแล้ว

ข้าพเจ้าเชื่อเสมอมา ไม่ว่าชีวิตจะต้องพบเจอกับอะไร หากสิ่งที่รักยังอยู่กับเรา ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรหนักหนาสาหัสสากัลย์ไปได้เลย มันก็แค่อุปสรรคขี้ปะติ๋วที่ไม่นาน เราก็ผ่านมันไป

เมื่อคืนดูรายการทีวีรายการหนึ่ง เป็นรายการแนวตลก พิธีการชายกล่าวแซวแขกรับเชิญสาวนางหนึ่งขณะที่เธอกำลังแสดงละครร่วมกับทีมงานของรายการว่า

“คุณเป็นผู้หญิงยิงเรือนะ ทำอย่างนั้นได้ยังไง”
(ประโยคอาจไม่เหมือนอย่างนี้เด๊ะ แต่ความหมายคงไม่ต่างกันเท่าไหร่)

คำว่า ‘ผู้หญิงยิงเรือ’ ในประโยคนี้ถ้าเอามาคิดให้ดี ข้าพเจ้าว่ามันให้ความหมายไปในแง่ดีนะ อาจหมายความว่า เรียบร้อย สงบเสงี่ยม เป็นกุลสตรี (หรืออะไรอีกมากมาย)

อย่างเช่น ‘เป็นผู้หญิงยิงเรือนะ ก็ต้องเรียบร้อยสิ ทำอย่างนั้นได้ยังไง’

ข้าพเจ้าว่ามันดูจะขัดแย้งกับความหมายเดิมที่ท่านหนุ่มฯ บอกมานะ หรือท่านว่าไง?

ข้าพเจ้าเคยสงสัยความหมายของ ‘ผู้หญิงยิงเรือ’ กับ ‘ผู้ชายพายเรือ’ สองคำนี้มานานแล้ว คงเป็นตั้งแต่สมัย ม.ปลาย (คิดดูสิ ความสงสัยของข้าพเจ้ายาวนานขนาดไหน) เคยสอบถามจากเพื่อนหรือคนรู้จักที่พอจะสอบถามได้ ทุกคนต่างทำตาปริบๆ แล้วเมินหน้าหนี นานๆ ไปข้าพเจ้าก็ไม่ใส่ใจที่จะหาคำตอบอีก ได้ยินคำนี้ทีไรก็กล้อมแกล้มตีความหมายไปตามประสา คล้ายๆ จะเข้าใจ แต่ลึกลงข้างใน เหมือนมีบางอย่างคอยสะกิดย้ำเตือน

สองสามวันก่อนนึกอะไรขึ้นมาไม่รู้ เลยลองถามท่านดู ที่ไหนได้ ท่านก็เป็นหนึ่งในผู้ทำตาปริบๆไปซะงั้น(แล้วยังมีหน้ามากลบเกลื่อน ขอเปลี่ยนคำถามอีกนะ คนเรา ไม่รู้ก็บอกไม่รู้สิ) ดีนะที่ท่านหนุ่มเป็นพระเอกขี่ม้าขาวพราวเฉิดฉายมาช่วยไว้ได้ทัน ไม่งั้นข้าพเจ้าคงนั่งหน้ามุ่ยไม่รู้ความหมายอยู่เช่นเดิม

แต่นี่แน่ะท่าน ฟังคำของพิธีกรหนุ่มเมื่อคืน ข้าพเจ้าก็พานคิดไปถึงคำอื่นๆ ที่พอได้สำเหนียกปลายติ่งหูมาบ้าง อย่าง

“เราเป็นผู้หญิงยิงเรือนะ อย่าเที่ยวไปไว้ใจผู้ชายพายเรือสุ่มสี่สุ่มห้า มันไม่ดี”
“เป็นผู้หญิงยิงเรือ ทำตัวอย่างนั้นใช้ได้ที่ไหน”
“เขาเป็นผู้ชายพายเรือไว้ใจเขาได้หรือ”

ประโยคเหล่านี้ มันสมองเท่าเสี้ยวฝุ่นผงที่มีอยู่ในหัวสวยๆ ของข้าพเจ้าพอจะวิเคราะห์ได้ว่ามันห่างไกลจากความหมายที่ท่านหนุ่มฯ ชี้แจงแถลงไขอย่างกะฝ่ามือนุ่มนิ่มกับฝ่าteenหยาบด้านเชียวแหละ ก็คิดดูสิ ผู้ชายพายเรือจะไปฝั่งนิพพานนะท่าน คนจะไปนิพพาน แล้วไยถึงไว้ใจไม่ได้? กล่าวมาถึงตรงนี้ก็ต้องสงสัยไปอีกว่า คนที่ยกสองคำนี้มาพูดกัน เขาเข้าใจความหมายที่แท้จริงหรือเปล่า หรือสักแต่พูดไปเพราะฟังตามๆ กันมา พูดไปเพราะมันเป็นคำติดปาก หรือเก้าลอเก้า

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ได้ฟังที่พิธีกรหนุ่มหน้าตาดีพูดไปเมื่อคืน ข้าพเจ้าคงนั่งงงเต็ก คิดในใจ

“ผู้หญิงยิงเรือมันเป็นยังไงฟะ ทำไมจะทำอย่างนั้นไม่ได้ แล้วต้องเป็นผู้หญิงยังไงถึงจะทำอย่างนั้นได้”

แต่ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่สงสัยอะไรแล้วล่ะ มันอาจไม่ใช่แค่คำนี้หรอกที่เราใช้กันพร่ำเพรื่อโดยไม่รู้ความหมาย อย่างข้าพเจ้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใช้คำใดผิดความหมายไปบ้าง แต่ต่อไปก็จะพยายามใช้ให้ผิดน้อยสุดล่ะ

คุยกับท่านมาก็นานพอควรแล้ว คงต้องขอตัวไปสวีวี่วีก่อนแล้วล่ะ
(เข้าใจมั้ยสวีวี่วี แปลว่าอะไร?)(ถ้าทั่นไม่เข้าใจอยากจะบอกว่าข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกัลล์ ฮา)

มีความสุขกับทุกเวลานะทั่น

เคารพรัก
สาวกรุง ดินแดง

8 กันยายน 2009, 16:04 น.

OOO


ฟ้ามืดแล้วสวัสดิ์ขอรับ

เห็นตัวอักษรอ้วนท้วนก็ใช่ว่าร่างกายสุขสมบูรณ์ดอกขอรับ วิบากกรรมข้าพเจ้าสำหรับปีนี้ดูเหมือนต่อเนื่องไม่ยินยอมสุดสิ้นจนล่วงเข้าเดือนที่เก้าและบุญเดือนสิบเข้าให้แล้ว

ช่วงตะลุยเขียน 'อหังการ์ฯ' ประลองกระบี่กับท่านหวัง ข้าพเจ้ากระเตงเจ้าไมเคิล ย้ายที่ไปโน่นที นี่ที บางครั้งบางดึกพายุมาซัดเต็นท์แทบปลิว น้ำไหลเข้าในด้วยความที่สภาพโทรมจัด ถุงนอนเปียกใช้งานไม่ได้ รอจนฝนหยุด ซับน้ำในเต็นท์ออกแล้วก็นั่งหลับไปทั้งทนหนาว

กระทั่ง 'เจ้าเบี้ยว' ตอนล่าสุด ข้าพเจ้ายกโต๊ะ (พับ) เก้าอี้ ย้ายไปย้ายมาหลบแดดอยู่ใต้เงาตาลอ่อน (ต้นยังเล็กใบบังเงาสูงพอดีหัว) ไม่มีไฟฟ้าใช้ เขียนด้วยดินสอบนสมุดนักเรียน นั่งเขียนไปก็ขำไป (มิต้องสงกา ข้าพเจ้าเส้นตื้น)

หากใครมาเห็นสภาพก็น่าทุลักทุเรศ แต่ข้าพเจ้าหารู้สึกรู้สม ใจจดจ่ออยู่แต่เขียนหนังสือ เรื่องอื่นรอบกายจะเป็นเช่นไร จะร้อนไอแดดจนผิวเกรียม นายช่างซ่อมขนำที่รับปากกันไว้จะมาวันใด? จะเบี้ยวไปรับงานอื่นเสียหรือไม? ก็มิได้นำมาวิตกเพราะใจไปจดจ่อเสียกับว่าจะปั่นตัวหนังสือตรงหน้านี้ออกมาอย่างไรดี

เรา--คนเขียนหนังสืออาจเป็นนักพรตลัทธิหนึ่ง

นักพรตที่ปฎิบัติธรรมด้วยบำเพ็ญอักขระบริกรรม ผ่านโลกหนาว-ร้อน ทุกข์-สุขด้วยอักษรภาวนา มิใช่จะไม่รู้สึกรู้สาหรืออดทนต่อร้อนหนาว นิวรต่าง ๆ ที่ตกกระทบก็หาไม่ ยังคงเป็นไปตามธรรมดาโลก เพียงเราผ่านวันเวลาที่หากมองด้วยสายตาปุถุชนอาจเห็นว่าเป็นเวทนามาด้วยหัวใจรื่นรมย์ ผ่านมาด้วยปกติสุข

ถึงวันนี้นายช่างจำเป็นกลับจากหว่านข้าวมาซ่อมขนำต่อ ข้าพเจ้าสวมบทลูกมือจำเป็นช่วยจับโน่นนี่ วันนี้ขนำซอมซ่อมีหลังคา, ประตู, หน้าต่างเรียบร้อย มีสะพานท่าน้ำสำหรับปฎิบัติโยคะยามเช้า ใช้ล้างจานโยนอาหารให้ปลา มีไฟฟ้าสำหรับต่อสายออกสู่ภายนอก (วันพรุ่งจะพยายามหาท่อเก่าต่อน้ำประปาอบต. ยังไม่รู้จะทำสำเร็จหรือไม่)

จากนี้นับว่ามีแหล่งอาศัยเป็นที่เป็นทาง ไม่ต้องผจญแดดฝนเหมือนเก่า เหลือเวลาอีกสามเดือนกว่า ๆ ก็จะสิ้นปี หากมองย้อนก็จะเห็นว่าปีนี้ข้าพเจ้าร่อนเร่ผจญวิบากกรรมเสียแปดเดือนกว่า เหลือเพียงสามเดือนกว่า ๆ ที่ชีวิตดูน่าจะปกติสุข สรุปทั้งปีแล้วข้าพเจ้าคงจมทุกข์เทวษเสียมากกว่ายินดีปรีดา แต่เปล่าเลย มองจากตัวอักษรก็จะเห็นดังที่ท่านเห็น

จิตใจข้าพเจ้าอ้วนท้วนสมบูรณ์ดีมาแต่ต้นปี ตัวอักษรยังคงเดินหน้า (แม้จะกะพร่องกะแพร่ง) และแน่นอนไม่มีทีท่าอ่อนล้าประการใด จิตใจข้าพเจ้าก็เป็นเช่นลายอักษร ถึงเดือนเก้าย่างเดือนสิบ ยังอิ่มเต็มเป็นปกติ ด้วยทราบดีว่าตลอดมาไม่เคยเลยละปลายนิ้วไปจากสระพยัญชนะ หรือย้ายมโนนึกไปจากเนื้อหาที่ครุ่นคิดจะเขียน ยังเหลือความตั้งใจอยู่อีกประการคือจบนิยายของปีนี้ให้ได้สักเรื่อง หากทำสำเร็จก็นับว่าผ่านปีอย่างน่ารื่นรมย์

คงเป็นเยี่ยงพระพุทธองค์ตรัส 'ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม' สำหรับลัทธิญาณลิขิตอย่างเหล่าเราคงกล่าวเป็นว่า 'อักษรกรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติอักษรกรรม'

หวังท่านเองก็เช่นกัน

คารวะ

ป.ล. ยินดีที่ท่านกล่าวถึงนายพิธีกรสุดหล่อคนนั้นด้วยท่าทีเป็นกลาง ไม่ตำหนิติหยัน สำหรับสำนวนไทยนั้น ชั่วชีวิตสั้น ๆ ของเราคงเรียนไม่รู้จบสิ้นเนื่องเพราะระยะเวลาสั่งสมยาวนานเหลือเกิน อีกทั้งที่มาก็ใช่จะชัดเจนมั่นคง สำนวนเดียวกันบางครั้งมีหลากหลายที่มายากบ่งชัด และความที่ภาษาเป็นสิ่งเลื่อนไหล ทำให้ความหมายเดิมเปลี่ยนไปก็มาก (อย่างเช่น 'ห่อน' เคยหมายถึง 'เคย' กลับกลายเป็น 'ไม่เคย' ในเวลาต่อมา) (และที่มาของคำพิเคราะห์นี้ก็ใช่จะสมควรนำมายืนยันมั่นคง เราเพียงสดับและรับรู้)

การที่เราเรียนรู้และนำมาใช้ให้ตรงความ ก็ใช่อะไรอื่น เป็นการกระทำคารวะบูรพาจารย์ผู้สืบทอดสืบสานภูมิปัญญาอักขระไทยมาแต่ครั้งอดีต

เราน้อมรับผิดเมื่อยังไม่รู้ความด้วยตั้งใจเรียนรู้และปรับแก้ใช้ให้ตรงอย่างบุราณนิยม

มั่นใจว่าตราบใดเรายังใช้ภาษาไทย เราก็ยังมีที่ใช้ผิดอยู่เนือง ๆ นั่นมิใช่เรื่องประหลาดเลย หากจะประหลาดก็คือไม่เคยคิดแลกเปลี่ยน-เรียนรู้ คะนองมือหมิ่นของเก่าโดยเจตนา ซึ่งนั่นไม่มีอยู่ในสหายข้าพเจ้าเลยแม้น้อย

ป.ล.๒ ก็แล้ว 'สวีวี่วี' มีความเป็นมาอย่างไรเล่าขะรับ เกี่ยวกับสาวบ้านแต้เปล่า? (เห็นทีต้องรบกวนท่านหนุ่มฯ อีกสักครากระมัง..)


เติมอ่าน >>

บางบอนซอยตำแย ตอน รายได้พิเศษ

1

บางบอนฯ ตอนนี้เริ่มที่ภาพมุมสูง เห็นก้อนเมฆลอยล่องส่งภาษาเมฆทักทายกันอยู่ไปมา ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าละออตา (แน่ล่ะ..ท้องฟ้าก็ต้องสีฟ้าน่ะสิ--เสียงแซวมาจากตากล้อง) นอกจากเมฆแล้วบนท้องฟ้าก็ต้องมีนก ขาดไม่ได้เหมือนบอร์ดหนอนก็ต้องมี saranya_nok.worm หากขาดก็จะเหมือนผู้ใหญ่มาขาดทุ่งหมาเมิน สินเจริญขาดกะละแม (เกี่ยวอะไรกันฟะ--ตากล้องอีกแระ)


เติมอ่าน >>

ชักม้าชมเมือง : สู้เค้าหม่อง

๏ หม่องมือไวใจเก่งนั่งเล็งเล่น
มองไปเห็นกระดาษเปล่าเหยิบเข้าหา
ยื่นมือคลำฮัมงึนหยิบขึ้นมา
"อาวล่ะวา..จาเหล้นอารายดี"

๏ หม่องนั่งมองลองคิดแค่นิดหน่อย
มือก็ค่อยม้วนพับ "ขยาบดูซิ!"
ใจแล่นพลันลั่นปร๋อไม่รอรี
เห็นภาพมีมากมายเรียงรายมา

๏ หม่องร้อง "อือ" มือไวอย่างใจคิด
พับมุมนิดขอบหน่อยค่อยศึกษา
เศษกระดาษเกลื่อนไปไร้ราคา
กลายเป็นอาหารใจใส่อารมณ์

๏ เป็นตัวสัตว์ต่างต่างอย่างใจตั้ง
เป็นปลา เต่า ลิง ค่างช่างดูสม
เป็นเรือ บ้าน ร้าน เรือน เพื่อนนิยม
หม่องย้ำคมยิ้มรับพับเครื่องบิน

๏ มีจัดงานขันแข็งแข่งประกวด
เครื่องบินหม่องผ่านรวดราวพรวดผิน
จากชายขอบเขตแคว้นสุดแดนดิน
หม่องโบยบินกินที่หนึ่งประเทศไทย

๏ ทางญี่ปุ่นเชิญมาว่าหม่องเจ๋ง
"อะโหนะ..เชิญรีบเร่งอย่ารอรีมีงานใหญ่"
ตั๋วเครื่องบินที่พักเตรียมจัดไว้
ขอเชิญไปแข่งขันประชันประชุม

๏ รัฐมนตรีขาใหญ่บอก "ไม่ได้!"
ปล่อยได้ไงไปเป็นพังมีหวังกลุ้ม
คนต่างแดนแคว้นต่างด้าวราวยุงรุม
หากแย่งยุมเอาอย่างมีหวังพัง

๏ ฝ่ายข้างคนหวังดีบอก "งี่เง่า!"
ก่อนนั้นเล่ากี่คนเรื่องหนหลัง
เคยมาแล้วผ่านสบายก็หลายครั้ง
"เด็กเก่งพังเพราะผู้ใหญ่ไม่ได้ความ!"

๏ หม่องนั่งเอ๋อเหม่อลอยพลอยงงหนัก
เพียงใจรักพับกระดาษชักขลาดขาม
เกี่ยวอะไรที่ผู้ใหญ่พยายาม
มาหวงห้ามไม่ให้ไปเรื่องไรกัน

๑๐๏ หม่องก็ประชาชนสัญชาติโลก
ไม่เคยโยกเคยย้ายไปดาวไหนนั่น
รักโลกนี้อย่างเราเราเท่าเท่ากัน
อีกโลกฝันก็ไม่คั่นแบ่งทั่นเธอ

๑๑๏ หม่องแหงนมองท้องฟ้าแววตาใส
"เชิญผู้ใหญ่แหย่กันให้มันเน้อ"
เดี๋ยวหม่องขอหากระดาษขนาดเบอร์
พับเครื่องบินลำเบ้อเร่อ.."บิงปายเอง" ฯ

Technorati Tags:

เติมอ่าน >>

กล่องเครื่องมือนัก (หัด) เขียน : Sarah Addison Allen เธอเชื่อมั่นในกระบวนการเขียน

จาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เธอเชื่อว่าการเขียนเป็นเรื่องเฉพาะตัวและเป็นการลงทุนทางอารมณ์สูง แม้จะรักการเขียนมาตลอดชีวิต แต่สิ่งที่เธอฝันอยากเป็นคือ คนเก็บขยะ! ทำไม?

นักเขียนหญิงที่มาพูดคุยกับเราวันนี้สร้างสรรค์ผลงานออกมาแล้ว 3 เล่ม แต่ละเล่มล้วนเป็นแนวผสมผสานเรื่องจริงกับจินตนาการ (magical realism) ที่มีกลิ่นอายทางตอนใต้ และเหตุผลของการเขียนเรื่องแนวนี้ ก็เพราะเธอชอบอ่าน มันเป็นแนวเรื่องที่เธอโปรดปรานอย่างมาก และได้อ่านครั้งแรกเมื่อตอนเรียนวิทยาลัย ซึ่งซาร่าเปรียบว่าเป็นการเปิดโลกใบใหม่ รวมถึงชื่อเรื่องของนวนิยายแต่ละเรื่องก็ล้วนมิอาจลืมเลือน ซึ่งเสมือนรักครั้งแรกยังไงยังงั้นเชียว

ซาร่า เล่าให้ฟังว่าแม้จะรักการเขียนมาตลอดชีวิต ทว่าเธอไม่เคยนึกอยากเป็นนักเขียนแม้แต่น้อย สิ่งที่เด็กหญิงฝันอยากเป็นคือคนเก็บขยะ!

จนเมื่อจบจากวิทยาลัยนั่นแหละซาร่าจึงอยากมีอาชีพเป็นนักเขียน เธอซุ่มเขียนเป็นเวลา 12 ปี ได้เงินจากการขายเรื่องบ้างเล็กน้อย จนวันหนึ่งจึงได้ตระหนักว่า เวลาที่ผ่านมาเธอพยายามไล่ตามเขียนอย่างบ้าคลั่งในแบบเดียวกับหนังสือที่กำลังมาแรงในตลาด แต่ก็ไม่สามารถขายได้สักเรื่อง จนที่สุดเธอจึงตัดสินใจได้ว่าเธอจะเขียนแต่ในสิ่งที่ต้องการเขียน ไม่ใช่เขียนเรื่องที่คิดว่าจะได้ตีพิมพ์

และนับแต่นั้นมาเธอก็เขียนตามเสียงที่อยู่ในใจของตัวเอง นวนิยายเรื่องแรก Garden Spells จึงถือกำเนิดมาจากจุดนี้และสร้างจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ ครั้งแรกให้แก่ชีวิตของเธอ

ซาร่าสรุปบทเรียนในครั้งนั้นว่า "สำหรับฉันการเขียนเป็นเรื่องเฉพาะตัวและเป็นการลงทุนทางอารมณ์สูง หากฉันไม่ได้รู้สึกในสิ่งที่ฉันเขียน มันก็จะไม่สำเร็จ เมื่อตอนที่ฉันพยายามเขียนตามตลาด ฉันเขียนถึงสิ่งที่ฉันไม่ได้รู้สึกใส่ใจกับมันสักนิด เพียงเขียนเพื่อให้ได้ตีพิมพ์เท่านั้น"

ประสบการณ์สมัยเรียนวิทยาลัยช่วยเธออย่างมากในการเขียน แต่ความจำเป็นที่ต้องอ่านอย่างมากมายในช่วงเรียนปริญญาโททางด้านวรรณคดีก็เป็นส่วนที่ทำให้การเขียนสมบูรณ์ขึ้นโดยเฉพาะเรื่องไวยากรณ์จากห้องเรียนฝรั่งเศส และการเขียนข่าวที่สอนให้รู้ถึงแกนหลักของเรื่อง

ซาร่าเป็นนักเขียนผู้หนึ่งที่ไว้วางใจในกระบวนการเขียน เพราะเมื่อถามถึงอุปสรรคในการสร้างตัวละคร เธอยอมรับว่ามีปัญหามากในตอนช่วงแรก แต่เมื่อเขียนไปเรื่อยๆ ก็เหมือนกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ต้องใช้เวลา แล้วปัญหาก็จะหมดไปเอง

กระบวนการเขียนของซาร่าเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง โดยเริ่มจากความคิดอันหนึ่ง มีเนื้อหาเรื่องคร่าวๆ ซึ่งเมื่อลงมือเขียนหลายสิ่งก็เปลี่ยนแปลง มีตัวละครใหม่ๆ เกิดขึ้น บางตัวก็หายไปและเชื่อไหมหากซาร่าบอกเราว่าแม้สิ่งที่เป็นเรื่องเหนือจริงอันเป็นสิ่งสำคัญในเรื่องก็เพิ่งเกิดขึ้นในระหว่างการเขียนนี่เอง ซึ่งแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังประหลาดใจในการปรากฏของสิ่งเหล่านี้

ดังนั้นการเสกสรรปั้นแต่งขณะเขียนไปด้วยจึงเป็นส่วนที่เยี่ยมที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นส่วนที่แย่ที่สุดด้วยก็ได้

"เพราะมันเป็นความรู้สึกที่ไม่ค่อยมั่นคงเท่าไรนักหรอก กับการไม่รู้ว่าไรจะเกิดขึ้นต่อไป แต่มันก็ทำให้ฉันได้เรียนรู้ที่จะไว้ใจกระบวนการเขียน!"  ซาร่าสรุป

เรื่องที่ซาร่าเขียนจบมักไม่ค่อยเหมือนเป๊ะกับเรื่องที่เธอตั้งใจจะเล่าแต่แรก ดังนั้นกระบวนการตรวจแก้ไขจึงเกิดขึ้นขณะเขียนไปด้วย แล้วเมื่อเขียนร่างเสร็จก็จะหวนกลับไปตรวจแก้ไขทั้งหมดอีก

สุดท้ายซาร่าได้ฝากสิ่งที่เธออยากให้นักเขียนคนอื่นๆ รู้ นั่นคือ

"อย่ายอมแพ้ในวันที่หมองหม่นเพราะความสำเร็จเกิดขึ้นจากสิ่งเหล่านี้ วันที่มืดดำจะทำให้วันที่สดใสดูเหมือนจะสว่างไสวกว่าปกติ และเจิดจ้าจนคุณแทบมิอาจต้านได้"


เติมอ่าน >>

คลื่นวรรณกรรม : รางวัลใหญ่ของกวีวัยเยาว์

จาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

นิตยา พูนเพิ่ม นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ คว้ารางวัลพานแว่นฟ้า ประเภทกวีการเมือง 

ณ ที่นี่สุขดีกว่าที่ไหน

ประชาธิปไตยเบ่งบานเต็มลานฝัน

ไม่สร้างกฎกติกาให้ฆ่ากัน  ไม่ขีดคั่นพื้นที่ด้วยสีใด

เจ้าปกครองเขตแดนแผ่นกระดาษ

ตวัดวาด....เส้นสื่อ....แสนซื่อใส

ความตั้งใจจานเจือจากเนื้อใจ 

ปาดเหงื่อไคลจนแก้มน้อยเปื้อนรอยดำ...


เติมอ่าน >>

กล่องเครื่องมือนัก (หัด) เขียน : คำวิเศษณ์

จาก : On writing : Stephen King

คำแนะนำอีกข้อที่ผมใคร่จะฝากไว้ให้คุณเตือนใจก็คือ วิเศษณ์ไม่ใช่เพื่อนของคุณ

วิเศษณ์ (adverb) ดังที่เราทราบกันมาแล้วจากภาษาอังกฤษพื้นฐานจะเป็นคำที่ใช้ขยายกริยา คุณศัพท์ (adjective) หรือวิเศษณ์ด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเป็นคำที่ลงท้ายด้วย -ly เหมือนเช่น passive voice วิเศษณ์จะนำมาใช้โดยยึดผู้อ่านบื้อใบ้เป็นหลัก การใช้ passive voice เพราะผู้เขียนเกรงไปว่าข้อเขียนจะไม่ขลังพอ ไม่น่าเชื่อถือ เป็นเพียงเสียงของเด็กอนุบาลตัวเล็ก ๆ ที่น่าเอ็นดู การใช้วิเศษณ์ ก็เพราะนักเขียนไม่แน่ใจว่าตนเองจะสื่อความหมายได้ชัดเจนพอแล้ว ไม่แน่ใจว่า ส่งความหมายแท้จริงไปถึงผู้อ่านได้ครบถ้วนตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่

ลองดูประโยค He closed the door firmly. ประโยคไม่ผิดนะครับ (อย่างน้อยที่แสดงกริยาตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมวนรอบโลก) คุณควรจะถามตัวเองว่า firmly จำเป็นต้องอยู่ที่นั่นหรือไม่ คุณอาจจะเถียงว่า การเติมวิเศษณ์เข้ามา เพราะเป็นการสื่อความหมายระหว่างกลางของ He closed the door. กับ He slammed the door. คุณจะไม่ได้ยินเสียงโต้แย้ง หลุดจากปากผมเป็นแน่ แต่ทว่า บริบทไม่นำมาพิจารณาด้วยหรือ? เนื้อหาก่อนหน้านี้มีอะไรสื่อแสดงให้เห็นลักษณะหรือสภาพอารมณ์บ้าง? เนื้อถ้อยที่มาก่อน He closed the door firmly. หากถ้อยก่อนหน้านี้ บ่งบอกอารมณ์ของเขาไว้ชัดเจนแล้ว คำว่า firmly ไม่ใช่คำกล่าวซ้ำหรือไร? ซ้ำซาก สมควรตัดทิ้งไป

ใครสักคนในเงามืด กล่าวหาผมว่าบรรยายน่าเบื่อ คุณภาพจัดอยู่ในระดับกล้ามเนื้อหูรูดบั้นท้าย ผมขอปฏิเสธ ผมเชื่อมั่นว่า เส้นทางทอดสู่นรกปูลาดด้วยวิเศษณ์ จะให้ผมตะโกนป่าวประกาศบนดาดฟ้าก็ยังได้ กล่าวได้อีกทางว่า วิเศษณ์ก็ไม่ต่างไปจากแดนดีไลอ้อน ดอกเหลืองสยายกลีบประดับสบามหญ้าเขียวขจี สวยงามโดดเด่น แต่ถ้าคุณไม่ขุดรากถอนโคนให้สิ้น วันถัดมา คุณจะได้เห็นห้าดอก ทิ้งไว้อีกวันกลายเป็นห้าสิบ ก่อนที่คุณจะทันได้ตั้งตัว แดนดีไลอ้อนแพร่เต็มสนามหญ้า กลายเป็นวัชพืชบาดตาไปเสียฉิบ  พี่เอ๋ยน้องเอ๋ย สนามหญ้าของท่านถูกปกคลุมด้วยแดนดีไลอ้อน totally, completely และ profligately.

เอาเถิด ผมขอเข้าข้างวิเศษณ์บ้าง ก็พอจะกัดฟันทำได้ ผมขอเสนอข้อยกเว้นให้การใช้วิเศษณ์ ขอให้จำกัดไว้เพียงแค่บทสนทนา (จะได้ไหม?) ใช้ให้น้อยที่สุดนะครับ เลี่ยงได้ก็ขอให้เลี่ยง หากจะเป็นจะต้องใช้ ก็ขอให้สอบทานตนเองอีกรอบว่า คุณทราบว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ลองอ่านสามประโยคต่อไปนี้

'Put it down!' she shouted.
'Give it back,' he pleaded, 'it's mine.'
'Don't be such a fool, Jekyll,' Utterson said.

สามประโยคข้างต้น shouted, pleaded และ said เป็นกริยาในบทสนทนา คราวนี้มาดู การเจือวิเศษณ์เข้าไปบ้าง

'Put it down!' she shouted menacingly.
'Give it back,' he pleaded abjectly, 'it's mine.'
'Don't be such afool, Jekyll,' Utterson said contemptuously.

สามประโยคชุดหลังอ่อนปวกเปียกกว่าชุดแรก ผู้อ่านส่วนใหญ่จะรู้สึกได้ในทันที หากจะให้เลือก ประโยคท้ายสุด 'Don't be such a fool, Jekyll,' Utterson said contempuously. พอจะสอบผ่าน แต่ก็เป็นคำซ้ำซาก ในขณะที่สองประโยคแรก พิลึกพิลั่น ชวนให้ขบขัน  ประโยคนิยมเติมวิเศษณ์เช่นนี้ เตือนให้นึกถึงสไตล์ 'สวิฟตี' ขนานนามตามทอม สวิฟต์ ตัวเอกในนิยายสำหรับเด็กชายของวิกเตอร์ แอปเปิลตัน II ผู้โปรดปรานการหว่านพรมวิเศษณ์เข้าไปต่อท้ายขยายคำกริยา เช่น 'Do your worst!' Tom cried bravely. และ 'My father helped with the equations,' Tom cried bravely. และ 'My father helped with the equations,' Tom said modestly

ยามที่คุณจะจรดปากกาเติมวิเศษณ์เข้าไปในบทสนทนา หากไม่นึกถึงแดนดีไลอ้อนเต็มสนามหญ้า ก็ขอให้ถามตัวเองซ้ำสองว่า คุณต้องการให้นิยายของคุณกลายเป็นเกมเติมวิเศษณ์เข้าท่าลงในช่องว่างหรือไร?

นักเขียนบางคนหลบกฎหลีกห่างวิเศษณ์ โดยเลือกสรรกริยาสเตียรอยด์มาใช้แทน ผลที่ได้รับก็หวือหวา ดุดัน ไม่ต่างไปจากการอ่านนิยายเล่มละสิบสตางค์เช่น

'Put down the gun, Utterson!' Jekyll grated
'Never stop kissing me!' Shayna gasped
'You damned tease!' Bill jerked out.

ได้โปรดเถิด อย่าดุดันร้อนแรงหื่นเหี้ยมถึงระดับนี้เลย..ได้โปรด

วิธีที่ดีที่สุดในบทสนทนา ใช้เพียงแค่ he said, she said, Bill said, Monica said ก็พอเพียงแล้ว บอกผู้อ่านให้ทราบว่าใครเป็นผู้พูดประโยคนี้ ผมอยากให้คนลองอ่านหรือกลับไปอ่านนิยายของแลร์รี่ แม็กเมอร์ตรีย์ เจ้าแห่งบทสนทนาเฉียบคม ตัวอักษรบนหน้ากระดาษอาจดุดัน แต่ผมยืนยันด้วยความจริงใจว่า น่านำมาใช้เป็นต้นแบบ  แม็กเมอร์ตรีย์หลีกห่างวิเศษณ์ ไม่ยอมให้ขยายงอกงามเป็นแดนดีไลอ้อนบนสนามหญ้า แม้ในช่วงวิกฤตก็ไม่ยอมเน้นด้วยวิเศษณ์ (รับรองได้ครับ นิยายของแม็กเมอร์ตรีย์ มีช่วงวิกฤตไม่ยั้ง) ลองหามาอ่านดูนะครับ

หากจะมีคำถามว่า 'จะให้เอาเยี่ยงหรือเอาอย่าง?' ผู้อ่านมีสิทธิชอบธรรมที่จะตั้งคำถามนี้ ผมก็ขอตอบด้วยความสัตย์จริง เอาเยี่ยงผมนะครับ หากคุณเคยอ่านนิยายของผมผ่านตามาบ้างแล้ว คุณก็คงสังเกตเห็นว่า ผมเองก็เป็นคนบาปเข้าขั้นคนหนึ่งเหมือนกัน ผมแน่ใจได้ว่า ผมเลี่ยงหลบ passive voice พ้นแล้ว แต่ก็หว่านโปรยวิเศษณ์ไว้กระจายเกลื่อน (ที่น่าอายที่สุด จะเป็นวิเศษณ์ในบทสนทนา แต่ก็ไม่ตกต่ำถึงขั้น he  granted หรือ ฺBill jerked out) ในยามที่ผมใช้ ก็เหมือนนักเขียนคนอื่น ๆ เลือกเติมวิเศษณ์ลงไปเพราะเกรงไปว่าผู้อ่านจะเข้าใจความหมายได้ไม่เต็มที่

ผมตระหนักแล้วว่า ความกลัวเป็นที่มาของงานเขียนชั้นเลว ในยามที่เราเขียนเพื่อความอภิรมย์ ความกลัวจะเลือนจางไป เหลือเพียงแต่ความเกรง อย่างไรก็ตาม ถ้างานเร่งด่วน เวลาส่งงานกระชั้นชิด เช่น ต้องทำรายงานส่งครู ต้องส่งบทความหนังสือพิมพ์รายวัน หรือเขียนตอบแบบทดสอบเชาวน์ ความกลัวอยู่ในระดับเข้มข้น  ช้างดัมโบบินได้ด้วยปีกมนตรา  คุณเองอาจรู้สึกเช่นนั้น ต้องเติม passive voice หรือเติมวิเศษณ์เข้าไปด้วยเหตุผลเดียวกัน  ระลึกเสมอว่า ช้างดัมโบไม่ต้องพึ่งพาปีกมนตรา มนต์วิเศษประจุอยู่ในตัวของช้างน้อยอยู่แล้ว

เอาละ, คุณอาจเป็นนักเขียนหน้าใหม่ แต่ก็มีฝีมือพอตัว คุณแผ่พลังบรรยายถ้อย เล่าเรื่องราวได้เข้มข้น ในยามที่คุณเติมลงไปเพียงว่า he said, she said คุณมั่นใจแล้วว่าผู้อ่านจะทราบว่าตัวละครพูดจาเร็วหรือเชื่องช้า สุขหรือเศร้า ผู้อ่านของคุณอาจจมน้ำอยู่ในบึงพรุ คุณพร้อมจะโยนเชือกไปให้..ไม่มีความจำเป็นเลยใช่ไหมที่จะต้องโยนสายเคเบิลเหล็กกล้ายาวเก้าสิบฟุตไปทุบหัวให้ผู้อ่านสิ้นสติ จมน้ำเสียชีวิต?

 


เติมอ่าน >>

สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง : ลาก่อนหลวงพระบาง

1

รถตู้แล่นไปบนถนนราดยางสองเลนส์เก่า ๆ เลี้ยวเลาะตามแนวเนิน ขึ้นเขาลงเขาลูกแล้วลูกเล่า ข้างทางเป็นเหวลึกสลับหมู่บ้านเล็ก ๆ เหมือนเที่ยวสัญจรลัดเลาะผ่านเข้าในวิถีชาวถิ่นที่ฝากชีวิตไว้กับผืนดงป่าดอย 

ทิวทัศน์เป็นเช่นนี้ตลอดทาง

มีบางครั้งไต่ขึ้นยอดเนินสูงลิ่ว มองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนกว้างไกล

ข้าพเจ้ามองกลับไป

ยอดเขาเหลื่อมเงาลิบตา ไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางดงภูนั่นเป็นที่ตั้งของเมืองซึ่งเคยรุ่งเรืองปกครองดินแดนแถบนี้ครั้งอดีต..

2

เมื่อคืนก่อนนอนข้าพเจ้าตั้งปลุกมือถือไว้กันพลาด เช้านี้จะออกไปดูชาวเมืองตักบาตรข้าวเหนียวซึ่งเป็นพุทธวัตรประจำวันของชาวหลวงพระบาง

โทรศัพท์ยังไม่ทันส่งเสียงข้าพเจ้ารู้สึกตัวเสียก่อนจึงกดปิดระบบตั้งปลุก ล้างหน้าล้างตาแล้วออกผจญอากาศยะเยือกภายนอก

ทันทีก้าวเท้าออกจากเกสต์เฮ้าส์ สองสาวชาวลาวกำลังนั่งผิงไฟอยู่มุมถนนรีบวิ่งหา ในมือถือถาดสินค้า

"ข้าวเหนียวใส่บาตรมั้ยพี่?"

ข้าพเจ้าบอกไปว่าแค่ออกมาดูไม่ได้ต้องการใส่บาตร สองสาวไม่ยอมเชื่อ เดินตามตื้อ

"พี่ช่วยซื้อหน่อยสิ" ส่งสายตาวิงวอน

"ไม่ซื้อ.." ข้าพเจ้าปากแข็ง "บอกว่าจะออกมาดูเฉย ๆ"

"นา..นะ"

"ซื้อของคนนึงแล้วอีกคนล่ะ?" ข้าพเจ้าว่า

"ก็ซื้อทั้งสองคน" อีกคนบอก

สองสาวคงเป็นผลผลิตของวิถีชีวิตชาวเมืองที่เปลี่ยนไป ตื่นเช้าแทนจะทำบุญตักบาตร กลายเป็นคอยวิ่งขายบุญให้นักท่องเที่ยว

"เธอสองคนไม่ใส่บาตรหรือ?" ข้าพเจ้าถาม

สองสาวส่ายหน้า พอดีเดินเลี้ยวมุมถนน มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งสวมหมวกซานต้าพากันออกจากเกสต์เฮ้าส์ ทั้งสองจึงวิ่งจากข้าพเจ้าไปโดยไม่เหลือเยื่อใย

ถนนว่างเปล่า มีคนปูเสื่อนั่งบนทางเท้าอยู่ทั่วไป โดยมากเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ แทบไม่เห็นชาวถิ่น

ข้าพเจ้าเข้าใจไปว่าลักษณะที่พระเดินบิณฑบาตรจะเหมือนในสยามประเทศคือเดินกระจัดกระจายทั่วไปแล้วแต่ว่าวัดตั้งอยู่ทิศทางใด  มองหาชาวถิ่นสอบถามทำเลที่มีพระผ่านมาก จึงได้รู้ว่าพระทุกวัดใช้เส้นทางเดียวกันทุกวัน โดยพระแต่ละวัดจะคอยเข้าร่วมเมื่อขบวนผ่าน

เป็นอันกระจ่างว่าทำไมภาพถ่ายขบวนพระที่เคยเห็นจึงได้ยาวสุดหูสุดตา

ข้าพเจ้าเดินย้อนขึ้นเนินหวังดูบรรยากาศให้ทั่วเท่าทำได้ ตลอดเส้นทางเห็นแต่นักท่องเที่ยวรอใส่บาตร โดยเฉพาะกลุ่มทัวร์ชาวไทยที่ดูเหมือนบริษัททัวร์จัดเตรียมอุปกรณ์ใส่บาตรไว้ให้เสร็จสรรพ ทุกคนนั่งเรียงชิดบนเสื่อ ข้างหน้ามีกระติ๊บข้าวเหนียวรอใส่บาตรพระ

ไม่กี่อึดใจขบวนสีเหลืองนวลก็เคลื่อนมาในไอยะเยือกของแสงอ่อนบางยามเช้า

ขบวนแถวเคลื่อนมาเป็นเส้นตรงบนทางเท้า พุทธธรรมรังสีสุขสงบแผ่คลุมไปทั่วอาณาบริเวณ เป็นเครื่องยืนยันว่าวิถีสันติสุขยังคงดำรงคงอยู่บนพื้นพิภพ  

กลุ่มพุทธบริษัทเริ่มขยับเขยื้อนพร้อมกับอีกกลุ่มแต่ในทิศทางที่ต่างกัน กลุ่มแรกขยับกายหยิบข้าวเหนียวใส่บาตรพระ อีกกลุ่มมองหาทำเลถ่ายภาพ

ข้าพเจ้าอยู่กลุ่มหลัง พยายามย้ายตำแหน่งหามุมเหมาะสม ดูเป็นการยากเพราะฉากตรงหน้าเคลื่อนไหวตลอดเวลา คิดถึงภาพในแกลเลอรี่แล้วยิ่งนึกนับถือฝีมือช่างภาพสามี-ภรรยาชาวฝรั่งเศษทั้งสอง กว่าทั้งคู่จะได้ภาพตักบาตรข้าวเหนียวที่สวยงามมีองค์ประกอบสมบูรณ์โชว์ในแกลเลอรี่คงใช้ความเพียรไปไม่น้อย

ข้าง ๆ ข้าพเจ้ามีนักถ่ายภาพคนหนึ่ง ในมือถือกล้องดิจิตอลราคาแพงพร้อมเลนส์ซูม สะพายกระเป๋ากล้อง ทำเลที่ดีมักมีอยู่จำกัด เราเลือกตำแหน่งเดียวในเวลาเดียวกัน ข้าพเจ้าหันไปยิ้มยินยอมให้เลนส์ซูมได้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ

จนพระรูปสุดท้ายลับตา ข้าพเจ้าแวะซื้อแซนวิชซึ่งเป็นอาหารชนิดเดียวที่กินง่ายหาง่ายเอาไว้เป็นมื้อเช้า จากนั้นทอดเท้าลงเนินกลับที่พัก ระหว่างทางพบคุณยายนั่งอยู่บนเสื่อผืนเล็กบนขอบถนนมีกระติ๊บข้าวเหนียววางข้างกาย แวะคุยกับคุณยายด้วยสงสัยใคร่รู้ว่าใส่แต่ข้าวเหนียวแล้วพระท่านจะฉันอย่างไร

ได้คำตอบว่า อีกสักครู่พอสาย ๆ ชาวหลวงพระบางก็จะหิ้วอาหารไปถวายพระที่วัด

เดินลงเนินมาเจอนักถ่ายภาพคนเดิมกำลังถ่ายรูปอยู่ริมแม่น้ำ จึงได้ทักทายกัน

คุณชาคริตอายุประมาณสามสิบเศษ ผิวคล้ำ น้ำเสียงสุภาพ ร่วมหุ้นกับเพื่อนทำโรงแรมเล็ก ๆ ที่สมุยอยู่แถวแม่น้ำ จาริกโดยเดียวกับกล้องคู่มือเดินทางมาจากวังเวียง ข้าพเจ้ากำลังจะออกจากหลวงพระบาง ยังต้องตัดสินใจว่าจะพักวังเวียงหนึ่งคืน หรือตรงไปเวียงจันทน์เลย สบโอกาสสอบถามเรื่องที่พักและสภาพทั่วไปของวังเวียง

ฟังจากชื่อวังเวียงเข้าใจไปว่าน่าจะข้องเกี่ยวกับสถานที่ตั้งของวังเจ้าในอดีต กลับไม่เป็นเช่นนั้น

คุณชาคริตเล่ากิจกรรมต่าง ๆ ในวังเวียงพร้อมย้อนภาพในกล้องให้ดู

วังเวียงเป็นป่าเขามีธารน้ำใสเย็นไหลผ่าน มีกิจกรรมพายเรือคายัคและเล่นน้ำ ไม่ก็ไปถ้ำ มีที่พักทุกราคาให้เลือก

คุณชาคริตเล่าถึงวังเวียงด้วยวาวตาชื่นชม บอกว่าคล้ายปายในอดีต เล่าถึงความประทับใจครั้งไปปายในช่วงเวลาซึ่งยังไม่เป็นที่นิยมของคนกรุงฯเช่นทุกวันนี้ ทั้งคิดจะไปหาที่ทางถัดจากปายทำรีสอร์ตเล็ก ๆ

ยืนคุยอยู่ครู่ใหญ่จึงได้ลาจากกัน

กลับมานั่งหน้าเฮือนแคมโขงมองลำน้ำไปเคี้ยวอาหารเช้าชื่อฝรั่งรสชาติเย็นชืดไป แล้วสองสาวก็เดินผ่านมา

"เป็นไงขายหมดมั้ย?" ข้าพเจ้าร้องถาม

"ไม่หมด" คนหนึ่งบอก

"ก็พี่ไม่ช่วยซื้อ" อีกคนว่า

สองคนไม่ได้หยุดเท้าเดินจ้ำไปตามถนน

"จะรีบไปไหน?" ข้าพเจ้าร้องถาม

"ไปโรงเรียน" ตอนนี้เห็นแต่หลังไว ๆ

3

นั่งมองสายน้ำพลางครุ่นคิดถึงเส้นทางขากลับ หากวังเวียงเป็นอย่างที่คุณชาคริตเล่ามา ข้าพเจ้าเห็นทีขอผ่าน กระทั่งน้ำตกที่ว่าเลื่องชื่อยังไม่คิดไป อาจเพราะเที่ยวถ้ำน้ำตกนั้นเพียงพอแล้วสำหรับชีวิตเดินทางของข้าพเจ้า ยังเหลือก็แต่วิถีชีวิตผู้คนที่แตกต่างจึงพอฉุดแขนให้วณิพกยากไร้คว้าย่ามออกรอนแรม 

แต่หากเดินทางรวดเดียวไปเวียงจันทน์ข้าพเจ้าอาจต้องค้างคืนในเมืองเวียงจันทน์ไม่ก็เหนองคาย ซึ่งเป็นสิ่งไม่ต้องการกระทำอย่างยิ่ง

ที่สุดเลือกค้างที่วังเวียงค่อยเดินทางต่อเข้าเวียงจันทน์ตอนเช้า ข้ามสะพานมิตรภาพไปขึ้นรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯ ที่หนองคายตอนค่ำ

ข้าพเจ้าบอกทางเกสต์เฮ้าส์จองรถตู้ไปวังเวียงไว้ให้ จากนั้นอาบน้ำอาบท่า เดินไปหาโฮม พนักงานเกสต์เฮาส์บอกว่าโฮมออกไปข้างนอกจึงไม่ได้ล่ำลา กลับมาเตรียมตัวนั่งรอรถมารับ

ขณะนั่งในรถตู้ซึ่งจะพาไปส่งสถานี เห็นโฮมเดินจ้ำอยู่บนถนนฟากตรงข้าม โฮมบอกว่าไหน ๆ พักที่หลวงพระบางแล้ว ทางบริษัทเลยใช้ให้คอยดูแลแขกชุดอื่นด้วย ดูเหมือนงานของโฮมจะรัดตัวเอาการ ข้าพเจ้าได้แต่เหลียวมองส่งสายตาล่ำลาเพื่อนชาวลาว จนรถเลี้ยวมุมถนน

ช่วงพ้นออกจากเขตเมืองเก่า ภาพตัวเมืองกลับเปลี่ยนเป็นอาคารบ้านเรือนร้านค้าที่คุ้นตาราวละครสลับฉาก จากฉากสวรรค์กลายเป็นโลกมนุษย์อย่างปุบปับ อารมณ์ของภาพตรงหน้าเปลี่ยนกระทันหันจนปรับใจแทบไม่ทัน

รถแล่นไปอีกสักพัก ภาพอาคารพานิชย์แข็งกระด้างที่คุ้นตาก็เข้ามากลืนภาพสถาปัตยกรรมเก่าแก่อ่อนช้อยในหลวงพระบางกลายเหลือแค่ความทรงจำ เหมือนต้องทำใจยอมรับว่าโลกแห่งความฝันมีไว้เพียงชั่วครู่คราว ที่สุดก็ต้องกลับมาดำรงชีวิตในโลกความจริง ในสภาพแวดล้อมจอแจ ภูมิทัศน์ระคายตา อย่างเห็นอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน 

รถตู้คันสวยนำผู้โดยสารมาส่งสถานีเปลี่ยนเป็นขึ้นรถตู้เดินทางไกลที่เก่ากว่า ระหว่างนั่งคอยเวลารถออก พบชัยมากับรถรับ-ส่งอีกคัน ได้แต่ส่งสัญญาณมือทักทายกัน พอได้เวลา รถตู้สองคันแล่นตามกัน มุ่งออกจากตัวเมืองหลวงพระบางสู่เส้นทาง หลวงพระบาง-วังเวียง

4

รถตู้แล่นไปบนถนนราดยางสองเลนเก่า ๆ เลี้ยวเลาะตามแนวเนิน ขึ้นเขาลงเขาลูกแล้วลูกเล่า ข้างทางเป็นเหวลึกสลับหมู่บ้านเล็ก ๆ เหมือนเที่ยวสัญจรลัดเลาะผ่านเข้าในวิถีชาวถิ่นที่ฝากชีวิตไว้กับผืนดงป่าดอย

ทิวทัศน์เป็นเช่นนี้ตลอดทาง

มีบางครั้งไต่ขึ้นบนยอดเนินสูงลิ่ว มองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนกว้างไกล

ข้าพเจ้ามองกลับไป

ยอดเขาเหลื่อมเงาลิบตา ไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางดงภูนั่นเป็นที่ตั้งของเมืองซึ่งเคยรุ่งเรืองปกครองดินแดนแถบนี้เมื่อครั้งอดีต..

หลายร้อยปีก่อน หลวงพระบางคงเป็นทำเลที่ผู้คนไปอยู่รวมกันสร้างสังคมเล็ก ๆ ขึ้น นานครั้งจะติดต่อกับโลกภายนอก เพราะป่าเขาที่รถตู้แล่นลัดเลาะอยู่นี้กว้างใหญ่เสียเหลือเกิน มองทางไหนล้วนผืนป่าเขียวชอุ่ม มีก็แต่ลำน้ำที่คงเป็นเส้นทางหลัก

ข้าพเจ้านึกถึงหนทางเดินทัพเมื่อครั้งอดีต

กองทัพมีแต่ต้องเดินเท้าบุกป่าฝ่าดง การจักไปให้ถึงหลวงพระบางโดยผ่านป่าที่เห็นอยู่นี้ดูเป็นเรื่องสาหัส หุบเขากว้างใหญ่คล้ายกำแพงธรรมชาติที่มีทั้งไข้ป่าสัตว์ป่าเป็นเกราะคุ้มกัน หาได้สัญจรง่ายดายเหมือนผ่านเรือกสวนไร่นาของเมืองในที่ราบลุ่มแม่น้ำ แทบไม่น่าเชื่อว่าผู้คนครั้งอดีตสามารถกระทำ

มิไยหลวงพระบางยังถูกกองทัพต่างเมืองโจมตี

ในทางกลับ หลวงพระบางก็คงกระทำเยี่ยงเดียวกับเมืองเล็ก ๆ รอบอาณาบริเวณนี้

ใช่หรือไม่ว่าการดำรงคงอยู่ของสังคมมนุษย์จะต้องอาศัยสงครามเป็นฐานรองรับความสงบสันติ และภาวะอันว่างเว้นจากการศึกก็หล่อเลี้ยงอยู่ด้วยคุกรุ่นของไอสงคราม โดยผู้เข้มแข็งกว่าจักแสดงตนเป็นผู้ปกครองคอยตักตวงผลประโยชน์จนกว่าถึงเวลาทดสอบความเข้มแข็งครั้งใหม่

หลังสถานะเมืองหลวงถูกเปลี่ยนไป หลวงพระบางจึงรอดพ้นจากวงวัฏสงครามทำลายล้างของสังคมมนุษย์ คงความบริสุทธิสันติธรรมอยู่ในอ้อมล้อมแห่งขุนเขาและลำน้ำ

กระนั้นยังผ่านเรื่องราวบอบช้ำหลายต่อหลายครั้ง ต้องถูกปกครองโดยคนต่างเผ่าต่างพันธุ์จากโพ้นทะเล แล้วยังผจญกับสงครามลัทธิความเชื่อของคนร่วมชาติพันธุ์

ไม่ทราบในความบอบช้ำนั้นหลวงพระบางต้องสูญเสียอะไรต่อมิอะไรไปแล้วเท่าไร

ทุกวันนี้กองทัพต่างถิ่นต่างเผ่าพันธุ์บุกเข้ามาอีกครั้ง

สงครามนักท่องเที่ยวครั้งนี้ไม่ใช่เผาบ้านชิงเมือง แต่จะทำลายลึกถึงรากเหง้าของชาวเมือง ทำลายวิถีชีวิต วัฒนธรรม กระทั่งผืนแผ่นดินที่อยู่อาศัย หากหลวงพระบางพ่ายการศึกครั้งนี้ ความสูญเสียคงไม่อาจคาดคำนวณ

ข้าพเจ้าเหลียวกลับมา ละเมืองแห่งภวังค์สงบไว้ในอ้อมกอดของขุนเขา

ได้แต่หวังให้ทวยเทพที่ปกปักรักษาเมืองช่วยคุ้มใจผู้คน ครองจิตวิญญาณของหลวงพระบางไว้ อย่าให้ต้องถูกทำลายเพราะความโลภโมโทสันและความมักง่ายของโลกศิวิไลภายนอกเลย ●


เติมอ่าน >>

จดหมายถึงมิ่งมิตร : ริมรั้วตำลึง

วันแรกริมรั้วตำลึงสวัสดิ์ขอรับพี่ทั่น

ใช้ชีวิตอันปลั๊กร่วมเดือน แรก ๆ ยังพยายามเสียบชาร์ตแบต แต่ลำบากลำบนทุลักทุเลเต็มทน ด้วยทุกอย่างอยู่คนละทิศละทาง คอมพ์ต้องผจญแดดฝนเพราะข้าพเจ้าไม่มีหลังคาข้างฝาคุ้มกบาล วางไว้ก็ไม่ได้เกรงใครผ่านมาคว้าติดมือไปเสียด้วยคิดว่าเป็นทีวีให้ลูกดู ต้องกระเตงติดตัวแม้จะอาบน้ำ เพราะต้องเดินไปอาศัยน้ำในโอ่งขนำร้างข้าง ๆ ที่สุดจำยอมหยุดใช้ เข้าภาวะจำศีลปลีกวิเวกเต็มตัว

หลังขนำพัง ข้าพเจ้าย้ายขนำมาเรื่อย ได้ขนำแข็งแรงถาวร ทั้งยังโรแมนติกส์หยอกเสียเมื่อไร สองชั้น ปักเสาในคูน้ำ นั่งกินข้าวห้อยขาโยนเศษอาหารให้ปลานิล ปลาช่อน ชั้นบนเปิดหน้าต่างสี่ทิศลมโกรก หลับสบายทั้งคืน ชั้นล่างใช้นั่งเขียนหนังสือ ติดอยู่ที่ช่วงบ่ายร้อนแดดระอุ ก็เลยไปหา 'ม่านบาหลี' มาปลูกหวังให้ไต่คลุมหลังคา ข้าพเจ้านั่งจินตนาเห็นภาพรากม่านบาหลีห้อยย้อยรอบขนำ ภายในอากาศสบายนั่งเขียนหนังสือเย็นฉ่ำตลอดวันแล้วยิ้มกริ่ม ขอแค่ผ่านปีนี้โดยได้นิยายที่ตั้งใจไว้สักเรื่อง เป็นอันสุขสมอารมณ์หมาย (ยังเคยคิดภาพพี่ท่านมาเยี่ยมเมื่อไรจะให้นอนตรงนั้น หากดื่มกันจนคร้านลุกก็คงจะนอนตรงนี้..เป็นตุเป็นตะ)

วันดีคืนดี เสาขนำหัก ตัวขนำสองชั้นเอียงกะเท่เร่เทลงคู หนังสือแสนรักจมน้ำไปครึ่งหนึ่ง (น้ำตาแทบเล็ด) โชคยังดีเจ้าไมเคิลคาขอบหน้าต่าง และยังดีที่ขนำล้มตอนข้าพเจ้าออกไปข้างนอก

แต่ผลตามมาไม่ค่อยดีเท่าไร

ไม่มีขนำเหลือให้ข้าพเจ้าอาศัย เพราะโดยมากโดนปลวกมอดกินจนไม่มีดี ข้าพเจ้าเลือกซ่อมหลังคาขนำจาก ทั้งรู้ว่าใกล้ถนน คิดว่าทนรำคาญเสียงสักพักเดี๋ยวคงชินไปเอง ซ่อมหลังคาเสร็จอยู่ได้ไม่กี่วันโดนฝุ่นละเอียดเข้าจมูกเป็นระยะ เล่นเอานอนไม่หลับ ควานหาสาเหตุที่มา พยายามแก้ไขอยู่นาน กว่าพบว่าเป็นฝุ่นลูกรังจากถนนปลิวมากับลม ข้าพเจ้าก็เดาสุ่มปลุกปล้ำแก้ไขเสียเลือดตาแทบกระเด็น

อยู่ในขนำไม่ได้ต้องออกร่อนเร่ ลองนอนตรงโน้นทีตรงนี้ที ฝุ่นก็ยังตามรังควาน ลองจนห่างถนนลึกมาเรื่อย ๆ

แล้วก็เลือกเอาปลายสุดที่นา มองหาเงาไม้ ลงเต็นท์พอได้หลับนอนให้เต็มตื่น ไม่ต้องโดนฝุ่นรังควาน ชาวบ้านผ่านมาพบเข้าเบิกตาโพลง อุทานว่าอยู่ได้อย่างไร รกอย่างนี้ (ทั้งก้านกิ่งไม้ทั้งป่าหญ้าป่ากก รกร้างจริง ๆ ทั่น) ข้าพเจ้าตอบไปว่า ค่ำก็มุดอยู่ในเต็นท์ลูกเดียวไม่ออกเดินเด็ดขาด แม้แต่คนชินพื้นที่ยังกลัวงูขนาดนั้น มีหรือข้าพเจ้าจะหย่อนเกรง

อาศัยน้ำจากโอ่งขนำร้างข้าง ๆ อาบ ต้องคอยพกเจ้าไมเคิลไม่ห่างตัว แต่ด้วยความที่อายุใช้งานนานปี แบตฯ เก็บไฟไม่นาน ทำให้เขียนไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน ที่สุดจำตัดใจ ใช้สมุด-ปากกา ตัดโลกเน็ตเก็บไมเคิลไว้ในรถ

กลางวันวนเวียนย่ำเดินรอบบ่อ เงาไม้แค่ลดไอร้อน อายแดดนั้นแผดแรงเหลือ ย่ำเดินจนตัวเกรียม ที่ชาวบ้านเห็นเป็นความรกสมควรฟันควรเผาทิ้ง ข้าพเจ้ากลับเห็นความอุดมสมบูรณ์ที่กลับคืนมา เห็นตาลเห็นมะพร้าวแทงยอดอ่อน ผักบุ้งข้าพเจ้าเคยกินแล้วเสียบโคนไว้ในรูปูเปี้ยว บัดนี้งอกงามเขียวชอุ่มทอดยอดลงในบ่อเป็นแผง ย่ำค่ำนั่งจ่อมในเต้นท์หันมองผ่านหน้าต่างสี่ทาง แล้วก็เห็นสิ่งไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดเวลาหลายปีที่ย่ำเดินละแวกนี้ หิ่งห้อยน้อยสามสี่ตัวกะพริบแสงออกจากดงกก หัวค่ำวันถัดข้าพเจ้าเฝ้าคอยอีก ก็มีอีก แต่คงมีอยู่ไม่กี่ตัวเพราะจำนวนสามสี่ตัวไม่เคยเพิ่ม ข้าพเจ้านั่งยิ้มกริ่ม บางอย่างผุดในจิตสำนึก

ความฝันที่จะใช้ชีวิตห้อมล้อมด้วยต้นไม้ใบหญ้ากลับคืนมา

น้ำในบ่อคงจืดสนิทแล้ว เหลือดินคันบ่อแม้ไม่มากมาย แต่ก็มากพอที่คนไม่ประสีประสาเรื่องต้นไม้ต้นหญ้าอย่างข้าพเจ้าจะได้ลองเริ่มสิ่งที่เคยนึกฝัน

รออยู่ค่อนเดือนกว่านายหัวจิตคนเคยสร้างขนำจากให้ข้าพเจ้าจะว่างมา เราลงมือรื้อขนำเก่าที่ปลวกกินทิ้งไว้เหลือแต่โครงหลังคา ปรับพื้นเอาสังกะสีเก่ากั้นฝาเจาะหน้าต่าง ใช้งบประมาณให้น้อยสุด ขนำพอได้อยู่หลบแดดฝนก็พอดีเต็นท์พัง พายุกระหน่ำขาไฟเบอร์เกรียมแดดหักแทงฟลายชีตขาดไม่มีชิ้นดี

ข้าพเจ้าใช้เวลาอีกหลายวันกับอีกหลายอุตสาหะ รื้อสายไฟเก่ามาต่อ ลากโยงจนถึงขนำ ด้วยความที่สายเก่าไม่รู้ตรงไหนขาดส่วนไหนดี ต่อเสร็จไฟไม่เดิน ต้องปลุกปล้ำอีกหลายกระเด็นเลือดตากว่าถึงวันนี้..วันที่เปิดเจ้าไมเคิลอีกครั้ง ต่อเข้าเน็ตแล้วพบจอมอจับเข่าคุยของพี่ท่าน

ความสุขใจได้รับจดหมายนั้นไม่อาจประมาณวัดหรือบอกกล่าว

ได้รับเมล์ไม่ต่างรับจดหมายผนึกซอง บอกให้รู้ว่ายังมีมิตรส่งความคำนึงถึง ไม่ทราบกล่าวคำใด..ได้แต่สำนึก..ขอบคุณ

ฟ้าหลัวแล้ว เสียงครืนดังอยู่ทางโน้นทีทางนี้ที เข็มฝนบางเบาปักผิวน้ำซ้อนวงเงาพราย นกอะไรก็ไม่รู้ขาแดงปีกดำอกขาวเดินจิกอาหารไปตามชายน้ำขอบบ่อ เสียงร้องหลากสำเนียงคล้ายเสียงพูดคุยทักทายของครอบครัวครากลับถึงรังดังไปทั่ว

ชีวิตขีดเขียนเริ่มต้นอีกครั้ง เริ่มด้วยเขียนจดหมายมายังพี่ท่าน ชีวิตที่นึกฝันจะเริ่มดำเนินไป ด้วยไม่ทิ้งเมล็ดผลไม้ทุกชนิดที่กิน ต่อไปทุกเมล็ดจะได้สัมผัสดิน แตกหน่อ งอกรากใบ แล้วข้าพเจ้าจะปลูกให้รอบบ่อ ในบ่อจะมีผักบุ้ง ผักกระเฉด บัว รอบรั้วมีย่านตำลึงทอดยอด มีแตงกวา ถั่วฝักยาวจิ้มน้ำพริก ชีวิตนึกฝันที่จะต้องปรับใจคืนกลับสู่สัมพันธ์ของดิน-น้ำ-ฟ้า คืนกายเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ใบหญ้าดูแลกันไปมา ไม่ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ มีแต่พอกิน อยู่แต่พอสุข

ยังไม่ทราบข้าพเจ้าจะทำได้แค่ไหน เพียงวันนี้ทุกอย่างเริ่มต้นแล้ว ทั้งกล้าอักษร กล้าพืชพันธุ์ไม้ และกล้ามิตรภาพที่มวลอักษรามิตรมีต่อกัน เท่านี้ชีวีก็มีสุขแล้ว จริงไหมขอรับพี่ท่าน?

คารวะ


เติมอ่าน >>

เรไรร่อนร้อง : หนอจะมีบ้างไหม..สาวใดแล

๏ ที่ปลายนาเนินร้างข้างกอกก
มีหญ้ารกทอดย่านเป็นลานหญ้า
มะยมโยนริ้วใบอยู่ไปมา
มะพร้าวอ้าแขนกางแล้ววางเงา

๏ ยอดกกล้อลมโชยอยู่เฉื่อยช้า
ร่มระย้าไทรย้อยชวนหงอยเหงา
เย็นลมทุ่งพัดรางมาบางเบา
หอมคละเคล้ากระดังงาจำปาพรรณ

๏ เสียงเขาคูจุ๊กกรูอยู่พร่ำพรอด
กระจิบดอดโดดดุ๊งดูผลุงผลัน
กระยางย่องริมคูอยู่เงียบงัน
กางเขนชันหางชูอวดคู่คลอ

๏ ตาลใบอ่อนชอนหญ้าอ้าใบออก
กระจิบหยอกเย้ายินแล้วบินปร๋อ
ผักบุ้งทอดยอดโยนโคนกกกอ
ตำลึงล้อลมโรยอยู่โชยชาย

๏ จะลงรากปักใจไว้ที่นี่
จะปลูกชีวีใหม่อย่างใจหมาย
ด้วยดินฉ่ำน้ำชุ่มคอยคุ้มกาย
เพาะกล้าไม้นานาพฤษาพันธุ์

๏ ชีวิตง่ายในงามธรรมชาติ
เติมแต้มวาดด้วยสองมือคือใจฝัน
กินอยู่อย่างพอสุขเพียงทุกวัน
หลับตื่นกับเงาจันทร์ตะวันกราย

๏ เช้าฟังเสียงเขาคูจุ๊กกรูร้อง
ร่ายทำนองเรื่อยคำพอย่ำสาย
รอยลิขิตขีดเขียนเวียนเรื่องราย
ร้อยนิยายยาวนานงานชีวิต

๏ จนเย็นย่ำย้อมดวงสุรีย์แสง
เรื่อฟ้าแดงแรงรอนคลายร้อนจิต
รดน้ำผักเพาะพืชพันธุ์วันละนิด
อย่างใจคิดอยู่เย็นให้เป็นจริง

๏ ตกค่ำน้ำค้างโปรยมาโชยชื่น
หอมระรื่นแก้วกรุ่นอุ่นดาวผิง
นั่งนอกชานขนำน้อยค่อยพักอิง
ระบำหิ่งห้อยลอยพลอยราตรี

๑๐๏ ผ่านค่ำคืนสงัดงันเพ็ญจันทร์ผ่อง
มีหรีดร้องเพรียกไพรไร้แสงสี
มีสุขสมถะธรรมนำชีวี
หนอจะมีบ้างไหม..สาวใดแล..ฯ


เติมอ่าน >>