Suscríbete RSS
Comentarios RSS
Subscríbete por E-mail

ล่าเพชรพนมรุ้ง

El perdón es una decisión, no un sentimiento, porque cuando perdonamos no sentimos más la ofensa, no sentimos más rencor. Perdona, que perdonando tendrás en paz tu alma y la tendrá el que te ofendió.
Random Image

ขนำซำหม้อ

เรื่องสั้นเบาขมอง รางวัลชมเชยจุดประกายวรรณกรรมอะวอร์ด ครั้งที่ ๑

สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง

บันทึกไปหลวงพระบางทางเรือช้า ช้าจริง ๆ ช้าได้ใจ

พลับพลึงไพร

นิยายรักลูกทุ่งระเบิดภูเขาเผากระท่อม อ่านง่ายสบายกระหม่อม

ดวงใจกระซิบรัก

นิยายรักเล่มเล็ก บรรยากาศย้อนยุคริมฝั่งทะเลสาบสงขลา

บ้านเกิด : สะพานไม้กับสายน้ำ

๏ เคยนั่งฟังสายน้ำครั้งหนุ่มเหน้า
เขาหยอกเย้ายามเจอเจ้าเกลอขวัญ
สะพานไม้คล้ายคอยแลกถ้อยกัน
ทุกวารวันทักทายยามกรายมา ฯ

สะพานไม้ทักว่า "อ้า..สหาย..วันนี้ย้ายยักไหลแต่ใดหนา ปะสิ่งใดมาบ้างหว่างมรรคา ขอเพื่อนจงเจรจาถ้อยพาที"

สายน้ำตอบกลับไป "ก็ไม่มาก..หมู่นี้หลากเลยไหลไปเต็มที่ ปะสิ่งใดพัดพาประดามี เสียเร็วรี่ไม่รั้งจะฟังการณ์"

"เถอะสหาย" สะพานไม้ว่า "จะไหลช้าไหลรี่รีรีข้าวสาร ปะสิ่งไรบอกหน่อยอย่าให้คอยนาน เพื่อนไหลผ่านอะไรบ้างช่างน่าฟัง"

"ทางหัวคุ้งฟังว่ากล้าดีนัก" สายน้ำบอก "ปีนี้จักได้ข้าวก็หลายถัง ผ่านคลองเป็ดเด็ดกว่าอย่าอึงดัง"

"เรื่องเป็นหยั่งไงเล่า..เร่งกล่าวมา"

"เพื่อนฟังแล้วเหยียบไว้ที่ตรงนี้"

"นา..ทุกวจีจักเหยียบอย่ากังขา"

"ลูกผู้ใหญ่คลองเป็ดน่ะเพื่อนยา..เคยเห็นหน้าบ้างไหม?"

"นานนานผ่านมาที มีอะไร?"

"เจ้าหล่อนงามไฉไลเสียไม่มี.." สายน้ำกลืนน้ำลายแล้วกล่าวย้ำ "มาว่ายดำผุดเล่นเป็นมัจฉา"

"อา..เพื่อนคงเห็นเต็มสองตา"

"ไม่ต้องอาเลยเกลอเธอขำคม"

"คิดแล้วยิ่งน่าอิจฉานัก..สหายรักล่องเหนือใต้ดังใจสม ทีตัวเราเฝ้าทางอย่างงายงม นับวันจมแต่ทุกข์เวทนา อยากไปเห็นทะเลเป็นอย่างไร.."

"พาไปได้..โดดมาเลยสหาย"

"ไม่ได้ดอกเกลอเอ๋ย"

"เป็นอย่างไรไม่เห็นยากเลยเพื่อนเอย..ลงมาเลยจะพาไปเที่ยวทะเล"

"ผู้คนยังต้องการสะพานข้าม สองฝั่งน้ำไปมาได้หาเห เราล้วนมีกิจตนไม่ปนเป สหายเร่ลัดไหลเลี้ยงไร่นา หน้าที่เราทอดกายให้คนข้าม แน่วกิจตนต้องตามจึงงามค่า.."

"ก็แล้วเมื่อไรได้ไปทะเลเล่าเพื่อนยา"

"คงจนกว่าไม่มีใครเขาต้องการ"

๏ ฉันจากไกลทิ้งสองสหายไว้ตรงนั้น
พ้นวันผ่านผันเดือนเกือบเลือนบ้าน
ร่วมสิบปีรี่พ้นเหมือนลนลาน
กลับมาบ้านสะพานไม้ก็หายไป

เห็นสะพานคอนกรีตเสริมใยเหล็ก
ดูแข็งเป๊กทนทานรถผ่านได้
ทอดข้ามคลองมองเหมือนไม่ไยไพ
ใครจะมาใครจะไปไม่สนความ

หวนคิดถึงสะพานไม้คล้ายวันเก่า
ยังคอยเฝ้าเวียนวนค้นคำถาม
สะพานไม้ส่ายไหวสั่นไกวตาม
ขาคนข้ามคุ้นอยู่จนรู้ใจ

ก็แล้วไยไม่มองไม่ต้องการ
ลุงสะพานโยกย้ายหายไปไหน
เห็นสายน้ำเอื่อยช้ามาแต่ไกล
จึงถามไป "เห็นสะพานไม้บ้างไหมลุง?"

ลุงสายน้ำแช่มช้าชราไหล
ตอบเสียงไหวสั่นว่า "หา..ว่าไงนะไอ้หนุง..อ้อ..กินข้าวแล้วอิ่มกายสบายพุง เดี๋ยวขอลุงไปก่อนง่วงนอนจริง..."

ฉันมองตามลุงสายน้ำล้าไหลเรื่อย
เหมือนเนือยเนือยเอื่อยไปไม่สุงสิง
อ่อนแรงล้าช้าไหลไม่ประวิง
ทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลังในวังวน

หันจากมาด้วยใจหวิวไหวสั่น
หวังคืนวันที่ฉันไปดั้นด้น
ลุงสะพานไม้ลุในหน้าที่ตน
ได้ว่ายวนเที่ยวทะเลสมคะเนใจ ฯ


เติมอ่าน >>

ซิทคอมจิ๋ว ๆ : บางบอน..ซอยตำแย ตอน ความนัยของเบี้ยว

ซอยตำแยเป็นชื่อซอย (แน่ล่ะต้องเป็นชื่อซอย หากเป็นชื่อถนนก็ต้องเรียกว่าถนนตำแยน่ะสิ) คนเล่าหันรีหันขวาง บ่นกระปอดกระแปด 'ใครทะลึ่งสอดปากมาในวงเล็บฟะ'


เติมอ่าน >>

จดหมายจากดาวสีดิน : ดาวของฉัน

สวัสดีหญิงสาวจากดาวสีน้ำเงิน

ดาวที่ฉันอยู่เป็นอย่างไร ฉันตอบเธอง่าย ๆ ว่าเป็นดาวที่เต็มด้วยถนนหนทาง บนถนนปูด้วยตัวอักษรละลานตา ทอดยาวจนสุดขอบฟ้า มีผู้คนเดินทางสัญจร มีเพิงพักข้างทางเป็นระยะ เพิงพักเล็ก ๆ แต่หากเดินเข้าภายใน จะพบทุกอย่างที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ บาร์เหล้า กระทั่งสปาสำหรับผ่อนคลายความอ่อนล้าจากการเดินทาง 

บางเพิงพักเต็มด้วยผู้คน บางเพิงก็เปล่าร้าง เพิงที่คนนิยมใช้บริการคือเพิงความรัก มีกุหลาบแดงเสียบไว้ที่ประตูรูปหัวใจเป็นสัญลักษณ์ หลายคนเดินทางด้วยความมุ่งมั่น แต่ครั้นก้าวเข้าในเพิงความรัก มักเงียบหายไป พวกที่กลับออกมาล้วนมีหน้าตาอิดโรย อมทุกข์ อย่าได้ถามฉันเลยว่าภายในนั้นเกิดอะไรขึ้น หรือฉันเคยเข้าไปหรือไม่?

ยังมีเพิงหน้าที่และความรับผิดชอบซึ้งล้วนเป็นคล้ายด่านทดสอบผู้เดินทาง

มีบ้างบางคนไม่สามารถออกจากเพิงพักจำยุติการเดินทางโดยปริยาย

แต่นั่นก็หาใช่ชัยชนะหรือความพ่าย ในโลกของฉันเราไม่มีถ้อยคำเหล่านี้ เราเพียงเลือก เลือกที่จะคิด จะกระทำ และตัดสินใจ

โลกของฉันมีมหาสมุดใหญ่ เป็นมหาสมุดที่เต็มด้วยสมุดและหนังสือ นักเดินทางขณะแล่นเรือสามารถคว้าหยิบขึ้นมาอ่าน บ้างหาความรู้ บ้างหาความบันเทิง

บนท้องฟ้ามีนกกระดาษพิมพ์ใช้แล้ว เมฆกระดาษรูปร่างหน้าตาต่าง ๆ ล่องลอยอยู่ไปมา บางครั้งก็ตกลงมาเป็นตัวอักษรช่วยจุดประกายความคิดใหม่ ๆ ให้เหล่านักอักขระสัญจร

ต้นไม้ของที่นี่มีลำต้นเป็นดินสอปักปลายลงในดิน ข้างใต้นั่นคงเต็มด้วยแร่ธาตุจินตนาการ เพราะผลไม้ที่เราเด็ดกัดกินสองข้างทางให้รสชาติที่วิเศษเป็นเลิศ เหมือนได้ท่องไปยังอีกดินแดนแสนไกล ดินแดนที่ยังไม่เคยมีผู้ใดสำรวจมาก่อน แต่ต้องระมัดระวังจงดี มีบ้างผลไม้บางชนิดทำให้จินตนาการสะดุด ถึงกับคิดอะไรไม่ออก คงเป็นสัจธรรมทุกสิ่งย่อมมีสองด้านในตัวเอง เราเพียงรู้ระมัดระวัง รู้เลือก เลือกอีกแล้วสินะ อาจบางทีสิ่งเดียวที่ผู้คนบนโลกของฉันมีคือ เลือก

เหมือนกับการได้พบกับเธอ

ฉันตระหนักแต่แรกว่าเวลาที่จะต้องสูญเสียเธอเดินทางมาเคาะประตูแล้ว

หากเราคนใดคนหนึ่งเพียงมองอีกคนจากที่ไกลแล้วเดินจากไป การจากย่อมไม่เกิดขึ้นเนื่องเพราะการพบยังไม่อุบัติ การจากที่ไร้ความรู้สึกหรืออารมณ์ใด ๆ แผ้วพาน ย่อมมิใช่การจาก เป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งบนถนนสายชะตา เมื่อเธอสวนทางกับคนแปลกหน้า ณ วินาทีนั้นเธอคงไม่เรียกว่าพบและจาก

เธอนั่งดื่มกาแฟอยู่ในร้านแห่งหนึ่ง โต๊ะชิดบานกระจกมองเห็นถนนหนทางข้างนอกแจ่มชัด ผู้คนสัญจรไปมาบนทางเท้า เลยไปนิดเป็นสี่แยกไฟแดง คนกลุ่มหนึ่งกำลังข้ามถนนมาฝั่งเธอนั่ง

แต่แล้วมีรถเก๋งสปอร์ตแล่นฝ่าไฟแดงโดยเร็ว พุ่งชนชายคนหนึ่งกระเด็นตกบนทางเท้าตรงกับเธอ เลือดไหลเป็นทาง ดวงตาชายคนนั้นเบิกกว้างเมื่อเห็นเธอ เป็นแววตาของความอ้างว้างและรอคอย เขาไม่ขยับ ได้แต่ส่งสายตามองเธอค้างอยู่อย่างนั้น แววตาที่เลื่อนลอย

ส่วนเธอเล่า..เป็นธรรมดาคงต้องตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดตรงหน้า จ้องมองชายแปลกหน้าคนนั้นด้วยความสงสาร และต้องรีบเบือนหลบไม่อาจทนดูสภาพของเขา ภาพยังคงติดตาแม้กลับถึงที่พัก

เมื่อถึงที่พัก เธอเปิดตู้จดหมาย หยิบจดหมายในตู้ ที่พักเป็นบ้านเช่าสีขาวมีสะพานยื่นไปในทะเลสาบ เธอเพิ่งมาเช่าอยู่เพื่อหลีกหนีสังคมผู้คนวุ่นวาย

วันหนึ่งเมื่อเปิดตู้จดหมายพบจดหมายของชายหนุ่มคนที่ย้ายออกจากบ้านหลังนี้ก่อนเธอเข้าอยู่ เธอนึกสนุกเขียนตอบเขาแล้วใส่ไว้ในตู้ วันต่อมา พบจดหมายตอบ จากนั้นเธอทั้งสองก็เขียนจดหมายถึงกัน ทั้งที่อยู่ในเวลาเหลื่อมซ้อน

เธอวางข้าวของ เปิดซองจดหมายออกอ่าน แต่แล้วดวงตาต้องเบิกโพลง เขาบอกว่าจะมาหาเธอที่ร้านกาแฟเธอนั่งประจำ หรือจะเป็นชายคนนั้น เวลาของเขาอยู่ก่อนหน้าเธอ  หากเป็นเช่นนั้น เหตุการณ์นั้นยังไม่เกิดในเวลาของเธอ เธอยังมีเวลาหยุดเขาไม่ให้ข้ามถนน เธอจะต้องรีบไป..

เธอจะหยุดเขาทันหรือไม่?

หากเธอทำไม่สำเร็จ

เมื่อเธอจ้องมองไปที่แววตาคู่นั้น เธอจะไม่เบือนหลบ เธอจะวิ่งไปประคองเขา พาเขาส่งโรงพยาบาล ฉากเรื่องราวจะต้องเปลี่ยนไป หยาดน้ำตาเธอจะอยู่กับเขาจนลมหายใจสุดท้าย

ฉากหลังคือการพรากจาก แต่ฉากแรกคือปรากฏการณ์ของชะตา ฉากแรกเขาคือคนแปลกหน้า แต่ฉากหลังเขาคือคนคุ้นเคยที่เธอต้องการพบเจอ

ทั้งสองเป็นคนเดิม ต่างกันเพียงพบพาน

เมื่อพบพานทั้งรู้ว่าต้องเจอกับโศกเศร้าของการพราก ฉันยังเลือกที่จะพบพาน เลือกที่จะยิ้มรับอาดูรยามพรากจาก เนื่องเพราะในโลกของฉัน สิ่งสูงค่าคือ 'ความทรงจำ' ความทรงจำที่จะเป็นเสมือนน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงโลกจินตนาการให้ดำรงคงอยู่ ไม่หลุดเลื่อนลอยไปโดยไร้ทิศทางและจุดหมาย

เมื่อเวลาพรากมาเยือน ขอเพียงมั่นใจว่า..ได้ผ่านช่วงเวลาพบพานมาโดยงดงาม เท่านี้ฉันคงหลั่งน้ำตาพรากด้วยความสุขใจ

คิดถึงและรัก
นักเดินทางบนดาวสีดิน
ปลายร้อน ๒๕๕๒

Character from 'ilmaley' Korea Movie.

@ จดหมายจากดาวสีน้ำเงิน: ถึงเธอเพื่อนใหม่


เติมอ่าน >>

นิยาย : ไชยา ๑

รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๐
บ้านพุมเรียง เมืองไชยา

ดวงตาคมกล้าของเด็กน้อยจ้องฝ่ายตรงข้ามไม่กะพริบ ใบหน้ามอมเปื้อนฝุ่นขอบตาเขียวคล้ำบวมปูด จมูกปากมีคราบเลือดเป็นทาง  พวกเด็กฝ่ายตรงข้ามถอยกรูด ต่างมองหน้ากันไปมา เด็กคนร่างกายสูงใหญ่กว่าใครฝืนยิ้มก้าวออกหน้า

(เฉพาะสมาชิก)


เติมอ่าน >>

บ้านเกิด : ศาลาลัย

๏ เสียงไอ้เป็ดเอ็ดอึงตะบึงลั่น
โก่งคอเถียงเกี่ยงกันตะบันถาม
แกขี้โกงโป้งขี้ใครไม่ได้ความ
ใครอย่าห้ามถามมันถีไอ้ขี้โกง

ป้าสายคว้าไม้รวกบอกพวกมึง
เลิกเต้นตึงได้ไหมให้ตายโหง
มาออกลิงออกค่างเล่นเป็นจิ้งโครง
โน่นลานวัดโล่งโจ้งไม่เจือกไป

"นี่ศาลากูจะขายของ!"

พวกมึงจองร้องจับขยับไข่
ลูกค้ากูหมดกันไอ้จัญไร
ไม่เร่งไปเดี๋ยวโดนดีมีถึงตาย

เด็กเด็กเผ่นแผลวโผนกระโจนหนี
ป้าสายชี้แล้วหวดขวับก็วับหาย
บัวผันนั่งพิงรั้วศาลาราย
อุ้มลูกชายแนบอกถลกเสื้อ

ส่งปลายถันหันป้อนปากอ่อนป้อย
เจ้าตัวน้อยค่อยขยับรับนิ่มเนื้อ
น้ำนมอุ่นหวานอ่อนจึงผ่อนเจือ
ผิวแดงเรื่อเจ้าถนอมในอ้อมผ้า

แล้วจึงหันส่งยิ้มมาให้ป้าสาย

"น้ำแข็งไสสักถ้วยเถอะป้า"
"เอาอะไรบ้างเล่าเจ้าบอกมา"
"อะไรก็ได้ป้า..ใส่มาเลย"

ทิดคั่นนั่งก้มหน้ามวนยาสูบ
ยายส้มลูบตะบันหมากอ้าปากเผย
น้ามัดเหม่อมองสาว "ขาวจังเลย"
ลุงสองเอ่ย "เออใช่..ลูกใครว้า?"

เสียงประกาศป่าวร้องดังก้องวัด
เร็วไวพุทธบริษัทญาติโยมจ๋า
เชิญทางนี้ปี่พาทย์มโนรา
จะเริ่มเล่นแล้วจ้ามาไวไว

ผู้คนล้นหลามไปตามเสียง
เร่งเดินเรียงเลี่ยงมาชายผ้าไหว
เหลือป้าสายนั่งชะแง้อยู่แต่ไกล
ไปไม่ได้ทั้งที่ใจก็ใคร่ดู

วัฎจักรงานบุญเวียนหมุนผ่าน
เทศกาลเทศกิจเปลี่ยนทิศทู่
พวกผู้ใหญ่ใฝ่เฝ้าแต่เข้ารู
พวกเด็กอยู่โยงเหย้าเฝ้าร้านเกมส์

ที่เคยมาก็ไม่มาเห็นหน้าแล้ว
ที่เสียงแจ้วก็จางกลิ่นสิ้นเกษม
ที่อยู่นานงานดีร่วมปรีดิ์เปรม
ก็เร่งเอมไปเริงร่าหน้าทีวี

ศาลายืนเหงางันวันยันค่ำ
ยังเพรียกพร่ำร่ำหางามวิถี
อยู่หนใดห่อนเห็นเช่นเคยมี
สิ้นเดือนปีสิ้นวิญญาณ์ศาลาลัย ฯ


เติมอ่าน >>

จดหมายถึงหญิงสาวแห่งดาวสีน้ำเงิน : ถึงเธอผู้อยู่แสนไกล

เธอผู้พลัดพามากับสายลม

ฉันเฝ้าดุ่มเดินเลาะริมหาด คราตะวันยอแสงประกายคลื่นสีทองซับรอยทรายระยิบระยับ กวาดตามองหาอะไรสักอย่าง อะไรสักอย่างที่เป็นสัญญาณจากแดนไกล เห็นดวงดาวที่ตกจากฟากฟ้าเมื่อคืนถูกคลื่นซัดเกยฝั่ง คล้ายบอกว่ายังมีความหวัง คงมีสักวันที่ฉันจะได้รับข่าวคราวจากดวงดาวไกลโพ้น

วันแล้ววันเล่าฉันขีดเขียนตัวอักษรลอยไปกับขวดแก้ว หวังให้ไปถึงใครสักคน

โลกสีหม่นของฉันมีเพียงความเงียบงัน จริงอยู่สรรพเสียงรอบข้างยังก้องกังวาน ฉันสดับเสียงธารน้ำไหล เสียงคลื่นกระทบฝั่ง เสียงเสียดสีของก้านกิ่งไม้ และเสียงหยอกเย้าของเหล่าสกุณา แต่ภาษาของฉันเล่า มีผู้ใดรับฟัง บางครั้งเราหาได้ต้องการคนรอบข้างมากมาย ขอเพียงรู้แน่ว่ามีใครสักคนคอยฟังเสียงของเราอยู่อย่างตั้งใจ นั่นคงเป็นความอบอุ่น ไม่ต่างกองเพลิงน้อยให้แสงในราตรีที่มิดมิดและหนาวเหน็บ

แต่ที่ฉันได้รับมีเพียงเสียงของความว่างเปล่า วันแล้ววันเล่า ฉันส่งตัวอักษรออกไปทั้งรู้ว่าไร้หวัง

บนโลกเงียบเหงาเปล่าร้าง ฉันยังคงย่ำเท้าไปบนหาดทรายไร้ที่สิ้นสุด ข้างหนึ่งเป็นท้องทะเลสีทองจรดขอบฟ้า เห็นนกนางนวลโผลงจิกปลายคลื่น อีกข้างเป็นพุ่มไม้เตี้ยสลับทิวมะพร้าวทอดยาวไปกับแนวหาด ฉันก้มหน้าดุ่มเดิน จารึกฝีเท้าแผ่วเบาไว้กับรอยทรายเพียงเพื่ออีกอึกใจก็จะถูกคลื่นลบเลือนหาย ใช้เวลาอยู่เช่นนี้วันแล้ววันเล่า

แล้ววันหนึ่งปาฏิหาริย์ก็ปรากฏ

ปีติยินดีนั้นเกินกล่าว การได้รับจดหมายเป็นเหมือนสายฝนโปรยปรายบนผืนดินแห้งผาก มิพักกังวลเลยว่าฝนเม็ดนั้นหล่นเพื่อดินก้อนไหนหรือไม้ต้นใด ความชุ่มชื่นที่ได้รับล้วนควรค่าต่อปีติยินดี

บนดวงดาวสีดิน บนแนวทรายไร้ขอบเขตและที่สิ้นสุด ฉันยังคงดั้นด้นต่อไป แม้เส้นทางเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง ยินเพียงเสียงนกนางนวลจากที่ไกล ฉันยังคงก้าวเท้าไป เพราะยามนี้ตระหนักแล้วว่ามิได้ดุ่มเดินเพียงลำพัง

ณ ดวงดาวสีน้ำเงินไกลโพ้นยังมีใครอีกคนเฝ้ามองอยู่

ยินดีที่ได้รู้จักกัน
ผู้เถ้าจากดวงดาวสีดิน
กลางร้อน ๒๕๕๒

@ จดหมายจากดาวสีน้ำเงิน : ถึงเธอผู้อยู่แดนไกล


เติมอ่าน >>

นิยาย : ไชยา-บทนำ

เบื้องนั้นแผ่นดินสมเด็จพระมหาปิยราชเจ้าล่วงได้ ๔๐ พระพรรษา เกิดจลาจลขึ้นที่เมืองภูเก็ต จีนฮ่อคนงานเหมืองเรียกร้องค่าแรงแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เกิดรวมตัวประท้วงขนานใหญ่  กลายเป็นกลุ่มกองโจรเข้าปล้นชาวบ้านไม่เว้นวัดวาอารามก่อความเดือดร้อนไปทั่ว เหตุการณ์บานปลายจนทางการไม่อาจควบคุม

ส่วนกลางออกหนังสือขอกำลังจากหัวเมืองปักษ์ใต้ ชุมพร หลังสวน ไชยา ส่งคนไปช่วยปราบจลาจล

กองกำลังหัวเมืองแม้กอปรด้วยเหล่าชายฉกรรจ์ผ่านฝึกฝนการต่อสู้แต่จำนวนน้อยกว่าจีนฮ่อคนงานเหมืองอยู่มาก จึงเป็นฝ่ายเสียเปรียบถูกจีนฮ่อรุกกระหน่ำจนต้องถอยร่น

ยามสาม
วัดฉลอง ภูเก็ต
รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๗

(เฉพาะสมาชิก)

เติมอ่าน >>

The Note Book : ความสุขของฉัน

ความสุขของฉัน
หมุนรอบตัวเอง
มีสัตว์รูปร่างหน้าตาต่าง ๆ
โยกโยนไปมา
มีเด็ก ๆ นั่งเกาะแน่น
บางครั้งอ้าปากหวอ
บางคราสายตาฉงนกังวล
บางทีหัวเราะร่า
เด็ก ๆ ผลัดเปลี่ยนขึ้นลงไปมา
ฉันยังคงหมุนรอบตัวเอง
หมุนไปเรื่อย ๆ อยู่ตรงนี้


เติมอ่าน >>

ลมปลายปีก : ประชาธิปตวย

@ ต่อปากต่อคำ : รู้จักประเทศไทยให้มาก gap!

ดูเหมือนพี่ท่านจะจ่ายบอลแบบกึ่งยิงกึ่งผ่าน ทำข้าพเจ้าต้องยึกยักเช็คล้ำหน้า ออกตัวมั่วเดี๋ยวโดนเป่า

คอมมูนิสต์นั้นมิพักเอ่ยถึง หัวหน้าใหญ่ล้มตึง ทั้งความตั้งใจคิดโครงสร้างสังคมเยี่ยงนั้นน่ากราบนัก (กล่าวอย่างนี้เมื่อสามสิบปีที่แล้วมีหวังนอนมุ้งสายบัว ดีที่ตอนนั้นฟันน้ำนมยังไม่ขึ้น)

สังคมนิยมรึ? เผด็จการรึ? มนุษย์ต่างเผ่าต่างกอก็ทดลองกันไป

ประชาธิปไตยก็เถอะ ใช่จะดีเด่ เป็นลัทธิพระเอก (อย่างที่พวกตะวันตกส่งออกโฆษณาชวนเชื่อ) ถึงตอนนี้ประเทศผไทน่าจะรู้ตัวได้แล้วว่าลัทธิการปกครองอย่างนี้ไม่เหมาะกับประเทศนี้ (กล่าวเยี่ยงนี้เสี่ยงโดนบาทา ขอบารมีพี่ทั่นคุ้มครอง) 

เรามั่วมาตั้งแต่เริ่มแล้วนะข้าพเจ้าว่า พวกหัวนอกบางคนไปเรียนไปรู้ไปเห็น ก็คิดนำกลับมาใช้กับประเทศ (เพราะความปรารถนาดี..ด้วยความเคารพ) ทั้งที่รู้กันอยู่ก็ไม่กี่คนว่ามันอะไรกัน 'ประชาธิปไตย' ขณะนั้นคนไทยส่วนใหญ่ทั้งแผ่นดินยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เสียซ้ำ แล้วมาคิดเอาสิทธิเอาเสียงไปยื่นให้คนละเสียง นี่แนะ! ตาสา เอ็งมีสิทธิเลือกตัวแทนส่งเข้าไปบริหารประเทศ แสดงตัวว่าเป็นเจ้าของประเทศ ไปใช้สิทธิซะ จากนั้นก็กลับไปปฏิวัติแย่งอำนาจกันให้วุ่น

ถึงตอนนี้ประชาชนอ่านออกเขียนได้กันทั่วหน้าฟ้าใส พ่อข้าพเจ้าจบป.๔ ส่งข้าพเจ้าเรียนจบม.๔ วันเลือกตั้งมีคนเอาเงินมาให้สองร้อย แกก็รับแล้วไปเลือกให้ด้วย พี่ท่านเห็นใช่ไหมขอรับ แกซื่อสัตย์ไม่มีบิดพลิ้ว หากให้ข้าพเจ้าเรอะ เมินเสียเถอะ! การศึกษาที่พ่อแกส่งมาทำให้ข้าพเจ้าคิดอีกสองตลบ แบบว่า..หากเป็นสักหมื่นสองหมื่นแล้วจะพิจารณา (เพราะยามนั้นอาจกำลังมองหาโน้ตบุ๊คตัวใหม่) แต่หากสักแสน จะรีบแจ้นไปลงให้เลย..ขอบอก! (กล่าวอย่างนี้มีหวังโดนเขกกบาล..อย่าเพ่อเทียวนา ฟังต่อ..ฟังต่อ)

ไม่มีอะไรแตกต่างขอรับ อาจต่างกันบ้างก็แค่ค่าตัว (ก็อุตส่าห์เสียทรัพย์เล่าเรียนมานี่นา)

นับประสาอะไรกับร้อยสองร้อยล้านเล่าขะรับ ชี้ซ้ายชี้ขวามาเลย พี่ท่านจึงได้เห็นประชาธิปไตยมั่วอยู่ทุกวันนี้ไง  

พูดอย่างนี้ทำเหมือนรู้ดี 'แล้วการปกครองอย่างไหนเล่าที่เหมาะกับประเทศผไท' ตอบได้เต็มปากเต็มคำ

ไม่ทราบขอรับ!

มนุษย์เสาะหาโครงสร้างสังคมเพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขมานานนักแล้ว แต่ละครั้งของการทดลองกินเวลาหลายชั่วคนกว่าพบว่าโครงสร้างเลิศเลอที่คิดค้นมีจุดพร่อง หลายครั้งสังเวยชีวิตนับไม่ถ้วน (แต่ประชาธิปไตยบ้าบอนี่สังเวยโลกเทียวนะพี่ทั่น อเมริกาประเทศเดียวทำลายโลกซะเกือบเท่าครึ่งของที่เหลือรวมกัน)

เรายังคงทดลองเสาะหากันต่อไป ที่ตายก็ตายไป ที่ถกเถียงก็ถกเถียงกันต่อไป (เอ่อ..ไม่ทราบจะรับ..ที่ยิงก็ยิงกันไปด้วยสักชุดไหม?)

ข้าพเจ้ายังมีความหวังขอรับ ไม่ใช่แนวลัทธิมองโลกในแง่ดีอันใดดอก แต่หวังไว้ว่าสักวันมนุษย์จะสามารถล้วงสายดีเอ็นเอออกมาถอดโน่นใส่นี่ ถึงวันนั้นคงสามารถจัดการเอายีน เห็นแก่ตัว ก้าวร้าวชวนตี คอรับชั่น เล่นพรรคแบ่งพวก ลับ ลวง พราง ฟอกเงิน ปั่นหุ้น โอ้ย! สารพัด! ออกให้หมด เหลือแต่ยีน ธรรมะ ธรรมโม พุทโธสังโฆ เป็นห่วงช่วยเหลือเผื่อแผ่กันและกันอย่างเห็นสรรพสิ่งล้วนเป็นองคาพยพของโลก ตระหนักว่าเกิดมาไม่นานก็ตายแล้วอย่าไปทำให้ใครเขาเดือดร้อนเลย..

อืมม์...

ถึงวันนั้นก็คงมีคนอุตริ เอายีนบ้าบออะไรไม่รู้ใส่เพิ่ม เร่งความวุ่นวายให้เลวร้ายไปกว่าเก่า โอล่ะหนอ..

คารวะ


เติมอ่าน >>

เรไรร่อนร้อง : ในความผูกพันเราพบกันเสมอ

ก่อนที่แสงดาวเดือนจะเลือนลับ
พริ้มตาหลับกับภวังค์ในคว้างหวัง
ตรงสุดขอบฟ้านั้นช่างเลือนราง
เป็นหมอกฝันพร่าจางหรือพรางควัน

คล้ายคืนวันผ่านมาไม่คลาเคลื่อน
ยังยิ้มรับการมาเยือนย้อนรอยหยัน
ข้ามคุ้งคืนกล้ำกลืนสิ่งใดกัน
หากมิใช่ซากฝันกับวันเยาว์

เราอาจ..เอื้อมดาวต่างดวง
และหลงคว้าภาพลวงด้วยความเขลา
เราอาจ..มองจ้องกระจกเงา
และเห็นภาพตัวเราเป็นอีกคน

ทิ้งร่องรอยก้าวย่างยิ่งห่างออก
คล้ายจักบอกความจริงยิ่งสับสน
มีบ้างไหมในหว่างทางจรดล
ที่สงสัยเที่ยวค้นสิ่งใดกัน

ก่อนที่แสงดาวเดือนจะเลือนจาก
ซุกความหมายหลายหลากในซากฝัน
ในความจริงนิ่งเตือนเหมือนเลือนกัน
ในความผูกพันเราพบกันเสมอมา ฯ

@ จี-รา ในบางบทเพลง.. (๕) เพราะเราต่างเอื้อมดาวกันคนละดวง


เติมอ่าน >>

ด.ดินการช่าง : ซ่อมห้องพักในสายฝน

ห้องพักหมายเลข 510: ผจญภัยในม่านฝน
By : สายลม

นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาทุ่มยี่สิบนาที ฉันเซฟงาน ปิดโปรแกรมเวิร์ด ชัตดาวน์เครื่องคอมพิวเตอร์ ลุกขึ้นแต่งองค์ทรงเครื่อง ความจริงก็ไม่มีอะไรมากนอกจากหวีผมที่รุงรังให้เข้าที่เข้าทาง ปัดแป้งฝุ่นให้แก้มผ่องเสียหน่อย เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี คว้าสตางค์พร้อมกุญแจห้องได้ เดินออกจากห้องไม่ลืมล็อกกุญแจเป็นที่เรียบร้อย

Comment : 'คว้าสตางค์..' ที่ท่านจินนี่เองจ้ากรุณาทักท้วง สำหรับข้าพเจ้ายังโอเช

ขณะลิฟต์เคลื่อนตัวลงสู่ชั้นล่าง ฉันครุ่นคิด ‘มื้อค่ำวันนี้จะกินอะไรดี?’ สมองตั้งคำถามพร้อมกันนั้นก็นำเสนอภาพแจ่มกระจ่างในห้วงคิดมาเป็นคำตอบ

ประตูลิฟต์เปิดออกมีหญิงสาวร่างท้วมรอใช้บริการอยู่หน้าลิฟต์เพียงคนเดียว ฉันก้าวเท้าออกจากประตูเดินทอดขาเอื่อยๆออกนอกอาคารจุดหมายปลายทางคือตลาดกลางซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอพาร์ตเม้นต์มากนัก ระหว่างทางเดินสัมผัสได้ถึงสายลมที่พัดมาเป็นระยะ หนักหน่วงกว่าปกติ บอกให้รู้ว่าฝนคงตกลงมาในไม่ช้า

Comment : '..ทอดขาเอื่อย ๆ ..' ตามที่ท่านจินนี่ทัก ทำเอาข้าพเจ้าอึ้ง เป็นอึ่งอ่างคออักเสบ ไม่รู้สิ ผู้เขียนอาจหิวมากจนเผลอคิดถึงขาไก่ทอดก็เป็นได้ (แฮ่) เอาเป็นว่า..ตามความเห็นข้าพเจ้า..ยังงง ๆ ไม่รู้เอาไงดี (อืมม์..เดินทอดขาเอื่อย ๆ ใช้ได้เปล่าหนอ..เห็นทีต้องรบกวนศิษย์พี่ ท่านประทีปะเสียแล้ว)

'..สัมผัสได้ถึง..' กลวิธีกล่าวเช่นนี้อาจเป็นสำนวนจำเพาะของท่าน หากรักชอบแลใช้โดยเจตนาเห็นทีผู้น้อยมิหาญแตะ แต่หากกล่าวเป็น 'ระหว่างทางมีสายลมพัดมาเป็นระยะ' จะกระชับกว่าไหม ขอท่านพิจารณา

หน้าตลาดร้านอาหารต่างๆ คับคั่งไปด้วยลูกค้าไม่เว้นแม้แต่ร้านข้าวต้มปลา มื้อค่ำที่ผุดขึ้นในจินตนาการ โต๊ะนับสิบที่ตั้งเรียงรายไว้บริการถูกจับจองครบทุกโต๊ะ บวกด้วยลูกค้าที่ยืนรอสั่งกลับไปทานที่บ้านอีกนับสิบราย เห็นดังนั้นฉันจึงไซด์โค้งหักพวงมาลัยออกนอกเส้นทาง เดินเข้าไปในตัวตลาดมองหาผลไม้หวังซื้อติดมือกลับไปทานที่ห้องสักอย่าง สองอย่าง

Comment : งงว่าภาพอะไรผุดในจินตนาการ เลยขีดเสียเลย (เผื่อหายงง) 

แรงลมหนัก(ลมแรง)ขึ้นเรื่อยๆ พ่อค้าแม่ขายสาละวนกางร่มผ้าใบ บ้างที่ขายเสื้อผ้า รองเท้า หรือพวกของใช้กระจุกกระจิก ก็รีบเก็บของดูวุ่นวายอลหม่าน ฉันเดินตั้งแต่หน้าตลาดยันท้ายตลาดและวกกลับมาหน้าตลาดอีกรอบ ในมือทั้งสองข้างยังว่างเปล่าสตางค์ในกระเป๋าอยู่ครบทุกบาท

สายลมกรรโชกจนร่มผ้าใบที่กางโดยทั่วไปไหวพะเยิบพะยาบ ดูน่ากลัวว่าจะล้มลงมาฟาดหัวใครเข้าสักคน ฉันยืนคว้างหมุนซ้ายขวาตัดสินใจไม่ถูกว่าจะหาอะไรประทังเป็นมื้อค่ำดี หมุนครบหนึ่งรอบร้านมะพร้าวน้ำหอมก็เข้ามาอยู่ในสายตา

Comment : 'ลมกรรโชก' ข้าพเจ้ายืนยันว่าใช้ได้ (ความหมายเดียวกับ กระโชก) ประสาคอกำลังภายในน่ะทั่น ใช้บ่อย..ใช้บ่อย..

ฉันเดินกลับไปร้านข้าวต้มปลาอีกครั้ง มีมะพร้าวน้ำหอมในมือพร้อมด้วยหลอดเสียบพร้อมดูด ร้านข้าวต้มปลามีลูกค้าเหลืออยู่เพียงสองสามโต๊ะ ไฟดวงกลมที่เปิดสว่างอยู่ก่อนหน้านี้ดับสนิท ลูกค้าสองสามโต๊ะที่เหลือคงอาศัยแสงสว่างจากร้านข้างๆ ตักข้าวต้มเข้าปาก ฉันเดินเลยไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำร้านเจ้าประจำอีกร้านที่ฉันมักมากิน บ่อยๆ ชั่งใจอยู่ว่าจะสั่งกลับไปกินที่ห้องหรือนั่งกินที่ร้านดี หลายครั้งที่ฉันรู้สึกว่าทานที่ร้านกับสั่งกลับไปกินที่ห้องรสชาติอาหารมัก จะไม่เหมือนกัน คิดว่ารสชาติที่ขาดไปนั่นคงเป็นรสชาติของบรรยากาศ

Comment : ตกลงจะกินหรือจะทาน เอาสักอย่าง เอาให้แน่ หลายใจ ฮึ! (น่าจะใช้ 'กิน' สำหรับความหมายกินทั่วไป คำสุภาพเก็บไว้ใช้เป็นกรณีไป)

“เส้นหมี่ที่หนึ่งนึงค่ะ” สั่งเสร็จฉันเดินไปนั่งลงบนโต๊ะติดกำแพงเตี้ยๆ ที่กั้นแบ่งอาณาบริเวณของตลาดกับฟุตบาทริมถนน

เส้นหมี่ต้มยำถูกนำมาเสิร์ฟเมื่อน้ำมะพร้าวหมดลูกพอดี สายลมยังครางหวือๆอยู่ทั่วไป แต่ไม่น่าห่วงอะไรมากนักเพราะมั่นใจว่าคงกินก๋วยเตี๋ยวหมดชามก่อนฝนจะตก

แต่แล้ว ก๋วยเตี๋ยวพร่องไปยังไม่ทันถึงครึ่งชามสายลมก็พาสายฝนเม็ดหนึ่งมาแหมะลงบน แขน ฉันเงยหน้ามองดูที่มาของเม็ดฝนไม่ทันที่สายตาจะจับภาพใดๆ ได้ฝนอีกเม็ดก็หยดแหมะลงบนหน้าผากพอดิบพอดีเหมือนจับวาง และเม็ดอื่นก็ตามลงมาเรื่อยๆ ฉันก้มหน้าทานก๋วยเตี๋ยวต่อเมื่อคิดได้ว่า ตั้งแต่เกิดมาจนอายุป่านนี้ยังไม่เคยกินก๋วยเตี๋ยวกลางสายฝนสักที ลองดูสักวันจะเป็นไรไป

โต๊ะข้างๆ เริ่มขยับขยาย เด็กเสิร์ฟสาละวนกางร่มผ้าใบ ร่มคันหนึ่งถูกนำมากางติดกับโต๊ะที่ฉันนั่งพอกันสายฝนได้ ฉันนั่งกินก๋วยเตี๋ยวไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน

Comment : หากขยับขยาย แสดงว่ามีคนมาเพิ่มนะ จริงไหม?

ฟ้าร้องครืนๆ อยู่เป็นระยะ บางครั้งมีฟ้าแลปแปลบปลาบชวนให้หวาดเสียว สายลมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พัดพาละอองฝนมาลอยคละคลุ้ง(สาด)ไปทั่วโต๊ะ ฉันนั่งซดก๋วยเตี๋ยวในขณะที่น้ำฝนหยดจากชายร่มผ้าใบไหลไปตามร่องสันหลัง

Comment : คละคลุ้ง (ลองเปิดพจน์นะเจ้าคะ) 

ไออุ่นจากน้ำก๋วยเตี๋ยวผสมผสานความเย็นฉ่ำจากน้ำฝนให้ความซาบซ่านลึกล้ำ ฉันนั่งละเลียดเส้นก๋วยเตี๋ยวช้าๆแต่ถึงกระนั้นก็ไม่ค่อยรับรู้รสชาติของ ก๋วยเตี๋ยวมากนักเพราะประสาทความรู้สึกทั้งหมดของฉันไปรวมตัวซึมซับความเย็น บนแผ่นหลังเสียทุกส่วน

โต๊ะข้างๆ เริ่มลุกขึ้นมายืนเบียดเสียดภายในร่มคันเดียวกัน เด็กวัยรุ่นสองคนถือชามก๋วยเตี๋ยวมายืนกินข้างโต๊ะที่ฉันนั่ง ทั้งคู่กินกันไปมองตากันไปแล้วก็หัวเราะออกมาเป็นครั้งคราว คงเพราะความตลกกันเองนั่นแหละฉันนั่งมองอดขำไปด้วยไม่ได้ โต๊ะอื่นลุกขึ้นยืนหลบฝนกันหมดแล้วเหลือเพียงฉันที่ยังนั่งละเลียด ก๋วยเตี๋ยวอย่างไม่ทุกข์ร้อน

ลูกชิ้นลูกสุดท้ายเข้าปากพร้อมกับแผ่นหลังที่เปียกโชกเต็มพื้นที่ ฉันลุกขึ้นยืนขยับเข้าไปเบียดเสียดกับคนอื่นๆ บ้าง ไม่ใช่เพราะฉันกลัวสายฝนหรือกลัวเปียก มันคงสายไปนานแล้วที่จะมีความรู้สึกนั้น แต่มันดูออกจะน่าหมั่นไส้เกินไปที่จะยังนั่งสวยเริดใช้แผ่นหลังรับน้ำฝนโดย ไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม

สายลมพัดกระหน่ำมาอีกระลอกคราวนี้พัดพาสายฝนเข้ามาจนผู้คนเปียกปอนกันไปหมด กระแสลมทำให้โลมา(เส้นขน)ลุกชันทุกรูขุมขน หนาวไปสุดขั้วหัวใจ ฉันเพิ่งเข้าใจเดี๋ยวนี้เอง ‘หนาวไปถึงกระดูกดำ’ มันเป็นยังไง แรงลมกรรโชกทุกทิศทางและไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนกำลัง ร่มผ้าใบหมดประโยชน์ไปนานแล้ว เส้นขนลุกตั้งไม่ยอมลดราวาศอก ฉันสั่นไปทั้งตัว ได้ยินเสียงฟันตัวเองกระทบกันกึกกึก ฉันเพิ่งสำนึกได้อีกครั้งว่าร่างกายฉันรับมือกับความหนาวเย็นได้ไม่ดีพอ ฉันกำลังถวิลหาผ้าห่มผืนหนาบนเตียงอบอุ่น ยิ่งคิดถึง ความหนาวเหน็บก็ยิ่งรุมเร้า ฉันเสียวแปลบไปทั้งหัวใจ น่าแปลกที่วินาทีนั้นความตายแวบเข้ามาในความคิด

Comment : 'หนาวถึงกระดูกดำ' ท่านจินนี่เองจ้ากรุณาทักท้วง ข้าพเจ้าเองจนด้วยเกล้า ตรวจสอบแล้วแจ้งกันด้วยนะขะรับ ว่าสำนวนเดิมว่าอย่างไรแน่

โลมา เป็นคำศัพท์ ไม่เข้ากับเรื่องเล่าภาษาไซด์โค้งเยี่ยงนี้ ท่านว่าไหม? หากต้องการเลี่ยงไม่ให้ซ้ำ 'เส้นขน' กับ 'รูขุมขน' เสนอตัดคำให้ประโยคสั้นลง

'ไม่ยอมลดราวาศอก' เราล้วนทราบความหมาย นำมาเล่นกับเขียนคุยคงตามแต่สนานใจ แต่หากเป็นงานเขียนเอาจริงจัง ขอท่านทบทวน

ประโยคสุดท้าย เข้าข่ายจะออกทะเลขะรับ กำลังคิดดึงคนอ่านให้แถออกไปไกลประเด็นปิดอย่างเพลิดเพลินเจริญใจใช่บ่? ทักษะการดึงเนื้อหาตรงนี้ ข้าพเจ้าเองก็ยังอ่อนด้อย ไม่อาจกล่าวได้มากนัก รู้เพียงว่าหากดึงออกไปทางไหนจะต้องชักใบวกกลับมา ไม่ค้างเติ่งไว้อย่างนั้น (เมื่อคำนึงถึงความตาย จะต้องมีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องความตาย จนกว่ากระแสสำนึกสิ้นสุดแล้วจึงวกกลับเข้าเรื่อง) หากไปแล้ววกกลับไม่ได้ จะต้องตัดตรงนั้นออก   

สายฝนลงเม็ดหนาไม่สร่างซา สายลมยังกระหน่ำไม่หยุดยั้ง เกินที่ร่างกายจะทานทนได้อีกต่อไป สองเท้าพาฉันวิ่งฝ่าสายฝนที่ตกลงมาไม่ลืมหูลืมตา กระแสลมพัดพาสายฝนมาปะทะผิวหน้าจนรู้สึกแสบร้าว หูอื้อดวงตาพร่าเลือน แต่ยังพอให้ได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกมาทางเบื้องหลัง

Comment : ประโยคปิดย่อหน้า ทิ้งเค้าไว้ แต่หากกล่าวมากเกรงคนอ่านจับไต๋ไต๋ใช่ป่าว...? แต่หากทิ้งไว้ห้วน ๆ ขอลองทบทวนว่าผิดธรรมชาติหรือไม่? หากบรรยายพฤติกรรมเพิ่มอีกนิดตามประสาคนได้ยินเสียงโหวกเหวก อาจเป็นหันกลับไปมองแต่ไม่ได้สนใจเพราะความที่ยืนกรำฝน หรือเห็นแต่ภาพเลือน ๆ ในสายฝน หรืออะไรแล้วแต่ จะดีไหม? 

ฉันวิ่งฝ่าสายฝนมาหยุดตรงเส้นเหลืองกลางถนน สายฝนที่ลงเม็ดหนาทำให้สายตามองเห็นได้ไม่ไกลนัก แต่รถราที่วิ่งมาต่อเนื่องไม่ขาดตอนนั้นทำให้ฉันต้องหยุดอยู่กับที่ไม่อาจ ขยับขาก้าวต่อไปได้ นอกจากหยุดรอจนกว่ารถจะขาดตอน

‘สาวงามกลางถนนท่ามสายฝนหนักหน่วง ฉันได้รับบทเป็นนางเอกมิวสิคอีกเรื่องหนึ่งแล้ว’ แม้จะยืนสั่นงันงกแต่ฉันยังมีอารมณ์สนุกนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา

หลายอึดใจผ่านไปกับอ้อมแขนที่กอดรัดตัวเอง(กล่าวได้ดี..กล่าวได้ดี..) เท้าฉันขยับเร่งฝีเท้าอีกครั้ง อพาร์ตเม้นต์ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ประตูอพาร์ตเม้นต์ปิดสนิท ฉันนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้หยิบคีย์การ์ดลงมาด้วย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาทันทีที่วิ่งไปใกล้ เสียงออดก็ดังขึ้นพร้อมกับประตูเปิดกว้างด้วยมือของคุณน้าผู้เฝ้าอพา ร์ตเม้นต์

Comment : เรื่องประธานที่กล่าวถึงแล้ว ประโยคตามมาสมควรละไว้ (หัวข้อนี้คุยกันแย้วว)

“เชิญเลยครับ เชิญเลย” น้ำเสียงใจดีที่เคยได้ยินเสมอกล่าวเชื้อเชิญ

“ขอบคุณค่ะ” ฉันไม่ลืมหันไปขอบคุณในน้ำใจไมตรีของคุณน้าเหมือนเช่นทุกครั้ง

“ขึ้นบันไดนะหนู ฝนตกฟ้าร้องแบบนี้ เดี๋ยวลิฟต์มีปัญหา” เสียงเตือนห่วงใยดังไล่หลังมาอีก ฉันไม่ได้หันไปมอง เพียงแต่ส่งเสียงตอบกลับไป

“ค่า..”

เดินขึ้นบันไดไปชั้นห้าไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย เพราะปกติฉันก็ใช้บันไดขึ้น-ลง พอๆ กับใช้ลิฟต์อยู่แล้ว แต่เวลานี้

“ชั้น 5 โอ...แม่จ้าวววว!!!! พุธโธ ธัมโม สังโฆ ช่วยลูกช้างด้วย..!”

ไขประตูเข้าห้องเสร็จ ฉันรีบคว้าผ้าเช็ดตัววิ่งเข้าห้องน้ำทันที

สายน้ำจากฝักบัวช่วยให้รู้สึกสบายขึ้น ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมรุมเร้าขั้วหัวใจเมื่อครู่จางหายไปหมดสิ้น ไม่ใช่สายน้ำฝักบัวที่ช่วยให้มันคลี่คลาย แต่เป็นฝีเท้านักวิ่งลมกรดบวกด้วยบันได้ห้าชั้นเมื่อครู่นี้ต่างหากที่กำจัด ความหนาวเหน็บออกไปจากร่างกาย

ออกจากห้องน้ำประแป้งแต่งตัวเสร็จ แทนที่จะซุกกายภายใต้ผ้าห่มหนาบนเตียงอบอุ่นที่ถวิลหามาตลอดเส้นทาง ฉันกลับนั่งลงหน้าโต๊ะคอมพ์คว้าสมุดขึ้นขีดเขียนเรื่องราว ขณะเริ่มจับปากการู้สึกตงิดๆ เหมือนลืมอะไรไปบางอย่าง แต่เขียนมาถึงบรรทัดนี้ฉันนึกออกแล้วล่ะว่าฉันลืมอะไรไป

ฉันลืมจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยวนั่นเอง !!!

ข้อดี : ประเด็นชัดเจน ลีลาบรรยายนำทางชักเข้าฝัก พาคนอ่านออกเกือบพ้นปากอ่าว รับรองเดาทางกลับไม่ถูกแน่ (หากความสำเร็จของเรื่องหักมุมอยู่ที่คนอ่านเดาตอนจบไม่ออก เที่ยวนี้ท่านทำสำเร็จ!)

ข้อด้อย : ตรง '..คิดถึงความตาย..' สำมะคัญ มีคำแก้ต่างไหม? อยากฟัง..อยากฟัง..มิฉะนั้น นั่นจะเป็นจุดด้อยทำลายตัวเรื่องอย่างร้ายกาจ

ข้อเสนอแนะ : อย่าลืมที่เราคุยกันเรื่อง 'อย่ากล่าว จงแสดง' วรรคจบ หากเปลี่ยนจากเฉลยจากปากผู้เล่า เป็นบรรยายเพิ่มอีกสักย่อหน้า อาจเป็น..วันต่อมาแวะไปกินอีก ตอนจ่ายตังค์คนขายทอนไม่ครบ ฉันมองเหรียญในมือแล้วมองหน้าคนขาย จากนั้นรีบขอโทษขอโพย ทีนี้ล่ะคนอ่านจะงงสองวิฯ แล้วค่อยคิดขึ้นได้ ว่าผู้เขียนบอกใบ้ไว้แล้วในตัวเรื่องตูข้าไม่ทันสะกิดใจเอง

จะเป็นการจบอย่างเล่นชั้นซ่อนเชิง อีกทั้งการที่คนอ่านคิดได้เองจะให้ความรู้สึกสมใจ ต่างกับผู้เขียนเฉลยหลายขุมนัก เห็นด้วยไหมขะรับ? 

หมายเหตุ : บางความเห็นไม่สอดคล้องหรือกระทั่งแย้งความเห็นท่านจินนี่เองจ้าที่เคารพรักกรุณาทักท้วง หวังเราเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นรสแลสีสันของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสาคนรักอักขระรจนา ไม่ว่าเห็นพ้องหรือแย้งขอเพียงเพิ่มมุมมองให้กัน การแลกเปลี่ยนย่อมนำมาซึ่งพัฒนาการทางอักขระทักษะของเหล่าเรา แลสร้างบรรยากาศของการเขียนไปด้วยกันอย่างมีรสมีชาติ เท่านี้ชีวิตประจำวันของนักหัดเขียนน้อยเยี่ยงข้าพเจ้าก็เปี่ยมสุขแล้ว

ขอท่านเจริญอักขระบารมี นำความเห็นต่าง ๆ ชั่ง-วัดตามแต่ใจพิศมัย เห็นด้วยหรือแย้งหาเป็นไรเลย ขอเพียงแนบเหตุผลมาด้วยเป็นพอ

จะรอชิ้นต่อไปด้วยความระทึกในดวงหทัยขะรับ

คารวะ


เติมอ่าน >>

The Note Book : ขอประทานโทษ

ต้องขอประทานโทษที่เงียบหายไม่ได้ส่งข่าว ขนำข้าพเจ้าพัง ข้าวของจมน้ำแทบสิ้น โชคยังดีอยู่บ้างที่เจ้าไมเคิล โน้ตบุ๊คคู่ทุกข์คู่ยากเถลจากโต๊ะไถลไปคาขอบหน้าต่าง  แต่สายชาร์ตไม่รอด จมอยู่ใต้น้ำต้องควานหาพักใหญ่กว่าเจอ ทรัพย์สินชนิดเดียวข้าพเจ้ามีคือหนังสือ ล้วนจมน้ำขาดอากาศหายใจพากันสิ้นลมวอดวายตายไปกว่าครึ่ง

ซ้ำร้ายฝนยังตกข้ามวันผันคืน แทบไม่เว้นช่วงให้ได้ตากข้าวของ

ข้าพเจ้ากลายสภาพเป็นชาวบ้านไทยมั่นยืน สมัชชาคนจนแถว ๆ รัฐสภา กางเต้นท์อุ้มฝนอยู่หน้าซากขนำ หลายวันหลายคืน

หนังสือส่วนหนึ่งที่รอดชีวิตคิดนำขึ้นมาตากแดดก็ให้มีอันกลายเป็นปุ๋ยเพาะเห็ดรา

สิ้นเนื้อประดาตัวเห็น ๆ

หลังจากพยายามตากสายชาร์ตหลายแดด จนเกือบแน่ใจแล้วว่าแห้งสนิท ข้าพเจ้าจึงทดสอบด้วยความระทึกในดวงหทัย

ยามนี้โผล่หน้าออกจากขนำกลางอากาศได้ แสดงว่าชีพจรอักษรสามารถกลับมาบี๊บ ๆ อีกครั้ง นำความโล่งใจยินดีเหลือคนา

ปู่ไอแซกผู้วายปราณเคยตอบปุจฉา 'หากมีลมหายใจเหลืออีกแค่ไม่กี่นาทีท่านจะทำอะไร?' ไว้ว่า "ข้าพเจ้าจะพิมพ์ให้เร็วขึ้น"

ชีพจรอักษรฟื้นจากไอซียูครานี้ ข้าพเจ้าก็จะทำเช่นนั้น 

ต้องขอประทานโทษทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ หวังทุกท่านดื่มด่ำกำซาบสงกรานต์สารทกันทั่วถ้วนหน้า พร้อมกลับมาเผชิญชีวิตประจำวันอย่างเต็มกำลังแรงใจ เข้มแข็งทั้งสุขะพลานามัย จำเริญอักขระเกริกไกร ตลอดไปเทอญ ●


เติมอ่าน >>

เรไรร่อนร้อง : เพียงสายลมไหว

๏ เพียงชั่วใบไม้วูบไหว
สัมผัสโลมไล้กระเส่าสั้น
กายสอดกอดรัดกำนัล
กระสันกำสรวลครวญระงม

หลุดลอยริกลิ่วปลิวคว้าง
พลิกร่างพลางควานหวานขม
ลิ้มรสหฤหรรษ์ภิรมย์
เสพสมเกษมกำหนัด

รุนแรงโอนอ่อนผ่อนเบา
รุกเร้ารางเลือนเชือนชัด
ต้อยตามข้ามคืนขืนขัด
กอดรัดกายสอดพลอดพนอ

ครั้นหมอกพร่ารางจางหาย..
สุดสายพิศวาสอนาถหนอ
พลิกร่างคว้างหาน้ำตาคลอ
แล้ว..สายลมก็ชะลอชลนัยน์ ฯ

@ จี-รา ในบางบทเพลง.. (๔) เพียงชั่วใบไม้ไหว


เติมอ่าน >>

ขนำซำหม้อ : รางวัลชมเชยจุดประกายวรรณกรรมอะวอร์ด ครั้งที่ ๑ ประเภทเรื่องสั้นผ่าน Blog

summor พายุฝนผ่านพ้นไปแล้วหลังซัดกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตาร่วมสองเดือน ตกเช้าตกค่ำจนมิรู้เวลา ฟุ้งฟ้าทะมึนเมฆไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน  ทิ้งร่องรอยอำลาเอ่อคุ้งคลองขอบคูท่วมถนนลูกรังเลียบคันนาและซากขนำซำหม้อที่เห็นแต่หลังคานาบคันดิน
   
ยามนั้นพายุอึงอล ฟ้าครึ้มเมฆคลุม  โพธิ์ทะเลเฒ่าเอนใบลู่แทบล้มถอนรากตามแรงลม ใบตาลฟาดลำอยู่ปึงปังในคร่ำกระหน่ำฝน  ขนำน้อยโยกไหวราวคนสิ้นแรงเจียนล้ม  หัวใจคนบนขนำสิสั่นไกวไหวโยกเสียกว่า ไม่รู้จะนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่เยี่ยงนี้ดีหรือหลบออกไปดี พลาดท่าพลาดทีเกิดขนำล้มจะทำอย่างไร  ไม่ก็อย่างที่ซำหม้อเคยเห็นกับตา  พายุหมุนลูกย่อมหอบขนำบ่อข้างๆ ลอยขึ้น แล้วตกลงกระแทกพื้นแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่อยากคิดภาพว่าตัวอยู่ภายใน

เติมอ่าน >>

ด.ดินการช่าง : ซ่อมเพียงรัก

ฝากไปในสายลมรัก : เพียงรัก
By : สายลม

“เฮ้ย! ดาว ทางนี้”

เสียงตะโกนเรียกทำให้ดาวรายที่กำลังเดินทอดฝีเท้าผ่อนอาการเหนื่อยหอบจากการวิ่งมาราธอนมาเป็นเวลาเกือบชั่วโมงเหลียวสายตาหาต้นเสียง และทันทีที่พบเธอเร่งฝีเท้าเข้าไปหาพร้อมกับทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนพรมหญ้านุ่มไม่อินังขังขอบกับผู้คนรอบด้าน

Comment : น่าจะใช้ 'วิ่งออกกำลังกาย' แทนวิ่งมาราธอนนะ

ดวงตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว แสงนีออนตามจุดต่างๆ รับหน้าที่ต่อจากดวงตะวันอย่างแข็งขัน

“โอ้ย! เหนื่อย! แต่โล่งขึ้นเยอะเลย” หญิงสาวบ่นด้วยปนเสียงหอบเหนื่อยบอกอาการขณะที่ยังคงนอนหงายชันเข่าดวงตาพริ้มหลับ

Comment : เสียงหอบจะเป็น ฮั่ก ฮั่ก ไม่น่าจะใช้เป็นเสียบบ่นได้นา แต่อาการบ่นไปด้วยหอบไปด้วยนี่สิจะบรรยายว่าไง..(ยังคิดไม่ออก)

“ก็แน่ละสิ เต้นไปสี่สิบห้านาทียังไม่พอ ยังไปวิ่งต่ออีกตั้งเกือบชั่วโมง ไม่เหนื่อยเธอก็ไม่ใช่คนแล้วล่ะ” อ้อมเดือนเพื่อนรักผู้ซึ่งตะโกนเรียกเธอเมื่อครู่นั่นเองแสดงความคิดเห็น

“นี่ลุกขึ้นมาก่อนสิ มีเพื่อนจะแนะนำให้รู้จัก”
แรงฉุดดึงของอ้อมเดือนไม่ทำให้ดาวรายลุกขึ้นมาได้ แต่คำพูดของเธอก็เป็นแรงกระตุ้นพอจะทำให้ดาวรายเปิดเปลือกตาพร้อมหันหน้ามามองบุคคลที่นั่งรวมกลุ่มอยู่ข้างๆ ได้เป็นอย่างดี

และเธอก็ได้เห็นว่ากลุ่มสนทนาข้างๆ เธอนั้นไม่ได้มีเพียงกำชัยและอ้อมเดือนเหมือนเช่นชั่วโมงก่อนหน้า หากแต่มีชายแปลกหน้าเพิ่มขึ้นมาอีกคน สายตาดาวรายจับนิ่งไปยัง(ที่)ชายคนนั้นซึ่งนั่งในตำแหน่งตรงข้ามเธอพอดิบพอดีและมองมายังเธอด้วยรอยยิ้มน้อยๆ เหมือนหนึ่งจะหยิบยื่นไมตรีจิตให้ ดาวรายเพียงแค่เลิกคิ้วตอบกลับไมตรีจิตนั้น

“นี่ชัช เพื่อนเรา คนที่เป็นสถาปนิกที่เคยพูดถึงไง จำได้ไหม(มั้ย)?” กำชัยแฟนหนุ่มของอ้อมเดือนทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกัน ด้วยเพราะ ‘ชัช’ หรือ ‘ชัชวิทย์’ เป็นเพื่อนของเขาโดยตรง และดาวรายก็เป็นเพื่อนของเขาเท่าๆ กับที่เธอเป็นเพื่อนของอ้อมเดือน

“ฮื่อ จำได้สิ – ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” ขณะที่กล่าวคำทักทายเธอขยับตัวลุกขึ้นนั่งร่วมวงสนทนาด้วยเพื่อไม่ให้ดูเป็นการเสียมารยาทเกินไปนัก ถึงแม้จะไม่ค่อยเต็มใจก็ตามที

ย้อนหลังไปเมื่อไม่นานมานี้ทั้งอ้อมเดือนและกำชัยเพื่อนรักทั้งสองของดาวรายพูดถึงชัชวิทย์ให้เธอฟังนับครั้งไม่ถ้วนจนแทบเอียน ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าเพื่อนตัวดีทั้งสองพยายามเล่นเกมส์จับคู่ ก็น่าอยู่หรอกที่ทั้งกำชัยและอ้อมเดือนจะออกอาการเป็นห่วงเป็นใยจนออกนอกหน้า ในเมื่อตั้งแต่ย่างเข้าวัยรุ่นจนถึงบัดนี้ดาวรายยังไม่เคยคบผู้ชายคนไหนเป็นแฟนเลยสักคน สำหรับคนอื่นอาจคิดว่าเป็นเรื่องแปลกแต่ตัวดาวรายเองไม่ได้คิดแบบนี้ และเธอก็ไม่ได้สนใจว่าผู้คนรอบข้างจะมองเธอยังไง ก็เธอรู้จักหัวใจตัวเองดีเสมอมานี่นา

Comment : เกม มาจาก Game แต่หากมีหลายเกมส์ Games อย่างซีเกมส์ จึงใส่ 'ส์' (เพลงดาบนี้ได้มาจากพี่ท่านอานันท์..ขอได้รับคารวะ)

หลังจากนั่งคุยกันพักใหญ่อ้อมเดือนและกำชัยก็ขอแยกตัวไปซื้อเครื่องดื่มซึ่งตั้งอยู่อีกฟากของอาคาร เปิดโอกาสให้ชัชวิทย์และดาวรายนั่งคุยกันตามลำพัง แต่เพียงไม่นานชัชวิทย์ก็ขอแยกตัวไปเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ภายในอาคารไม่ไกลจากที่ทั้งสองนั่งคุยกันนัก

Comment : อาคารไหน? ยังไม่เคยเอ่ยถึงอาคารมาเลยนี่นา

ดาวรายทิ้งตัวลงนอนราบไปกับพื้นอีกครั้ง พลิกตัวคว่ำหน้าใช้แขนข้างหนึ่งรองรับศีรษะไว้ หลับตา ให้ความรู้สึกซึมซับรับกลิ่นอายธรรมชาติ นอนอย่างนั้นนิ่งนานปล่อยให้ความเงียบสงบโอบกอด แต่ก่อนที่จะเคลิ้มเข้าภวังค์ ไหล่ของเธอก็รับรู้ถึงอาการสัมผัส และเมื่อสัมผัสนั้นตามมาด้วยแรงบีบเบาๆคนที่นอนไม่ไหวติงอยู่บนพื้นก็พลิกกายขึ้นมาฉับพลันทันใดรวดเร็วจนเจ้าของมือที่บีบอยู่บนไหล่เธอถึงกับผงะ

Comment : เมื่อกล่าวถึงลักษณะ 'ฉับพลัน' รูปประโยคที่ใช้น่าจะสั้นกระชับฉับไวด้วย

แต่ทันทีที่เห็นหน้าเจ้าของมืออุกอาจได้ชัดเจน อารมณ์โกรธที่เพิ่งก่อตัวขึ้นเมื่อครู่จางหายไปหมดสิ้น ความดีใจระคนตื่นเต้นสุดประมาณเข้ามาแทนที่

Comment : คำ 'เพิ่ง' บอกแล้วว่า 'เมื่อครู่' ขอให้ระมัดระวัง (อยู่ในหัวข้อ 'คำฟุ่มเฟือย' อย่างข้างล่าง-คำ 'ร่าง' ซ้ำคำ 'ตัว')

“พี่เมฆ!”

ร่างบางโถมตัวเข้ากอดชายหนุ่มที่นั่งยิ้มพรายอยู่ข้างๆ จนทั้งคู่แทบจะล้มกลิ้งไปด้วยกัน ดีที่ชายหนุ่มฝืนกายเอาไว้ได้ทัน

“เบาๆ หน่อยสิยัยดาว รัดเสียแน่นแบบนี้พี่หายใจไม่ออก”

“ก็คนเขา(เค้า)คิดถึงนี่ แล้วนี่พี่เมฆรู้ได้ไงคะว่าดาวอยู่นี่”

“พี่แวะไปหาเราที่อพาร์ทเม้นท์เห็นล็อกกุญแจ ไม่รู้จะไปไหนดี เลยมาเตร็ดเตร่ที่นี่ เผื่อโชคดีจะได้มาเจอเรามาออกกำลังกาย และก็โชคดีจริงๆ ด้วย ว่าแต่เราะเถอะ ทำไมมานอนเกลือกดินอยู่แบบนี้”

ดาวรายซึ่งผละมาจากอ้อมกอดของเมฆนั่งทอดขาราบไปกับพื้น เท้าแขนข้างหนึ่งไปเบื้องหลัง มืออีกข้างลูบไล้ไปบนพรมผืนหญ้าข้างกายสีหน้าปรากฏแววละมุนอ่อนโยน

Comment : จะเมฆ หรือ เมฆากันยะ?

“ดาวชอบกลิ่นดิน สัมผัสแล้วอุ่นใจ” (อาบน้ำนะ..มีกลิ่นได้ไง..ฮึ!?)

แววความสุขนุ่มนวลที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของคนพูดทำให้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ พลอยยิ้มตามไปด้วย

“โรแมนติกจริงนะ” ถ้อยคำสัพยอกเล็กๆ ออกมาจากรอยยิ้มอ่อนโยนนั้น “แล้วมานอนอยู่คนเดียวแบบนี้ไม่กลัวบ้างเหรอ ค่ำมืดแล้วทำไมยังไม่กลับห้อง”

“กลัวอะไรดาวไม่ได้อยู่คนเดียวซะหน่อย รอเพื่อนอยู่ เดี๋ยวคงมา นั่นไงมากันแล้ว”

เมฆามองตามสายตาดาวรายจึงได้รู้ว่าเพื่อนที่เธอพูดถึงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน อ้อมเดือนและกำชัยเพื่อนสนิทของเธอที่เขาเคยเจอบ่อยๆ นั่นเอง

“อ้าวพี่เมฆหวัดดีค่ะ มาได้ไงคะเนี่ย” อ้อมเดือนส่งเสียงทักทายชายหนุ่มมาแต่ไกล

Comment : อ้อ..ชื่อเต็มเมฆา ชื่อเล่นเมฆ รึ? แล้วปาย..แล้วปาย..

“ตามไอ้ดาวมันมาหรือพี่” กำชัยทักขึ้นบ้าง

“ฮื่อ ไปไหนกันมาล่ะ”

Comment : ตรงนี้น่าจะบอกนะว่าใครพูด ตอนตัวละครสองตัวคุยกัน ไม่จำเป็นต้องบอกทุกครั้งว่าใครพูด แต่หากเพิ่มเป็นสามตัวขึ้นไป จำเป็นต้องบอกทุกครั้งป้องกันความสับสนของผู้อ่าน (หากเกิดสักแว่บ เรา(ผู้เขียน) ล้มเลวทางการสื่อสารทันที)

“ไปซื้อน้ำฝั่งโน้นค่ะ ชัชไปไหนล่ะดาว” อ้อมเดือนหันมาถามดาวรายถึงเพื่อนอีกคน

“ห้องน้ำ นั่นไงออกมาพอดี”

Comment : ตรงนี้เป็นลูกเล่นของบทสนทนา จังหวะการพูดแบบนี้ หากแทรกด้วยบรรยายสักนิด "ห้องน้ำ" ดาวรายตอบ "นั่นไงออกมาพอดี" จะทำให้จังหวะรับ-ส่งเป็นธรรมชาติ (ข้าพเจ้าเดาเอาน่ะนะ) 

และชัชวิทย์ก็ออกมารวมกลุ่มอีกคน เมื่อแนะนำให้เมฆาและชัชวิทย์รู้จักกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อ้อมเดือนจึงชวนทุกคนออกไปหามื้อค่ำรับประทาน แต่ดาวรายที่ยังนั่งแหมะอยู่กับพื้นขออยู่ต่ออีกครู่ทั้งสามจึงขอแยกตัวกลับไปก่อน แม้ดูเหมือนว่าอ้อมเดือนจะออกอาการผิดหวังนิดๆ ก็ตามที

“เดี๋ยวนี้สองคนนั้นริทำตัวเป็นพ่อสื่อแม่สื่อแล้วหรือ”

“พี่เมฆรู้ด้วยเหรอ”

“เรื่องแบบนี้ดูกันไม่ยากหรอก สลัดพ่อสื่อแม่สื่อจำเป็นออกไปได้แล้ว เราก็กลับกันมั่งเถิด ดึกแล้ว” เมฆาเอ่ยชวนพร้อมกับคว้าแขนดาวรายเตรียมฉุดให้ลุกขึ้นไปด้วยกัน

“เดี๋ยวสิ ขอนอนซบกลิ่นดินอีกนิดซิคะ ยังไม่อิ่มใจเลย ให้พวกนั้นกลับไปก่อนใช่แต่เพียงจะสลัดพ่อสื่อกับแม่สื่อหรอกนะ” คนพูดทิ้งกายลงนอนราบกับพื้นอีกครั้ง ซบแก้มใสกับผืนหญ้า สูดหายใจเข้าหนักหน่วงเหมือนจะกักเก็บกลิ่นละมุนนั้นเอาไว้ในปอดให้มากที่สุดเพื่อชดเชยให้กับวันเวลาที่ห่างหายไป

ไม่นานร่างนั้นก็พลิกกลับนอนหงายเหวี่ยงแขนข้างหนึ่งรองรับท้ายทอยไว้ ปล่อยสายตาไปในฟ้ากว้าง อาจมีดาวบางดวงเป็นจุดหมายของสายตานั้น

“พี่เมฆความรักคืออะไร?”

Comment : ตรงนี้ก็เหมือนกัลล์ หากเขียนว่า "พี่เมฆ" ดาวรายเอ่ยแทรกความเงียบ "ความรักคืออะไร?" การทอดรับ-ส่งอารมณ์เรื่องจะนุ่มนวลขึ้นไหม? (เป็นรายละเอียด ขอท่านลองพินิจ)

“หืมม์? นึกยังไงถึงถามแบบนี้?”

“อยากรู้นิยามความรักของพี่เมฆเป็นยังไง จะเหมือนของดาวมั้ย”

Comment : หากเลือกใช้เครื่องหมายคำถาม น่าจะให้ให้ตลอดนะขอรับ

“แล้วนิยามความรักของเรามันเป็นยังไงล่ะ?”

“พี่เมฆยังไม่ตอบของพี่เมฆมาเลย?”

“ถามกันแบบนี้ คำตอบมันครอบจักรวาลเลยนา เปลี่ยนคำถามใหม่ไม่ได้หรือ?” (รึ หรือ เรอะ หรือ เหรอ)

Comment : เลียนเสียงพูดในเครื่องหมายคำพูด (ตรงนี้ก็เป็นรายละเอียด ภาษาและสำเนียงที่ใช้จะบอกระดับความสนิทสนม โดยผู้เขียนไม่ต้องกล่าว)

ดาวรายละสายตาจากดวงดาวบนท้องฟ้าหันมามองคนที่นั่งอยู่ข้างกาย

“เปลี่ยนคำถามให้ใหม่ก็ได้ ---เมื่อไหร่พี่เมฆจะมีแฟน?” คำถามนี้เรียกรอยยิ้มจากริมฝีปากของเมฆาได้อีกเท่าตัว

Comment : เอาล่ะ ฝากมุกบทสนทนานี้ไว้ให้ท่านนะ การที่ท่านใส่ --- นั่นบอกข้าพเจ้าว่าต้องการทอดเสียงหรือเว้นจังหวะ วิธีการคือทำอย่างที่บอกข้างต้น ใช้บทบรรยายเล็ก ๆ คั่น เช่น "เปลี่ยนคำถามใหม่ก็ได้" ดาวรายยิ้ม (ตรงนี้เป็นจังหวะที่จะบอกบุคลิกตัวละคร ใส่อะไรลงไปก็ได้ ไม่ก็ดาวรายอาจจะแคะขี้ฟัน) แล้วค่อยพูดต่อ "เมื่อไหร่พี่เมฆจะมีแฟน?" 

“จะอยากรู้ไปทำไม?”

“ก็ไม่เห็นพี่เมฆควงใครซะที”

เมฆายิ้มละไมอยู่ในหน้าอย่างนั้น ไม่ตอบคำถามแต่ถามกลับ

“แล้วเราล่ะ เมื่อไหร่จะมีแฟน?”

ดาวรายหันกลับไปมองฟ้ากว้างอีกครั้งสายตาทอดไปสู่ดวงดาวที่กะพริบวิบวับให้เห็นไม่กี่ดวงบนท้องฟ้ามืดสนิทนั้นราวจมดิ่งลงในภวังค์

เมฆาเอนกายลงนอนเคียงข้างหญิงสาวบ้างหลังจากที่นั่งเท้าแขนจนรู้สึกว่าแขนชักเริ่มล้า

“อือฮึ ได้นอนดูดาวแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ” เมื่อร่างกายได้ราบสนิทไปกับพื้นเขาจึงปรารภขึ้นเหมือนจะชวนคุย เพราะเห็นว่าปล่อยให้ดาวรายเงียบอยู่นานแล้ว

Comment : รูปประโยคไม่ดี 'เมื่อร่างกายได้ราบสนิทไปกับพื้น' ไม่ดีขอรับ..ไม่ดี..ลองแวะอ่านสุดยอดงานก็อปปี้ของเจ้าธุลีดินในก้าวฯ ตอนล่าสุดขอรับ

“ดาวคงไม่มีแฟนแล้วล่ะ”

“ทำไมล่ะ?” คนถามเลิกคิ้วแปลกใจ แต่ยังไม่ละรอยยิ้มละไมบนใบหน้า เขาก็เป็นแบบนี้เสมอ นุ่มนวลอ่อนโยนกับดาวรายไม่เคยเปลี่ยน

“โดนใครหักอกเข้าหรือไง?”

“...”

Comment : น่าจะบรรยาย ว่า..ไม่มีเสียงตอบ ข้าพเจ้าเคยเจอปัญหานี้เมื่อแรกฝึกเขียน สุดท้ายพบว่า 'บรรยาย' คือคำตอบ (ไม่เคยพบเจอการใช้จุดจุดจุดในเครื่องหมายคำพูดแทนความเงียบในแฮรี่ พอตเตอร์) 

“หรือว่าผู้ชายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตยังไม่มีใครดีพอให้เราฝากหัวใจไว้ได้?”

“...”

“เรายังไม่แก่ซะหน่อย ทำไมรีบปลงใจไวจัง ไม่แน่พรุ่งนี้ดาวอาจเจอคนที่ดาวต้องการก็ได้นะ”

เขารู้จักดาวรายดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แล้วทำไมเขาจะไม่รู้ว่าผู้ชายแบบไหนที่ดาวรายต้องการ

“ดาวคิดว่าดาวมีคนที่ดาวรักแล้ว”

“หือม์?” เสียงแผ่วเบาคล้ายรำพึงนั้นทำให้เมฆาประหลาดใจมากขึ้น แต่ก็ไม่อาจทำให้รอยยิ้มละมุนนั้นจางหายไปได้ “ใครกันหนุ่มคนนั้น?”

ลมเอื่อยยามดึกระเรื่อยรื่นมาพรมผิวให้เย็นสบาย พร้อมกันนั้นก็ได้ปลุกหลากสรรพสิ่งให้พลิ้วไหวราวมีชีวิตขึ้นมาเริงระบำ แสงไฟจากตัวอาคารผสานด้วยโคมดวงจากเสาที่ติดตั้งไว้ในระยะห่างให้พอมองเห็นได้ทั่วบริเวณ แม้บางพื้นที่จะมืดสลัวลัวราง(ไม่แน่ใจ 'สลัวลัวราง' คำสร้อยนี้มีอยู่หรือไม่) แต่ก็พอให้รู้ว่ายังมี(จะเห็น)ผู้คนที่มาพักผ่อน-ออกกำลังกาย จับกลุ่มคุยกันทั้งในบริเวณใกล้เคียงและห่างไกลออก(ไป)พอควร (ใช้ 'พอ' เมื่อต้นวรรคไปแล้ว)

สองร่างที่นอนเคียงข้างกันสงบนิ่งเหมือนหนึ่งจะคอยรับสัมผัสที่มาอาบไล้ จนเมื่อสายลมเคลื่อนคล้อยผ่านไปเสียงใสจึงเอ่ยขึ้น

“ใครคนหนึ่งซึ่งอยู่ไกล แต่ไม่ไกลเกินไปหา ...ใครคนหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ แต่ไม่ใกล้พอให้สบสายตา”

เมฆายิ้มกว้างมากขึ้นแม้สายตาจะยังทอดไกลไปยังจุดสกาววิบวับที่ดารดาษอยู่บนพรมกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มเบื้องบน

“มีคนที่รักแล้ว แล้วทำไมถึงบอกว่าจะไม่มีแฟนล่ะ ไม่อยากได้เขามาเป็นแฟนเหรอ?” จบประโยคเขาก็หันหน้ามามองคนนอนอยู่ข้างๆ สายตาของเจ้าหล่อนยังมองไปไกลแสนไกล เสี้ยวหน้าด้านข้างของเธอราวภาพวาด และภาพวาดภาพนี้จะไม่มีวันลบเลือนไปจากความทรงจำของเขาได้เลย

ดาวรายเบนสายตาจากท้องฟ้าเบื้องบนหันไปมองเมฆาซึ่งมองตนอยู่ก่อนแล้ว ไม่มีคำตอบเอื้อนเอ่ยจากริมฝีปากบาง หากแต่อาการส่ายหน้านั้นแทนคำตอบได้เป็นอย่างดี

“ทำไมละ?”

“ก็ดาวรักแต่ไม่คิดครอบครองนี่”

สายลมพัดพลิ้วมาอีกระลอก แรงลมหนักหน่วงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ก็นำพาความเย็นชื่นระรื่นมามอบให้กว่าทุกครั้งเช่นกัน ธงทิวปลิวสะบัดไหวอยู่ไปมาไม่ต่างกับที่ใบไม้ระบำส่ายหยอกล้อสายลมอยู่ไหวๆ

“พี่เมฆเชื่อไหม ในโลกนี้มีความรักแบบนั้นอยู่จริงๆ”

ไม่มีคำตอบออกมาจากริมฝีปากที่ประดับประดาไปบนรอยยิ้มละมุนละไมนั้น ทั้งสองตกอยู่ในภวังค์เงียบสงบอีกยาวนาน บางครั้งแว่วเสียงคนที่นั่งในบริเวณใกล้เคียงลอยลมมาให้ได้ยินแผ่วๆ

และเมื่อสายลมพรมผ่านมาอีกระลอกดาวรายก็ขยับตัวลุก

“ดาวไปเข้าห้องน้ำแป๊บนะพี่เมฆ เดี๋ยวจะได้ออกไปหาอะไรกินกันก่อนกลับห้อง” ว่าแล้วเธอก็ลุกขึ้นยืนก้าวขาเรื่อยๆ ไปยังอาคารเบื้องหน้า

เบื้องหลังเธอมีดวงตาอ่อนโยนคู่หนึ่งเฝ้ามองจนร่างบางหายเข้าไปในอาคารจึงได้หันกลับไปมองท้องฟ้ากว้างอีกครั้ง และกล่าววาจาแผ่วเบาเหมือนหนึ่งจะเอ่ยถ้อยฝากคำให้ดวงดาวที่เรียงรายบนฟากฟ้านั้นได้รับรู้

“ทำไมพี่จะไม่เชื่อละดาว ก็พี่รู้จักความรักแบบนั้นมานานแล้ว
...รักแต่ไม่คิดครอบครอง...” (น่าจะใช้ 'โดย' แทน 'แต่')

Comment : '..เฝ้ามองจนร่างบาง..' นี่คือความสุดยอดของท่าน บรรยายลักษณะตัวละครนั้นทำได้หลายอย่าง นี่คือการบอกลักษณะตัวละครแบบมือเก๋า บอกโดยผู้อ่านไม่รู้ตัว ฝังภาพลงในใจโดยใช้ถ้อยคำน้อยสุด

มีสาเหตุอื่นที่นำไปสู่คำรำพึงตอนปิดเรื่องเหมาะสมกว่า 'ดาวไปห้องน้ำแป๊บ..' ไหม? ดูเหมือนจะปวดท้องกระทันหัน แต่การ '..ก้าวขาเรื่อย ๆ' ก็ไม่ได้บอกว่ารีบร้อน ลักษณาการไม่คล้ายไปร้านอาหารที่จะต้องผัดหน้าทาแป้ง แต่เป็นร้านข้าวแกงละแวกอาศัย ไปเข้าห้องน้ำที่ร้านก็น่าจะได้..หรือว่าไงจ๊ะดาราราย? 

OOO

ข้อดี : บทสนทนาเป็นธรรมชาติ ลื่นไหล ใช้อารมณ์อักษรในบทบรรยายสร้างบรรยากาศอวลไอรัก (ตรงนี้เป็นความเก๋า บรรยากาศของตัวอักษรคือบรรยากาศของตัวเรื่อง สามารถใช้อารมณ์อักษรสร้างบรรยากาศเรื่องนั่น ไม่มีทางเรียกเป็นอื่นได้เลย นอกไปจาก 'เก๋า')

ความพอเหมาะพอดีของบทบรรยายและบทสนทนา ทำให้สองส่วนเสริม-ส่ง-รับอย่างกลมกลืน 

ตั้งชื่อเหมาะเหม็ง แสดงนัยยะของธีม พลิก 'เพียงรัก' ไปจากคำกล่าวลอย ๆ ที่ผู้คนคุ้นเคย

หยุดเรื่องเมื่อธีมเคลื่อนถึงตำแหน่งที่ต้องการ ปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินต่อโดยไม่บอกบทสรุป นับว่า 'งาม'

ข้อด้อย : อยู่ใน Comment

ข้อเสนอแนะ : ขอให้พินิจรอยซ่อมครั้งนี้ คำฟุ่มเฟือย, การจัดรูปประโยค, การแทรกบทบรรยายเล็ก ๆ คั่นจังหวะสนทนาเพื่อบอกผู้อ่านว่าคำพูดถูกทอดห่าง,  

เปิดตัวเมฆาได้ไม่เลว แต่ลืมรูปร่างหน้าตาน้ำหนักส่วนสูงของนายคนนี้ หากใช้วิธีแทรกแบบ 'ร่างบาง' บรรยายเพิ่มช่วงที่ 'ร่างบางโถมเข้ากอด..' บอกกลิ่นกาย บอกรอยสัมผัส(คางเกลี้ยงเกลาหรือสากรอยหนวดเครา ภาพของเมฆจะถูกสลักลงบนใจผู้อ่าน และบอกผู้อ่านถึงความรู้สึกละเอียดอ่อน เอาใจใส่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ทึ่มีต่อกันโดยมิต้องกล่าว งานจะสมบูรณ์ขึ้นอีกนิด

ตัวอักษรทั้งหมดแทนกำลังใจที่ส่งมา

รองานฝึกเขียนชิ้นต่อไปด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน

คารวะ


เติมอ่าน >>