Suscríbete RSS
Comentarios RSS
Subscríbete por E-mail

ล่าเพชรพนมรุ้ง

El perdón es una decisión, no un sentimiento, porque cuando perdonamos no sentimos más la ofensa, no sentimos más rencor. Perdona, que perdonando tendrás en paz tu alma y la tendrá el que te ofendió.
Random Image

ขนำซำหม้อ

เรื่องสั้นเบาขมอง รางวัลชมเชยจุดประกายวรรณกรรมอะวอร์ด ครั้งที่ ๑

สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง

บันทึกไปหลวงพระบางทางเรือช้า ช้าจริง ๆ ช้าได้ใจ

พลับพลึงไพร

นิยายรักลูกทุ่งระเบิดภูเขาเผากระท่อม อ่านง่ายสบายกระหม่อม

ดวงใจกระซิบรัก

นิยายรักเล่มเล็ก บรรยากาศย้อนยุคริมฝั่งทะเลสาบสงขลา

สะบายดี(นะ)หลวงพระบาง : 8 นิรมิตมาศแมนเมือง

1

ค่ำฟ้าสีศอพระศิวะสงบนิ่ง ไร้เงาเมฆลอยเลื่อน มืดมิดสิ้นวาวแสง ด้วยหมู่ดาวระยิบล้วนชะลอมาประดับด้าวแดนดิน ระยับดวงราวร่วงพราว พรายพริบอยู่ในเมืองซึ่งเทวาอารักษ์เสกสร้าง

ไม่ว่ามองทางไหน ในม่านเงาราตรีสงัด ความงามได้ถูกจัดวางไว้อย่างปราณีตบรรจง สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ยังคงลมหายใจเรียงรายประดับประดาด้วยนวลแสงละมุนตา

ณ เทวาลัยสถานแห่งนี้ สรรพชีวิตยังคงเคลื่อนไหวเต็มชีวา

หากแต่ไร้สุ้มเสียง ทุกความเคลื่อนไหวเป็นไปโดยสงัดงัน ราวกับว่าข้าพเจ้าเป็นโอปปาติกะหลงเข้ามาในวิมานแมน เพียงยลภาพผู้คนขยับเขยื้อนแต่ไม่อาจยินเสียงใด

ความเงียบได้โอบกอดสถานที่แห่งนี้ไว้ด้วยอ้อมแขนแห่งภวังค์

คล้ายข้าพเจ้ารอนแรมอยู่ในโลกฝัน หลงเข้ามาในเมืองอดีตที่กาลเวลายังไม่เริ่มออกเดินทาง

ยามกรายผ่านใกล้ ยินผู้คนพูดคุยกันด้วยศัพท์สำเนียงสุภาพ แผ่วเบา ใบหน้าแย้มยิ้ม หนทางสัญจรโปร่งโล่ง ย่ำเดินพ้นเพียงนิด สุ้มเสียงได้ยินกลับเพียงรอยเท้าสัมผัสพื้น

ข้าพเจ้าเดินชมเมืองไปเรื่อย ๆ ราวกับว่าจิตวิญญาณของเมืองอันเป็นพลังแห่งความเงียบลึกล้ำได้หลอมรวมในสำนึก นำพาภวังค์สู่ภาวะไร้น้ำหนัก ทุกฝีก้าวเหมือนล่องเลื่อนเยือนสวรรค์บนแดนดิน

และแล้ว จากลึกหลืบของความสงัดเงียบ ข้าพเจ้าสดับคีตสำเนียงอันโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาล่องลอยมา ประดุจแพรวไหมแห่งคีตากาลสะบัดพัดไหวในสายลม เป็นเสียงที่แท้หรืออุปาทาน ไม่อาจแยกแยะ ไฉนในความสงัดของเมืองจึงมีเสียงดนตรีเยี่ยงนี้ เสียงก้องกังวานหวานเศร้า ลอยเร้าให้เร่หา..ข้าพเจ้าก้าวเท้าตามเสียงนั่นไป

จนถึงมุมถนน..

มานพหนุ่มนั่งสีเครื่องสาย คล้ายกำลังกล่อมเมือง ทั่วทั้งอาณาบริเวณหามีสรรพสำเนียงอื่นใด นอกไปจากทิพย์ดนตรีอันบรรเลงอยู่นี้

หากศิวาลัยสถานหลวงพระบางคือเมืองอันทวยเทพนิรมิต ที่สถิตอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้าจะเป็นอื่นไม่ได้ นอกไปจากคนธรรพ์ผู้ทำหน้าที่ประเลงเพลงมนต์แห่งสังคีตศิลป์ ณ พิมานแมนได้จำแลงกายลงมาขับกล่อมทวยเทพผู้ปกปักรักษาภวังคสถานแห่งนี้..

2

ข้าพเจ้าลืมตาตื่น ภาพฝันยังติดตรึงทรงจำราวเพิ่งผ่านเหตุการณ์ชั่วครู่ สำเนียงวิเวกหวานนั่นยังดังแว่ว เหมือนจริงราวได้ยินได้เห็นกับตา

แสงเช้าฟุ้งฟ้าผ่านม่านเข้ามาทักทาย ผ้านวมห่มนอนราคาคืนละสี่ร้อยบาทของเฮือนแคมโขงให้ความอบอุ่นผ่านค่ำคืนยะเยือกมาโดยราบรื่นหลับสบาย

เย็นวันวานก่อนขึ้นจากเรือข้าพเจ้าคิดติดตามสองสาวสแกนฯ ไปหาที่พักเพราะสองคนบอกว่าจะไปหาที่พักราคาถูก พอดีโฮมมีรถตู้ของบริษัทมารับ ชวนไปด้วยกันแล้วค่อยหาที่พักราคาถูกย่านที่แขกของโฮมพัก

ข้าพเจ้าเลือกตามโฮมไป แต่ปรากฏว่าย่านที่แขกของโฮมพักมีแต่เกสต์เฮ้าท์ราคาห้าร้อยบาท ข้าพเจ้าตั้งใจจ่ายไว้เพียงสองร้อย เต็มที่สองร้อยห้าสิบ จึงต้องลาโฮมกระเตงย่ามออกเดินหาที่พัก

แต่ถึงตอนนั้นก็สายเสียแล้ว พวกที่มากับเรือคงกระจัดกระจายหายกันไปหมดแล้ว อีกทั้งข้าพเจ้าไม่รู้เหนือรู้ใต้ ได้แต่เดินดุ่มถามราคาที่พักไปเรื่อย ๆ ลองถามหาแผนที่เมืองเพราะเผลอคิดไปว่าคงเหมือนกรุงเทพฯ ซึ่งมีแผนที่แจกทุกเคาท์เตอร์โรงแรม เป็นความเผลอคิดที่ผิดมหันต์

ข้าพเจ้าเดาดุ่มเดินถาม ยิ่งเดินยิ่งวกวนจนฟ้ามืดค่ำ ทั้งหิวทั้งหมดเรี่ยวแรง

ลองถามฝรั่งท่าทางใจดีปั่นจักรยานมานั่งดื่มเบียร์ร้านริมน้ำ ได้ความว่าที่พักราคาถูกอยู่ถัดจากพิพิธภัณฑ์ให้เดินเลียบแม่น้ำไปเรื่อย ๆ

ข้าพเจ้าหาได้รู้ความ พิพิธภัณฑ์ที่ว่าคืออะไรหน้าตาเป็นอย่างไร ตำแหน่งที่ตั้งอยู่แห่งหนใด ได้แต่เดินตามคำแนะนำไป

มาสิ้นเรี่ยวหมดแรงตรงที่มีสาวน้อยนั่งหน้าบ้าน จึงหันไปถาม

"มีห้องพักว่างมั้ยครับ?"

"มี" เธอตอบ

"เท่าไรครับ?"

"ห้าร้อย"

"สี่ร้อยได้มั้ย?"

เธอวิ่งไปปรึกษาคนที่ฝั่งตรงข้ามชั่วครู่ก็กลับมา

"ได้"

แทบเขกกะโหลกตัวเองหาเรื่องเดินลากขาจนฟ้ามืดค่ำน่าจะร่วมชั่วโมง สุดท้ายก็มาตกลงเอาห้องพักราคาใกล้เคียงกัน

ลงทะเบียนเข้าพัก รับกุญแจ จากนั้นเธอปล่อยข้าพเจ้าเดินขึ้นบันไดหาห้องเอง

อาคารเก่าถูกตกแต่งเสียใหม่ปรับเปลี่ยนเป็นเกสต์เฮ้าท์มาตรฐาน ภายในห้องไม่ว่าผ้าม่าน ผ้าคลุมเตียง โคมไฟไม่ต่างโรงแรมชั้นดีที่ยังคงรักษากลิ่นอายอดีต ข้าพเจ้าใช้เวลาโอบกอดสายน้ำอุ่นจนสมใจ อุ่นไอกระตุ้นแข้งขาพลอยคืนแรง จากนั้นเร่งออกข้างนอกหามื้อค่ำ

สอบถามทางไปตลาดมืดจากน้องผู้หญิงแล้วขอนามบัตรไว้กันหลงทาง

เดินเลาะริมน้ำเลี้ยวขึ้นเนินไปตามถนนชั่วครู่ก็เห็นแสงนวลตาเต็มถนน

ที่แท้คำ 'ตลาดมืด' คงหมายถึงตลาดกลางคืน ข้าพเจ้าหลงคิดว่าเป็นตลาดมืด ๆ ไม่มีแสงไฟ ใช้แต่แสงเทียนแสงตะเกียง (คงไม่ต่างกับตอนได้ยินคำ 'ข้าวเปียก' แล้วคิดว่าเป็นข้าวต้ม)

ออกจะผิดหวังนิดหน่อย คิดไปว่าหากเป็นตลาดมืดไม่มีแสงไฟคงโรแมนติกดี

สินค้าวางขายโดยมากเป็นของที่ระลึก เสื้อผ้า โดยเฉพาะผ้าปักของชาวเขามีไม่น้อย แต่ราคาแพงกว่าจตุจักร ที่ไม่ต่างก็คือต้องต่อราคากันหน้ามืดตามัว ซึ่งไม่เหมาะกับนิสัยข้าพเจ้าด้วยประการทั้งปวง

ขณะเดินสายตาก็เสาะหาแผงขายอาหารแบบบ้าน ๆ หวังพออิ่มท้องเบากระเป๋า เดินไปท้องก็ร้องจ๊อก ๆ ไป

จนเห็นสาวน้อยนุ่งซิ่นมีผ้าลายสวยคลุมไหล่เดินสวนมา ข้าพเจ้าร้องทักด้วยความลิงโลด

"โฮม"

"พี่..กินข้าวยัง?" โฮมยิ้มรื่น

"เดินหาอยู่นี่แหละ หิวจะตายแล้ว โฮมกินยัง?"

"ยัง..มา..เดี๋ยวพาไป"

"เอาถูก ๆ ธรรมดาที่ชาวบ้านเขากินกันนา" ยังเข็ดกับห้องพักถูก ๆ ของโฮมไม่หาย

"เออนา..ตามมา"

โฮมนำเดินลัดเลาะผู้คนไปตามถนนซึ่งกลายเป็นตลาดมืด ผ่านร้านรถเข็นเห็นฝรั่งกำลังตักอาหารเต็มจานพูน

"ร้านบุฟเฟ่" โฮมบอก "เราไปอีกที่ ปลาย่างอร่อย ถูกด้วย"

เดินอีกพักก็ถึงซอยแสงไฟสว่าง ด้านซ้ายมีโต๊ะไม้เก้าอี้ยาว ด้านขวาเป็นแผงอาหารสารพัด ต่อกันไปตลอดซอย ตรงกลางเป็นช่องทางเดิน โฮมเดินนำ

"พี่จะกินอะไร" หันกลับมาถาม

"อะไรก็ได้โฮมเลือกมาเลย"

ส่งเงินให้โฮมซื้ออาหาร จัดแจงเลื่อนจานใช้แล้วบนโต๊ะพอได้ที่ทาง ขยับนั่ง คนฝั่งตรงข้ามโต๊ะยิ้มมองมา เห็นจานปลากินไปแค่ครึ่งตัวก็เกรงว่าอาจเป็นของเพื่อนเขา

"ไม่ทราบที่ตรงนี้ว่างมั้ยครับ?" ข้าพเจ้าถาม

"ครับว่าง" เขาตอบ

"อ้าว! คนไทยหรือครับ?"

"ครับ..คนไทย"

"สวัสดีครับผมชื่อดิน" ฐานพบคนไทยด้วยกันในต่างแดนข้าพเจ้ายกมือไหว้แบบนักมวย "ชื่ออะไรไม่ทราบครับ..ขอโทษ?"

"ชัยครับ"

เป็นอันได้พบเพื่อนคนไทย ชัยทำงานบริษัทเอไอเอส ออกเดินทางคนเดียว เช่าจักรยานปั่นเที่ยวหลวงพระบาง วันนี้ก็ปั่นไปถึงน้ำตก คิดว่าสบาย ๆ แต่หนทางขึ้นเขาเล่นเอาแทบแย่ บังเอิญพบกลุ่มสาวลาวที่ไปเที่ยวน้ำตกชวนขึ้นรถกระบะ ขากลับเลยสบาย

โฮมได้ปลาย่าง น้ำพริกอ่อง ต้มผักอะไรสักอย่างและที่ข้าพเจ้าไม่รู้จักอีกสองอย่าง

พอดีชัยกินเสร็จลุกขึ้นล่ำลา

"ไปก่อนครับ" ชัยบอก

"ยังอยู่อีกหลายวันมั้ยครับ?" ข้าพเจ้าถาม

"อีกวันสองวันแล้วจะไปวังเวียงครับ"

"งั้นคงเจอกันอีกแถว ๆ นี้ล่ะครับ" ข้าพเจ้าส่งมือ "โชคดีครับ" ชัยยิ้มกระชับมือ

ข้าพเจ้ามองส่งตามหลังร่างสูงใหญ่ น้ำหนักน่าจะราวแปดสิบกิโลฯ สวมเสื้อยืดสีน้ำเงินกางเกงยีนส์ มีเข็มขัดกระเป๋าใบใหญ่ห้อยเยื้องมาด้านหลัง

อัธยาศัยของชัยไม่ธรรมดา เขายิ้มทักทายข้าพเจ้าก่อนโดยข้าพเจ้ายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีเขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม กลับคิดไปว่าเป็นคนลาวนั่งกินอาหาร

ชัยเป็นเพื่อนเดินทางภาษาเดียวกันคนแรกที่ข้าพเจ้าพานพบระหว่างแรมทางในต่างแดน

ข้อสงสัยเกี่ยวเนื่องด้วยภาวะพบพานระหว่างเดินทางย้อนมาไต่ถามหาคำตอบ ความผูกพันระหว่างเดินทางมีธรรมชาติอย่างไร? เมื่อที่สุดแล้วก็ต้องจากกัน ใช่หรือไม่ว่าเป็นข้อห้ามของการเดินทาง ทุกครั้งที่พานพบ ไม่ควรนำมาผูกพัน มิฉะนั้นก็จะพบแต่ความว่างเปล่า สงสัยในความผูกพันนั้นร่ำไป

ข้าพเจ้าไม่มีคำตอบ

โฮมกินอย่างเอร็ดอร่อยมือไม้ระวิง ไม่ต้องมีมารยามรรยาทของสังคมที่น่ารำคาญตา ข้าพเจ้าก็หาได้ต่างกัน

อิ่มแล้วเราออกมาเดินดูสินค้าตลาดมืด ผู้หญิงมักเพลิดเพลินกับการหย่อนใจประเภทนี้แต่สักพักข้าพเจ้าชักเมื่อย

"พี่แยกกลับก่อนนะโฮม..เมื่อยแระ"

"พี่พักที่ไหน?"

"อ่า.." จำชื่อไม่ได้เลยล้วงบัตรให้โฮมดู

"ผ่านที่โฮมพัก ไปทางเดียวกันก็ได้" โฮมบอกพร้อมยื่นนามบัตรคืน

"เรอะ!" ข้าพเจ้างง จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อข้าพเจ้าเดินเสียน่องโป่ง..

"ไป" คิดยังไม่จบความโฮมเดินนำออกไปจากตลาดมืด

จวนพ้นจากหมู่หลังคาเต็นท์ของตลาดมืดข้าพเจ้าก็แว่วยินเสียงนั่น

เพิ่งรู้สึกว่าตลาดช่างเงียบอะไรปานนั้น ผู้คนเดินเบียดสวนกันไปมา แต่หาได้มีเสียงเอะอะตะโกนเรียกลูกค้าต่อรองราคาสินค้าอย่างที่คุ้นเคย ดูเหมือนทุกคนจะพูดจากันแผ่วเบา แผ่วเบาจนทำให้เสียงนั่นดังก้องไปทั้งท้องถนน

ข้าพเจ้าหยุดยืน เพ่งมองอย่างพินิจ

แต่โฮมไม่สนใจเดินนำลิ่วจนข้าพเจ้าต้องเร่งเท้าตาม พ้นถนนสายหลักออกจากตลาดมืดโฮมเลี้ยวซ้ายตรงแยกแรกแล้วเดินลงเนิน

"ตรงลงไปพอถึงแม่น้ำแล้วเลี้ยวซ้ายก็ถึงเกสต์เฮ้าท์ที่พี่พัก" โฮมบอกก่อนแยกไปดูแลคอลลินกับภรรยา

ข้าพเจ้าทำตามที่โฮมบอก อยากเขกศีรษะตัวเองเป็นครั้งที่สอง ใกล้กันแค่มุมถนนนี่เอง ข้าพเจ้าหลงทางเดินวนเสียพักใหญ่ที่สุดก็มาพักเกสต์เฮ้าท์ใกล้กับที่แรก และด้วยราคาพอ ๆ กัน

3

ข้าพเจ้าขยับลุก แหวกม่านหวังให้แสงเช้ารอดผ่านมุ่งลวดเข้ามาขับไล่ความเย็น กลับไม่มีแดด เป็นเพียงแสงสว่างฟุ้งในไอเย็นยะเยือก

หลังยืนเย้าสายน้ำอุ่นนานให้สมกับต้องผจญอากาศหนาวเหน็บ ข้าพเจ้าพาตัวเองมาซอกซอนไปในวิถีชีวิตชาวถิ่น เดินดูตลาดสดยามเช้าหวังสัมผัสวิญญาณของเมืองจากผู้อยู่อาศัย

เหมือนตลาดสดทั่วไป มีสินค้าของแห้ง ของสด ของกิน ของใช้ เสื้อผ้า คละเคล้ากัน ที่ต่างจากคุ้นชินก็คือความเงียบ

เป็นอีกครั้งที่ความเงียบส่งเสียงทักทายทั้งแวดล้อมด้วยผู้คน อาจเป็นเพราะข้าพเจ้ามาจากสถานที่ซึ่งตลาดแบกับดินอย่างนี้มักจอแจด้วยสรรพเสียง บ้างร้องเรียกลูกค้า บ้างต่อรองราคา ไม่ก็เป็นเสียงโฆษณาผ่านลำโพง เสียงเอะอะโวยวาย เสียงตะโกนพูดคุย

แต่ตลาดสดหลวงพระบางไม่มีเสียงเหล่านั้น มีแต่เสียงพูดคุยเบา ๆ

ที่แปลกไปจากความคุ้นเคยอีกอย่างเห็นจะเป็นสินค้าประเภทของของป่า โดยเฉพาะจำพวกสัตว์ ถึงกับต้องสะกดใจเมิน เมื่อเห็นนกขนสีสวย, กระรอก อยู่ในสภาพที่หากพวกนักอนุรักษ์มาพบเข้าคงเป็นลม

กฎการเดินทางอีกข้อหนึ่งก็คือ พึงเป็นผู้สังเกตการณ์

ชีพจรข้าพเจ้าเต้นเร็วไม่เป็นส่ำสุดทนดูสภาพสัตว์น่าสงสารเหล่านั้น แต่ก็ยอมรับรู้ว่าเป็นวิถีชีวิตชาวบ้าน อีกทั้งพวกเขาฆ่าเพื่อบริโภค จำนวนสัตว์ป่าที่วางขายบนโต๊ะตัวเล็กเพียงสองสามตัวเหมือนหามาขายแค่พอยังชีพ ไม่ใช่เพื่อทำการค้าแบบนายทุน หรือล่าเพียงเพื่อสนุกสนาน ความสมดุลในระบบนิเวศน์จึงไม่ถูกแตะต้อง

แวะกินเฝอ(ก๋วยเตี๋ยวลาว)(ขอบคุณขอรับสหายพี่สอง)ในตลาดเป็นมื้อเช้า นั่งเก้าอี้ไม้ข้าง ๆ ชาวถิ่น คนข้าง ๆ หยิบอะไรข้าพเจ้าก็หยิบตาม

จากนั้นออกเดินตะลอนไปเรื่อย ๆ

จุดแรกที่แวะคือพิพิธภัณฑ์ สถานที่ซึ่งเคยเป็นวังของเจ้าชีวิต อยู่ห่างจากตลาดเช้าเพียงไม่กี่อึดใจ ถนนหน้าพิพิธภัณฑ์ก็คือตลาดมืดที่มาเมื่อคืนนั่นเอง

ทันทีผ่านประตูเข้าไป พบพวกที่มาในเรือลำเดียวกันกลุ่มใหญ่ ทักทายกันด้วยความสนิทสนม บางคนตอนอยู่บนเรือได้แต่มองหน้าไปมา ยามนี้ชวนพูดคุยยิ้มแย้ม ไต่ถามพักที่ไหน? ที่พักเป็นอย่างไร? ไปไหนมาแล้วบ้าง? จนเหมือนกับมีเรื่องคุยกันไม่รู้จบ

คงเป็นเสน่ห์ของการเดินทางด้วยเรือ เหมือนวิถีชนบทครั้งอดีต ช้า ๆ เรียบ ๆ เรื่อย ๆ ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยกัน วันเวลาของการเดินทางด้วยเรือจึงหลอมใจผู้คนไว้ด้วยกัน อาจเป็นเพราะเหตุนี้เองจึงมีคำ 'ลงเรือลำเดียวกัน' ซึ่งต่างกันการเดินทางด้วยรถที่ใจทุกคนจดจ่อแต่ปลายทาง

พวกกลุ่มเพื่อนเรือยกขบวนกันเข้าภายในอาคาร ส่วนข้าพเจ้าพอใจเดินวนแต่ภายนอก จากนั้นออกมาฝั่งตรงข้ามเห็นพิพิธภัณฑ์ที่ยังมีชีวิตยืนมือไพล่หลัง มีผ้าทอลายสวยคลุมไหล่ ผมสีดอกเลาถูกรวบตึงไว้ดัานหลัง ใบหน้าเปี่ยมเมตตา ข้าพเจ้าเดินเข้าไปยกมือไหว้ ชวนแกพูดคุย คุณยายพูดและฟังภาษาไทยได้ดีพอ ๆ กับข้าพเจ้าพูดและฟังภาษาลาว การสื่อสารจึงติด ๆ ขัด ๆ กระนั้นก็ยังรับรู้ได้ถึงความรักเทอดทูนเจ้าชีวิต คุณยายบอกว่า 'เจ้าชีวิตไปอยู่ต่างประเทศ'

จากถนนสายหลักไปยังถนนเลียบแม่น้ำเต็มด้วยตรอกซอยเป็นทางเล็ก ๆ ปูอิฐประณีต สองข้างร่มรื่นด้วยพฤกษ์พรรณไม้และบ้านเรือนเก่า เส้นทางเชื่อมต่อวัดแล้ววัดเล่า ทั้งเมืองเต็มด้วยวัดวาอารามที่รูปทรงโบสถ์วิหารคล้าย ๆ กัน เป็นศิลปะแบบเดียวกับล้านนา บางวัดมีวิหารสอนเขียนศิลปะแบบประเพณีแก่นักท่องเที่ยว วัดเล็ก ๆ สงบวิเวกสมเป็นพูทธสีมา ต่างวัดใหญ่ที่มีชื่อเสียงเต็มด้วยนักท่องเที่ยวแออัดจนข้าพเจ้าต้องปลีกตัวออกมา
เปลี่ยนเส้นทางเป็นถนนเลียบลำน้ำ
เดินไปตามถนนพักใหญ่จึงได้รู้ว่าหลวงพระบางเป็นคล้ายปลายแหลมโค้งมนที่สายน้ำวกกลับ เมื่อเดินเลียบลำน้ำเส้นทางจึงอ้อมไกล หากเพียงตัดตรงขึ้นเนินก็จะทะลุอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว เหตุนี้เองค่ำวานข้าพเจ้าจึงย่ำเสียจนอ่อนแรงกลายวนกลับที่เก่าโดยไม่รู้ตัว

ตรงข้ามฝั่งน้ำแตกต่างฝั่งเมืองจนน่าแปลกใจ

ฝั่งเมืองเต็มด้วยอาคารทรงโบราณทั้งที่เก่าแท้และสร้างขึ้นใหม่ แต่เพียงมองข้ามน้ำไป กลับเป็นเขตสวนเต็มด้วยนานาแปลงผักใบเขียวและต้นไม้ต้นหญ้ารกครึ้ม

ฝั่งเมืองมีการก่อสร้างอยู่ทั่วไป อาคารสถาปัตยกรรมโบราณประยุคผุดขึ้นมากมายรองรับการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต

"เปิ้นบังคับให้สร้างแบบเก่า ไม่เกินสองชั้น เนื้อไม้ก็ไม่ให้ทาสีทับ จะต้องปล่อยให้เห็นลายไม้" พี่เจ้าของเกสต์เฮ้าท์ซึ่งลาออกจากราชการมาซื้อที่ทางในหลวงพระบางบอกด้วยสำเนียงสุภาพอ่อนโยน

อาคารไม้ผ่านการก่อสร้างมาได้สักครึ่งทาง มองคล้ายบ้านเจ้าขุนมูลนายยุคปลายรัชกาลที่ ๔ ซึ่งมีอิทธิพลต่างชาติเข้ามาผสมผสาน

โครงไม้อ่อนช้อยภายใต้หลังคากระเบื้องว่าว แค่เห็นโครงสร้างที่เพียงขึ้นโครงคร่าวก็ชวนจินตนาการแล้วว่าสภาพเมื่อเสร็จจะสวยงามเพียงไร

ข้าพเจ้าลาพี่เจ้าของอาคาร เร่งฝีเท้าจากมา เพราะดูเหมือนยิ่งมองจะยิ่งเร้ากิเลสที่มอดไหม้เป็นเถ้าธุลีไปแล้วให้กลับฟูฟุ้งขึ้น

'ช่างเหมือนบ้านเรือนที่เคยใฝ่ฝันอยากพำนักอาศัยนัก'

เมื่อแรกข้าพเจ้าคิดเช่าจักรยาน แต่ครั้นเห็นว่าเขตเมืองเก่าไม่ใหญ่จนเกินเดิน อีกทั้งยังมีซอกเล็กตรอกน้อยลดเลี้ยวขึ้นเนินลงเนิน ข้าพเจ้าจึงเลือกใช้บริการสองเท้าที่พกติดตัวมา เดินลัดเลาะในเขตเมืองแล้วท่องตามถนนเลียบลำน้ำมา จากฟากหนึ่งวนถึงอีกฝั่งของเมืองเวียนบรรจบเฮือนแคมโขงซึ่งเป็นที่พัก

แล้วข้าพเจ้าก็กระทำสิ่งที่น่าเขกกะโหลกตัวเองอีกครั้ง

4

เมื่อวนกลับถึงที่พัก ตั้งใจจะขึ้นไปเอากระดาษ-สี จากนั้นออกไปหาที่นั่งเขียนโปสการ์ดส่งให้มวลมิตร แค่อยากเอนหลังสักครู่พอคลายเมื่อยขบ

ข้าพเจ้าสะดุ้งตื่นอีกทีล่วงเย็นฟ้าใกล้มืดค่ำ

รีบล้างหน้าล้างตาคว้าย่ามออกมาภายนอก นึกเจ็บใจตัวเอง อุตส่าห์เดินทางมาเสียไกล กลับมาเอาแต่นอนเสียได้

ที่ตั้งใจจะวาดโปสการ์ดจึงกลายคิดย่นเวลาโดยเดินมองหาโปสการ์ดสำเร็จรูป

ไม่น่าเชื่อ!

หากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในสยามประเทศ เราเลือกโปสการ์ดได้จากแทบทุกร้าน ทั้งยังมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งมุมกล้อง มุมมองให้เลือกใช้ตามแต่อัธยาศัย

ข้าพเจ้าพบโปสการ์ดเพียงร้านเดียว อีกทั้งเป็นโปสการ์ดที่ถ่ายอย่างทักษะย้อนยุค ย้อนยุคอย่างไม่น่าเชื่อ! เลือกอยู่นานไม่มีรูปไหนต้องใจ

ข้าพเจ้าเชื่อว่าความสุขจากโปสการ์ดนอกจากสุขที่ได้ส่ง ได้นั่งพูดคุยกับผู้รับปลายทางคล้ายเดินทางมาด้วยกันแล้ว ยังมีความสุขอันเกิดแต่ได้เลือกภาพที่ถูกใจ เมื่อส่งไปยังผู้รับก็เหมือนได้ส่งตัวตนของเราไปในทีเดียว

ครั้นไม่ได้ภาพต้องตา ข้าพเจ้าพานไม่ฝืนใจหยิบมาแม้รูป ตัดใจไปว่า 'เอาไว้กลับถึงขนำแล้วค่อยเขียนรูปส่งภายหลัง'

ข้าพเจ้ามาพบรูปถูกใจก็เมื่อย่ำต๊อกผ่านห้องแถวสองคูหา ตกแต่งเป็นแกลลอรี่แสดงภาพถ่าย

ด้านหน้าเปิดกว้าง บนผนังขาวทั้งสามด้านแขวนรูปในกรอบหลากขนาด ที่ชั้นวางชิดผนังด้านขวาวางกล่องใส่รูปทั้งแบบจตุรัสและแบบมวน กระทั่งกล่องใส่ยังผ่านการออกแบบประณีต

ซ้ายในเป็นเคาน์เตอร์มีสตรีสูงวัยชาวตะวันตกกำลังนั่งจดจ่ออยู่กับโน้ตบุ๊คตรงหน้า เธอเป็นชาวฝรั่งเศษ โชคดีที่ภาษาอังกฤษของเธอดีกว่าภาษาฝรั่งเศษของข้าพเจ้านิดหน่อย การสื่อสารเป็นไปอย่างตะกุกตะกัก พอจับเค้าได้ว่าเธอกับสามีเป็นศิลปินภาพถ่าย สามีเป็นคนล้างอัดทุกรูปเองโดยใช้กรรมวิธีแบบดั้งเดิม

แม้ไม่อาจสื่อสารสะดวกด้วยภาษาพูด แต่แววตาของเธอตอนอธิบายก็ฉายอาบหัวใจผู้ฟังให้รับรู้ถึงความสุขของการได้ทำงานที่รัก มีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมอันเกื้อหนุนจิตวิญญาณตน

หลังขออนุญาตเดินชม ข้าพเจ้าใช้เวลาจมอยู่กับภาพวิถีชีวิตผู้คนพื้นถิ่นผ่านสายตาตะวันตกและมุมมองของผู้บรรลุแล้วซึ่งศิลปะการถ่ายภาพ พินิจในทุกแสงเงา ทุกองค์ประกอบภาพและทุกจังหวะอารมณ์ ความเคลื่อนไหวของเรื่องราวในภาพ

นานจนตะวันลับฟ้า

5

ตอนข้าพเจ้าก้าวเท้าออกจากแกลลอรี่สองคูหา ท้องฟ้าหลวงพระบางกลายมืดโปร่ง เพราะความที่คุ้นเคยกับท้องฟ้ากลางคืนซึ่งถูกแสงไฟสว่างเมืองรุกล้ำ พบว่าท้องฟ้าราตรีของนครกลางป่าเขานี้เป็นความมืดใส ไร้แสงฟุ้งไฟรบกวน ความมืดดำล้ำลึกจึงครอบคลุมลงมาจรดหลังคาอาคารโบราณตรงหน้า

ข้าพเจ้าเดินฝ่าความมืดอย่างไร้จุดหมาย

ค่ำนี้เป็นคืนคริสต์มาสอีฟ เป็นเวลาแห่งการสังสรรค์ดื่มกินของชาวตะวันตก แม้นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้คลาคล่ำด้วยนักท่องเที่ยวจากอีกซีกโลก แต่ดูเหมือนทุกคนจะต้องมนต์เมืองซึ่งพุทธธรรมยังคงแนบแน่นในทุกอิฐหินอาคาร หล่อหลอมเป็นน้ำเนื้อเดียวกับจิตใจผู้อยู่อาศัย ทั้งเมืองจึงห่างไกลอบายมุข

เดินผ่านร้านอาหารกรุ่นกลิ่นอายอดีตกาลซึ่งล้วนเต็มด้วยลูกค้าต่างชาติ ทุกโต๊ะนั่งสนทนากันอย่างเงียบเชียบ

เพียงร้านเดียวที่มีเสียงดนตรีบรรเลงแผ่วเบามาจากด้านใน เป็นดนตรีชุดบุดด้าบาร์ (Buddha Bar) ซึ่งโน้มนำใจสู่สมาธิจิต

พบกลุ่มคุณยายเรอเน่มากันสามคนกำลังยืนดูป้ายเมนูหน้าร้าน ชักชวนข้าพเจ้าให้ร่วมโต๊ะ ข้าพเจ้าจำปฏิเสธด้วยร้านอาหารหรูหราไม่เหมาะกับกระเป๋าตน

อำลาพวกเขาแล้วก้าวเท้าต่อ อาศัยข้าวเหนียวหมูย่างเติมท้องพลางเดินชมหลวงพระบางยามราตรี

แล้วข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงนั่น เป็นเสียงที่ก้องกังวานไปทั้งหนทาง คลื่นเสียงที่โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงากับค่ำคืนฟ้าไร้ดาวฟังยิ่งวิเวกวังเวง ข้าพเจ้าตามเสียงนั่นไป

จนถึงมุมถนน

ผู้เฒ่าวณิพกนั่งพับขาแนบพื้น มือขยับคันซออ้อยสร้อย เหมือนเสียงรำพึงรำพันของความเงียบ คล้ายเสียงของนครอันเคยรุ่งเรืองคร่ำครวญหวนไห้ล่องลอยมาจากอดีตกาลไกลโพ้น

เป็นท่วงทำนองที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่กลับคล้ายเคยฟัง ทั้งยังแน่ใจว่าเคยเห็นภาพข้างหน้านี้มาก่อน แต่ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหนเมื่อไร

ไม่ก็บางทีเมื่อสองร้อยปีก่อน ข้าพเจ้าอาจเคยเดินอยู่ในเมืองนี้ ผ่านที่ตรงนี้ ที่ซึ่งผู้เฒ่าเมื่อสองร้อยปีก่อนกำลังนั่งสีซออยู่เดียวดายอย่างนี้

ก้าวเท้าข้ามถนนแลกเบยลาวด้วยเงินบาท กลับมานั่งลงกับพื้นรวบย่ามไว้บนตักตั้งใจฟังทิพย์สังคีตตรงหน้า

เหมือนเสียงของอดีตกาลที่ยังกังวานก้อง หาได้อ่อนโรยแก่เฒ่าไปตามกาลเวลา คล้ายพิสูจน์ว่าความรุ่งเรืองในอดีตยังสามารถดำรงคงอยู่คู่ไปกับโลกศิวิไลภายนอกที่พยายามแทรกเข้ามาฉกฉวยประโยชน์ ขอเพียงจิตใจผู้คนไม่หลงลืมรากเหง้าของตนเอง

ประดุจเสียงซอกำลังบอกกล่าวชาวหลวงพระบางให้มั่นไว้ในวิถีตน ดำรงความงามเฉกเช่นเสียงดนตรีที่ยังคงความไพเราะไม่ว่าเวลาจะผ่านเนิ่นนานเพียงใด เป็นอดีตเมื่อสองสามร้อยปีก่อนหรือปัจจุบันสมัยทิพย์ดนตรียังคงมนต์ขลังไม่เสื่อมคลาย

เสียงซอวิเวกไหวราวไม่มีสิ้นสุดของบทเพลง

ข้าพเจ้าลุกขึ้นหย่อนกระป๋องเปล่าลงถัง หันกลับไปมองเพื่อร่ำลา

ร่างที่นั่งอยู่ตรงนั้นสวมอาภรณ์ระยิบระยับราวประดับด้วยดาราร้อยพันดวง วงหน้าสว่างจ้าเห็นคมคิ้วตวัดหาง ดวงตายังคงพริ้มอยู่ในภวังค์ ทับทิมเม็ดใหญ่ประดับตัวซอสะท้อนประกายวิบวับ

ข้าพเจ้าขยี้ตา

ชายชรายังนั่งอยู่ตรงนั้น ขับกล่อมนครแห่งภวังค์ด้วยบทเพลงไม่รู้จบ

ข้าพเจ้ายิ้มอำลา เรื่อยเท้ากลับที่พักพร้อมหัวใจสุขสงบ

ทักทายร่ำไรอยู่กับสายน้ำอุ่นพักใหญ่ ซุกซ่อนกายจากอากาศหนาวเหน็บในผ้านวมแสนอุ่น เขียนบันทึกแล้วออกเดินทางสู่นครในความฝัน.. ●

IMG_5543IMG_5544 IMG_5545
IMG_5530 IMG_5549
IMG_5552
IMG_5551
IMG_5554
IMG_5555
IMG_5563 IMG_5565
IMG_5559

เติมอ่าน >>

เรไรร่อนร้อง : ปางพี่รักเจ้า

๏ ปางพี่รักเจ้าเฝ้าทวนเทวษถวิล
เหมือนสายธารน้ำใสเรื่อยไหลริน
รักแก่งหินเกินกาลจะราญลง

เหมือนปรอยฝนหล่นปลิวเป็นริ้วม่าน
รักแมกไม้ลดามาลย์ปานลุ่มหลง
หมู่เมฆขาวเคียงกันยังมั่นคง
รักท้องฟ้าธำรงมิเลือนเลย

คณนากว่าประเมินก็เกินนับ
จะขานรับก็ขาดคำร่ำเฉลย
จนถ้อยนักสุดจักหามาเปรียบเปรย
อย่าเฉยเมยมองหมางเหมือนอย่างเมิน

หากบินได้ดังวิหกที่ผกผิน
ก็จะบินดุจนกวิหกเหิร
พาเจ้าร่อนลมไปพักใจเพลิน
ล่วงดำเนินแดนด้าวดาวดึงส์

นี่เพียงกายหมายมาดก็ขาดสิ้น
แค่ลมลิ้นฤาคลายจิตความคิดถึง
เพียงสองขาสาใจให้คนึง
ลุ่มรักรึงร้อนทรวงรุมห้วงใจ

ต่อแต่นี้คงจมทุกข์เทวษ
อาณาเขตเนตรฤดีอยู่ที่ไหน
โปรดสำแดงให้เห็นหน่อยเป็นไร
ให้พี่ได้ก้าวไปในดวงตา

ห่างเหลือเกินระยะทางมาขวางกั้น
จักหมายมั่นมุ่งจิตคิดไปหา
ห่างเพียงกายทุรกรรมหานำพา
หวังเพียงว่าสองใจมิไกลกัน

วิบากกรรมชาติก่อนคงเคยพราก
แกล้งหมู่สัตว์มามากหลากอาถรรพ์
แยกลูกห่างอกแม่รังแกมัน
จึงถูกทัณฑ์ทรมานในวันนี้

แม้นดวงใจหาไม่อาลัยรัก
ด้อยค่านักเฉกเดนคิดเบนหนี
เบื่อคำหยาบสาบพจน์บทกวี
โปรดขยี้เข่นขย่ำให้หนำมือ

สุดแต่ใจคนดีปราณีรัก
หมายสมัครจักสมานให้นานหรือ
ตัดเยื่อใยต่อกันบั่นคามือ
ไม่ดึงดื้อแม้คำใจจำนน

ก็จะไปตามประสาคนอาภัพ
เต็มใจรับชะตากรรมซ้ำกี่หน
ร่างกายคงกรำการด้วยทานทน
ใจทุรนคงตายแล้วแก้วตาเอย ฯ

Technorati Tags:

เติมอ่าน >>

คลื่นวรรณกรรม : สวนทูนอิน มรดกล้ำค่าของ ขุนนางป่า

จาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
โดย : พรชัย จันทโสก

เยี่ยมบ้านพญาอินทรีแห่งสวนอักษร 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้ล่วงลับ ป้าติ๋ม คู่ชีวิตยังคงทำนุบำรุงสถานที่แห่งนี้เพื่อต้อนรับผู้มาเยือนอย่างแข็งขัน

หากฉายา 'พญาอินทรีแห่งสวนอักษร' จะเป็นนามที่ผู้คนเรียกขานกันในวงวรรณกรรมแล้ว.. 'ขุนนางป่า' นั้น เป็นฉายาที่กล่าวถึงตัวตนในฐานะนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติตัวยงด้วยเช่นกัน


เติมอ่าน >>

นิยายกำลังภายใน : อหังการ์ล่าผ่าปฐพี ตอน หมู่บ้านสนธยา 8-9-10-11-12

ahangar3

พลันมีเสียงชายเสื้อปะทะลม ร่างยังไม่ถึง รังสีดาบจู่โจมมาจากเบื้องบนอย่างเร่งร้อน บุรุษผู้นั้นสะบัดดาบอ่อนออกต้านรับ เสียงดาบปะทะดังเปรื่อง มือสั่นสะเทือนทั้งท่อนแขน ผู้มาอาศัยแรงปะทะดีดร่างยืนบนก้อนศิลา ส่งเสียงทักทาย


เติมอ่าน >>

จดหมายจากดาวสีดิน : ช่องว่าง

มิตรต่างดาวของฉัน

แปลกใจที่เธอจดจำคืนวันที่คล้ายระยะเวลาห่างระหว่างเรา

บางครั้งมิตรภาพเหมือนมีเส้นใยบาง ๆ ของวันเวลาคอยขีดคั่น เป็นขีดคั่นเพื่อเชื่อมต่อหรือแยกจากกันขึ้นกับเราใช้วันเวลานั้นเยี่ยงไร

ช่องว่างเวลาที่บรรจุไว้ด้วยตัวเลขพวกนั้นเธออาจดูคล้ายความว่างเปล่า  ด้วยสัญญาณขาดห้วงของการสื่อสารระหว่างกัน การสื่อสารที่ทำให้ไกลคล้ายใกล้แค่วงแขนและสามารถทำให้ใกล้ก็เหมือนไกลสุดขอบดาราจักร

ยอดเยาวมิตรแห่งฉัน

ที่ดวงดาวของฉันกลับมิมีเรื่องเช่นนี้เลย

ที่นี่การสื่อสารมิต่างก้อนกรวดเม็ดทราย การดำรงคงอยู่ของมันไม่ด้อยคุณหรือเลอค่าไปกว่าสิ่งอื่น ๆ

เราอาจไม่ส่งภาษาพูดจาสื่อความรู้สึกนึกคิดแก่กัน แต่เรายังอยู่เคียงข้างกัน เหมือนเนินเขาที่ยืนสงบนิ่งอยู่ด้วยกัน ประดุจต้นหญ้าที่โยกไหวอยู่ในสายลม ทุกต้นยืนอยู่ข้างกันแต่หาได้ส่งเสียงเจรจา บางครั้งการสื่อสารเป็นเพียงสัมผัสแผ่วเบา หลายคราเพียงแค่รู้ว่ายังยืนเคียงข้างกันทำหน้าที่ตนไปด้วยกัน ดุจเสาวิหารที่ยังคงรองรับเพดานและหลังคาไม่เคยห่างจากกัน เท่านั้นเราก็รับรู้ถึงมิตรภาพที่มีให้กัน  

สำหรับที่นี่การสื่อสารใช่เพียงภาษาที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาใช้

การสื่อสารของเราเก่าแก่กว่านั้น มีมาก่อนการเยือนของเผ่าพันธุ์ บางครั้งเราใช้สายตา หลายคราเราใช้สัมผัส อีกบางหนเราแค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ทั้งหมดล้วนเป็นสารที่สื่อถึงกัน มิตรภาพของที่นี่จึงไม่เคยถูกขีดคั่นด้วยจำนวนวันเวลา เป็นมิตรภาพที่สื่อถึงกันด้วยความอ่อนโยน นอบน้อมถ่อมตน ถ้อยทีถ้อยอาศัย และต่างทำหน้าที่ของตน ขณะสายน้ำเรื่อยไหลหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ หมู่ไม้ก็แผ่กิ่งก้านใบให้แมลงน้อยใหญ่ รับสัมผัสลูบไล้ของสายลมมานำพาละอองเกสรออกเดินทาง ขณะเดียวกัน ก้อนหินดินทรายก็เอื้ออ้อมอกให้แมกไม้ได้พึ่งพาอาศัยซับสายใยแห่งแสงตะวัน  

เราล้วนสัมผัสสื่อสารพลังชีวิตของกันและกัน สำหรับที่นี่ทั้งหมดล้วนมีชีวิต มีวิญญาณ สื่อสารกันตลอดเวลา

เราส่งต่อมิตรไมตรีถึงกันด้วยสิ่งเรากระทำ มิใช่ใช้เพียงวาจาที่สรรกล่าว 

ใช่จะหมายให้เธอยอมรับหรือทำความเข้าใจความเป็นไปบนโลกที่ฉันอาศัยเลย เพียงอยากบอกเธอว่า..สำหรับฉัน มิตรผู้ห่างไกลด้วยระยะเวลา 43 วันของเธอ มิเคยไกลไปจากเธอเลย แม้ไร้ถ้อยวาจาแต่ขอให้ทราบว่าทุกตัวอักษรของฉันเดินทางไปหาเธออยู่เสมอ

แล้วจะรอคอยการมาเยือนของความสุขเล็ก ๆ จากเธอ 

คำนึงหา
กรกฎาฯ มัธยม


เติมอ่าน >>

ลมปลายปีก : ม้าชรา

wing wind โอ..คิดจะมุดมุ้ง
มาเจอปุจฉาของท่านเข้า เห็นทีผ่านเลยมิได้

'ตั้งแต่เขียนมาถึงทุกวันนี้ทั่นคิดว่าจุดบกพร่องในการเขียนของข้าพเจ้ามีอะไรบ้างหรือทั่นรบกวนทั่นวิจารณ์ด้วยเถิด'

ข้าพเจ้าเห็นบางอย่างในลายอักขระท่าน (ตั้งแต่บทกวีโกกุแล้ว) เพียงข้าพเจ้าไม่ทราบว่าบางอย่างที่ว่าคืออะไร ได้แต่รอวันเวลาฝึกฝน รอท่านผ่านตัวอักษรทวีขึ้น กระทั่งบางอย่างที่ว่านั้นสำแดงตนออกมา

ข้าพเจ้าเชื่อว่าสำหรับเหล่าเรานักหัดเขียน จุดพร่องร่องพลาดย่อมมีเป็นสามัญ การหยิบยกขึ้นมาเอ่ยถึงอาจไม่เกิดผลดีเสมอไป เพราะตัวผู้หยิบยก (เยี่ยงข้าพเจ้าเอง) ก็ยังอ่อนด้อยมีหางอึ่งน้อยอยู่เพียงดุ๊กดิ๊กใช้กระดุกไปวัน ๆ

ข้าพเจ้ายังเชื่อว่า..สำหรับเหล่าเรา ขอเพียงเขียนให้จบเรื่อง เขียนให้มาก ตัวอักษรเหล่านั้นจะบอกเราเองในภายหลัง และขอเพียงเราเปิดใจ แก้ไขตัวเองตลอดเวลา ทักษะย่อมพัฒนาตามจำนวนอักษร

ข้าพเจ้าจึงมิบังอาจวิพากษ์วิจารณ์เนื้องาน (มาตรแม้นท่านจะขอมาก็ตามที) ที่พอกระทำคือหยิบจับประเด็นมาแลกเปลี่ยนปุจฉา-วิสัชนา เพื่อแตกมุมคิดมุมเห็น

เท่าที่ผ่านมา ข้าพเจ้าใคร่หยิบประเด็น 'เขียนประโยคละบรรทัด' ขึ้นมาขอให้ท่านพิจารณา ซึ่งสหายพี่สามที่เคารพได้กรุณาจัดการไปแล้ว ข้าพเจ้ามิบังควรกล่าวถึงอีก (แต่ก็อดมิได้)

ภาษากำลังภายในเป็นบทกวี ใช้ถ้อยคำแต่น้อยแฝงความหมายกว้างไกล

การเขียนประโยคละบรรทัด คล้ายบอกให้รู้ว่ากำลังเขียนบทกวี ข้าพเจ้าเองเมื่อแรกเขียน 'กระบี่ทลายฟ้า' ก็ใช้ประโยคละบรรทัด เนื่องเพราะง่ายต่อกระบวนการเรียงคำสร้างประโยค กระทั่งย่าหนุง (ที่เคารพรัก) กรุณาทักท้วง จึงได้ทบทวน แลพบว่าใช้ประโยคละบรรทัดเหมาะเฉพาะสำหรับบทกวี แต่ไม่เหมาะกับความเรียงหรือนิยาย เพราะการเรียงประโยคเช่นนั้นทำให้จังหวะการอ่านขาดห้วง เนื้อหาและอารมณ์ผู้อ่านไม่ปะติดปะต่อ บางจังหวะที่อารมณ์อ่านสมควรลงลึกด้วยตัวอักษรที่ต่อเนื่อง กลับต้องขาดช่วงเป็นริ้ว ๆ เพราะขึ้นบรรทัดใหม่

การใช้ย่อหน้าอย่างมีทักษะ รู้จังหวะเหมาะสม ใช้ให้เหมาะกับเหตุการณ์ เนื้อหา และอารมณ์ ย่อหน้าก็จะเป็นเครื่องมือเขียนที่ทรงประสิทธิภาพ (ขอให้ท่านดู 'เครื่องมือนักหัดเขียน' ในก้าวฯ)

สหายพี่ซาเสียว เอ้ย! เสี่ยว ได้กรุณาจัดเรียง 'กระบี่ขาวฯ' ขึ้นใหม่ เป็นรูปประโยคต่อเนื่อง ขอท่านลองเปรียบเทียบว่าจัดเรียงตัวอักษรสองชนิดให้อารมณ์อ่านแตกต่างอย่างไร?

ที่ข้าพเจ้ากล่าวมาทั้งหมดหาใช่ข้อสรุปว่าดีว่าถูกต้อง พญามังกรโบราณเองเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นขึ้นย่อหน้าใหม่แทบทุกประโยคสองประโยค ประสพความสำเร็จมาแล้ว (ซึ่งเราคงต้องศึกษารายละเอียดหากจะนำมาใช้)

จึงหามีอันใดเป็นข้อสรุป หวังเพียงหยิบยกขึ้นมาแลกเปลี่ยน ครุ่นคิด ใตร่ตรอง จากนั้นเราท่านย่อมรู้เลือก รู้ตัดสินใจของเราเอง

'ตั้งแต่เขียนมาถึงทุกวันนี้ทั่นคิดว่าจุดบกพร่องในการเขียนของข้าพเจ้ามีอะไรบ้างหรือทั่นรบกวนทั่นวิจารณ์ด้วยเถิด'

ผู้กล่าวถ้อยคำเยี่ยงนี้นับว่าเปิดใจ เต็มด้วยความนอบน้อมถ่อมตน ประดุจอาชาเปลี่ยวย่อกายก่อนทะยานไปข้างหน้า

ข้าพเจ้าเองก็หวังให้เป็นเยี่ยงนี้ เสียดาย สำนึกตนมิใช่อาชาเปลี่ยว เป็นเพียงม้าชราในคอกที่หัวใจหมายทะยานหมื่นลี้

คารวะ
o หวังซูดิลล์ o

@ ข้างถ้วยชาสำนักหนอน


เติมอ่าน >>

สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง : 7 นางฟ้า

1

ทิวเขาคลอฟากฝั่งคล้ายลอยเคลื่อนเลื่อนไหลไปอย่างต่อเนื่อง ทอดตามองแต่หาได้เห็น สายลมเย็นโบยตีจนต้องซุกตัวหลบในซอกพนักเก้าอี้ตัวหน้า กลิ่นบุหรี่เผามวนหวนคลุ้งอยู่ตลอดเวลา

อาจเพราะอากาศเย็นจัดรวมกับพิษของควันบุหรี่ อาการภูมิแพ้จึงก่อผลที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เริ่มปวดในกรามทั้งสองข้าง จากเล็กน้อยเมื่อแรก แล้วทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว จากกรามเพิ่มเป็นปวดในโพรงจมูก ปวดเข้าในสมอง รุนแรงจนคิดถึงยาระงับปวด แต่ในย่ามข้าพเจ้ามีแต่ยาหม่องกับยาสมานแผล

บ่ายแก่ไร้เงาแดด เสียงคลื่นน้ำคร่ำครางลั่นอยู่ในหู ลมยะเยือกพัดอู้ 

ริมฝีปากแห้งแตกเป็นแผ่น สูดลมหายใจผ่านความเจ็บปวดของโพรงจมูกอย่างลำบากยากเย็น จนต้องหืดลมหายใจทางปาก

ข้าพเจ้าเดินทางมาถึงตำแหน่งเวลาที่สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนรางลงทุกที

กวาดตามองผู้โดยสารหลายชีวิตร่วมลำเรืออย่างเลื่อนลอย

2

เรือออกจากท่าปากเบงมานานแล้ว กฎอีกข้อหนึ่งของการเดินทางก็คือ ให้ความเคารพผู้เป็นเจ้าของสถานที่ ใช่เฉพาะตัวตน หากยังหมายรวมถึงวิถีชีวิต วิธีคิด การนำความคุ้นเคยตามวิถีตนซึ่งแตกต่างไปจากเจ้าของสถานที่มาใช้หรือเปรียบเทียบเป็นสิ่งพึงหลีกเลี่ยง 

เมื่อรอนแรมเข้ามาในดินแดนที่เวลาเป็นเพียงประมาณกาล ความรับรู้เกี่ยวกับเวลาเป็นคล้ายวงกลมวงใหญ่ที่เส้นรอบวงอาจจะบีบเข้าหรือขยายออกสลับไปมามิอาจกำหนดแน่นอน ข้าพเจ้าไม่เคยเหลือบดูตัวเลขนาฬิการู้เพียงว่าหมายกำหนดการเรือจะออกตอนเช้า และช่วงที่ออกเดินทางคงเป็นใกล้เที่ยง

บังเอิญเดินลงท่าทันได้ร่ำลาครอบครัวชาวเรือที่นำนักเดินทางร่วมร้อยชีวิตหลบเกาะแก่งลำโขงใช้เวลาหก-เจ็ดชั่วโมงจากบ้านห้วยทรายถึงปากเบง

ข้าพเจ้าไหว้ลาพ่อของขอกับจอยและสัมผัสมืออำลาคนทั้งสอง ยืนมองเรือของพวกเขาถอยลำออกจากท่า จากนั้นจึงจับจองที่นั่งในเรือลำใหม่สำหรับอีกหกถึงเจ็ดชั่วโมงข้างหน้า

ยังคงเลือกทำเลเดิมคือทางขึ้นลงตรงส่วนหน้าของเรือนั่นเอง

คนอื่น ๆ คงคิดไม่ต่าง พวกที่นั่งเหยียดขาหากันจึงเป็นหน้าเดิม ๆ แทบทั้งหมด โดยเฉพาะคุณยายเรอเน่ เรียกได้ว่าแกนั่งที่เดิมเลยทีเดียว 

เรือทุกลำมีที่นั่งไม้แบบประกอบขึ้นง่าย ๆ มีที่นั่งหุ้มเบาะเพียงแถวสองแถวตรงส่วนหน้าถัดเก้าอี้นายท้าย  

ตั้งแต่ช่วงเรือลำแรกที่นั่งตรงนี้ถูกจับจองโดยโฮมไกด์สาวชาวลาวผู้ซึ่งกำลังนำสองสามี-ภรรยาจากเมืองเลสเตอร์(Leicester)ประเทศอังกฤษเดินทางอะราวด์ลาว (ออกเสียง เลสเตอร์ ตามคำบอกของคอลลินผู้สามี)

IMG_5495 โฮมพูดไทยชัดเจน คุยกับโฮมเผลอลืมคิดว่าคุยกับคนอีสาน อีกทั้งบุคลิกปราดเปรียวสนิทคนง่าย จึงแทบไม่รู้ตัวว่าเริ่มทักทายพูดคุยกันเมื่อไร รู้อีกทีเราพูดจาหยอกล้อราวคบหากันมาข้ามปี

เที่ยวนี้เป็นทริปใหญ่ครั้งแรกในชีวิตไกด์ของโฮม

เดินทางเข้าไทยไปรับสองสามี-ภรรยาที่สุวรรณภูมิ เที่ยวชมกรุงเทพฯโดยมีไกด์ไทยดูแล จากนั้นขึ้นเชียงใหม่ เชียงราย แล้วมาลงเรือเชียงของ-หลวงพระบาง และจะไปต่อจนสุดลาวใต้

คอลลินกับภรรยาทำกิจการรับออกแบบ-พิมพ์ตราสินค้าโดยใช้บ้านเป็นทั้งออฟฟิศและโรงงานเล็ก ๆ ของครอบครัว ทุกปีจะออกเดินทางหนีหิมะในช่วงคริสต์มาสถือเป็นช่วงพักผ่อนประจำปี

สองสามี-ภรรยาคุยกันน้อย โดยมากต่างคนเงียบมองทิวทัศน์

สองสาวเช็คฯ กำลังนั่งอ่านหนังสือ สองสาวสแกนฯบัณฑิตใหม่นั่งสเก็ตภาพจากกล้องผลัดส่งภาพไปมาพากันหัวเราะคิกIMG_5503

สามเกลอมอเตอร์ไซค์นั่งอัดบุหรี่มวนแล้วมวนเล่า ช่วงเรือลำแรกนายอ้วนใหญ่ลุกขึ้นไปดูดบุหรี่ที่ท้ายเรือบ่อย แต่เที่ยวนี้คงเพราะต่างพบความจริงว่าจำนวนคนดูดบุหรี่มีไม่น้อย เมื่อพวกผู้หญิงงัดบุหรี่ขึ้นมาพ่นควันฉุย นายอ้วนใหญ่ก็เลยไม่ต้องรักษามรรยาท นาวาลำนี้กลายเป็นเรือกลไฟไปโดยปริยาย

คุณยายเรอเน่วางหนังสือบนตักนั่งคุยอยู่กับหนุ่มอเมริกัน

พวกเราเหมือนนั่งอยู่ในโรงละครเคลื่อนที่ โดยมีทัศนียภาพป่าเขา ไร่ข้าวโพด แนวเกาะแก่งโขดหินสันทรายริมน้ำเป็นฉาก มีวิถีชีวิตผู้คนพื้นถิ่นสองฝั่งน้ำเป็นอุปรากรใหญ่เคลื่อนไหวไปมา

หลายครั้งที่ผู้แสดงได้เข้ามีส่วนร่วมอยู่ในแถวผู้ชมของโรงละครแห่งนี้ จนภาพขัดแย้งของการผสมกลมกลืนระหว่างตะวันตกกับตะวันออกเปล่งสีสันหลากอารมณ์

IMG_5446

เพินประคองทารกน้อยไว้กับอก ภรรยาที่เพิ่งคลอดเมื่อวานตามมาไม่ห่างตัว ทั้งสองกำลังเดินทางกลับหมู่บ้าน ทันทีที่เพินนั่งลงหนูน้อยก็กลายเป็นดาราขวัญใจช่างภาพ เหนือหาดทรายชายน้ำ  จำนวนเพื่อนบ้านที่มาคอยรับดูราวยกกันมาทั้งหมู่บ้าน ทันทีที่เพินก้าวลงบนหาดก็รุมรับขวัญสมาชิกใหม่กันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เด็กเล็ก ๆ พากันวิ่งตามขบวน..baby  รอยยิ้มของเพินใสซื่อไม่ต่างทารกน้อยในอ้อมอก

จำปาหนุ่มนักศึกษาวิทยาลัยพละปีสุดท้ายนั่งฟุบหลับกับซอกแขน กำลังเดินทางไปวิทยาลัยในเวียงจันทน์สานต่อความฝันจะกลับมาเป็นครูพละที่โรงเรียนบ้านเกิด

ที่นั่งถัดจากจำปาเป็นชาวถิ่นชายหญิงสามสี่คนพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ ฟังความว่าย้ายที่ทำงานจะไปรับจ้างเป็นคนงานโรงเลื่อย ไปทั้งยังไม่รู้ว่าจะได้ค่าจ้างเท่าไร พวกเขาขนข้าวสารอาหารแห้งใส่กระสอบขึ้นมาวางเต็มช่องทาง พื่นที่เราใช้เหยียดขากลายเป็นแออัดจนแต่ละคนต้องนั่งงอเข่าพับขาขยับกายแทบไม่ได้ 

ยังมีคุณแม่ลูกอ่อนผูกอู่ทารกน้อยไว้กับอก หอบลูกชายหญิงวัยไล่เรียงสามขวบสี่ขวบห้าขวบอีกสามคนขึ้นมา นำความโกลาหลให้พวกเราต้องตาค้าง ทั้งฉี่ ทั้งอาเจียน ประเดี๋ยวคนโน้นปวด ประเดี๋ยวคนนี้ปวด จะไปห้องน้ำข้างหลังทีต้องยกขบวนให้อลม่านที่สุดก็ฉี่กันข้างกราบเรือนั่นเอง

3

กลิ่นบุหรี่หึ่งไปทั่ว

ข้าพเจ้าเหลียวมองในลำเรือด้วยสิ้นหวัง ไม่รู้จะไปหลบอยู่ตรงไหน ยามนี้พวกฝรั่งเกินครึ่งนั่งพ่นควันบุหรี่เหมือนไม่มีอะไรจะทำ บางคนนั่งอ่านหนังสือพลางมือคอยป้อนบุหรี่เข้าปาก บางคนนั่งพ่นควันปล่อยสายตาออกไปทอดท่องตามเนินเขาชายน้ำ 

ทางท้ายเรือเป็นที่รวมของพวกดูดบุหรี่ ด้านหน้าก็แออัดยัดเยียดจนไม่อาจขยับตัว แม้แต่คอลลินแขกของโฮมก็ดูดบุหรี่ 

ข้าพเจ้าทอดอาลัย ไม่น่าเชื่อว่าอยู่ในเรือที่กำลังแล่นแท้ กลับไม่มีที่ให้หลบควันบุหรี่

คิดไปว่ารอสักครู่แรงลมคงพัดควันจางหาย หรือไม่พวกเขาก็คงหยุดเมื่อหมดมวน จากนั้นอาการคงจะดีขึ้น

การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น ดูเหมือนพวกเขาจะกลายร่างเป็นปีศาจนิโคตินเบ้าตากลวงโบ๋ มีควันดำพวยพุ่งเข้าโพรงจมูกบี้แบนลึกเข้าในกะโหลก แล้วพ่นผ่านซอกฟันแหว่งวิ่นเต็มด้วยคราบเกรอะกรังอย่างไม่มีวันหมดสิ้น

อีกเพราะด้านหน้าของเรือเป็นบานกระจก ไม่มีประตูเปิดให้อากาศพัดผ่านเข้ามา ลมภายนอกจึงผ่านแต่ด้านข้างเกิดอากาศนิ่งขึ้นบริเวณด้านหน้าที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ ซ้ำเป็นอากาศผสมควันนิโคตินเข้มข้น

ยามนี้ความเจ็บปวดในโพรงจมูกรุนแรงลามถึงขมับทั้งสองข้าง ต้องเอามือกดไว้ ข้าพเจ้ายื่นหน้าออกจากตัวเรือ อ้าปากรับลมที่พัดผ่าน แต่ลมเย็นจัดเหมือนจะยิ่งทวีความเจ็บปวดในสมอง เสื้อสามชั้นดูเหมือนไม่เพียงพอรักษาความอบอุ่นให้ร่างกาย สูดหายใจได้ไม่เต็มปอด 

คล้ายร่างกายกำลังคัดค้านการหายใจเข้า

ดวงตาข้าพเจ้าพร่าเลือน

ในช่วงเวลาล่วงเข้าดินแดนที่ไม่อาจช่วยเหลือตัวเอง ใจประหวัดถึงความตาย หรือเพราะข้าพเจ้าพาตัวเองเข้ามาอยู่ในอุณหภูมิที่ร่างกายไม่อาจทานทน พอดีถูกรมด้วยควันบุหรี่อาการภูมิแพ้ในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจึงแสดงออก อีกหลายชั่วโมงกว่าเรือจะถึงหลวงพระบาง หากอาการกำเริบขึ้นจนสุดวิสัย คิดถึงภาพปลายทางของอาการภูมิแพ้ที่รุนแรงคือร่างกายหยุดทำงาน..หรือข้าพเจ้าเดินทางมาถึงปลายทางแล้ว..  

หากโชคดีประคองสังขารไปถึงหลวงพระบาง ถึงตอนนั้นยังจะพอมีสัมปชัญญะช่วยเหลือตัวเองหรือไม่

ความวิตกกังวลไม่อาจรบกวนจิตใจมากไปกว่านี้ เพราะสมองหยุดทำงานเสียแล้ว

สัตว์ร้ายที่กัดแทะเยื่อสมองอยู่ตอนนี้ก็คือความเจ็บปวดระดับซึ่งเข้าใจได้ว่าความตายจากทนพิษบาดแผลไม่ไหวเป็นอย่างไร...บางครั้งความตายอาจไม่ใช่อะไรอื่น นอกไปจากปฏิกริยาของร่างกายที่หวังช่วยให้เราหยุดความเจ็บปวด       

ข้าพเจ้าห่อตัว หายใจทางปาก กวาดตามองไปทั่วลำเรือแล้วยื่นหน้าพิงเสาเก๋งพยายามเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าในร่างกายเท่าทำได้ ความเจ็บปวดทวีขึ้นจนสมองแทบระเบิด

4

แว่วเสียงจากด้านข้าง

"เป็นอะไรหรือเปล่า?"

ข้าพเจ้าเบือนหน้าไปอย่างเชื่องช้า ขยับริมฝีปากที่ไม่อาจหุบลงให้สนิท บอกเล่าสภาพที่เป็นอยู่ ดวงตาพร่าเลือนไม่อาจจำแนกแยกแยะภาพตรงหน้า เธอนั่งอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา ไยข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเธอมาก่อน

เล่ายังไม่จบความ ข้าพเจ้าสูดอากาศเคล้าควันบุหรี่ในตัวเรือไม่ได้ ต้องหันยื่นหน้าออกภายนอก เธอลุกหายไปสักครู่ กลับมาพร้อมน้ำอุ่นในถ้วยกาแฟยื่นตรงหน้า

"ขอบคุณครับ"

ข้าพเจ้ารับไว้ ค่อย ๆ จิบ ไอร้อนช่วยให้ริมฝีปากแห้งผากคืนชื่นชุ่ม เธอรอจนข้าพเจ้าดื่มน้ำอุ่นหมดแก้ว

"เอาอีกมั้ย?"

"ไม่ครับ..ขอบคุณ" คิดจะช่วยตัวเอง

"เอาถุงนอนห่มสิ" เธอบอก

ข้าพเจ้าจึงคิดขึ้นได้ว่ายังมีถุงนอนที่พกสะพายไหล่ จึงคลี่ออกมาห่อตัวโผล่แต่จมูกกับปาก เธอมองสภาพข้าพเจ้าแล้วยิ้ม หยิบแก้วเดินไปที่ท้ายเรือ สักพักกลับมาพร้อมน้ำอุ่นอีกแก้ว น้ำหมดแก้วสอง อาการเจ็บในโพรงจมูกค่อยทุเลา แล้วเลือนหายไปช้า ๆ

ข้าพเจ้านั่งห่อตัวอยู่อย่างนั้นจนร่างกายคืนปกติ

5

โรงละครเคลื่อนที่ยังคงลอยเลื่อนเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ หลากชีวิตผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นลง หลายชีวิตยังคงนั่งประจำที่ดวงตาจ้องไปข้างหน้ารอคอยเวลาถึงจุดหมายปลายทาง 

จนแสงบนเวทีเริ่มหรี่ลงรำไร เรือจึงเคลื่อนเข้าเขตอาคารบ้านเรือน 'หลวงพระบาง' ดินแดนประจุบันสมัยที่ยังอวลกลิ่นอายอดีตกาลปรากฎอยู่ตรงหน้า

ตำนานสร้างเมืองเก่า ๆ มักบอกว่ามีเทวดา ไม่ก็ฤาษีทรงฤทธิ์มานิรมิตเมือง ข้าพเจ้าไม่เคยอ่านตำนานประวัติสร้างเมืองหลวงพระบาง แต่หากให้เดาคงมีเทพยดามาประจงสรรค์สร้างและปกปักรักษา เพราะยินว่าวิถีชีวิตผู้คนกับความเป็นเมืองเก่ายังอยู่ยงมาจวบทุกวันนี้

ที่คิดเช่นนั้น หาใช่เพราะข้าพเจ้าสังกัดลัทธิบูชาองค์เทพ บวงสรวงรุกขเทวดา หรือสับสนยกเอาตำนานปรำปรามากล่าวอ้างเสียเป็นจริงจัง

เพียงบางครั้งข้าพเจ้าก็เชื่อว่า 'นางฟ้า' มีจริง ? ●

IMG_5497 IMG_5500 IMG_5499
IMG_5501 IMG_5505



เติมอ่าน >>

อหังการ์ล่าผ่าปฐพี : หมู่บ้านสนธยา 5-6-7

ahangar3

5

จันทร์เสี้ยวเลื่อนลอยลงต่ำ
ดวงดาราระยิบเกลื่อนฟ้า
สายลมราตรียะเยียบแผ่วพัด

กองไฟลุกโชติ เหล่าดรุณีแต่งกายรัดกุมนั่งล้อมวงสนทนา คนจรแหวกม่านเดินผ่านประตูออกมาหยุดยืนเหลียวซ้ายแลขวา เหล่าดรุณีคว้าอาวุธถลามารายล้อม คนจรสีหน้าเฉยเมย


เติมอ่าน >>

อหังการ์ล่าผ่าปฐพี : หมู่บ้านสนธยา 3-4

ahangar3

เสียงนั่นทั้งอ่อนหวาน ทั้งเปี่ยมพลังอำนาจ ผู้กล่าวสวมอาภรณ์สีม่วงสดใสคลุมทับด้วยแพรม่วงอ่อนบางเบาเผยผิวเนื้อบริเวณหน้าท้องนวลเนียน นางกล่าวจบเหล่าดรุณีที่เหลือชักอาวุธกรูเข้ารายล้อมคนแปลกหน้า


เติมอ่าน >>

The Note book : ผีเสื้อ..ดอกไม้..นิยาย..และสายลม

อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านสาย

เก็บความยินดีใส่ขวดโหล่แช่อิ่มเสียหลายวัน เนื่องเพราะครุ่นคิดปะติดปะต่อเรื่องที่เริ่มไว้ไม่ลงตัว ไปทางโน้นก็ไม่ดีมาทางนี้ก็ไม่งาม มิพักกล่าวถึงเนื้อหาที่ยังไม่รู้หน้ารู้หลัง กระทั่งฉายานามพวกเขาเหล่านั้น ข้าพเจ้าก็ยังไม่รู้จักสักรายชื่อ

กระทาชายนายสตีวี่ผู้รจนา On Writing เล่มเล็ก ๆ ให้หนอนน้อยอย่างเราท่านได้เข้าใจกระบวนการเขียนเสียยิ่งกว่าตำราว่าด้วยการประพันธ์หลายร้อยหน้า เอ่ยอ้างไว้ว่า 'การเขียนเป็นคล้ายขุดวัตถุโบราณ จะต้องค่อย ๆ แซะหน้าดินออก โดยที่ยังไม่รู้ว่าข้างใต้เป็นอะไร ค่อย ๆ ปัด ๆ แซะ ๆ ไปเรื่อย ๆ รูปร่างจะปรากฏขึ้นมาช้า ๆ'

บั้นต้นข้าพเจ้าค่อนข้างเห็นคล้อย

ด้วยเพราะหลายครั้งคล้ายเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เขียนดุ่มมาไม่รู้เลยว่าเรื่องราวข้างหน้าเป็นอย่างไร (ดังท่านเห็น โดยมากถอดใจหยุดขุดเสียกลางคันเพราะเริ่มขุดไม่ลง ความสนุกเมื่อเริ่มลงมือชักหดหาย) อีกการที่ได้สัมผัสวัตถุแข็ง ๆ ใต้ชั้นดิน เพียงปัดผงดินออกเบา ๆ พบผิววัตถุก็เร้าความสนใจใคร่รู้ว่าเป็นอะไร? รูปร่างอย่างไร? เล็กใหญ่แค่ไหน? การได้สัมผัสได้มั่นใจว่ามีวัตถุอยู่ใต้ผิวดิน ช่วยกระตุ้นเรี่ยวแรงในการลงมือขุดมิน้อย

ต่อมาข้าพเจ้าคิดเห็นไปทางต่าง รู้สึกคล้ายวัตถุที่ว่ามิใช่ของแข็งเลย

กลับเป็นคล้ายน้ำ เป็นของเหลวที่สามารถเปลี่ยนรูปทรง ยากควบคุม ประกอบขึ้นด้วยพื้นผิวที่บอบบางถูกทำลายโดยง่าย น้ำที่คิดว่าเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างก็พานสูญหาย

มาบัดนี้ ข้าพเจ้าเพิ่งเข้าใจว่าที่พ่อเจ้าประคุณยอดชายนายสตีวี่กล่าวเช่นนั้นเป็นทัศนะของช่างอักขระที่ทักษะอยู่มือ หยิบจับอุปกรณ์ชิ้นใดสามารถใช้งานได้ดังใจ วัตถุโบราณใต้ชั้นดินจึงเป็นของแข็ง ไม่เปลี่ยนรูปทรงเหลวไหลกระทั่งซึมเซาะผิวดินสูญหายไปเยี่ยงนายช่างน้อยมือต๊อกต๋อยอย่างข้าพเจ้าลงมือขุด

โบราณวัตถุที่ว่าจะเป็นสถานะใดคงขึ้นกับทักษะผู้ขุด เมื่อสั่งสมประสบการณ์มากขึ้นการขุดก็คงกระทำโดยปราณีตละเอียดลึกซึ้งขึ้น ใช้อุปกรณ์คล่องมือขึ้น วัตถุโบราณที่ได้ก็จะไร้ริ้วรอยแตกหัก เป็นวัตถุโบราณชิ้นสมบูรณ์ยืนอวดโฉมต่อสาธารณะชน บอกเล่าเรื่องราว แลกเปลี่ยนสุนทรียรสกับผู้คนที่หยุดชม

ทักษะที่ว่าไม่มีทางใดเลยได้มา นอกไปจากลงมือขุดครั้งแล้วครั้งเล่า ล้มเหลวหนแล้วหนเล่า ขุดโดยไม่หยุดหย่อนย่อท้อ

ฝึกเขียนนิยายจบหนึ่งเรื่อง ผ่านเรื่องราวมากหลายเหลือเกิน ผ่านอุปสรรคตั้งแต่ท้องหิวเกินไปจนถึงอิ่มเกินไป ผ่านเหตุวิปริตแปรเปลี่ยนของโลก ของชะตากรรม ยังต้องต่อสู้กับทักษะจำกัดจำเขี่ยของพลังสร้างสรรค์ที่ยังไม่เข้ารูปเข้ารอย นำตัวละครเดินทางไปต่อไม่ได้ คิดอย่างไรก็ไม่ออก กระทั่งบางครั้งแทบเอาหัวพุ่งชนก้อนเต้าหู้ เฝ้าถามตัวเองว่าเมื่อไรความทุกข์ทรมานแสนสุขนี้จะจบสิ้นเสียที

ครั้นถึงบรรทัดสุดท้าย เขียนคำ 'จบ' ลงที่กลางหน้า ย้อนกลับดูหลายหมื่นตัวอักษรที่ร่วมทางกันมา

โบราณวัตถุชิ้นหนึ่งถูกหยิบยกขึ้นจากผิวดิน บัดนี้สามารถมองเห็นเป็นรูปทรง พลิกซ้าย-ขวา พินิจพิจารณา อุ่นไอดินอยู่ในอุ้งมือ พลังอุตสาหะวิริยะทั้งมวลซุกซ่อนอยู่ภายใน ยังเหลือเศษดินที่ฝังเกาะในร่องลึกของรายละเอียดที่จะต้องปัดเป่า งานนี้ยังต้องใช้เวลาอีกระยะ ต้องอาศัยความละเอียดสุขุมอีกระดับ

ที่สำคัญคือความคุ้นเคยทำให้เรามองข้ามรายละเอียด จึงจำต้องใช้สายตาคนแปลกหน้าพิจารณา เก็บชิ้นวัตถุที่ได้ใส่ลิ้นชักล็อกกุญแจหันไปลงมือขุดชิ้นต่อไปคั่นเวลา ลืมมันสักระยะ จนเมื่อกลับมามองด้วยสายตาเหมือนพบกันครั้งแรก จึงลงมือปัดเป่า ขัดเกลารายละเอียด

โบราณวัตถุก็จะเปล่งประกายพร้อมนำอวดสายตาผู้คน

นายสตีวี่แสดงให้เห็นธรรมชาติและความสัมพันธ์ระหว่างนิยายกับคนเขียน ผ่านหนังสือเล่มเล็ก ๆ ให้คุณประโยชน์กับนักหัดเขียนมากมายก็จริง แต่มิใช่ตำราเขียนนิยาย ไม่สามารถทำให้ใครเขียนนิยายได้

ตำราเขียนนิยายที่แท้ยังคือ เขียนนิยายให้จบสักเรื่อง

หลักเขียนทุกอย่างบรรจุอยู่ในนั้น ทุกบททดสอบ ทุกข้อข้องใจ ทุกคำถาม ทุกคำตอบ เป็นคู่มือเขียนชั้นดี กระทั่งถึงบรรทัดสุดท้าย หลักสูตรว่าด้วยการเขียนนิยายเป็นอันจบครบกระบวนความ

ยังมีนักอยากเขียนอีกมากที่เพียงแต่อยากไม่เคยลงมือเขียน ยังมีนักหัดเขียนอีกหลายที่มุ่งเพียรหัดแต่ยังไม่สามารถจบนิยายสักเรื่อง กระทั่งนักเขียนมือรางวัล มืออาชีพบางท่านก็ยังมีความฝันอยากได้นิยายของตัวสักเล่ม จนแล้วจนรอดยังไม่อาจเขียนให้จบสักเรื่อง

ท่านเดินทางมาถึงที่หมายแล้ว มีนิยายของตัวเองแล้ว (ข้าพเจ้าไม่สนใจเรื่องตีพิมพ์นะ ในทัศนะข้าพเจ้าตีพิมพ์เป็นเรื่องของช่างพิมพ์ไม่ใช่เรื่องของช่างเขียน) สำหรับกับข้าพเจ้าจากนี้ไปท่านคือ 'นักเขียน'

ข้าพเจ้าชมชอบท่านที่เปิดใจกว้างพร้อมรับรู้ ถ่อมตน ไม่อวดโอ่เป็นน้ำล้นถ้วย (ทั้งที่มีดีให้อวด) ถึงท่านจะพยายามมุดลงใต้ดินย่ำยีตนเองให้เป็นไส้เดือนกิ้งกือ ข้าพเจ้าก็ยังเห็นท่านเป็นผีเสื้ออักษรที่โบยบินด้วยปีกอันแข็งแรง ผสมเกสรให้ดอกไม้อักษรผลิดอกผลเติบโตต้นแล้วต้นเล่า

แน่ล่ะ..

ข้าพเจ้าจะเอื้อมมือเด็ดผลไม้นั่งเคี้ยวอยู่โคนต้น ยลชมผีเสื้ออักษรแสนสวยบินวน ยลชมอย่างสบายอารมณ์ยิ่ง  

ริมน้ำ เงาไม้ และสายลม
ธุลีดิน


เติมอ่าน >>

อหังการ์ล่าผ่าปฐพี ตอน หมู่บ้านสนธยา

ahangar3

1

ม้าดำเหยาะย่างเชื่องช้ากวัดแกว่งหางไปมา ปลายจมูกเปียกเยิ้ม ส่งเสียงฟึดฟัดตลอดเวลา ผู้ขับขี่นั่งหลังงอร่างส่ายโงน มือกุมสายบังเหียนแนบแน่น สายลมสนธยากระโชกชักนำผงฝุ่นปะทะใบหน้า คนจรยกมือป้อง ร่างเสียหลักเกือบตกหลังม้า ม้าดำหันมองก่อนย่ำเท้าต่อ 

ถนนฝุ่นทอดยาวไปยังหมู่บ้าน สองข้างทางเป็นกอหญ้าแห้งแกร็นจรดสันเขาขอบฟ้า เห็นเงาไม้ใหญ่เหลือแต่กิ่งก้านยืนโดดเดี่ยวในแสงสีสนธยา เสียงลมครางอู้พัดกลุ่มหญ้าลมกลิ้งตัดถนน

คนจรดึงสายบังเหียน ม้าดำหยุดยืนเขี่ยเท้าสะบัดหน้าส่งเสียงฟึดฟัดเหมือนไม่พอใจ เสาไม้ใหญ่สึกกร่อนเป็นร่องลึกตระหง่านสองข้างทาง 


เติมอ่าน >>

อหังการ์ล่าผ่าปฐพี : อาคันตุกะวิกาล

ลมวิกาลกรรโชก
เสียงหวีดหวิวกรูเกรียวราวภูตคร่ำวิญญาณครวญ
ใบไม้แห้งปลิวคว้างไร้ทิศทางคล้ายแมลงราตรีลอยว่อนตามแรงลม
แสงเล็ดลอดจากกระท่อมน้อยดูไปดุจปีศาจรัตติกาลวูบไหวอยู่ในเงามืด


เติมอ่าน >>

บันทึกอักษรกระบี่ : ก่อนวันประลองยุทธ์

สหายร่วมแนวที่เคารพรัก

ผู้น้อยขออนุญาตใช้พื้นที่ลานสำนักแลกเปลี่ยนทักษะกระบี่กับจอมยุทธ์มุกมังกรท่านกาโม่หวังสักสามสิบกระบวนท่า ใช้เวลาสามสิบวัน หนึ่งกระบวนท่าแทนด้วยอักขระหนึ่งตอน

สหายรู้ใจไม่ประมือมิพบพาน ประลองกระบี่ใช่หวังผลแพ้ชนะ เพียงหวังความสำราญของการแลกเปลี่ยนกระบวนยุทธ เมื่อจบประลองหากต่างได้นิยายกำลังภายในสั้น ๆ คนละเรื่อง นั่นนับเป็นที่ประโลมใจแล้ว

ฝึกฝนจารอักขระ กับทักษะภาษานับเป็นเรื่องแสนเข็ญ กลับมิสู้ฝึกวินัยที่สามารถนั่งลงเขียนได้ตรงเวลาประจำวัน แต่สิ่งที่ยากเย็นเข็ญใจยิ่งกว่ากลับเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่จะค้นพบเรื่องราวชวนเขียน นำพาเนื้อหาดำเนินไปอย่างน่าสนใจ ชวนติดตาม และสมจริงสมจังมีเหตุมีผลสอดคล้องรองรับกันไปตลอดทั้งเรื่อง

ทั้งสามเสมือนด่านทดสอบผู้ฝึกยุทธ์

ข้าพเจ้าเองยังไม่ผ่านสักด่าน ยังล้มลุกคลุกคลานฝึกแล้วฝึกเล่าเรื่อยมา 'อหังการ์ล่าผ่าปฐพี' (ตอนตั้งชื่อนั่งขำตัวเอง ว่าตั้งชื่อได้เสร่อเหมาะกับใบหน้าตนแท้) นี้ เกิดขึ้นโดยเหตุที่ท้าประลองท่านหวังไปแล้วตัวกลับคิดไม่ออกสักเรื่อง กระทั่งถึงวันประลอง ท่านหวังกรุณาประทานสองกระบวนท่า ได้แต่ใช้ศีรษะรับไว้ก่อน แต่หากขืนปล่อยเช่นนี้ ศีรษะข้าพเจ้าคงบวมปูดมิต่างลูกมะกรูดเป็นแน่ จึงเร่งเข่นเค้นขี้เลื่อยในขมองออกมา

'อหังการ์ล่าผ่าปฐพี' ยังไม่เป็นนิยายอันใด กระทั่งต้นร่างก็ยังมิอาจนับ เนื่องเพราะข้าพเจ้าเองไม่รู้แน่ว่าเรื่องราวเป็นเช่นไร มีอะไรอยู่ที่หุบเขาหัวกะโหลก? จอมยุทธ์หน้าบากนั่นจะไปทำอะไร? รอยแผลเป็นได้มาจากไหน? มุกนั่นซ่อนนัยใดไยเฒ่ากร้านโลกจึงรีบหดมือ ล้วนเป็นสิ่งข้าพเจ้าจะต้องขบคิดต่อไป

นิยายอาจเหมือนชีวิตผู้คน บางคนเกิดมาพร้อมทุกอย่าง หนทางชีวิตราวปูด้วยกุหลาบไร้หนาม กับบางคนชีวิตพลิกผันไม่อาจคาดคำนวณ ขาดแทบทุกอย่าง  ที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวนั่นคือชีวิต ชีวิตที่ต้องดำเนินไป 

'อหังการ์ล่าผ่าปฐพี' นับเป็นอย่างหลัง เป็นชีวิตไม่รู้ทิศรู้ทาง เป็นบทเริ่มที่ยังไม่รู้จะไปได้ถึงไหน ตลอดรอดฝั่งหรือไม่  

กับความสวยงามของชีวิตย่อมไม่สมควรเทียบเปรียบวัด ยังคงความงามเท่าเทียมกัน แต่กับความเร้าใจชวนติดตาม ชีวิตอย่างหลังน่ามีภาษีอยู่บ้าง..จริงหรือไม่?

ประลองยุทธ์ใช่เพียงเจตนาประมือท่านหวังโดยเฉพาะ หากสหายร่วมแนวท่านใดเมตตาติดตามย่อมเป็นกำลังใจ แลหากเข้าร่วมแลกเปลี่ยนทักษะยุทธ์ด้วยนิยายฝึกเขียนสั้น ๆ สักเรื่อง ก็จะยิ่งเพิ่มบรรยากาศน่าสนใจ สองจอมยุทธ์ต๊อกต๋อยแห่งสำนักหนอนย่อมมีความยินดี

ไม่สามารถยืนยันว่าจะนำพา 'อหังการ์ล่าผ่าปฐพี' ไปจนจบเรื่อง ครบสามสิบวันสามสิบตอนหรือไม่ ผู้น้อยจะพยายามก้มหน้าก้มตาใช้เคล็ดวิชาปาทังก้าโดดปลายข้าว กวัดแกว่งกระบี่ที่ละกระบวนท่าอย่างสุดกำลังหางอึ่ง ขอท่านหวังอย่าได้ออมมือ

น้อมคารวะ
งมจันทร์กลางนที


เติมอ่าน >>

บันทึกอักษรกระบี่ : ฝึกฝนค้นหา

ว่าด้วยสยามยุทธภพสวัสดิ์ขอรับท่านสายที่เคารพเทอดทูนบูชา

ขอบคุณสำหรับหัวเรื่องชักชวนสนทนา ทีแรกคิดเก็บไว้ให้พ้นช่วงเตรียมฝนกระบี่ แต่ฉุกคิดขึ้นว่าไหน ๆ ถึงวันนี้ ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย นั่งคุยกะท่านหัวข้อ 'ว่าด้วยสยามยุทธภพ' ก็คงเป็นการดีเผื่อกองขี้เลื่อยจะได้รับกระตุ้น ผุดอะไรบางอย่างออกมาบ้าง

เช่นเดียวกับทุกครั้ง

ก่อนต่อปุจฉาท่านผู้น้อยต้องล้วงเอาเชี่ยนหมากอักษรที่ท่านแหมะไว้มานั่งพินิจพิจารณา จากนั้นเข้าสมาบัติ เอาปฐมญาณเป็นฐาน ทุติยญาณเป็นลำต้น แลตติยญาณเป็นปลายยอด ยังมีรูปฌาณเป็นเอก อรูปฌาณเป็นโท บ่นปากบริกรรมอีกสักสองสามกถา กว่าจับเค้าว่าท่านถามอะไรไว้บ้าง

เป็นเพราะทุกครั้งล้วนยิงแบบออโตเมติก มาเป็นชุดจนผู้น้อยรับกระสุนแทบไม่ทัน

คำถามท่านตรงกระด-อ-งใจนัก (คำนี้ศิษย์พี่ท่านอ้ายมักคักคัก) ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งข้าพเจ้าเคยพยายามหาคำตอบให้ตัวเองเมื่อครั้งแรกจับกระบี่กวัดแกว่งสำแดงเคล็ดวิชาปาทังก้าโดดปลายข้าว หวังสร้างชื่อระบือสยามยุทธภพ

อ่านมาน้อย..มิพักกล่าวถึงเลียดก๊ก สามก๊ก ความรักในหอแดง กำลังภายในยุคหลัง ๆ กระทั่ง 'มังกรหยก' ที่ดังกระฉ่อนข้ามฟ้าบูรพา ข้าพเจ้าก็ไม่เคยแม้ผ่านขี้ตา มีอยู่บ้างงานยุคหลังของท่านธรรมดาดั่งทองกิมย้ง คือกระบี่เย้ยยุทธจักร นั่นเป็นเพราะเคยดูหนัง ติดใจเพลงและรักชอบหลินชิงเสียเป็นนักหนา จึงได้สัมผัสลีลาสำนวนจับแล้ววางไม่ลงของท่าน รวมกับเล่มบาง ๆ ของท่านพญามังกรโบราณโก้วเล้งอีกไม่กี่เรื่อง เลือกอ่านเฉพาะเล่มสองเล่มจบ เนื่องเพราะอ่านหนังสือช้า ช้าเป็นที่สุด กับเจ็ดแปดเล่มสิบเล่มจบจึงไม่เหมาะกับเต่าน้อยด้วยประการทั้งปวง

ความรู้ภาษาจีนแค่เจ็กหนอซา มีวัตถุดิบเพียงกล่าวมาข้างต้น ไฉนคิดการใหญ่อาจหาญเขียนนิยายกำลังภายใน?

เป็นเพราะหลงรักสำเนียงภาษาหัวปักหัวปำ โดยเฉพาะท่วงทำนองลีลาภาษาของท่านพญามังกรโบราณ (และต้องแปลโดยมังกรคู่ น.นพรัตน์ เหมือนคู่บุญ สำนวนแปลขับพลังอักษรพญามังกรเจิดจ้าอลังการถึงที่สุด)

ท่านโก้วเล้งใช้สำนึกกวีสอดร้อยถ้อยภาษา หยดเลือดที่เคยสาดนองยุทธภพกลายเป็นบุปผาโลหิตคลี่กระจาย  กระบี่ที่เคยซุกคมในฝักกลับเก็บซ่อนอยู่ที่ใจ

ครั้งหนึ่งในกลิ่นร่ำน้ำข้าวหมักรำไร สหายเที่ยงแท้ปรือตาส่งสำนวนล้อสำเนียงโดยสำคัญตนไปว่าคือจอมยุทธ์กรุ้มกริ่มทิ้งความหอมชอลิ่วเฮียง

"สหายชมชอบนิยายกำลังภายใน?"

ข้าพเจ้าพยักหน้าตอบโดยมือยังสาละวนอยู่กับวารีกระด้างเปลือยในภาชนะรับลมอ่อน

"ไยสหายจึงนิยมชมชอบกำลังภายใน?" จอมยุทธ์ตาเยิ้มถามสืบไป

"ห้าประการ" ข้าพเจ้าตอบ

ทิ้งความหอมริมขวดสุราเอนหลังคอยฟัง

"เนื่องเพราะกำลังภายในมีคุณธรรมน้ำมิตร" จอมยุทธ์หนุ่ม (ตอนปลาย) ผงกศีรษะ คล้ายพึงพอใจ ข้าพเจ้ากล่าวต่อ

"สำนวนภาษากระชับเหมือนเพลงกระบี่ที่ฉับไว" ข้าพเจ้าไม่ได้เหลือบมอง ด้วยน้ำอำมฤตในแก้วบังตา จากนั้นกล่าวอีกว่า

"เพราะกำลังภายในมีความรัก" จอมยุทธ์หนุ่มส่งประกายตาเหลือบมองโฉมงามนั่งข้าง

"มีปรัชญาชีวิต" ข้าพเจ้ากล่าว "และกำลังภายในมีบทกวี"  

ทิ้งความหอมแสดงสีหน้าพึงพอใจ ข้าพเจ้าเองหาได้มั่นใจว่าได้กล่าวออกไปหมดสิ้นกระทงความหรือไม่ อาจยังมีอีกบางประการหลงเหลือ เพียงนั่นคือทั้งหมดที่คิดได้ในช่วงการเดินทางผ่านวารีกระด้างเปลือยจากปริ่มปากถึงก้นแก้ว

มาตรแม้นมีเพียงห้าข้อ แต่ทั้งหมดนี้ย่อมควรค่าที่จะเขียนถึง..หรือมิใช่?

แต่จะเขียนเยี่ยงไร?

วรรณกรรมย่อมเกิดจากราก หากไร้รากก็คงมิต่างกาฝากแปลกปลอมที่หวังเพียงเลื้อยพันยอดไม้ใหญ่ หาความงามหรือประโยชน์ใดมิมีเลย

ที่ข้าพเจ้ามีคือ 'ใจรักสำนวนภาษา' ที่ไม่มีคือความรู้ประวัติศาสตร์ชนชาติจีน สภาพสังคม สภาพชีวิต วิธีคิด ความรู้ภาษาจีน วรรณคดีจีน ด้อยกระทั่งประสบอ่านนิยายกำลังภายในยุคเก่าดังเรียนไว้ข้างต้น (ดูเหมือนมีเพียงข้อเดียวที่เหลือล้วนไม่มีเสียสิ้น)

เป็นความจริงอย่างยิ่ง คนผู้หนึ่งหากฝักใฝ่หาความรู้ทางใดทางหนึ่งด้วยใจแน่วแน่ ย่อมมีวันบรรลุเอกทัตคะในสักวัน

เพียงข้าพเจ้าตระหนักความจริงอีกประการหนึ่ง

เราไม่มีวันซึมซับความเข้าใจถึงรากเหง้าหากมิใช่ศึกษาด้วยใช้ชีวิตคลุกคลี  หากฝืนกระทำก็คงไม่ต่างฝรั่งสวมชฎาบรรจงพนมมือไหว้ด้วยกริยาอ่อนโยน มองอย่างไรยังคงแข็งเป็นตอไม้ คิดฝึกท่วงท่าอย่างไทยยังคงต้องใช้ชีวิต ศึกษาวิธีคิดอย่างไทย จนกว่าพบวิธีไหว้จากใจ

ฉันใด..ฉันนั้น..

คิดเขียนกำลังภายในที่เป็นกำลังภายในแท้ สำหรับผู้ไม่เคยใช้ชีวิตคลุกคลีวิถีจีนย่อมไม่ต่างเข็นกะลาขึ้นภูเขางมเหาในมหาสมุทร (ใช่หนทางถูกปิดตายเสียทีเดียว ทางออกยังพอมีอยู่ เพียงต้องใช้วิริยะหนักเอาการ ข้าพเจ้ายังหวังให้จอมยุทธ์สยามที่กำลังมานะบุกบั่นมาบนเส้นทางบรรลุเป้าหมายสมความตั้งใจ)

นิยายกำลังภายในเริ่มจากบันทึกอิงพงศาวดาร บันทึกประวัติศาสตร์ ค่อย ๆ กลายเป็นอาจหาญทะยานฟ้า เสริมเรื่องราวพิสดารพันลึก ขยายวงกว้างถึงการต่อสู้ของเทพ-มาร 

ท่านกิมย้งดำเนินเรื่องอิงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ คงไม่ต่างนิยายอิงประวัติศาสตร์ทางบ้านเราที่ยุคหนึ่งเคยได้รับความนิยมสูงสุด

กระทั่งพญามังกรโบราณค้นหาหนทางใหม่ เคลื่อนย้ายสถานที่ประลองกระบี่ไปต่อสู้ในจิตใจผู้คน

ทุกวันนี้การค้นหายังคงดำเนินไป

ข้าพเจ้าเองหาได้คิดข้องแวะเกินเลยฐานะผู้อ่าน  ด้วยเจียมตนว่าไม่มีปัญญาเขียนแน่  เพียงอาศัยสิ่งเดียวที่มี คือ 'รักสำนวนภาษา' ประดุจพกพากระบี่เล่มเดียวออกท่องยุทธภพ

ยุทธภพที่ข้าพเจ้าผาดโผน กำจัดเหล่าร้าย ผดุงคุณธรรม ปกป้องโฉมงาม ย่อมไม่มีสำนักบู๊ตึ๊ง เส้าหลิน ง้อไบ๊ อาจเป็นโลกวิญญาณ โลกอดีตที่ยากจำแนกแยกแยะตำแหน่ง หรือโลกต่างมิติที่ความดีความชั่วยังไม่แยกจากกัน ผู้คนไม่ใช้ชื่อแซ่ แต่เป็นฉายา

หลังจบ 'กระบี่ทลายฟ้า' ข้าพเจ้าซุกกระบี่คืนฝัก ไม่อาจผาดโผนต่อไป เนื่องเพราะเกิดคำถามขึ้นภายในใจ

การต่อสู้ระหว่างเทพ-มารมีมากจนเกินไปแล้ว แนวทางเทอดคุณธรรมน้ำมิตร ต่อสู้กับจิตสำนึกภายในใจผู้คนเล่าพญามังกรโบราณได้นำพามาจนถึงขีดสุด ตัวท่านเองยังต้องค้นหาแนวทางใหม่

หากข้าพเจ้าย่ำเดินไปบนหนทางเดิม ๆ คงมิต่างสวมหนวดเคราปลอม แต่งองค์ทรงเครื่องเป็นงิ้วจำอวดไปตลอดชีวิตขีดเขียน (ดังท่านตั้งข้อสังเกต) เช่นนั้นวันเวลาที่ใช้ประเลงอักษรจะมีความหมายใด?

มือกระบี่บ้านนอกต๊อกต๋อยเยี่ยงข้าพเจ้าสมควรเดินไปทิศทางใด?     

ทิศทางที่เป็นของตัวเอง ทิศทางที่มีโฉมงามคอยท่า ทิศทางที่เหล่าจอมยุทธ์ใช่เพียงสะบัดปลายกระบี่สังหารผลาญชีวิตกันเป็นผักปลา โลหิตเนืองนองย้อมกลีบบุปผาเกลื่อนกำจาย ทิศทางที่ผู้คนไม่แขวนชีวิตไว้กับบุญคุณความแค้น

บทสนทนา, ฉากและเหตุการณ์เยี่ยงไรจึงไปพ้นเงาครอบงำที่เหล่าผู้กล้าเลิศยุทธ์ได้รังสรรค์ไว้ในอดีต ?

อย่าว่าแต่เมื่อคำนึงถึงรายละเอียดยากหลีกเลี่ยงความเป็นจีน ไม่ว่าอาหารว่างสักคำ พู่กันสักเล่มกระดาษสักแผ่น กระทั่งเครื่องประทินโฉมของคณิกาเลื่องชื่อจะต้องบรรยายเยี่ยงไร?

ข้าพเจ้าไม่อาจให้คำตอบตัวเอง ถึงวันนี้กระบี่ทื่อ ๆ จึงยังซุกอยู่ในฝัก แม้คิดนำออกมาฝนมาลับยังชักไม่ออก เช้านี้วันนัดประลอง ได้แต่ปล่อยตามชะตาฟ้าลิขิตแล้ว ●

สายน้ำไหล ใจคนนิ่งภวังค์


เติมอ่าน >>