Ano
ธุลีดินสะพายย่ามก้นย้วย สวมเสื้อสวยลายดอก ลาเข้าบางกอก สักสองสามวัน..ชะเอิงเอย..
เติมอ่าน >>
จาก : มติชนออนไลน์
พนิดา สงวนเสรีวานิช-เรื่อง สุรินทร์ มุขศรี-ภาพ
หนุ่ม ใหญ่ วัย 47 ปี ท่าทางสุภาพ มีรอยยิ้มระบายบนใบหน้าตลอดเวลา ในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีม ก้าวเข้ามาพร้อมกับหญิงสาวและเด็กน้อยไว้ผมเปียสองข้างในชุดผ้าซิ่น
แขกรับ เชิญคนสำคัญครั้งนี้ มีนามว่า "โอทอง อินคำซู" หรือ "ฮุ่งอะลุน แดนวิไล"
เจ้าของรางวัลชนะเลิศจากการประกวดรวมเรื่องสั้นรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอด เยี่ยมแห่งอาเซียนของประเทศลาว (S.E.A. Write Award) ประจำปี 2008 จากผลงานรวมเรื่องสั้นชุด "ซิ่นไหมผืนเก่าๆ" ที่ใช้ภาษาเรียบง่าย ตรงไปตรงมา แต่สะท้อนภาพสังคมลาว ณ ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี จัดจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์
คำกลอนวรรคหนึ่ง มักเรียกว่ากลอนหนึ่ง คำกลอนวรรคสองเรียกว่า สองกลอน เมื่อรวมทังสองวรรคเราเรียกกันว่า บาทหนึ่ง พอครบสองบาท หรือสี่วรรค หรือสี่กลอน เราเรียกว่า หนึ่งบท
วรรคทั้งสี่ของกลอน ยังมีชื่อเรียกต่างๆ กัน และนิยมใช้เสียงต่างๆ กันอีก คือ
๑. กลอนสลับ ได้แก่ กลอนวรรคต้น คำสุดท้ายใช้คำเต้น หมายถึงคำที่มีเสียงใดก็ได้นอกจากเสียงสามัญ แต่ถ้าจะใช้เสียงสามัญก็ไม่ห้ามกัน
๒. กลอนรับ ได้แก่ กลอนวรรคที่สอง คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงจัตวาห้ามใช้เสียงโท, สามัญ, ตรี, และวรรณยุกต์เอกมีรูป วรรณยุกต์เอกไม่มีรูปใช้ได้ แต่ต้องให้คำสุดท้าย ของกลอนรองเป็นเสียงตรี
๓. กลอนรอง ได้แก่ กลอนวรรคที่สาม คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงสามัญห้ามใช้เสียงจัตวา หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์
๔. กลอนส่ง ได้แก่ กลอนวรรคที่สี่ คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงสามัญห้ามใช้คำตายและคำที่มีรูปวรรณยุกต์ จะใช้คำตายเสียงตรี บ้างก็ได้
นอกจากนี้ยังมีหลักนิยมที่ถือปฏิบัติกันมาแต่โบร่ำโบราณ เช่น
๑. คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ วรรคที่ ๒ และคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ วรรคที่ ๔ ไม่ควรใช้คำที่มีเสียงเหมือนกันหรือคำที่ใช้สระและตัวสะกดในมาตราเดียว
๒. คำที่รับสัมผัสในวรรคที่ ๒ และที่ ๔ ควรให้ตำแหน่งสัมผัสตกอยู่ที่พยางค์สุดท้าย ของคำไม่ควรให้สัมผัสลงที่ต้นคำหรือกลางคำ (อันนี้น่าจะรู้กันหมดแล้ว ยกมาให้งงกันเล่น ๆ อุอิ)
๓. คำสุดท้ายของวรรคควรใช้คำเต็มไม่ควรใช้ครึ่งคำ หรือยัติภังค์ เว้นไว้
ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้าไปร้านขายยาแล้วบอกเภสัชกรว่า
"ขอซื้อถุงยางหน่อยครับ ผมจะไปกินข้าวเย็นที่บ้านแฟนคืนนี้อาจมีเฮก็ได้"
เภสัชกรก็ยื่นถุงยางให้ชายหนุ่ม ในขณะที่กำลังจะเดินออกจากนอกร้านชายหนุ่มก็หันหลังกลับพร้อมบอกว่า
"ผมขอซื้อเพิ่มอีกหนึ่งเพราะว่าน้องสาวของแฟนผมก็น่ารักเวลา เจอผมเธอมักจะไขว้ขาให้ท่า ผมว่าผมอาจโชคดี"
เภสัชก็ยื่นถุงยางให้ชิ้นที่สอง ในขณะที่ชายหนุ่มคนนั้นกำลังเดินออกจากร้านเขาก็หันกลับมาอีกครั้งแล้วบอกว่า
"เออ..ผมว่าผมขออีกอันดีกว่า เพราะว่าแม่ของแฟนผมก็ยังสวย น่ารักเวลาเจอกันเธอชอบสบตาผม นอกจากนี้เธอเป็นคนเชิญผม ไปทานข้าวเย็นเผลอ ๆ อาจมีอะไรก็ได้"
ระหว่างอาหารเย็น ชายหนุ่มนั่งตรงกลางระหว่างแฟนและน้องสาว ส่วนแม่แฟนนั่งตรงข้ามกัน เมื่อพ่อของแฟนกลับมา ชายหนุ่มก็เริ่มสวดมนต์ก่อนอาหารเย็น
"ขอพระเจ้าประทานพรและขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้"
สองสามนาทีผ่านไปชายหนุ่มก็ยังก้มหน้าสวดมนต์อยู่
"ขอขอบคุณพระเจ้าสำหรับอาหารมื้อนี้"
สิบนาทีผ่านไปชายหนุ่มยังไม่ยอมหยุดสวดมัวแต่ก้มหน้า ทุกคนในโต๊ะอาหารรู้สึกแปลกใจแฟนสาวจึงกระซิบบอกชายหนุ่มว่า
"ฉันไม่รู้เลยนะว่าคุณเคร่งศาสนาขนาดนี้"
ชายหนุ่มตอบว่า
"ผมก็ไม่รู้ว่าพ่อคุณเป็นเภสัชกรนี่"
กำนัลใดเลยมีค่าต่อแม่พลับพลึงเมียกำนันซำหม้อแห่งโคกบัวบกมากไปกว่าสายสะพายสักเส้น เช่นเดียวกัลล์ ของขวัญใดเลยควรค่าแก่แม่สายสหายนักหัดเขียน (ผู้มีอนาคตไกล) มากไปกว่าความเรียงดี ๆ สักบท อันจักใช้เป็นเครื่องสำเริงใจ แทนความระลึกถึงอันสหายน้อยผู้นี้มีอยู่เต็มเปี่ยมในไหไมตรี
เป็นที่แน่(ล่ะ) ย่อมไม่ใช่อัปลักษณ์ความอันผู้น้อยแถกขึ้นมาเอง แต่เป็นของท่านผู้เลิศแล้วในทางขีดเขียน หากอดรนทนไม่ได้ ใคร่รู้เต็มประดาว่าเป็นผู้ใด รบกวนเลื่อนเคอร์เซ่อร์ลงไปด้านล่างได้บัดเดี๋ยวนี้
แต่หากสามารถอดเปรี้ยวไว้รับทานหวาน เชิญท่านทัศนา..
คำนำจากผู้เขียน
อยู่ ๆ ผมก็นึกถึงต้นกล้วยและเชือกกล้วยพวกนั้นขึ้นมาเสียอย่างนั้น สามสิบกว่าปีก่อนโน้น พวกเชือกพลาสติกหรือเชือกไนล่อนนี่หาไม่ได้ง่าย ๆ หรอกครับ ยิ่งตามบ้านนอกคอกนาด้วยแล้ว เชือกกล้วยถือเป็นเชือกประจำครัวเรือนอย่างแท้จริง มัดได้ตั้งแต่ห่อก๋วยเตี๋ยวเล็ก ๆ จนถึงเสาเรือน
สมัยที่ผมวิ่งเล่นอยู่แถวตลาดหนองมน ลังขวดน้ำปลาที่ถูกมัดด้วยเชือกกล้วย หรือพวกข้าวต้มมัดที่ถูกมัดด้วยเชือกกล้วยล้วนเป็นภาพคุ้นตา จะเรียกว่าตลอดชีวิตวัยเด็กก่อนเข้าโรงเรียน ผมรู้จักเชือกอยู่ชนิดเดียวก็คงไม่เกินไปนัก ผมเพิ่งมาเห็นเชือกมะนิลาครั้งแรกก็ตอนมีเวรไปชักธงชาตินั่นแหละครับ
เชือกกล้วยเป็นเชือกที่แปลก หากจะตัดให้ขาดด้วยมีดก็สามารถทำได้ง่ายเหมือนตัดกระดาษ แต่เวลาดึงหัวดึงท้ายจะให้มันขาดคามือสิครับ มันเหนียวอย่างไม่น่าเชื่อ เด็กข้างละสิบคนชักเย่อกันด้วยเชือกกล้วยผมก็เคยเห็นมาแล้ว ยิ่งเวลาที่เอาเชือกกล้วยสี่ห้าเส้นมาฟั่นเป็นเส้นใหญ่นี่ยิ่งเหนียวเลยครับ ผมเห็นเขาใช้มัดข้าวของบนเกวียนหรือมัดท้ายกระบะรถแน่นหนาอย่าบอกใคร วิ่งขึ้นหนือล่องใต้กี่ทีก็ไม่มีขาด
เชือกกล้วยเป็นเชือกที่ทำได้ง่าย แค่ฉีกลำต้นออกเป็นเส้น ๆ แล้วเอามาตากแดดให้แห้งก็ใช้ได้แล้ว เจ๊กขายหมูในตลาดเคยบอกเทคนิคที่จะทำให้เชือกกล้วยเหนียวขึ้นและใช้ได้นานขึ้น โดยให้เอาน้ำมันหมูชโลมเส้นเชือกพอชุ่ม ๆ ก่อนนำไปใช้ จริงเท็จอย่างไรยังไม่มีใครพิสูจน์ แต่น้ำมันหมูร้านเจ๊กขายดีขึ้นนั่นพิสูจน์ได้ด้วยตา
แล้วผมก็นึกถึงภาพต้นกล้วยกับเชือกกล้วย
ตรงด้านหลังของโรงเรียนแสนสุขศึกษา หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าโรงเรียนทิดหลอง มีดงกล้วยอยู่ดงหนึ่งทีเจ้าของเขาปลูกไว้ใกล้ ๆ รั้วโรงเรียน กล้วยสารพัดชนิดขึ้นเบียดเสียดเต็มไปหมด แต่ถึงจะเบียดอย่างไรก็ไม่มีครูหรือนักเรียนคนไหนกล้าไปตัดให้มันโปร่งตา เพราะทั้งครูและนักเรียนต่างก็รู้ดีว่าทิดหลองเจ้าของโรงเรียนแกหวงต้นไม้ของแกยังกับอะไรดี
วันดีคืนดีพวกนักเรียนอย่างผมก็จะได้ยินข่าวทิดหลองจับหัวขโมยที่มาขโมยต้นกล้วยของแก เด็กวัดหลายคนถูกแกส่งไปให้เจ้าอาวาสลงโทษ บางทีก็ได้ยินว่าทิดหลองแกตีเด็กขี้ขโมยนั่นเสียเอง
หน้าฝนปีนี้ลมค่อนข้างแรงกว่าทุกปี ต้นไม้ต้นไร่ของทิดหลองที่อยู่ในกระถางถูกย้ายเข้ามาไว้ตามทางเดินใต้หลังคาเป็นสัปดาห์ ๆ ผมยังจำได้เลยว่าเคยเดินไปเฉี่ยวไม้กระถางของแกหักไปกิ่งหนึ่ง ครูประจำชั้นต้องรีบวิ่งมาดูว่ามันหักทั้งต้นหรือหักแค่กิ่ง แล้วก็รีบยกกระถางเข้าไปซ่อนไว้ลึก ๆ ไม่ให้ทิดหลองเห็น
ลมฝนปีนั้นพัดเอาดงกล้วยของทิดหลองโงนเงนไปมาจนน่ากลัว
เย็นวันหนึ่งขณะทีผมกำลังเรียงเถาปิ่นโตของตัวเองอยู่ สายตาที่มองผ่านเลยไปทางหลังโรงเรียน ทำให้ผมมองเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ของผู้ชายคนหนึ่งกำลังตัดต้นกล้วยของทิดหลองอยู่ ผมพยายามชะเง้อมองให้เห็นว่าเป็นใคร แต่ก็มองหน้าไม่ชัดเพราะหัวตัวเองยังสูงไม่พ้นต้นไม้แถบนั้น ผมจึงไปเอาเก้าอี้มาต่อขายืนขึ้นไป ในใจก็คิดว่าใครหนอกล้ามาลองดีกับทิดหลอง
คราวนี้เห็นชัดเลยครับว่าต้อนกล้วยดงนั้นถูกตัดไปแล้วเกือบสิบต้น และคนตัดต้นกล้วยก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ทิดหลองนั่นเอง
จำได้ว่าตอนนั้นรู้สึกทั้งตกใจและแปลกใจ คนที่รักต้นไม้อย่างทิดหลองจะมาตัดต้นไม้ของตัวเองทำไม แล้วก็ไม่ใช่เป็นแค่การตัดกิ่งตัดก้านเสียด้วย เห็นกับตาเลยครับว่าต้นกล้วยถูกตัดที่โคนต้น
หลังจากวันนั้นสองสามวัน ผมก็เห็นทิดหลองหอบเชือกกล้วยหอบใหญ่เดินผ่านหน้าไป ผมจึงวิ่งตามแกไปทางหลังโรงเรียน แล้วก็ได้เห็นแกเอาเชือกกล้วยพวกนั้นผูกต่อเป็นเส้นยาว มัดต้นกล้วยต้นที่โงนเงนอยู่เข้าเป็นกลุ่มเป็นก้อนเดียวกัน ต้นไหนที่ขึ้นอยู่ห่างออกไปหน่อย แกก็เอาเชือกกล้วยมัดโยงเข้ากับกลุ่มใหญ่ ๆ
แล้วก็ผูกโยงต่อมามัดกับเสารั้วและเสาโรงเรียนอีกที แกผูกเชือกโยงไปมาจนมองดูเผิน ๆ เหมือนกับว่าดงกล้วยดงนั้นขึ้นอยู่ท่ามกลางใยแมงมุม
หน้าฝนปีนั้นผ่านไป ดงกล้วยของทิดหลองก็อยู่รอดปลอดภัยดี ไม่มีล้มไม่มีโค่น
อยู่ ๆ ก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาครับ และก็ดันมานึกถึงตอนจะตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้พอดี
ประภาส ชลศรานนท์
สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
หากคิดจะให้ 'ความเรียงน่ากราบ' นี้เป็นบทความที่ดี ข้าพเจ้าสมควรหุบปาก(บอน)เสีย แล้วปล่อยให้ท่านสายที่เคารพรักนำไปขบคิด ว่า 'มันน่ากราบอิตรงไหน(หว่า)?' แต่บทความนี้ซักกาบ๊วยเสียแต่ต้นแล้ว เพราะความที่อาศัยความเรียงสวย ๆ ที่จัดแล้วว่าเป็นเลิศมาสอดไส้ ใช้อัปลักษณ์อักขระตนปิดหัวท้าย นับว่าทำมาหากินมักง่ายเอาการ (ถึงจะบอกเครดิตก็เถอะ)
อย่ากระนั้นเลย รักษารสซังกาบ๊วยต่อไป ถือเสียว่าอากาศร้อน ๆ ดื่มน้ำบ๊วยเย็น ๆ สักแก้วนะทั่นนะ
ตามธรรมมะเนียม ต้องเรียนก่อนว่า 'เป็นความคิดเห็นเฉพาะตน' ไม่มีถูกผิด ประสงค์แลกเปลี่ยนหวังจุดประกายแง่คิดมุมมองเท่านั้น
อีกประการ
พิเคราะห์เป็นการมองย้อนหลังเพื่อการศึกษา มิใช่เพื่อนำไปปฎิบัติ จึงหวังเพียงพยักหน้าหงึกหรือส่ายศีรษะเดาะแดะเป็นพอ ครั้นยามลงมือเขียนเรายังคงใช้ความคล่องตัวเฉพาะตนร่ายประเลงลายอักขระของตนออกมา
ตามนี้!
๑ เปิดและปิดลงตัว
เปิด : 'อยู่ ๆ ผมก็นึกถึงต้นกล้วย..'
ปิด : 'อยู่ ๆ ก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาครับ..'
เหมือนปิดฝาไหอย่างไรอย่างนั้น เปิดฝาขึ้นมาให้ภาพล่องลอย กลิ่นโชย แล้วปิด ปัง! ทิ้งให้ภาพและกลิ่นติดตาติดจมูก ปล่อยให้เราทายว่าในไหนั่นมันอะไร?
๒ เดินเรื่องต่อเนื่อง
เปิด (อยู่ ๆ..) เกริ่น (สามสิบกว่าปีก่อน..) เข้าเรื่อง (แล้วผมก็นึกถึงภาพต้นกล้วยกับเชือกกล้วย..) ไคลแม็กซ์ (หลังจากวันนั้นสองสามวัน..) ปิด (อยู่ ๆ..)
๓ เทคนิคการเล่าเหนือชั้น
เมื่อเกริ่นว่ามีคนชอบขโมยตัดกล้วยของทิดหลอง จึงตามด้วย 'เย็นวันหนึ่ง..เห็นเงาตะคุ่มของชายคนหนึ่งกำลังตัดกล้วยของทิดหลอง..' รองรับบทเกริ่นชวนคนอ่านอยากรู้ต่อว่าเป็นใคร แล้วค่อยเฉลย จากนั้นตัดเข้าไฮไลท์ การใช้เชือกกล้วยมัดต้นกล้วย
หากไม่มีตอนเงาตะคุ่ม บทเกริ่นจะเลื่อนลอยทำลายคุณค่างานทันที (จำเรื่อง 'นอนขี้เซาได้ไหม?')
๔ ใช้อุปมาอุปไมยในจังหวะที่เหมาะสม
'..ดูเผิน ๆ เหมือนกับว่าดงกล้วยดงนั้นขึ้นอยู่ท่ามกลางใยแมงมุม'
เพราะประโยคนี้ ภาพเชือกกล้วยมัดต้นกล้วยประทับลงในใจผู้อ่าน
๕ เสนอมุมคิดมุมมอง
ข้าพเจ้าไม่กล่าวว่า 'ให้แง่คิดใหม่ ๆ กับผู้อ่าน' เพราะคำกล่าวเช่นนี้อาจทำให้ผู้เขียนเผลอหลงตน เพาะอัตตาเป็นดินพอกหางหมูไปเสีย
ความเรียงที่ดีพึงมองชีวิตมองสังคมแล้วสะท้อนมุมคิดมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นใหม่-เก่า-ดี-เลว ผู้อ่านย่อมตัดสินได้เอง หากผู้อ่านเคยผ่านวุฒิภาวะตรงนั้นมาแล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่หากยังก็อาจเกิดความรู้สึกชื่นชมว่าให้แง่คิดใหม่ ๆ แก่เขา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผู้เขียนพึงนำมาใส่ใจเลย
๖ ไม่เทศนา
ความเป็นยอด(น่ากราบ)ของความเรียงชิ้นนี้คือ สร้างคำถามขึ้นในใจผู้อ่าน ปล่อยให้ขบคิดหาคำตอบเอง
ก่อนปิดผู้เขียนส่งบทสรุปว่า..'หน้าฝนปีนั้นผ่านไป ดงกล้วยของทิดหลองก็อยู่รอดปลอดภัยดี ไม่มีล้มไม่มีโค่น..'
หากผู้เขียนกล่าวต่อว่า..'เพราะเชือกกล้วยที่เป็นเศษชิ้นส่วนบอบบางของต้นกล้วยช่วยพยุงกันและกัน จะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นส่วนเล็ก ๆ ในสังคม แต่หากเราร่วมมือร่วมแรงใจกัน สังคมก็อยู่รอดปลอดภัย' เพิ่มอีกสักสองบรรทัดตอนจบ ที่ทำดีมาทั้งบทความเป็นอันย่อยยับป่นปี้
ไม่ใช่เพราะข้อสรุปนี้ใช้ไม่ได้ แต่ทราบอย่างไรว่ามีเพียงข้อสรุปเดียว ผู้อ่านต่างวุฒิภาวะยังอาจตีความไปได้มากมาย อีกประการ การบอกออกไปไม่ต่างป้ายรอยสีบนผิวกระเบื้อง แต่การปล่อยให้ผู้อ่านคิดเอง สิ่งที่ต้องการบอกจะฝังลงในเนื้อใจ ไม่ต่างอณูสีที่ซึมเยื่อกระดาษ ติดแน่นทนนาน (จำเรื่องสีได้ไหม?)
แต่ก็ใช่ว่าความเรียงที่ปิดด้วย 'นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..' จะเป็นความเรียงที่เลวนะขอรับ ทั้งการปิดแบบปล่อยให้คิดและแบบคิดให้เสร็จสรรพ เป็นเทคนิคการปิดที่ยังคงใช้ได้เสมอ เพียงรู้ใช้ให้ถูกที่ถูกทาง สื่อสารให้ตรงกลุ่มผู้อ่าน
ความเรียงที่เลวก็คือความเรียงที่อยู่ผิดที่ผิดทาง (ท่านคงมองออก 'นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..' เหมาะกับผู้อ่านวัยใด)
๘ การจัดย่อหน้า
ย่อหน้าจะเป็นเครื่องคั่นอารมณ์ผู้อ่าน ย่อหน้าที่ยาวจะชวนให้จมในอารมณ์เรื่อง แต่ก็อาจคล้ายแม่เฒ่าหย่อนยาน ย่อหน้าสั้น ๆ ให้ความรู้สึกกะฉับกระเฉง ชวนติดตาม แต่หากมีแต่ย่อหน้าสั้น ๆ ก็คงไม่ต่างไล่จับเจ้าเด็กซน
ขอท่านย้อนกลับดูการจัดย่อหน้า (ซึ่งก็คือจังหวะการเล่า) อีกที จะพบว่า สั้นก่อน แล้วค่อยยาวขึ้น แล้วเบรคสั้น เข้าเรื่อง ในส่วนเนื้อหาเป็นย่อหน้ายาว แล้วค่อยตัดสั้นเมื่อสรุปและปิด
นั่นคือจังหวะเล่าที่เหนือชั้น
คำนิยมชักจะยาวกว่าตัวเนื้อหาเสียแล้ว แต่ก็เป็นการดีที่จะกล่าวว่า..ความเรียงที่ดีไม่จำเป็นต้องยาวเลย ต่อให้เปิดเกริ่นนำและสรุปปิด สอดรับกันดีเพียงไร แต่หากเนื้อหาสอดไส้ยืดยาวเยิ่นเย้ออ้อมโลก หวังเพิ่มจำนวนอักษรให้เต็มโควต้ากระดาษ(อย่างพวกเขียนคอลัมน์(บางคน)ทำมาหากินทุกวันนี้) ก็ไม่อาจนับเป็นความเรียงที่ดีไปได้ ตัวอย่างความเรียงพวกนี้มีให้ดูทั่วไป ไม่ต้องมองหาไกล ก็ในขนำสหายน้อยของท่านนี่แลขะรับ ตรึม!
ส่วน 'เชือกกล้วยมัดต้นกล้วย' นี่ ขอท่านวนดูอีกสักรอบ เพื่อประทับรอยลงแม่แบบทักษะขีดเขียน อันจักส่งผลให้สหายที่เคารพรักของข้าพเจ้าสื่อความเรียงได้อย่างหมดใจ เขียนจบเป็นพยักหน้าหงึก สมดังเจตนารมณ์ในงานชิ้นต่อ ๆ ไป ตลอดกาลนาน..เทอญ
คารวะ
ศรี วิฆเนศวร สิทธิเษกเศิกสวรรค์ เทพวรรณรจนา เลิศวิทยาเรืองฤทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์มหิทธา ศิลปาจารย์บวรเดช เลิศวิเศษยศลือชา ขอจงมาอำนวยพร เทอญ
ประคองมาลัยดอกมะลิคลานเข่ามากราบขอพรสวัสดิ์ขอรับท่านเจ้าสำนัก
กล่าวอ้างคุณพระพิฆเนศเป็นที่ตั้งด้วยสำหรับผู้ก้าวเดินบนหนแห่งศิลปวิทยา คงหาเทพองค์ใดเสมอ
ผ่านมาสามปีแล้วขอรับ สามปีที่ข้าพเจ้ามุดศีรษะอยู่ในกะลา ปลีกตัวจากโลกภายนอก ประพฤติตนไม่ต่างฤาษีชีไพร มาตรแม้นยังไม่ถึงกับไร้เสื้อผ้านุ่งห่มพันกายแต่ก็เหลือแค่สองชุดพอผลัด เปลี่ยน เลิกบริโภคอาหารตามอยาก รับสามมื้อประทังท้อง ละเลิกของว่างสุราน้ำชากาแฟ อาศัยหลังคากะลาใบน้อยคุ้มศีรษะพอกันแดดฝน
ตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายทั้งหมด เหลือเพียงค่าอาหาร ไม่มีหนังสืออ่าน ไม่ฟังเพลง ไม่ดูหนัง เพราะรู้ว่าจะต้องเดินทางไกล เดินตามร่องเท้าเล็ก ๆ ซึ่งท่านได้ทิ้งรอยไว้
ทุกบาททุกสตางค์จะต้องเป็นเสบียงเพื่อไปให้ไกลสุด
บั้นต้นออกเดินทางยังไม่อาจละวัตรเคยชิน ยังติดเฝ้าบอลไม่เลิกรา ท่านกรุณาทักว่า "จะเลือกเตะบอลหรือเตะอักษร" แน่ล่ะคำตอบชัดแจ่มในกระดองใจ ข้าพเจ้าเลือกเตะทีวีทิ้ง
ตอนนั้นยังพ่วงโน้ตบุ๊คร้องคาราโอเกะอยู่กับขนำพอได้แหกปากระบายเหงา แต่ก็ยวนกิเลสให้ซื้อเพลงใหม่ร่ำไป เป็นที่บั่นทอนเสบียงกรัง เครื่องเสียงจึงระเห็จตามทีวีอีกราย
ที่สุดนั่งฟังเสียงจิ้งหรีดกรีดปีก ตาก็แหงนดูฟ้าดูดาวแทนใบหน้าคุณนกกระเต็นซึ่งหลงรักเสียเป็นนักหนา
ขจัดทุกอย่างรอบกายเพื่อใจจะได้สาระวนอยู่กับแป้นคีย์โดยสิ้นกังวล
ย่ำปลายนิ้วเดินทางมาสามปี ด้วยจำนวนหลายแสนกิโลอักษร
บางครั้งก็เหนื่อยหอบสิ้นแรงขอรับ
หัวใจรอนราวตะเกียงเก่าต้องลมกรรโชกจะดับมิดับแหล่ เหมือนเรือไผ่น้อยชักใบตองล่องทะเลฝันคราสิ้นลมโบย ลอยต่องแต่งจะคว่ำมิคว่ำแหล่
ท่านเจ้าสำนักกรุณาส่งสายลมมา "ขอบคุณสำหรับจดหมายแสนไพเราะครับ เล่าดี ภาษาดี เมื่อไรจะออกหนังสือเสียทีละครับ?"
เจ้าเรือน้อยได้แรงลมตึงใบล่องทะเลอักษรเวิ้งว้างต่อไป
ข้าพเจ้าเดินทางเปะปะมาไกล กวาดตามองไม่เห็นฝั่ง เสบียงกรังก็ร่อยหลอจนเหลือแต่ก้อนเกลือ ที่มีอยู่เพียงความมั่นใจว่าท่านเจ้าสำนักคงมองไม่ผิด ลายอักขระที่ขีดเขียนไปโดยพร่องเดียงสานั้นจะต้องมีอะไรสักอย่าง ขอเพียงฝึกฝนให้มากพอ ฝึกจนกว่าความชำนัญเปล่งประกายดุจหินสีผ่านเจียระไน
ล่วงปีที่สาม อาศัยเพียงความมั่นใจจากวาจาท่านผู้ผ่านอักขระรจนาการ ยังคงดั้นด้นมา ดั้นด้นจนอ่อนแรงล้า
จนเริ่มลังเล
ทั้งความจริงที่พบก็ชวนสะดุ้งใจ เขียนหนังสือนั้นฝึกฝนกันได้ เมื่อฝึกถึงจุดหนึ่งใคร ๆ ก็เขียนได้ แต่ยังต้องมีอะไรบางอย่างขีดกั้น 'เขียนได้' กับ 'เขียนดี' ออกจากกัน สิ่งนั้นคืออะไร? ทำอย่างไรจึงจะข้ามเส้นคั่นบาง ๆ ที่คล้ายขุนเขายะเยือกนี้ไปให้ได้? คำถามมากมายประดังราวพายุซัดเรือน้อยแทบล่มแทบจม
และแล้วก็ได้แรงลมโชยมาอีกหอบ
ครั้งนั้นมีคำถามอันเนื่องด้วยนิยมชมชื่นรสถ้อยสองลายอักขระที่แวะเวียนส่ง สาส์นทักทายท่าน หนึ่งนั้นชักใบล่องลมอยู่ในบรรณพิภพเป็นที่เรียบร้อย อีกหนึ่งยังต่องแต่งจะล่มมิล่มแหล่
ท่านก็ส่งแรงลมอุ่นมาแผ่วเบา "..ทั้งสองคนนี้ใช้ภาษาดีทั้งคู่ ช้าหรือเร็วก็คงเป็นนักเขียนเต็มตัวเสียทีนะครับ"
เจ้าเรือซำเหมาน้อยล่องลอยตามแรงลมไปอีกครา
ท่านเจ้าสำนักขอรับ..ยามค่ำคืนที่มีแต่ท้องฟ้าและแสงดาว เหลียวไหนเห็นแต่ความเวิ้งว้างดำมืดไม่รู้ทิศรู้ทางนั้นเปล่าเปลี่ยวนัก ดาวเหนือทอสว่างคล้ายบอกว่า 'ติดตามข้ามา..แล้วเจ้าจะไม่หลงทาง' ทะเลเต็มด้วยน้ำแต่ไม่อาจประทังท้อง เสียงคลื่นยามค่ำคืนคอยปลอบประโลม "ฝั่งหาใช่จุดหมายปลายทาง การเดินทางจึงคือที่ซึ่งจิตวิญญาณนักเดินทางสถิต" เงาจันทร์สะท้อนผิวน้ำ เจ้าเรือน้อยสิ้นแรง กระเพื่อมไปตามระลอกคลื่นในแผ่วลมค่ำคืนเปลี่ยวเหงา
และแล้ว..
เช้าวันหนึ่ง..เรือไม้ไผ่โกโลโกโสก็จอดเทียบท่า 'จุดประกายวรรณกรรม' ตัวอักษรที่มันดั้นด้นบรรทุกมาจะถูกลำเลียงขึ้นท่าเป็นครั้งแรก
หาใช่ปรีดาปราโมทย์ มิใช่ลิงโลดยินดี
เสียงกระซิบยังแจ่มชัด '..การเดินทางจึงคือที่ซึ่งจิตวิญญาณนักเดินทางสถิต' คำท่านยังดังก้อง "งานเขียนยังคงเดินหน้า"
เติมน้ำท่าชั่วครู่แล้วเจ้าเรือน้อยจะออกเดินทางต่อ เดินทางติดตามสำเภาลำใหญ่ที่เห็นอยู่ไกลลิบตรงขอบฟ้า..
คลานเข่านำพวงมาลัยดอกมะลิมากราบขอโอวาทขอรับ
น้อมคารวะ
ธุลีดิน
2009-03-23 06:45:50
winbookclub
คำตอบ
ตอบเมื่อ: 2009-03-23 11:03:06
ผมชักไม่แน่ใจว่าคุณเป็นนักเขียนหรือว่านักบวชเสียแล้วซี! เหมือนมือกระบี่ที่ฝึกฝนเอาเป็นเอาตายเพื่อที่จะเป็นยอดฝีมือ
ผมเห็นว่าการทำงานเขียนหนังสือเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง ผู้สร้างงานควรที่จะสนุกและมีความสุขกับมัน ไม่สมควรที่จะฝืนหรือทรมานในการทำงาน และไม่น่าจะใช้ชีวิตแบบสุดโต่ง ไม่เชื่อดูประวัติศาสตร์วงการหนังสือ จำนวนนักเขียนที่ใช้ชีวิตเฮฮามีมากกว่าพระนักเขียนหลายเท่า! แม้แต่นักเขียนที่เก็บตัวในป่าราวกับฤาษีอย่างคุณกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ก็เป็นคนที่เฮฮามาก
ยินดีด้วยครับที่มีโอกาสขึ้นเทียบท่า เชื่อว่าคุณยังไปได้ครับ และขอให้กำลังใจทั้งคุณและนักเขียนคนอื่นๆ ที่กำลังพยายามอย่างเต็มที่อยู่ในเวลานี้ ฝึกฝนจริงจัง แต่อย่าซีเรียสจนเกินไปนะครับ เกร็งเกินไปแล้วจะชักกระบี่ไม่คล่องนะครับ
๏ นั่งเขียนขีด.....คุ้ยคำ
พร่ำปากปน........บ่นบ้าง
ร่างผอมดำ.........กรำแกร่ง
กางกระดาษอ้าง..เอ่ยถ้อย ฯ๏ ร้อยอักขระ...เรื่อยเรียง
เพียงเขียนคำ...แขวนข้าง-
ฝาบ้านเคียง.....คนผ่าน
ก้มหน้าร่าง.......ร้อยคำ ฯ๏ ข้างถนน...หนทาง
กางเก้าอี้......นั่งหย่อง
กระดาษวาง..ไว้หน้า
ว่าคำว่อง.......เขียนไว ฯ๏ เด็กเด็กเดิน..ผ่านมา
อา..นั่นไง.......คนบ้า!
ก้อนหินปา......ปลิวว่อน
หัวร่อร่า..........ล้อเลียน ฯ๏ คว้าไม้พลัน..ผลันผลุง
พุ่งเงื้อตี.........ไล่ต้อน
เด็กสะดุ้ง........โดดหนี
หันหน้าค้อน.....แหกตา ฯ๏ โลกหมุนเร็ว..เร่งลับ
นับวันผัน.........ผ่านพ้น
ผู้ใหญ่กลับ......ชรา
เด็กโตจน........แตกพาน ฯ๏ บ้างการงาน..ก้าวหน้า
คว้าตำแหน่ง....แต่งเมีย
บ้างเสียท่า......ถูกแทง
แย่งตายเสีย....ตัดหน้า ฯ๏ นั่งหย่องหย่อง..ยังเขียน
เวียนบันทึก........บ่นไว้
ร้อยคำเจียร.......จารจด
อักขระไร้..........ใครแล ฯ๏ จับปากกา...ว่าโศลก
โลกผันเวียน...วักวุ่น
มุ่นสุขโศก.....หลุดพ้น
ก่นแต่ครุ่น.....ขีดเขียน ฯ
ห้องพักหมายเลข 510: สายฝนริมระเบียง (สายลม)
เมฆทะมึนตั้งเค้ามาร่วมสองชั่วโมง สายลมกรรโชกถี่ขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป ฉันผละจากหน้าจอคอมพ์มายืนริมระเบียงเมื่อได้ยินเสียงสังกะสีจากอาคารฝั่งตรงข้ามสะบัดตัวกระแทกกระทั้นเรียกร้องความสนใจอยู่ในสายลมหวีดหวิว
ทันทีที่ออกมายืนตรงริมระเบียง สายลมพัดมาปะทะผิวหน้าให้ความรู้สึกเย็นสบาย ผ่อนคลายอย่างประหลาด แรงลมทำให้เส้นผมที่ระอยู่ตามลำคอปลิวไปกระจายล้อลมอยู่เบื้องหลัง ฉันรู้สึกเหมือนตนเป็นนางเอกเอ็มวีของเพลงอะไรสักเพลง
Comment : ไม่แน่ใจว่า 'ปลิว' ซึ่งแปลว่า ลอยตามลม (พจน์ฯ ฉบับราชฯ) จะหมายถึงอาการปลิวที่หลุดลอย และรวมทั้งพลิ้วสะบัดที่ยังติดกับขั้วหรือไม่? ขอท่านลองคิดถึงคำใบไม้ปลิว ไม่ทราบท่านคิดว่าใบไม้นั่นยังติดอยู่กับขั้วหรือหลุดลอย?
ระดับความสูงชั้น 5 ของระเบียงที่ฉันยืนอยู่ทำให้มองเห็นหลังคาอาคารรายล้อมซึ่งส่วนใหญ่มีความ สูงแค่ 3-4 ชั้น เสาอากาศรับสัญญาณโทรทัศน์และเคเบิลต่างๆ เอนไหวไปมาดูน่ากลัวว่าจะปลิวตามลมไปไม่นาทีใดก็นาทีหนึ่ง (ตานี้ 'ปลิว' ที่หลุดลอยแน่ ๆ)
ต้นไม้ทั้งจากระเบียงที่ฉันยืนและบนดาดฟ้าฝั่งตรงข้ามต่างโยกส่ายในสายลมราว นักเต้นระบำเท้าไฟในงานรื่นเริง เย้าแหย่และ(หยอก)ยั่วเย้า สร้างความหฤหรรษ์ให้กับผู้เฝ้าชม
Comment : เข้าใจว่าเจตนาเล่นอักษร 'ย' แต่คำ 'เย้า' ถูกใช้แล้ว หากใช้ซ้ำผู้อ่านจะเข้าใจไปว่าคลังคำขาดเสบียง ลองเลี่ยงใช้คำอื่นเป็นไง?
สำหรับวรรคตอนคงต้องละเสียแล้วกับข้อความบนเน็ตยุคที่ยังพัฒนาไม่เสร็จนี้ copy จากต้นฉบับที่วรรคตอนสวยงามดีแท้ ยังกลายเป็นเช่นนี้ไปได้...หลังจากนี้เราจะแกล้งทำเป็นลืม ๆ วรรคตอนเสียนะทั่นนะ!
ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆสีเทาทะมึน มีจุด(ดำ)เล็กๆ สีดำนับสิบจุดให้สังเกตเห็นเคลื่อนตัวไปมาดูเพลินตา จุดสีดำเล็กๆ เหล่านั้น(พวกมัน)คือฝูงนกที่อาศัยแฝงกายหาเศษอาหารกินอยู่ในตลาดกลางซึ่งเป็นตลาด ใหญ่ของชุมชน ฉันเคยเห็นพวกมันเกาะบนสายไฟระโยงระยางบน(เหนือ)ฟุตบาทของถนนใหญ่นับร้อยตัว บัดนี้มันกำลังแหวกว่ายฟ้าไม่หวั่นแรงลมที่โหมกระหน่ำ(แรง)ขึ้นทุกขณะ ฉุดให้ความคิดฉันล่องลอยไปสู่ห้วงวัยเยาว์
Comment : ขอให้ทบทวนประโยคต้นวรรค ของเดิมคือรูปแบบภาษาฟุ่มเฟีอย เป็นธรรมดาของนักหัดเขียนที่อยู่ระหว่างฝึกแปรสัญญาณไฟฟ้าในสมองเป็นสัญญาณอักขระ ต้องผ่านหลักกิโลอักษรนี้ เมื่อจัดรูปคำเสียใหม่ จะได้ประโยคกระชับ แต่ละคำในประโยคจึงจะเปล่งพลังออกมา
ข้อสังเกต : หากบอกสีตรง ๆ เช่น สีแดง สีน้ำตาล สีดำ ผู้อ่านจะเพียงเห็นสีเหมือนรอยป้ายบาง ๆ แต่หากบอกว่า สีเลือดนก สีเปลือกมังคุด สีถ่าน อณูเนื้อสีจะซึมซับเข้าในมโนนึก นักเขียนที่ผ่านหลักกิโลฝึกหัด จะเลือกใช้วิธีหลัง
'บน' กับ 'เหนือ' ประเด็นนี้เคยคุยแล้ว หากท่านยังใช้ซ้ำ ถือเป็นเข้าใจตรงกันว่าท่านไม่เห็นด้วย จักปล่อยผ่านหากปะอีก (งอนแระ!)
ครั้งหนึ่ง ในวันที่ท้องฟ้าทะมึนด้วยเมฆฝน นกน้อยฝูงหนึ่งบินข้ามฟ้ากลับไปยังรวงรังของตน ในยามเฝ้ามองพวกมันบินลับตาไปนั้นฉันเคยนึกสงสัยว่ารวงรังของนกน้อยเหล่า นั้นอยู่ ณ แห่งใดกัน บัดนี้นกน้อยนับสิบที่ว่ายฟ้าอยู่เบื้องหน้าทำให้ฉันกลับสงสัยว่า ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่มีตึกสูงระฟ้าอย่างนี้ พวกมันมีรวงรังให้ซุกกายอิงอุ่นกันบ้างหรือเปล่าหนอ?
Comment : ย่อหน้านี้อยู่ผิดที่!
ปิดย่อหน้าก่อนด้วยนึกถึงวัยเยาว์ เท่ากับบอกผู้อ่านว่าจะตัดฉาก ควรนำไปแทรกไว้ในย่อหน้าก่อน
สายฝนเริ่มพรำเม็ด สายลมพัดพาสาย(ละออง)ฝนมาแตะแต้มผิวกาย ฉันยังคงยืนเกาะราวระเบียงไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ห้วงคิดวัยเยาว์ยังฉุดดึงฉันไว้ ภาพเด็กหญิงคนหนึ่งที่ไร้เสื้อมีเพียงสวมกางเกงขาสั้นปอนๆ วิ่งเล่นน้ำฝนยังคงแจ่มกระจ่างลบเลือนภาพอื่นเบื้องหน้าเสียสิ้น
Comment : ท่านพลาดตรงนี้!
การเล่าปูทางในย่อหน้าต้น ๆ นำสู่ภาพทรงจำวัยเยาว์ หากยังเล่าด้วยความเป็น 'ฉัน' ซึ่งเป็นผู้ใหญ่แม้จะให้อารมณ์ต่อเนื่องแต่จะได้ภาพที่แบน หากตัดฉาก แล้วเล่าด้วยสำเนียง, ความรู้สึกนึกคิดของเด็กน้อย จะเกิดมิติ เกิดความลึกเหลื่อมซ้อนของอารมณ์เรื่องซึ่งเป็นไฮไลท์ของความเรียงชิ้นนี้
คำซ้ำ : ความสวยงามของรูปประโยค อยู่ที่ใช้คำได้หลากหลาย ข้าพเจ้าเลี่ยงคำซ้ำในประโยคเดียว หรือประโยคใกล้เคียง
สองกลเม็ดข้างต้น เป็นอักขระปฏิบัติอันผู้น้อยวิเคราะห์จากศึกษางานเขียนท่านผู้เลิศรจนาการ (โดยเฉพาะข้อหลัง เจ็ดเล่มของผู้ชนะสิบทิศ บอกอย่างนี้..แน่นอน) ข้อความสองบรรทัดนั้น เป็นข้อปฏิบัติของข้าพเจ้าเอง ขอท่านพึงเก็บไว้เป็นความลับยิ่งยวด หากมิปะผู้รักชอบทางอักขระเที่ยงแท้อย่าพึงบอกกล่าวออกไป มิฉะนั้นจะไม่ต่างยื่นพลอยให้ไก่
เสียงฟ้าร้องครืนๆ มิได้ทำให้เด็กน้อยหวั่นเกรงใดๆ ยังคงแหงนหน้ารับน้ำฝนวิ่งโร่ไปมาไล่จับเพื่อนวัยไล่เลี่ยกันอย่างไม่อนาทร ใดๆ บางครั้งล้มลุกคลุกโคลนตมแล้วหยัดกายขึ้นยืนหัวเราะร่าก่อนจะวิ่งไปฉุดให้ เพื่อนล้มบ้าง จนเมื่อฝนซาเม็ดแล้วนั่นแหละจึงได้แยกย้ายกันกลับบ้าน
Comment : หากบรรยายฉาก เสียงฝน เสียงตะโกน ท่าทาง เสียงหัวเราะ อาการที่ไม่หวั่นเกรงเสียงฟ้าของเด็ก ๆ แทนการเล่าผ่าน ความเรียงชิ้นนี้จะเปลี่ยนจากบทบันทึก เป็น 'งานเขียน' ขอให้ระลึกอยู่เสมอ 'อย่ากล่าว จงแสดง'
เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เด็กน้อยเหล่านั้นไม่มีใครจับไข้สักคนเมื่อกิจกรรมมหาสนุกผ่านพ้น
สายฝนพรำเม็ดหนักขึ้นละอองฝนล้อมอยู่รอบกาย ดนตรีสาย(เพลง)ฝนให้ความไพเราะเพราะพริ้งทุกครั้งที่ได้ฟัง ฉันยังคงยืนเกาะราวระเบียงมองดูเม็ดฝนร่วงหล่น ความเย็นฉ่ำที่ปะทะผิวหน้าทำให้เสื้อผ้าเริ่มเปียกปอน
ไม่ได้วิ่งเล่นน้ำฝนเหมือนก่อน ได้ยืนตากฝนให้ตัวเปียกก็ได้ความรู้สึกดีไปอีกอย่าง
Comment : ไม่ต้องบอกว่าให้ความรู้สึกที่ดี เพียงแสดงให้เห็นว่าเปียกปอน แสดงอย่างไรก็ได้ให้ผู้อ่านรับความรู้สึกดี ไม่ว่าจะเป็นเงยให้เข็มฝนจั๊กใบหน้าแล้วยิ้มกว้างรับรสฝนที่ริมฝีปาก หรือกางแขนรับสัมผัสฝนบนท้องแขนและฝ่ามือ (หากจะให้ติดตลก (ตามอุปนิสัยเรา ๆ) ก็ต้องมีจามสักที แล้วจบ!)
ตรงประโยคปิดท้ายอาจเป็นจุดติดค้างว่ายังกล่าวไม่หมดใจ ขอให้ระลึกเสมอ 'อย่ากล่าว จงแสดง'
หมายเหตุ : เช่นเดิม ทั้งหมดเป็นหางอึ่งกุด ๆ ผู้น้อยเองหาได้เชื่อถือว่าถูกต้องไปเสียทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นเพียงแลกรสของผู้มอบใจแล้วซึ่งรักแห่งอักขระรจนาการ (รอคอยซี่รี่ส์ตอนต่อไป ด้วยระทึกในดวงหทัยพลัน)
๏ หลายครั้งครู่ใจหวิวไหวหวั่น
หลายคราคืนฝันยังหวั่นไหว
เรื่องราวร้อยพันชวนพรั่นใจ
ย้อนปมข่มไว้ในนิยามบางคืนบางค่ำยังครุ่นคิด
มีบ้างไหมเพียงนิดยังคิดถาม
คราย้อนเยือนย้ำประจำยาม
เทียววนทนข้ามท่ามเงาตนบางค่ำบางคืนในคะนึง
บางเงาเหงาซึ้งยังตรึงหน
ย่ำรอยเรื่อยเรียงใช่เพียงพ้น
ย้อนวนทายทัก ฤ รักกันบางยามบางครู่ในตรู่เช้า
ความงามแย้มเย้าราวแสร้งสรร
รายล้อมรอยใจในรำพัน
จับมือจูงฝันเคียงกันไปบางครู่บางยามในความเหงา
ไร้เงาเยี่ยมฝันก็หวั่นไหว
ราวย้อนเยือนแย้งให้แล้งใจ
เปล่าเหงาเปลี่ยวไปในอุ่นอิงจะกี่ครู่กี่ครั้งตั้งคำถาม
ปลอมกลอน ธุลีดาว : ในคำนึง
แย้มนิยามตามไปไขบางสิ่ง
ซุกคำตอบข้องความเถอะ..ตามจริง
ที่เบือนนิ่งมีบ้างไหม..ใจรักกัน ฯ
เนื้อหาจาก : มติชนออนไลน์
ภาพจาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
สิ้นแล้ว ! "รงค์ วงษ์สวรรค์" ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ด้วยวัย 77 ปี เจ้าของตำนานภาษา"เพรียวลม" (ที่ถูกน่าจะเป็น 'เพรียวนม' ธุลีดิน)
ท่านสายทิ้งถ้อยสัพเย้าวาจา..
"เอาล่ะ... คุยกับท่านน้อยๆ จะได้มีเวลาเขียนงานเยอะๆ งั้นแค่นี้แหละนะ ต้องขอตัวไปนอนแล้ว อุ๊ย! ไม่ใช่ แฮ่ ไปเขียนหนังสือแล้วเจ้าค่ะ"
ครั้งหนึ่งบนหนทางฝึกฝนอักขระรจนาการ สามเกลอ(พี่สองพี่สามป๋าไอซ์)เคยสุมกบาลแลกเปลี่ยนถ้อยสนทนาแทบทุกวัน วันละหลายร้อยตัวอักษร หลายสิบบรรทัด หลายมากย่อหน้า
ข้าพเจ้าเป็นคนเสาะค้นประเด็นมาแหมะบนโต๊ะ สามเกลอผลัดกันแพลมลากเก้าอี้มานั่ง ใครจะยกซด โดดตบ หรือชงเองตบเองตามแต่ถนัดใจ
เหล่าท่านนำประสบการณ์ ความคิดเห็น มุมมองเฉพาะตนมาเสนอแลกเปลี่ยน เปิดกะโหลกข้าพเจ้าให้ได้รู้ว่า..อ้อ..ยังมีวิธีคิดแบบนี้ มีมุมมองแบบนั้นอยู่ในโลกอย่าได้มองข้าม อีกทั้งยังมีคมคำคมความที่พี่สองพี่สามหมั่นนำมาฝากเป็นเสมือนผลไม้อักษรรสหอมหวานสำหรับผู้ตระเวนไปในโลกหนังสือ
เราแลกเปลี่ยนอักขระกันอย่างถึงอรรถถึงรส เป็นที่สนุกคิดสนานใจ
สำหรับนักหัดเขียนนั้นเวลาที่ใช้เขียนหนังสือใช่มีมาก เราเจียดจากชีวิตประจำวันเท่าทำได้ จึงเมื่อเขียนอะไรสักอย่าง นั่นเท่ากับได้หยิบฉวยเวลาของวันนั้นไปแล้วสิ้น การจักคิดจักเขียนงานประเภทอื่นอีกนั้นเป็นอันยกไว้ก่อน
ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าลงมือเขียนสนทนาความ สุขที่เพริดเขียนเพลินคุยนั้นหนักอยู่ แต่ทุกข์ที่รู้ตัวว่ายังเขียนนิยายค้างก็หาได้หย่อนกว่ากัน
เมื่อถึงกาลใกล้อ่อนแรงล้า พี่สามเปรยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย "..การพูดคุยของเราทำให้ได้ฝึกจับประเด็น.."
ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าแลกเปลี่ยนปุจฉา-วิสัชนาครั้งนั้นจะช่วยพูนทักษะอักขระพี่สามมากน้อยเพียงใด เพราะเมื่อแรกปะ ลายอักษรท่านก็บรรลุระดับดาบอยู่ที่ใจเสียแล้ว
สำหรับกับข้าพเจ้า การฝึกฝนครั้งนั้นส่งผลให้แคล่วคิดคล่องเขียนขึ้นอย่างไม่มีทางไปถึงเลยหากนั่งฝึกอยู่คนเดียว
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา เราแยกย้ายจากกัน ข้าพเจ้าหันทุ่มเทเขียนนิยายจนจบ
เวลาที่เราใช้ร่วมกันผ่านพ้นไปแล้ว ที่เหลืออยู่ก็คือทักษะเขียนซึ่งติดตัวมาจนทุกวันนี้
เมื่อย้อนมอง การสนทนาของเรามีแต่ก่อประโยชน์โภชน์ผลต่อทุกคน เป็นเพราะเราไม่ได้พูดคุยแต่เรา 'เขียน' ทุกบทสนทนาล้วนเป็น 'งานเขียน' แม้จะไม่ใช่บทความสมบูรณ์ทุกครั้งประสานักหัดเขียนที่ทักษะยังไม่คงเส้นคงศอก แต่ก็มีหลายครั้ง จบบทความแล้วได้งานเขียนที่สาสมใจ
เราไม่ได้นั่งคุยกันอย่างเคยอีกแล้ว แต่ข้าพเจ้าหาได้หลงลืมว่าการกระทำครั้งนั้นส่งอานิสงส์เยี่ยงไร จึงยังคงตั้งใจฝึกจับประเด็นส่งบทสนทนาผ่านกล่องข้อความ และพยายามกระทำสม่ำเสมอ
ท่านกนกพงศ์เขียนจดหมายเป็นประจำ เขียนอย่างประณีตบรรจง เป็นแบบอย่างให้เห็นว่าผู้ที่เป็นนักเขียน เมื่อลงมือเขียน เขาประจงใจในทุกตัวอักษร
ขณะเขียนเรื่องสั้น ความเรียง จดหมายถึงมวลมิตรท่านก็หาได้ละเลย
โลกของคนเขียนหนังสือคงดำเนินไปเช่นนี้ หมุนไปพร้อมกันทุกลายอักขระ
สำหรับยุคสมัยปัจจุบันเราอาจเขียนจดหมายลายมือน้อยลง แต่ตัวอักษรในกล่องข้อความนี้ก็คงไม่ต่างจดหมายที่เราเขียนถึงกัน
แน่ล่ะ..ใจอยากเขียนนิยายเพื่อที่ว่าวันเวลาผ่านจักได้งานเป็นชิ้นเป็นอัน แต่จดหมายก็คืองานเขียนชนิดหนึ่ง นอกจากผลฝึกจับประเด็นแล้ว ยังสามารถรวบรวมเป็นเล่มไม่ต่างนิยายสักเรื่อง
การเขียนทั้งสองอย่างสลับไปมา จึงอาจเป็นสิ่งดีช่วยผ่อนล้าคลายอารมณ์ ทำให้มือไม่ละห่างจากลายอักขระ
คุยกับข้าพเจ้าเยอะ ๆ และเขียนงานเยอะ ๆ เถอะ..ได้โปรด!
OOO
ลุยงานเสาร์-อาทิตย์เต็มที่ขอรับ จะได้มีความสุขกับงานเขียนวันจันทร์มาก ๆ เช่นกัลล์
ขนำน้อยคอยรัก คอยนานนักชักหงอยเหงา
อยากรู้ว่ารักเรา ยังไม่เก่าใช่ไหมเธอ
สี่ห้องหัวใจนี้ ยังล้นปรี่รักบำเรอ
เพียงเจ้าเฝ้าปรนเปรอ ไม่เคยปนสารเคมี
ดอกไม้ที่จัดให้ จงเก็บไว้ให้จงดี
แทนรักจากใจนี่ มอบคนดีที่สุดเลย
บัวขาวบริสุทธิ์ แทนคำพูดสุดเปรียบเปรย
ใจแท้แน่จริงเอย ทุกคำเผยเพียงจริงใจ
ดอกหญ้าร้อยมาส่ง อยากบอกบ่งถึงความใน
ต่ำศักดิ์ทรัพย์โภไคย แต่หัวใจหาใครเกิน
รองรับยามเธอล้ม แทนนุ่มพรมยามเดินเหิน
ด้อยค่าผู้คนเมิน แต่มากเกินจะบรรยาย
ดอกอุตพิดคิดได้ไง(เนี่ย) กลิ่นอาจเพลียละเหี่ยกาย
ทนทานยากทำลาย มิเคยหน่ายรักหมายมั่น
ดอกหน้าวัวแทนตัวพี่ มอบคนดีที่รำพัน
หน้าทื่อไม่หือหัน หัวใจนั้นมันซื่อตรง
สั่งให้มิสลิลลี่ เข้าช่อทีแล้วจัดส่ง
ถึงเธอผู้โฉมยง เฉพาะจงเร่งส่งเลย
รับแล้วช่วยตอบด้วย อาจไม่สวยหรือแสนเชย
ถึงมือแล้วอย่าเฉย ช่วยจ่ายเลย..อืมม์..สามพัน!
@ ระบายผ่านกลอน#02_เถียงนาน้อยคอยรัก (ท่านหนุ่ม)
ห้องพักหมายเลข 510 : ดาดฟ้าตรงข้ามระเบียง (สายลม)
ยามว่าง ยาม(เมื่อ)ต้องการความสงบ ต้องการปลดปล่อยจินตนาการ หรือยามต้องการหลบหนีเรื่องราวบางอย่าง ฉันมักมานั่งที่ระเบียง มองดูต้นไม้พิกลพิการโบกใบหม่นๆ อยู่ไหวๆ ในสายลมที่ผ่านมาหยอกล้อ หากวันใดโชคดีฉันอาจได้นั่งชื่นชมดอกอัปลักษณ์จากความพยายามของบางต้น บางทีฉันก็คิดว่าเจ้าดอกอัปลักษณ์เหล่านั้นก็สวยงามตามแบบฉบับของมัน
Comment : มี 'ยาม' สามคำติดต่อกัน (เหมาะเปิดบริษัทรอปอภอ) การใช้คำซ้ำมักเกิดจากจงใจเน้นย้ำ แต่หากเกิดจากเผอเรอ อาจทอนความงามของประโยค
เมื่อทวนรอบสองขอให้ลองตอบตัวเองว่าเป็นอย่างแรกหรืออย่างหลัง
(ส่วนนี้เป็นรายละเอียดปลีกย่อยเข้าไปถึงเรื่องเอาใจใส่รูปประโยคทุกวรรคตอน ความประสานกลมกลืนของประโยคในหนึ่งย่อหน้า)
ฝั่งตรงข้ามของระเบียงเป็นดาดฟ้าของอาคารขนาดสูง 3 ชั้น ทุกครั้งที่ฉันมานั่งตรงระเบียง ไม่เคยมีสักครั้งที่ฉันจะไม่มองบนดาดฟ้านั้น จะด้วยเพราะทำเลอยู่ในรัศมีสายตาหรืออะไรก็แล้วแต่ ทุกครั้งที่มองฉันรู้ว่านั่นคือความตั้งใจ เพราะฉันอยากมอง
บนดาดฟ้านั้นมีพื้นที่แยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งมีกระเบื้องวางระเกะระกะอยู่มุมหนึ่งสี่ห้าแผ่น นอกนั้นว่างโล่งไปจรดขอบทุกด้าน พื้นที่ส่วนที่สองกั้นเป็นคอกด้วยอิฐโปร่ง สูงระดับเอวของคนรูปร่างมาตรฐานโดยทั่วไป ภายในคอกมีขนาดกว้างยาวประมาณ 3 x 6 เมตร มุมหนึ่งวางโต๊ะหินอ่อนที่เก่าคร่ำจนไม่เหลือสีเดิมให้เห็นไว้ชุดหนึ่ง บนโต๊ะและบนเก้าอี้หลากหลายไปด้วยกระถางต้นไม้ มีทั้ง โป๊ยเซียน ชวนชม บานเย็น กระบองเพชร คละเคล้ากันนับสิบกระถาง แต่ก็ยังพอมีพื้นที่ว่างไว้ให้กางสมุดสักเล่ม และให้ใครสักคนหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ ปั้นจินตนาการเรื่อยเปื่อยสารพันลงบนแผ่นกระดาษที่กางอยู่เบื้องหน้า
นอกจากกระถางต้นไม้ที่วางบนชุดม้านั่งหินนั่นแล้ว ตลอดแนวความยาวของคอกด้านหนึ่ง ยังเรียงรายไปด้วยไม้พันธุ์เดียวกัน เริงร่าท้าแดดลมอวดดอกสดสะพรั่งสลับกันไปมาตลอดทั้งปี ฉันเคยคิดเล่นๆ ว่าเจ้าดอกไม้พวกนี้สามัคคีทำงานเป็นทีมเวิร์คได้ยอดเยี่ยม ผสานด้วยการจัดการที่ดียิ่ง เพราะไม่ว่าจะโผล่หน้าไปมองครั้งใด ฉันจะได้เห็นดอกไม้เหล่านั้นในทุกครั้ง ไม่จากต้นใดก็ต้นหนึ่ง
ด้วยมุมพอเหมาะพอดีจากการคำนวณของสมองที่มองการณ์ไกล หรืออาจด้วยความบังเอิญก็แล้วแต่ ยามดวงอาทิตย์เคลื่อนย้ายจากตำแหน่งเหนือศีรษะแค่เพียงชั่วโมงเศษ โต๊ะหินอ่อนตัวนั้นจะอยู่ในรัศมีร่มเงาของอาคารที่ฉันพัก นั่นหมายความว่าตั้งแต่บ่ายโมงเป็นต้นไป โต๊ะหินก็จะอยู่ในทำเล ‘แดดร่มลมตก’ และทำเลที่ว่าจะแผ่ขยายไปยังบริเวณอื่นเรื่อยๆ ตามดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อย จนเมื่อประมาณบ่ายสามโมงก็กินพื้นที่ทั้งหมดบนดาดฟ้า
วันไหนฤกษ์งามยามดี ฉันเคยเห็นชายผิวขาว อายุราวปลายสามสิบคนหนึ่งถือถังน้ำ เดินรดน้ำให้ต้นไม้เสียทีหนึ่ง โดยไม่สนใจว่ายามนั้นจะเป็นเวลาไหน แม้จะเป็นช่วงแดดเปรี้ยงของยามเที่ยงวันก็เถอะ แต่จากประสบการณ์ที่เคยเจอเพื่อนร่วมห้องรดน้ำต้นไม้เวลาอย่างนี้มาเสียบ่อย ฉันเลยได้คิดว่า บางทีต้นไม้เมืองกรุงอาจไม่แยแสเรื่องเวลาเฉกผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองกรุง ก็เป็นได้
Comment : จบย่อหน้างาม ประทบประเทียบเยี่ยงนี้เป็นรสของบทความ (แต่จะให้ดีไม่ควรใช้คำ 'เมืองกรุง' สองครั้งในประโยคเดียว อาจเลี่ยงเป็น 'เฉกผู้คนที่อาศัยร่วมเมืองก็เป็นได้' ไม่แน่ใจนะ แต่นี่คือประเด็นเดียวกับ 'ยาม')
ฤกษ์งามยามดีของชายผิวขาวเจ้าของดาดฟ้าน่าจะมีปีละครั้ง เพราะตั้งแต่ฉันย้ายเข้ามาพักยังห้องหมายเลข 510 แห่งนี้ร่วม 4 ปี ฉันเคยเห็นชายคนนี้มา 3-4 ครั้ง เห็นจะได้
ฉันเคยนึกสงสัยว่าตัวเองจะรู้สึกอย่างไรนะ หากได้นั่งลงบนโต๊ะตัวนั้น ลงมือเขียนกลอนสักบท ท่ามกลางสีเขียวเข้มของใบไม้ สีเขียวอมเหลืองของโป๊ยเซียน สีบานเย็นสมชื่อบนกลีบบางนวลของเจ้าบานเย็น หรือชมพูอ่อนขลิบชมพูเข้มของแม่ชวนชมที่พลิ้วไหวไปตามเส้นสายของริ้วลมยาม พัดผ่าน
เหล่านวลนางอ่อนไหวเหล่านั้นประหนึ่งราวจะมีชีวิตเริงร่ายเย้ายวนอยู่ในสายลมตลอดเวลา
Comment : ประหนึ่ง กับ ราว ความหมายเดียวกัน น่าจะเลือกใช้สักตัว
หากแหงนหน้าขึ้นมองเบื้องบนก็จะพบผืนฟ้ากว้างกว่ากว้าง บางวันมีหมู่เมฆเกี่ยวก้อยลอยลมชักชวนให้ห้วงคิดเยาว์วัยปลดปล่อยจินตนาการ ออกมาโลดแล่นวาดลายเมฆไปตามใจปรารถนา บางครั้งก็นั่งครุ่นคำนึงว่าเมฆเหล่านั้นจะเดินทางไปสิ้นสุดนะ(ณ)จุดไหน
บางวันที่แหงนหน้าขึ้นไปพบเพียงท้องฟ้าโปร่งใสสีฟ้าครามตลอดทั้งผืน ไร้แม้เศษเสี้ยวของก้อนเมฆให้ผืนฟ้ามีรอยมัวหม่น ราวห่มด้วยผืนพรมกำมะหยี่สีนวลตาที่เสกสร้างมาด้วยมืออันนุ่มนวลของคนเบื้องบน เพื่อโอบประคองสรรพสิ่งเบื้องล่างไว้ด้วยความห่วงหาอาทร น่าแปลกที่ยามนั้นสมองซึ่งมักมีเรื่องราวร้อยแปดพันประการมากรุ้ม(กลุ้ม)รุม กลับว่างเปล่าไร้เรื่องราวร้อยรัดอึดอัดใดๆ มากล้ำกราย เฉกเช่นฟ้าเบื้องบนที่ไร้ก้อนเมฆ
เมื่อมายืนอยู่ริมระเบียงอย่างนี้ฉันมักนึกอิจฉาเจ้าของดาดฟ้าฝั่งตรงข้าม ผู้ครอบครองสถานที่สวยงามและโปร่งสบาย หลายครั้งที่ฉันนึกอยากเห็นเขาขึ้นมาเก็บเกี่ยวสุนทรียะแห่งความงามที่เขามี แทนที่จะปล่อยให้มันเลือนหายไปในแสงแดดสายลมอย่างเดียวดาย
และหลายครั้งอีกเช่นกันที่ฉันนึกอยากมีสะพานทอดข้ามจากระเบียงห้อง 510 ไปยังดาดฟ้าฝั่งตรงข้ามที่ และดื่มด่ำในสุนทรียะแห่งความงามนั้นเสียเอง
แต่หากคิดอีกที ฉันก็ได้ชื่นชมมันมากกว่าเจ้าของอยู่แล้วนี่ แค่นี้ก็คงเพียงพอแล้ว.
Comment : ไม่ใช่ภาษาปะกิดนะเจ้าคะ จึงได้ใส่ฟุลสต็อปตอนจบประโยค
โน้ตจากนายช่าง
เป็นแบบฝึกบรรยายใช่ไหมเอ่ย? หากเช่นนั้นนับว่าบทบรรยายบรรลุเป้าหมายแล้ว(คอมเม้นท์เหล่าสหายหนอนหลายท่านบอกว่าเห็นภาพแจ่ม)
หมายเหตุ : เหมียนเดิม
-เขียนที่ตำบลต้นหมัน
สิบห้ากันยายนสองห้าสองห้า
เรื่องขอลาหยุดเรียนหลายเวลา
เรียนคุณครูจำปา ป.ห้า ค.ด้วยเมื่อคืนน้ำป่ามันบ่าท่วม
พังส้วมพัดเสื่อไม่เหลือหลอ
กว่าจะตื่นขึ้นทันมันไม่รอ
แม่พ่อพัลวัลจนยันเช้าลุยน้ำนั่งแคร่ไปขึ้นเนิน
แล้วต้องเดินไปยังอีกฟากเขา
ตีนพองเพราะไม่ได้ใส่รองเท้า
ไอ้หริ่งร้องเร่าเร่าหิวข้าวแล้วแม่ว่าเดี๋ยวถึงประเดี๋ยวถึง
จะปิ้งปลาให้มึงจิ้มกับแจ่ว
ตั้งแต่สายจนยันตะวันแคล้ว
ฝนยังตกแซ่วแซ่วไม่เคยซาไอ้หริ่งปวดหัวตัวร้อน
แม่คอนใส่หลังรั้งบ่า
พ่อไปหักหน่อไม้ได้มา
ห่อผ้าขะม้าหาไฟฟืนตีชุดจุดไฟจึงได้หมก
กินกันล่กล่กขมขมขื่น
เสียงน้ำคึ่กคึ่กฟ้าครืนครืน
พ่อยืนแล้วร้องเราต้องไปก่อนตะวันลับเขาเราต้องถึง
พ่อดึงผมเดินไปต่อได้
แม่เอาไอ้หริ่งเคียนเอวไว้
ลงภูสู่ไพรฝ่าไร่เนินผมไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนต่อ
แม่พ่ออัตคัดขัดเขิน
จดหมานนี้เขียนระหว่างพักทางเดิน
จะบังเอิญส่งใครยังไม่รู้โดยความเคารพอย่างสูง
เด็กชายนกยูง เพชรหนู
พับแล้วเขียนไว้..."ใครอ่านดู-
ช่วยส่งครูจำปา ป. ห้า ค.
ครูให้วาด ส.ค.ส. ตอน ป.๓
มีสายน้ำ ไหลมา จากป่าเขา
กระท่อมน้อย ริมลำธาร บ้านของเรา
ทั่วลำเนา แต้มสีสวย ด้วยพู่กัน
วันเวลา ผ่านไป ใกล้เกษียณ
ย้อนวัยเรียน เนิ่นนาน จึงสานฝัน
ปลูกเรือนไทย เคียงไม้ป่า นานาพรรณ
ดูลดหลั่น ร่มเรียงราย พริ้งพรายตา
ยามลมแล้ง แย้มบาน ต้านลมร้อน
ต้องแสงอ่อน พวงยาวย้อย ห้อยระย้า
เหลืองอร่าม ทั่วกิ่งก้าน ตระการตา
ลมพลิ้วพา กลีบร่วงหล่น บนพื้นทราย
หมู่ภมร ซอนเซาะกลิ่น กินเกสร
บินเวียนว่อน วกวน จนคล้อยสาย
ตะวันลับ จับขอบฟ้า ดาราราย
ส่องพร่างพราย หรีดร่ำร้อง ก้องกังวาน
ส.ค.ส. ที่วาดไว้ ในวันนั้น
เพียรมุ่งมั่น แผ้วทาง สร้างแก่นสาร
ฝ่าวิกฤติ ด้วยศักดิ์ศรี ปณิธาน
เป็นตำนาน อุทาหรณ์ สอนบุตรชาย
ป.กวีศิลป์
๏ งงอะไรกันเล่าเจ้าเพื่อนยาก
ไยคิดมากขอดเค้นไม่เห็นหน
ถามสายลมงมสายก็หลายทน
ถามสายแดดแผดจนร้อนลนไฟทางฝนเล่าเฝ้าย้ำหล่นย่ำสาย
เช้ายันบ่ายคล้ายยังคงหลั่งไหล
ถามกี่ถามท่ามปรอยก็หงอยไป
หามีไม่คำปลอบที่ตอบความเมื่อหยุดถามย้ำหยั่งนั่งสงบ
จึงครุ่นพบพลางไขในข้อถาม
เดินทางไกลไขว่หาพยายาม
แท้จริงข้ามความเที่ยงเพียงห้วงใจฤดูร้อนก็คือฤดูร้อน
จะนั่งนอนผ่อนพลางที่ทางไหน
ก็อาบน้ำประแป้งร่ำสำราญไป
หลบเงาไม้ในม่านบังฟังนกร้องฤดูฝนก็คือฤดูฝน
จะกี่หล่นกี่สายกี่ลายร่อง
ฟังเสียงฟ้าฟาดฟ้าท้าคะนอง
ครวญเพลงกลองคมกวีปรีชาญาณแล้วถ้าหากฝนจะหล่นหน้าร้อนบ้าง
ก็คงช่างตามใจไยข้องขาน
โลกปรวนแปรไป่แน่มาเนิ่นนาน
หลบนอกชานอ่านหนังสือแล้วปรือตาปล่อยโลกหมุนเวียนไหลไปตามโลก
ท่ามสุขโศกโตรกสราญธารหรรษา
หรือโลดลิ่วปลิวคว้างหว่างธารา
ร่ำน้ำตาในหัวร่อคลอระทมปล่อยโลกเถิดสหายอย่าได้คิด
เพ่งพินิจเพียงใจในเหมาะสม
เป็นอยู่ง่ายงามค่าน่านิยม
รู้อารมณ์ก็ไม่หลงฤดีกาล ฯ@ ท่านคั่น : หรือว่าข้าหลงฤดู
สักวาเศรษฐกิจเศรษฐกุด
มันเม้มมุดขุดโพลงไปโลงไหน
ยินเสียงบ่นเสียงพร่ำอยู่ร่ำไป
เศรษฐกิจจังไรไหลมุดดิน
น้องสาวบอกขายของไม่ค่อยได้
ลูกค้าเคยมีเท่าไรหายหัวเอ้ย!ศีรษะสิ้น
วันวันรับแต่ไข่เก็บไว้กิน
จะให้ดิ้นท่าไหนดีล่ะทีนี้
เพื่อนเปิดร้านร่ำรวยฮ่วยอู้ฟู้
แล้วจู่จู่ร้านว่างลูกจ้างหนี
มันคิดว่าจากไปคงได้ดี
อยู่ที่นี่มีแต่เจ๊งเจ๊งลูกเดียว
ยินท่านหนุ่มบ่นอุบซุปหม้อใหญ่
รับโบนัสใสใสไยนั่งเสียว
ได้วันหยุดเพิ่มมาน่าอิจฉาเจียว
ไม่น่าเหี่ยวหดหำเอ้ย!งำระกำใจ(แหะ แหะ ประทานโทษ กลอนมันพาไป)
เรามาลองเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส
ปะที่ขาดปาดที่เกินกันดีไหม
ที่จำเป็นเก็บไว้ไม่เป็นไร
ที่ไม่ใช้ไขทิ้งบ้างช่างเถอะนะ
อย่างค่าบ้านค่ารถงดไม่ได้
ค่าประกันฯ,ค่าไฟ,ค่าน้ำประปา,อย่าลืมล่ะ
ค่าอาหาร,ค่าเหล้า,เฝ้าชำระ
ส่วนกิ๊กน่ะส่งมาทางนี้เอย ฯ
เจ้าสายฝนเอย..
สาดสายครวญคร่ำฉ่ำฟ้า
แต่เช้าจนสายไม่ยอมซา
เมื่อไรจะลาเล่าเอย
เจ้าเอยปลูกใจ..จะปลูกไว้ในอ่างทอง
คงได้แต่มอง....เคียงครองแค่ฝันวันคล้อย
นับวันคืนเคลื่อน..ยลเพียงดาวเดือนเลื่อนลอย
เมฆเคลื่อนมาคล้อย..ใจคงหลุดลอยเลื่อนเอย
เจ้าเอยปลูกรัก..จะปลูกไว้ในอ่างแก้ว
เมื่อใจรักแล้ว..อย่าแคล้วอย่าได้คลาดคลา
ฝากเพลงลอยลม..ฝากพรมน้ำคำพร่ำหา
ฝากลอยลมมา..รักเราอย่าลาร้างเลย
เจ้าสายลมเอย
เคยพัดเคยพร่ำผ่านพราย
ยามนี้เจ้ามาเงียบหาย
เมื่อไรพัดพรายเจ้าเอย ฯ
ห้องพักหมายเลข 510 : ต้นไม้ริมระเบียง(สายลม)
ในทุกเช้าของสังคมเมือง-มักหนีไม่พ้นเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจร้อยแปดสารพันอย่างดังระงมอยู่ทุกหัวระแหง ไม่เว้นแม้ริมรั้วอพาร์ตเม้นต์เล็กๆ ขนาดเจ็ดชั้นแห่งหนึ่งที่ซุกกายอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ในย่านชุมชนชาวแฟลตของมหานคร
Comment : กาย-ไม่น่าใช้กับสิ่งไม่มีชีวิตนะขอรับ(แต่ใช้อะไรแทนในความรู้สึกเดียวกันนี่สิ..คิดไม่ออก)
ทำเลของอพาร์ตเม้นต์จัดว่าอยู่ในมุมสงบแต่ไม่ถึงกับเงียบนัก ทางทิศเหนือของอพาร์ตเม้นต์มีซอยแคบๆ ขนานไปกับรั้วคอนกรีตสูงเลยศีรษะ พื้นที่ถนนกว้างพอให้มอเตอร์ไซด์วิ่งสวนกันได้แบบทุลักทุเล ในทุกเช้าบริเวณซอยแห่งนี้จะมีพ่อค้าแม่ขายห้าหกรายรวมตัวกันยึดพื้นที่บาง-ส่วนตั้งเป็นตลาดย่อมๆ ขายของสดสำหรับประกอบอาหาร จึงหนีไม่พ้นที่จะมีเสียงจ๊อกแจ๊กคล้ายนกกระจอกแตกรังจากผู้มาจับจ่ายซื้อ-ของ และเสียงมอเตอร์ไซด์วิ่งเข้า-ออกกันขวักไขว่ดังขึ้นมาถึงห้องพักหมายเลข 510 ให้สดับตรับฟัง และแน่นอน ห้อง 510 เป็นห้องพักของฉันเอง
Comment : กล่าวถึงอพาร์ตเม้นต์ในประโยคนำแล้ว หากตัดออกจะกระชับกว่าไหม? ใน-น่าจะมาจาก In the Morning ภาษาไทยไม่ต้องใช้-ใน-ก็ได้ความ
บางคนอาจคิดรำคาญเสียงชุลมุนวุ่นวายเหล่านั้น แต่ฉันไม่เคยรู้สึกอะไรกับมันเลยสักนิด เพราะกว่าฉันจะลืมตาตื่นขึ้นมาผู้คนที่มาจับจ่ายใช้สอยซื้อหากับข้าวคงกลับ-ไปทำมื้อเช้าและนั่งกินกันอิ่มแปล้ ส่วนพ่อค้าแม่ขายก็คงเก็บข้าวของไปนอนตีพุงที่บ้านสบายใจไปแล้ว
ฉันไม่เคยแปลกใจว่าทำไมฉันยังนอนหลับอุตุอยู่ได้ท่ามกลางเสียงนานาสารพันที่-ว่า เพราะครั้งหนึ่งเคยมีคำวิจารณ์จากบางคนมาเข้าหู “มันนอนขี้เซาบรรลัยเลย” นั่นคือคำตอบว่าทำไมฉันยังนอนหลับสบายอยู่บนเหนือเสียงวุ่นวายเบื้องล่างอย่างไม่-อนาทรร้อนใจใดๆ บางทีฉันก็แอบคิดว่านี่เป็นข้อดีอย่างหนึ่งในชีวิตที่ฉันมี (ใช้ 'ของฉัน'แทนเป็นไง?)
Comment : ใช้'บน'ให้ความรู้สึกว่าทับอยู่ด้านบน หากใช้ 'เหนือ' คิดว่าเป็นอย่างไร?(ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ)
ห้องพักหมายเลข 510 มีระเบียงแคบๆ ขนาดหนึ่งคูณสามเมตร ขึงลวดสำหรับตากผ้าไว้ด้านบน มุมฝาผนังติดประตูเป็นที่วางชั้นรองเท้าขนาดสองชั้น ถ้าจะเรียกชั้นวางนี้ว่า ‘สุสานรองเท้า’ คงไม่ผิดนัก เพราะไม่เคยมีใครรื้อรองเท้าที่เอามาวางบนชั้นนี้ไปใช้อีก และไม่มีใครอีกเช่นกันที่ตัดใจทิ้งมันได้ลงคอ รองเท้าที่วางบนชั้นจึงไม่เคยลดลงนอกจากจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
ตลอดแถวริมระเบียงเต็มไปด้วยกระถางต้นไม้หลากสายพันธุ์-ที่เพื่อนร่วมห้องของฉันซื้อมาวางไว้ ก็คงต้องบอกว่าซื้อมาวางไว้นั่นแหละ เพราะตอนที่ซื้อเธอยกมาทั้งกระถาง หาที่เหมาะสมได้แล้วก็วางมันลงไป รดน้ำให้มันบ้างตามสะดวกเจ้าของ ตามความสะดวกที่ว่านี่ก็หมายถึงเวลาที่เธอตื่นนอน ต้นไม้จะได้น้ำทันทีที่เธอลุกจากเตียง ไม่ว่าตอนนั้นจะเป็นเวลาไหน แม้แต่เที่ยงวันหรือบ่ายสอง ทุกครั้งที่ฉันมองต้นไม้เหล่านั้น ฉันมักรู้สึกว่า พวกมันพิกลพิการไม่สมประกอบเลยสักต้น
มุมในสุดของระเบียงเป็นที่ซ้อนเรียงของกระถางเปล่าหลายขนาด ซึ่งจะเพิ่มจำนวนขึ้นตามจำนวนต้นไม้ที่ตายไป แน่นอนว่าตอนนี้มันได้ซ้อนเรียงกันเป็นตั้งสูงจนขี้คร้านจะนับจำนวน และอีกไม่ช้าไม่นานมันคงได้จัดงานเลี้ยงฉลองต้อนรับสมาชิกใหม่อีกครั้ง
กระถางทุกใบล้วนมีตำนานความเป็นมา ฉันจำรายละเอียดได้ไม่หมดในทุกใบ นอกจากใบใหญ่สุดที่จำได้ไม่เคยลืม และมักมีรอยยิ้มผุดพรายตามมาด้วยเสมอในทุกครั้งที่นึกถึง
Comment : ระวังคำ 'ใน' นะขอรับ น่าจะเป็นคำติดปาก
จำได้ว่าวันหนึ่ง เธอผู้เป็นเพื่อนร่วมห้อง ไปเที่ยวสวนจตุจักรและกลับมาพร้อมต้นไม้ชนิดหนึ่งหอบประคองไว้ในอ้อมแขน มันสูงประมาณหน้าอก ใบมีขนาดเท่าเหรียญห้าบาทดกหนาเขียวชอุ่มไปทั้งต้น ด้านบนมีดอกตูมเต่งนับสิบเข่งแข่งกันชูก้านรอเวลาผลิบานอวดความเย้ายวน ฉันถามเธอว่าต้นอะไร น้ำเสียงที่ตอบกลับบอกความภาคภูมิใจเสียนักหนาเมื่อเธอสามารถเป็นเจ้าของมัน ได้
Comment : 'เย้ายวน' เป็นกริยา ไม่น่าจะใส่ 'ความ' นำหน้าเพื่อให้เป็นคำนามได้นะขอรับ ท่านลองคิดถึงกริยา เดิน กิน แล้วใส่ 'ความ' นำหน้าดูจะได้ความรู้สึกที่ข้าพเจ้าเป็นอยู่ แต่เพราะหาใช่ผู้ชำนาญหลักภาษาอันใด จึงคุยกันในแง่มุมความรู้สึก
'กลับ' -จะใช้ต่อเมื่อเป็นไปทางตรงข้ามกับประโยคก่อนหน้า
'เมื่อเธอสามารถเป็นเจ้าของมัน ได้'-คอยระมัดระวังประโยคอย่างนี้นะขอรับ หากกล่าวเพียง 'เมื่อเธอเป็นเจ้าของมัน' ก็ได้ความ คำที่เหลือจึงล้วนไม่มีความจำเป็น
“กุหลาบเลื้อย --- สวยมั้ย”
“อืม สวย”
ฉันไม่ได้พูดโกหกเลย แม้ฉันจะรู้ตัวว่าสายตาฉันไม่ได้มีไว้สำหรับมองงานศิลปะชนิดใดก็ตาม แต่ฉันก็พอแยกแยะความสวยกับความไม่สวยได้ในระดับหนึ่ง และไม่ว่าจะมองมุมไหนกุหลาบเลื้อยต้นนั้นก็สวยหมดจดในความรู้สึกฉัน
ครบหนึ่งอาทิตย์ กุหลาบเลื้อยแสนงามที่เคยเขียวชอุ่มกลับเหลืองอร่ามไปทั้งต้น ฉันยังแอบสงสัยว่าตอนเพาะพันธุ์อาจมีใครสักคนตัดต่อยีนต์ยีนส์(สะกดอย่างนี้ไหม?)จิ้งจกหรือกิ้งก่า-มาใส่ในยีนต์ยีนส์กุหลาบเลื้อยต้นนี้ก็เป็นได้ เพราะมันเปลี่ยนสีได้ฉับไวและมีประสิทธิภาพยิ่ง ไม่มีรอยตำหนิใดๆ ให้เห็น
หลังจากนั้นทุกวันเมื่อเธอตื่นนอน นอกจากเธอจะรดน้ำต้นไม้แล้ว ยังต้องจัดการกับใบของกุหลาบเลื้อยที่ร่วงหล่นเกลื่อนพื้น แต่ไม่น่าเป็นห่วงเป็นใยมากนัก เพราะเธอทำหน้าที่นั้นอยู่เพียงอาทิตย์เดียว กุหลาบแสนงามก็เหลือแค่ตอยืนต้นโด่เด่ ดอกตูมเต่งนับสิบที่มี มีโอกาสแย้มบานชั่วระยะเวลาหนึ่งแต่ฉันคิดว่ามันคงพยายามต่อสู้น่าดูเพื่อ-ให้กลีบแต่ละกลีบได้คลี่ขยายอวดเนื้อนวล
หลังจากจัดการกับซากกุหลาบที่เธอภาคภูมิใจจนเรียบร้อย วันหยุดถัดมาตำแหน่งที่เคยวางกระถางกุหลาบเลื้อย ก็เป็นของต้นไม้อื่น และเป็นของต้นอื่นอยู่(ไป)เรื่อยๆ ซึ่งสลับหมุนเวียนกันเข้ามาทิ้งซากไว้ ไม่เว้นแม้แต่พริกขี้หนู!
ครั้งหนึ่งฉันเคยถามเธอ “แกจะซื้อมาอีกทำไมวะ เดี๋ยวมันก็ตายอีก”
เธอตอบกลับมาว่า “ทำไมล่ะ ก็ฉันอยากปลูก”
คำตอบธรรมดาแต่ความหมายไม่ธรรมดา ทำให้ฉันไม่ถามเธออีก นอกจาก(เฝ้า)มองดูเธอดูแลต้นไม้ของเธอ และชื่นชม(พวกมัน)ต้นไม้เหล่านั้นเมื่อเธอมีโอกาส (ขึ้นย่อหน้าใหม่เพื่อปิดท้าย)
ไม่รู้ว่าแปลกไหมที่ฉันมักนั่งอมยิ้มทุกครั้งเมื่อรู้ว่ามีต้นใดต้นหนึ่งได้จากไปอีกแล้ว
OOO
Note :
เครื่องหมาย - ใส่ไว้ตรงตำแหน่งเว้นวรรคที่ข้าพเจ้าคิดว่าไม่น่าจะเว้น
ขีดทับอักษร เป็นคำที่น่าจะตัดออกได้โดยไม่เสียความและสำนวนภาษา
ในวงเล็บเป็นคำใส่เพิ่ม
วิเคราะห์บทความแยกเป็นสองส่วน
๑ ประเด็น,วิธีนำเสนอ
๒ ข้อปลีกย่อยการใช้ภาษา
๑ ประเด็นและวิธีนำเสนอ
สี่ย่อหน้าแรกน่าจะยุบรวมกันเหลือเพียงแนะนำอพาร์ตเม้นต์
เนื้อหาไม่เกี่ยวกับเสียงชุลมุนจอแจและอาการขี้เซา(“มันนอนขี้เซาบรรลัยเลย” บอกใบ้ให้คนอ่านพยายามเดาว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นจากอาการนี้ แต่ไม่มี) หากเปิดอย่างนี้และเนื้อหานำไปสู่ผลที่เกิดจากอาการขี้เซาในเสียงจอแจและปิด จะได้บทความที่สมบูรณ์
แต่นั่นเป็นคนละประเด็น
ที่ท่านอ่านแล้วรู้สึกสะดุดข้าพเจ้าเดาว่าเป็นเพราะเนื้อหาต้นกลางท้ายยังไม่สอดรับกัน อีกอย่างส่วนเนื้อหายังไม่เร่งเร้าถึงขีดสุดของประเด็นที่ท่านต้องการจับตอนจบจึงไม่ปิดคลิก!ดังหมายใจ
ประเด็นของบทความคือ อุปนิสัยรักต้นไม้(แต่ไม่รักดูแล)
ปัญหาคือนำเสนออย่างไรเมื่อถึงตอนปิดให้ได้ยินเสียง คลิก!
มองประเด็นก็ขำดี ยัยคนนี้รักต้นไม้เสียเอาจริงเอาจังแต่ไม่ยักรักดูแล ตายก็ซื้อใหม่ ตายก็ซื้อใหม่ ยังกะเปลี่ยนแฟน (ว่าไปนั่ลล์..อย่าให้เธอทราบเข้าเชียวเดี๋ยวข้าพเจ้าโดนดี)(แต่อย่าลืมว่าที่มา..เป็นทั่น..แฮ่!)
ลองอย่างนี้ดีมั้ย?
เปิดเรื่องด้วยเธอนักรักต้นไม้กลับจากจตุจักร์มีกระถางกุหลาบมาเต็มอ้อมอุ้ม ไม่ถือเองดีกว่า เอาเป็นว่ามีชายหนุ่มถือมาให้ แนะนำตัวเสร็จสรรพ ท่านนั่งเขียนหนังสือหันมองแล้วยิ้ม เธอทำหน้าเฉียว(เอ่..ทำอย่างไรล่ะหน้ายั่งงี้?)ถามว่า "ยิ้มอะไร!?" ท่านบอก "เปล่า" แล้วนั่งอมยิ้มมองเธอ(กับแฟนหนุ่ม)จัดที่ทางให้กระถางกุหลาบสมาชิกใหม่ มิไยหันมาถามอีก "เอ๊ะ! เธอยิ้มอะไรของเธอหือยัยบ๊อง!?"
ท่านก็ตอบว่า "เปล๊า!"
จบท่อนเปิด จากนั้นย้อนเล่าสภาพทั่วไปของอพาร์ตเม้นต์และระเบียงอันเป็นสุสานกระถาง (ทำให้คนอ่านสงกาว่าทำไมระเบียงจึงเป็นสุสานกระถางไปได้) เดินเรื่องเข้าเนื้อหาท่อนกลางบรรยายยุทธวิธีดูแลต้นไม้ของสหายนักรักษ์พรรณพฤกษ์ บรรยายให้เว่อร์ไปเลย
เว่อร์อย่างไรหรือ?
อ่า..ขนาดที่ว่าดอกกุหลาบของเธอคอตกอยู่ในแสงอรุณเกสรละห้อยอ้อนมองผู้เป็นเจ้าของที่กำลังนอนซูดน้ำลายไหลย้อยกอดหมอนข้างอุตุ (ซ้ำยังทำปากขมุบขมิบ) ไม่ก็กลางแสงเดือนเหลียวใบมองหาหล่อนผู้เป็นเจ้าของที่ยังไม่กลับมาจากปาร์ตี้ กลับมาก็ขมีขมันรดน้ำจนสำลัก(แบบว่ารดเผื่อตอนเช้า)
ผลก็คือตายเกลี้ยง
และปิดด้วยคุณเธอกับกระถางใบใหม่ แน่ล่ะชายหนุ่ม(ที่ไม่ใช่คนเดิม)ถือมาให้ ท่านนั่งเขียนหนังสือหันมอง หลังแนะนำตัวกันแล้วก็อมยิ้มแบบเดิม อืมม์ ปิดด้วยบทสนทนาสักหน่อยดีไหม ประมาณ..
"ทำไมกระถางเยอะอย่างนี้ล่ะครับ" เพื่อนชายสงสัย
"เอ่อ.." นักรักษ์ต้นไม้อึ้งนิดนึง "แม่บอกว่าฉันมือร้อนปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้นน่ะค่ะ"
ท่านนั่งอมยิ้ม เสียงจากระเบียงฟังว่า
"ยิ้มอะไรยัยบ๊อง!?"
อิ อิ อิ จบ (อาจต้องเปลี่ยนหัวเรื่องเป็น 'คนมือร้อน')
ไม่มีอะไรดอกขอรับ แค่อยากบอกว่าจับประเด็นให้มั่น เปิดให้ตรงประเด็น แล้วบรรยายองค์ประกอบ(ฉาก บรรยากาศ เนื้อหา) ไปยังประเด็น (ท่อนนี้จะยาว-สั้น พลิกแพลงอย่างไรก็ได้แล้วแต่ทักษะเฉพาะตน)และไม่ลืมปิด ฉับ! เข้าหาประเด็น
เอาไว้ข้าพเจ้าจะนำความเรียงที่สอดรับต้นกลางท้ายอย่างน่ากราบมาให้ลองชม (แต่ต้องทวงนา ไม่งั้นจะถือว่าท่านยังไม่มีเวลานำพา)
๒ ข้อปลีกย่อยการใช้ภาษา
ส่วนนี้อยู่ใน Note&Comment ด้านบน
หมายเหตุ : ทั้งหมดเป็นเพียงความเห็นต่ำต้อยไร้หลักการทางภาษาใด ๆ รองรับ ข้าพเจ้าเพียงกระดุกไปตามหางอึ่งกุด ๆ จะพอกระดิก หาได้นึกคิดไปว่าถูกต้องเสียทั้งสิ้นทั้งเพ หวังแค่สะกิดชวนชายตา ที่ใดตำแหน่งใดท่านมิได้พร้อมใจเอออวยขออย่าได้คิดระคายใจไปว่า ชิชะมาตัดมาแก้ของเราได้อย่างไร หากท่านยังคงไว้ก็หาได้ราญน้ำใจข้าพเจ้าแม้น้อย
เพียงหวังให้ท่านชั่งใจ ทบทวนตำแหน่งที่ทักท้วง หากมีจุดใดแก้แล้วพาทักษะไปในทางที่คล่องเขียนขึ้น นั่นย่อมนำความสุขใจแก่สหายน้อยของท่านยิ่งแล้ว
มัธยมวันสวัสดิ์ขอรับท่านสาย
หวังว่าเช้านี้ท้องฟ้าทางโน้นจะสดใส ชักชวนท่านปฎิบัติภารกิจโดยเบิกบานใจ ไม่มีหงุดหงิดอย่างวันวาน
ข้าพเจ้าทางนี้พอจะฟื้นไข้ คิดปัดกวาดขนำซักล้างเสื้อผ้าหลังละเหย้าร่วมสัปดาห์ ฝนก็พรำเม็ดเสียแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง ถึงตอนนี้ยังทมึนหม่นก่นแต่เสียงครางครืนร่ำ ๆ จะรินหยาดเสียไห้ได้
เป็นอันผลัดซักผ้าไว้วันถัด วันนี้คงปัดกวาดเอาผงเอาฝุ่นออกเสียก่อนจะส่งผลกับร่างกายยึดเยื้อภูมิแพ้ให้ยื้ออาการนานไปกว่านี้
ผ่านไปแล้วสองเดือน
ที่เขียนได้เป็นชิ้นเป็นอันมีก็แค่บันทึกหลวงพระบางไม่กี่หน้า ความตั้งใจจะนำ 'กาลครั้งหนึ่ง' ไปให้ได้อย่างน้อยหกสิบหน้าตามจำนวนวันเป็นอันล่มสลาย
ภารกิจชีวิตส่งผลต่องานเขียนอย่างมากมาย ถึงตอนนี้ลองอ่านทวนหวังดำเนินเรื่องต่อ แต่อารมณ์เรื่องที่เคยมีอยู่ไม่ทราบหดหายไปหนใดเสียหมดแล้ว
การทิ้งเรื่องลืมไว้ดีต่อการทบทวน แต่ไม่ดีแก่การจะเขียนต่อเลย
ทุกครั้งที่พยายามกลับเข้าในอารมณ์เรื่องเป็นความทรมานใจนัก คงไม่ต่างพยายามสวมรองเท้าผิดเบอร์ ขนาดเล็กกว่าเท้า ต้องยัดแล้วยันอีกกว่าสวมเข้า ครั้นสวมไปแล้วก็หาได้ยังความสะดวกสบายแก่เท้าประการใด ด้วยผิดขนาดเสียแล้วแต่ต้น
ตรงนี้เองเป็นจุดที่ข้าพเจ้าต้องฝึกฝน
ต้องผ่านให้ได้ มิใช่อารมณ์ขาดช่วงแล้วละทิ้งเริ่มเรื่องใหม่เรื่อยไป
จุดอ่อนของกาลครั้งหนึ่งที่ท่านเคยทักไว้เรื่องนางบ่าวไม่รู้จักคันฉ่องก็ชวนสะดุดคิดว่าฝืนจริงเพียงไร..หรือไม่ เรื่องนี้ก็สุดจะค้นคว้าว่ามีไหมที่ทาสยุคกลางรัชกาลที่ ๕ จะไม่รู้จักคันฉ่อง
อีกประการเล่า การใช้คันฉ่องเป็นตัวเชื่อมเรื่องก็ดูเหมือนจะเลียน 'ทวิภพ' จนจงใจ เกรงทำลายเรื่องไปเสียโดยตื้นเขิน
อาจบางทีข้าพเจ้าสมควรรื้อทั้งเรื่อง แล้วประกอบขึ้นใหม่ด้วยลายอารมณ์ประจุบันโดยมิพักเสาะหาร่องรอยอารมณ์เดิมอันได้เริ่มไว้
ทั้งหมดล้วนเป็นอานิสงส์ของการที่ได้มีสหายผู้ร่วมรักในลายอักขระของกันและกันช่วยสอดตาแล
หากไม่ได้ท่านทักท้วงไว้ ปล่อยข้าพเจ้าดำเนินเรื่องไป การจักแก้ไขภายหลังนั้นอาจเป็นการยาก อีกหากบังเอิญเป็นประเด็นหลักของเรื่องอาจถึงต้องแก้ยกกระบิ เช่นนั้นคงถึงเป็นลมล้มพับเมื่อปลายทาง
ขอท่านรับทราบ ข้าพเจ้าตระหนัก การได้มีท่านช่วยอ่านเป็นความสำคัญต่อข้าพเจ้ายิ่งยวด ครั้นคิดจะนำระกำแก่การเปิดอ่านให้ท่านต้องลำบากนั้น เป็นที่กล้ำกลืนต่อข้าพเจ้านัก
แต่ด้วยตั้งใจไว้ว่าเมื่อปลายปี จะส่งเรื่องให้ 'ทมยันตีอะวอร์ด' พิจารณา เงื่อนไขหนึ่งก็คือเรื่องต้องไม่ผ่านการเผยแพร่มาก่อน
ข้อนี้เป็นที่น่ากังขาสำหรับการเผยแพร่บนบล็อกซึ่งอ่านกันก็แต่เราท่าน แต่หากเรื่องจะต้องตกพิจารณาไปเพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าก็คงผิดต่อตัวเรื่องไม่น้อย เพื่อตัดไฟเสียต้นลม ข้าพเจ้าคิดโพสท์เรื่องโดยใส่ระหัส (ยังไม่ทราบว่าจะทำกับ Blogger ได้หรือไม่) ซึ่งระหัสก็หาใช่ความลับอันใด แต่จะเป็นตัวบล็อกไม่ให้เสิร์ชเอ็นจิ้นหาเจอ และขัดสะดวกที่จะต้องผ่านอีกขั้นตอนก่อนเปิดอ่าน ซึ่งก็หวังว่าท่านที่เคารพรักจะให้ความเห็นใจ แลแจ้งผลว่าเข้าได้มิได้ สะดวกมิสะดวกเยี่ยงไร เพื่อข้าพเจ้าจะได้ปรับปรุงแก้ไขต่อไป
หลังผ่านภารกิจชีวิตครั้งนี้ ข้าพเจ้าคงได้คืนชีพจรอักขระ นั่งขีดเขียนทุกย่ำค่ำดังเคยกระทำ ตั้งมั่นว่าจะครุ่นอยู่กับ 'กาลครั้งหนึ่ง' จนกว่าจบเรื่อง
จะกระทำได้ดังตั้งใจหรือไม่ยังไม่แน่นัก แต่จะเริ่มด้วยปัดกวาดขนำจัดโต๊ะเขียนหนังสือให้เรียบร้อยสะอาดตาเสียในบัดเดี๋ยวนี้
สุดสัปดาห์หน้าคุยกันใหม่ขอรับท่านสาย
คารวะ


