Suscríbete RSS
Comentarios RSS
Subscríbete por E-mail

ล่าเพชรพนมรุ้ง

El perdón es una decisión, no un sentimiento, porque cuando perdonamos no sentimos más la ofensa, no sentimos más rencor. Perdona, que perdonando tendrás en paz tu alma y la tendrá el que te ofendió.
Random Image

ขนำซำหม้อ

เรื่องสั้นเบาขมอง รางวัลชมเชยจุดประกายวรรณกรรมอะวอร์ด ครั้งที่ ๑

สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง

บันทึกไปหลวงพระบางทางเรือช้า ช้าจริง ๆ ช้าได้ใจ

พลับพลึงไพร

นิยายรักลูกทุ่งระเบิดภูเขาเผากระท่อม อ่านง่ายสบายกระหม่อม

ดวงใจกระซิบรัก

นิยายรักเล่มเล็ก บรรยากาศย้อนยุคริมฝั่งทะเลสาบสงขลา

ก้าวรอก้าวปี2 กุมภาพันธ์นี้


เติมอ่าน >>

คมคำ-คมความ : ถุงกาแฟ

จาก : หนอนในตะกร้า www.winbookclub.com

คำถามหนึ่งที่ผมได้รับบ่อยมากในรอบหลายปีนี้คือ การอ่านระหว่างบรรทัดคืออะไร?

การอ่านระหว่างบรรทัด แปลมาจากภาษาอังกฤษ read between the lines ทำให้หลายคนคิดว่ามันเป็นแนวคิดของฝรั่ง แต่ความจริงแล้วความหมายของมันเป็นสากล นั่นคือการอ่านอย่างระวัง อ่านอย่างวิเคราะห์

หากพูดแบบไทยๆ ก็คือ อ่านให้แตก หรืออ่านเอาเรื่อง

ในสมัยผมยังเป็นเด็ก มีวิชา 'อ่านเอาเรื่อง' เจตนารมณ์ของวิชานี้ก็เพื่อให้เด็กพัฒนาความสามารถในการ อ่านเพื่อจับเนื้อหาหลักของเรื่องนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ขุนช้างขุนแผน หากอ่านเพลินๆ ก็อาจคิดว่าเป็นเรื่องรักสามเส้าผสมอีโรติกที่ใช้ฉากอยุธยา ผู้อ่านอาจหลงเพลินไปกับฉากเซ็กส์ของขุนแผน จนลืมแก่นเรื่องว่าอาจเป็นเรื่องการเมืองในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งอยุธยา

การอ่านระหว่างบรรทัดคือการอ่านแบบวิเคราะห์เนื้อหาและความหมายที่แท้จริงของเรื่อง โดยตัดเอาส่วนที่เป็น 'ส่วนเกิน' ออก ลองนึกภาพการชงกาแฟแบบเก่าที่ใช้ถุงกรอง ผู้ชงจะตักผงกาแฟใส่ถุง เทน้ำร้อนตามลงไป น้ำกาแฟที่ไหลออกมาคือแก่นแท้ของเรื่อง กากกาแฟคือ 'ส่วนเกิน'

และถุงกาแฟคือตัวกลั่นกรอง ก็คือกรรมวิธีการอ่านระหว่างบรรทัด

เมื่ออ่านแตก ก็จะเข้าใจว่าอะไรเป็นน้ำกาแฟ อะไรเป็นกากกาแฟ

นี่คือแนวคิดของพวกไม่เชื่ออะไรง่ายๆ หรือ skeptics

การอ่านระหว่างบรรทัดไม่ได้กินความแค่การอ่านหนังสือ อย่างเดียว แต่รวมไปถึงการเสพสื่ออื่นๆ ด้วย

ทว่าการอ่านระหว่างบรรทัดไม่ใช่แค่การวิเคราะห์คำพูด หรือตัวอักษร แต่ต้องดูองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช่น สถานการณ์ วิธีการพูด พื้นฐานของคนพูด ไปจนถึงอารมณ์ของผู้พูด

ดังฉะนี้เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยกับชายคนหนึ่งว่า "ฉันเกลียดคุณ" ความหมายอาจเป็น "ฉันชอบคุณ"

และตรงกันข้าม หากหญิงสาวบอกรัก อาจหมายถึงเกลียด เนื่องจากเราต้องอ่านสีหน้า แววตา อารมณ์ของผู้พูดในเวลานั้นด้วย

หรือใครคนหนึ่งบอกว่า "เพื่อนของผมคนนี้อัจฉริยะชิบหายเลย" ความหมายที่แท้จริงอาจเป็นว่า เพื่อนของเขาโง่มากๆ เขาพูดประชดต่างหาก เป็นต้น

สำหรับในงานเขียน เนื่องจากเราไม่อาจอ่านสีหน้าแววตาของผู้เขียน หรือไม่รู้จักคนเขียน เราก็ต้องอ่านข้อเขียนนั้นๆ ให้ละเอียด อ่านวิเคราะห์เนื้อความที่แท้จริงของข้อความนั้นๆ ไม่ใช่อ่านเอาความหมายจากคำโดยตรง (literally) เสมอไป

วิธีการอ่านระหว่างบรรทัดทำได้โดยล้างอคติทุกอย่างของตนเองและอคติเกี่ยวกับผู้พูดผู้เขียนก่อน ยกตัวอย่างเช่น หากผู้พูดผู้เขียนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีปริญญาติดตัวสิบใบ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาพูดเขียนเป็นสาระที่เชื่อถือได้เสมอไป เช่นเดียวกัน หากผู้พูดผู้เขียนเป็นอาชญากร ก็มิได้หมายความว่า สิ่งที่เขาพูดเขียนจะผิด

อีกข้อหนึ่งคือ จงอย่าเชื่อทุกอย่าง ตั้งคำถามแย้งเสมอ และคิดว่าคนเขียนอาจโง่กว่าเรา

ถามว่าทำไมต้องอ่านระหว่างบรรทัด? ปวดหัวเปล่าๆ คำตอบคือ โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข้อความซ่อนเงื่อน ที่เห็นชัดก็คือข้อความโฆษณา คำสัญญาของนักการเมือง ฯลฯ และหลายข้อความ

การอ่านระหว่างบรรทัดนั้นอาจช่วยประหยัดเงินทองและเวลาของคุณได้มหาศาล ไม่ต้องถูกหลอกหรือเสียเงินไปกับ 'กากกาแฟ' โดยไม่จำเป็น

ขอยกตัวอย่างการอ่านระหว่างบรรทัดสักบท :

หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก และ The Bangkok Post วันนี้ (22 มกราคม 2552) รายงานข่าวในลักษณะเดียวกันถึงคดีคลินิกแห่งหนึ่งที่จังหวัดสมุทรปราการ รักษาเด็กชายคนหนึ่งที่เป็นฝีในปากด้วยการผ่าตัดขริบหนังปลายอวัยวะเพศของเขา

ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า "เรื่องดังกล่าวเกิดความผิดพลาดในการรักษาเนื่องจากการติดต่อสื่อสารผิดพลาดทั้งที่แพทย์ดำเนินการและเขียนสั่งถูกต้องทุกอย่าง โดยแพทย์เขียนคำวิธีการรักษาเป็นภาษาอังกฤษว่า 'EXCISION' ที่มีความหมายว่า 'ให้ตัดเอาออก' ซึ่งหมายถึงให้ตัดเอาฝีในปากออก แต่เจ้าหน้าที่ที่รับหน้าที่ในการดำเนินการเข้าใจผิดคิดว่าแพทย์สั่งให้ขริบอวัยวะเพศเด็ก หรือ 'CIRCUMCISION' ...

"การขริบปลายอวัยวะเพศเด็กไม่มีข้อเสีย แต่กลับเป็นประโยชน์ต่อเด็ก ทำให้โอกาสในการเป็นโรคมะเร็งและกามโรคน้อยลง ซึ่งหลายประเทศให้เด็กขริบหมด แต่ประเทศไทยไม่นิยม โดยเฉพาะเด็กรายนี้จะเป็นประโยชน์มาก เนื่องจากเด็กมีปัญหาหนังหุ้มปลายถลกไม่สุด หากปล่อยไว้จะทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค จนอาจนำไปสู่การก่อมะเร็ง"

ในสารนี้ น้ำกาแฟคือ "แพทย์รักษาผิดพลาดเนื่องจากการสื่อสารผิดพลาด"

กากกาแฟคือ "เด็กโชคดีที่ได้รับการขริบปลายอวัยวะเพศ"

ถ้าผู้อ่านหลงคิดว่ากากกาแฟเป็นน้ำกาแฟ ก็อาจรู้สึกว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องถูก และความผิดกลายเป็นความชอบธรรมไปแล้ว

การดื่มกาแฟที่อร่อยจึงต้องใช้ถุงกาแฟที่มีคุณภาพ และเมื่อถุงกาแฟรั่ว ก็อย่าดันทุรังใช้มันต่อไป เพราะน้ำกาแฟที่ได้มาอาจเต็มไปด้วยตะกอนของผงกาแฟ ดื่มแล้วติดคอ

วินทร์ เลียววาริณ
22 มกราคม 2552


เติมอ่าน >>

Writer's Toolbox : หลักการเขียนสารคดี

หลักการเขียนสารคดี : สารคดีออนไลน์
โดย อรสม สุทธิสาคร

สารคดีเป็นวรรณกรรมชนิดหนึ่ง หากต่างจากวรรณกรรมอื่นที่เป็นเรื่องแต่ง (เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น หรือบทกวี) ตรงที่สารคดีเป็นวรรณกรรมที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ดังนั้น คุณค่าของสารคดีจึงเป็นงานที่สะท้อนสัจจะความเป็นจริง ให้ทั้งสาระความรู้ และรสของวรรณกรรม มิใช่เป็นงานที่สร้างจากจินตนาการที่อาจอ่านเพื่อความเริงรมย์ เพียงประการเดียว

“ข้อเท็จจริง” เหล่านี้ ทำให้คนเขียนสารคดีไม่สามารถนั่งทำงานอยู่ตามลำพังในห้องหับกับจินตนาการ ความฝันของตนเองได้ แต่ต้องก้าวออกไปหาข้อมูลจากภายนอก งานข้อมูลจึงถือเป็นหัวใจหลักของการทำงานสารคดี

หากจะเริ่มต้นเขียนสารคดีสักเรื่องหนึ่ง ควรเริ่มต้นอย่างไร ?

พื้นฐานแรกของการเขียนหนังสือที่ดี คือการเป็นนักอ่าน การอ่านเป็นพื้นฐานของการเขียน ทำให้เราได้รู้วิธีการเรียบเรียงความคิด ได้คลังคำ ได้ความรู้ นอกจากมีความรักในการอ่านแล้ว หากจะเริ่มต้นลงมือเขียน ควรเลือกเรื่องที่เราสนใจ หรืออาจเป็นเรื่องที่เราคุ้นชิน หรือเรื่องใกล้ตัว เพราะการเลือกเรื่องที่เราสนใจ ทำให้เรามีความบันดาลใจหรือแรงขับดันในการทำงาน ซึ่งมีผลให้เราทำงานด้วยความสนุก หรือการเลือกเรื่องใกล้ตัวที่เราพอคุ้นชิน ทำให้เราเริ่มต้นหาข้อมูลไม่ยากจนเกินไป

กฎของการเริ่มต้นมีว่า ให้ทำอะไรง่าย ๆ ไปก่อน อย่าเพิ่งรีบร้อน จะได้ไม่ท้อ เมื่อเราสั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ เก่งกล้าขึ้นแล้ว ค่อยปล่อยวิญญาณความท้าทายโจทย์ยาก ๆ ให้เต็มที่ได้

เราจะหาข้อมูลได้อย่างไร ?

โดยหลัก ๆ ข้อมูลอาจแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือข้อมูลเอกสาร และข้อมูลบุคคล

ก่อนออกไปเก็บข้อมูลจากภาคสนาม หรือภายนอก เราควรค้นคว้า หาข้อมูลเอกสารไว้ก่อน เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน เป็นการเตรียมความรู้ ความพร้อมของตนก่อนไปพบข้อมูลบุคคล

จากข้อมูลเอกสารที่มีอยู่ อาจทำให้เราได้รู้ว่ามีข้อมูลบุคคลท่านใดที่น่าสนใจที่เราจะไปพบได้ด้วย

ข้อมูลเอกสารนั้นอาจพอค้นคว้าหาได้จากห้องสมุด จากหนังสือพิมพ์ พ็อคเก็ตบุ๊ค หนังสือเก่า หอจดมหายเหตุ เป็นต้น แต่การไปพบแหล่งข้อมูลบุคคลนั้น ต้องอาศัยเทคนิคในการทำงานเก็บข้อมูลไม่น้อย

เคยมีผู้ถามผู้เขียนว่ามีเคล็ดลับอย่างไรในการสัมภาษณ์แหล่งข้อมูล เคล็ดลับของผูเขียนมีอยู่ว่าทำให้แหล่งข้อมูลรู้สึกว่าเขาไม่ได้ให้สัมภาษณ์เรา ซึ่งเป็นคนแปลกหน้าอยู่ แต่กำลังพูดคุยอยู่กับใครสักคนซึ่งเป็นคนที่เขารู้จักคุ้นเคย เป็นเพื่อนหรือญาติมิตรของเขา การที่เขาไว้วางใจเรา เขาจะไม่รู้สึกเกร็ง แต่จะพูดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ธรรมดา ทำให้เราได้ข้อมูลอย่างที่เป็นจริง และลุ่มลึกกว่า

งานเขียนสารคดีที่ดีต้องมีข้อมูลที่รอบด้านและลุ่มลึก จากข้อมูลที่รอบด้าน ลุ่มลึกนี้เอง ทำให้ผู้อ่านได้ข้อมูลใหม่ ๆ อันทำให้เกิดมุมมองใหม่ ๆ ในการมองชีวิตในประเด็นเรื่องนั้น ๆ

การจะมีข้อมูลที่รอบด้าน ลุ่มลึกได้ ต้องมาจากการขยันหาข้อมูล ลงพื้นที่จริงนับครั้งไม่ถ้วน พูดคุยกับผู้คนหลากหลายชีวิต

ข้อพึงระวังคืองานสารคดีต้องมีความเที่ยงธรรม มีความเป็นกลาง และไม่ตัดสินผู้คน คนเขียนสารคดีเพียงเสนอข้อมูลผ่านงานเขียน วิจารณญาณเป็นของผู้อ่าน ไม่ใช่ผู้เขียน

สิ่งใดที่เป็นคุณสมบัติของคนเขียนสารคดี ?

เนื่องจากงานเขียนสารคดีเป็นงานที่ต้องใช้วิทยายุทธหลายด้าน หากจะอนุมานได้ง่าย ๆ คือต้องมีทั้งความเป็นนักฝัน หรือนักจินตนาการ และความเป็นนักปฏิบัติอยู่ในตัว ดังนั้น คุณสมบัติของคนเขียนสารคดีที่ดี จึงอาจมีหลายประการ พอประมาณคล่าว ๆ ได้ดังนี้

1. เป็นคนที่ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษาอยู่ตลอดเวลา มีความสนใจใคร่รู้ กระตือรือร้น
2. เป็นคนละเอียดอ่อน ช่างสังเกต ช่างคิด
3. เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์
4. มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี สุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน เข้าไหนเข้าได้ ปรับตัวให้เข้ากับผู้คนและสภาพแวดล้อมได้ง่าย
5. มีพลัง ความตั้งใจจริง มีน้ำอดน้ำทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดง่าย ๆ
6. มีความยุติธรรม มีเมตตา รักในเพื่อนมนุษย์ มีใจที่เปิดกว้าง ไม่คับแคบและไม่ตัดสินคน

สู่กระบวนการ ขั้นตอนการเขียน

เมื่อได้ข้อมูลมาทั้งหมด ก็ถึงขั้นตอนการเรียบเรียง การเขียน ก่อนลงมือเขียน ให้อ่านทบทวนข้อมูลที่ได้มาทั้งหมด เพื่อทำความเข้าใจแล้วย่อยข้อมูล แบ่งหมวดหมู่ หัวข้อ ว่าส่วนไหนควรอยู่กลุ่มไหน หากได้ข้อมูลมาจำนวนมาก ถ้าลงทั้งหมดก็จะกินเนื้อที่หน้ากระดาษ อาจจำเป็นต้องตัดข้อมูลบางส่วนทิ้งไปบ้าง โดยให้เลือกคงข้อมูลที่น่าสนใจกว่า หรือเป็นข้อมูลใหม่ไว้

การร้อยเรียงงานเขียนให้น่าสนใจ น่าอ่าน ย่อมมาจากการเรียบเรียงความคิดให้เป็นระบบระเบียบก่อนจรดปากกา ดินสอ หรือกดแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์

เมื่อจะลงมือเขียน เราอาจแบ่งหัวข้อ หรือพล็อตเรื่องคร่าว ๆ ได้ดังนี้

1. การเปิดเรื่อง ผู้เขียนแต่ละคนอาจเลือกวิธีการเปิดเรื่องไม่เหมือนกัน เช่น บางคนเปิดเรื่องด้วยการเล่าเรื่องเป็นปมปริศนา เพื่อยั่วให้ผู้อ่านใคร่รู้ อยากติดตาม บางคนอาจเปิดเรื่องด้วยฉากอันเป็นไคลแม็กซ์ของเรื่อง เป็นต้น ทั้งนี้ การเปิดเรื่องอาจเป็นไปได้หลากหลาย ไม่จำกัดว่าต้องเป็นแบบใดแบหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่มีหลักง่าย ๆ ว่าขอให้การเปิดเครื่องเป็นไปอย่างน่าสนใจ สามารถตรึงอารมณ์ความสนใจของผู้อ่าน ทำให้อยากติดตามอ่านงานต่อไป
2. เนื้อเรื่อง อาจแบ่งออกเป็นประเด็นหรือหัวข้อย่อย ๆ หลายหัวข้อ (ทั้งนี้ อาจขึ้นกับสโคปของเรื่อง ความสั้นยาวของเนื้อที่ ฯลฯ) เช่น สกู๊ปเรื่อง ข่มขืน อาจแบ่งหัวข้อย่อยเป็น
ก. เคสของผู้ถูกกระทำ 2-3 ราย
ข. เคสของผู้กระทำ 1-2 ราย
ค. ผลกระทบด้านต่าง ๆ อันเกิดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ เช่น ผลกระทบด้านจิตใจ ด้านร่างกาย ด้านกฎหมาย
ง. หนทางป้องกัน แก้ไขปัญหานี้
ฯลฯ

3. การปิดเรื่อง หรือการทิ้งท้ายบทจบของเรื่อง อาจมีได้ต่างแบบต่างสไตล์ บางคนมีกลวิธีการเล่นแบบเอาบทเริ่มต้นมาเป็นบทจบบทเดียวกัน บางคนจบแบบขมวดปมไว้ให้คิด บางคนอาจจบด้วยฉากสวย ๆ ตราตรึงอารมณ์ ทำให้ใจผ่อนคลาย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สารคดีที่ดีก็คงเหมือนภาพยนตร์ดี ๆ สักเรื่อง คือเปิดมุมมองทางปัญญาให้กับผู้อ่าน คือจบแล้วเหมือนไม่จบ แต่มีข้อให้ขบให้คิดนั่นแล

ข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับคนเริ่มต้น

งานสารคดีที่ดีไม่เพียงแต่มีข้อมูลที่ดี น่าสนใจเพียงประการเดียว หากงานเขียนสารคดียังถือเป็นวรรณกรรม ดังนั้น ด้วยพลังอำนาจของวรรณกรรม จึงต้องอ่านแล้วได้อรรถรส ได้อารมณ์ความรู้สึก ไม่แห้งแล้ง รกเรื้อด้วยข้อมูลที่ตายซาก เหมือนกระดูกที่เดินได้ การจะทำให้งานเขียนสารคดีมีชีวิต ผู้เขียนจึงต้องมีความละเอียดอ่อน ใช้ภาษาที่มีจินตนาการ สละสลวย ความช่างสังเกตพิจารณา เก็บซับบรรยากาศในขณะเก็บข้อมูล จะทำให้งานเขียนมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น

เช่น ขณะไปเก็บข้อมูลเรื่องการทำแท้งในคลินิกทำแท้งของแพทย์ปริญญารายหนึ่ง บนเตียงตรวจอายุครรภ์ในห้องแพทย์ ผู้เขียนเหลือบมองไปที่ฝาผนังห้อง เห็นภาพพระสยามเทวาทิราชสีทองสุกปลั่งอยู่บนหิ้งบูชา หากอยู่ในบ้านคนธรรมดาทั่วไปหรือในห้องพระ ก็คงเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ภาพอันขัดแย้งนี้ทำให้บรรยากาศในห้องดูมีเสน่ห์ น่าสนใจสำหรับคนอ่าน

หากเราไม่ใช้ความสังเกตหรือไม่มีความละเอียดอ่อนพอ เราก็จะเลยผ่านภาพนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

สารคดีจึงเป็นงานที่ทั้ง “อ่านเอาเรื่อง” (เพราะมาจากเรื่องจริง อ่านแล้วได้ความรู้) และ “อ่านเอารส” (เพราะเป็นงานวรรณกรรม)

จรรยาบรรณต่อแหล่งข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากคนที่ทำงานสารคดีไม่อาจทำงานตามลำพังตนได้ ต้องอาศัยแหล่งข้อมูลโดยตลอด แม้ว่าเราอาจไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับการกระทำของแหล่งข้อมูลเสมอไป


เติมอ่าน >>

เรไรร่อนร้อง : จะคอย

๏ รอนรอนตะวันโอ้..อัสดง
รอนม่านเมฆาลง....เลื่อมฟ้า
รอนลับมืดดับดง....พงพฤกษ์ แดนไพร
รอนรอนราวใจข้า...สิ้นลับ ดับรอน ฯ

๏ รอนรอนตะวันลับ สิ้นแสงดับกับอัสดง
ลบเหลี่ยมเมฆาลง พงไพรพฤกษ์ลึกเลื่อมเงา

มองไหนให้มืดมิด ทั่วทุกทิศมิดม่านเหงา
สะทกโอ้อกเรา ยามไร้เจ้าเฝ้าเจรจา

เห็นนกวิหกบิน หวนคืนถิ่นบินลัดฟ้า
ถวิลเจ้าจินดา ไม่หวนมาหาเห็นกัน

เย็นลมเคยพรมผ่าน พลิ้วแผ่วหวานล่วงวารวัน
ลมนุชหยุดพัดพลัน  อยู่ไหนกันหนอสายลม

ยินแว่วเรไรหรีด เจ็บราวมีดกรายกรีดคม
ปร่าปวดรวดร้าวจม ระทมทุกข์ทุกวันคืน

หนาวฟ้าหนาวค่ำฟ้า นานเหน็บล้ากว่ากายฝืน
ระกำสุดกล้ำกลืน กี่ค่ำคืนจะคืนมา

มองดาวพริบพราวส่อง พร่างดาวผ่องนองนภา
ดาวเห็นเด่นดารา หาไม่มีธุลีดาว

ดึกเดือนเลือนเมฆเหงา ลับม่านเนาเงาค่ำคราว
หวังใจไม่ลืมคร่าว ดั่งจันทร์เจ้าเฝ้าเลือนดวง

จะคอยแม้คล้อยค่ำ ดึกน้ำค้างพร่างหนาวหน่วง
หนึ่งใจใช่คำลวง กี่เลยล่วงก็จะคอย ฯ


เติมอ่าน >>

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้งวดใช้

 
ซินเจียยู่อี่ ซินนี้งวดใช้ขอรับ

รับอั่งเปาคนล่ะซอง
 
แล้วจุดประทัด!
  
มากินขนมกัลล์

เติมอ่าน >>

คลื่นวรรณกรรม : จากเพื่อนถึงเพื่อน

: คนชายขอบ

จาก'นิธิ เอียวศรีวงศ์'ถึง'ไมเคิล ไรท์' น่าทึ่ง! สำหรับ'ฝรั่งคลั่งสยาม'รายนี้ : นสพ. ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 มกราคม 2552


เติมอ่าน >>

เก็บไว้ในความทรงจำ : อย่า

By : สิญจน์ สวรรค์เสก

"การพบระหว่างเดินทางคืออะไร? เพื่ออะไร?"

โอ้...เยาวมิตรแห่งฉัน

เธอคงซุกตัวเร้นกายอยู่ในขนำน้อยนานไปแล้ว...นานจนลืมไปว่าในวิถีเมืองใหญ่ บนถนนที่คลาล่ำไปด้วยผู้คนที่ล้วนแต่ซ่อนความโดดเดี่ยวเอาไว้ในจิตวิญญาณเหมือนๆ กันนั้น การผ่านพบมิใช่เพื่อจะผูกพันกันเลยเกลอเอ๋ย

อย่าเลย...อย่า

เธออย่าได้นำเอาความเจ้าชู้ของแสงแดด หรือแม้แต่ลำแสงนวลเย็นแห่งเมตตาของดวงจันทร์ ที่พร้อมจะแบ่งปันน้ำมิตรไมตรีให้คน สัตว์ และสิ่งของประดามีบนพื้นพิภพเยี่ยงเธอ ที่ได้แบ่งปันออกไปแล้วนั้น โปรดอย่าหวั่นว่าดอกกุหลาบตามรายทาง ไยมิทอดเกษรขึ้นมาหาดวงอาทิตย์ที่อบอุ่นแลดวงจันทร์ที่อ่อนหวานนุ่มนวลด้วยเล่า - อย่า อย่าเลยเยาวมิตรแห่งฉัน เธออย่าได้คิดเช่นนั้น

OOO


เติมอ่าน >>

เรไรร่อนร้อง : โลกความจริงอยู่ได้อย่างไรกัน..หากสิ้นไร้โลกฝันมาคั่นใจ ฯ

๏ เพราะรักรึงจึงร้อยมาลัยพจน์
มธุรสเอื้อนคำจำนรรจ์สาร
วอนเถิดแม่อย่าเมินเชิญสราญ
ด้วยกลอนกานท์กล่อมใจพิไรครวญ

เคยมีกันขวัญเคียงอยู่เพียงใกล้
กลับร้างไร้ขวัญโรยมาโหยหวน
ไร้ขวัญแม่แลไหนให้รัญจวน
ครุ่นแต่ครวญครางคร่ำร่ำน้ำตา

มองหนังสือเคยอ่านผ่านมือเจ้า
กี่ค่ำเช้ากล่อมเห่เสน่หา
มนต์อักษรหมอนรักอักษรา
ยังเอมสุขทุกทิวาราตรีกาล

อยากกล่อมนวลอวลกลิ่นประทินผ่อง
ร่ายร้อยกรองเรื่อยคำประจำผสาน
หวังเจ้าแอบอุ่นไอในกาพย์กานท์
เชิญเถิดแม่สุขสราญวิมานภิรมย์

เพราะไร้ทรัพย์โภไคยพิไลพิลาส
จะหมายมาดสิ่งใดพอได้สม
ก็เกินกายจักหมายมาชายชม
หนาวเพียงลมห่มฟ้าดูน่าอาย

แม้นยากไร้ยิ่งแล้วเจ้าแก้วเอ๋ย
จะสิ้นเลยแรงศรัทธานั้นอย่าหมาย
ไร้สินทรัพย์นับค่ามาเรียงราย
ก็จักร่ายเลิศรุจีมณีนิพนธ์

จะก่อโคลงกาพย์กานท์พิมานแก้ว
อันเพริศแพร้วพร่างไปในเวหน
ฑิฆัมพรพลอยโสมโพยมยนต์
ด้วยเพลงมนต์มัฆวาศิลปาการ

แล้วจักเชิญคนธรรพ์คันธมาทน์
แรมนิราศมาบรรเลงเพลงประสาน
ให้เจ้าเพลินพรายพริ้มนิ่มนงคราญ
ในวิมานกานท์กาพย์กำซาบทรวง

เชิญอัปสรร่อนร่ามารำฟ้อน
เริงละครร้องเร่ชวนเสสรวล
เหล่ากินนรกินรีก็ชี้ชวน
เบิกกระบวนร่ายร่ำระบำรำ

วอนอย่าเมินเดินหนีไมตรีจิต
ขออย่าคิดเหยียดว่าช่างน่าขำ
สร้างวิมานลอยฟ้ามาแสร้งทำ
ให้ดื่มด่ำฉ่ำใจไปวันวัน

หวังเจ้าเพลินเพียงครู่คราอยู่ใกล้
โปรดเก็บไว้เถิดกาพย์กลอนอักษรนั่น
โลกความจริงอยู่ได้อย่างไรกัน
หากสิ้นไร้โลกฝันมาคั่นใจ ฯ


เติมอ่าน >>

Talk2Win : วิชาการใช้ภาษา

เรียนท่านเจ้าสำนัก
เมื่อ: 2009-01-12 17:54:41  
เรียนท่านเจ้าสำนัก

ขออนุญาตเรียนถามขอรับ

๑. ลักษณะนามของ 'ขนำ' ภาษาถิ่นเรียก 'หนวย' (อาจเป็นด้วยความเล็กน่ารักกระทัดรัด) หากเขียนภาษากลางจะเป็น 'ลูก'

ท่านเจ้าสำนักคิดว่าควรใช้ 'ขนำลูกนี้' หรือ 'ขนำหลังนี้' ขอรับ

๒. การใช้ไม้ยมก(ๆ) ที่ถูกต้องควรพิมพ์อย่างไรขอรับ(เคาะหนึ่งครั้งหน้าหลัง หรือติดคำหน้าเคาะหลังหนึ่งครั้ง หรือไม่ต้องเคาะทั้งหน้าหลัง)

๓. ประโยคคำถามภาษาไทยควรใส่เครื่องหมายคำถามหรือไม่(?)

บางประโยคอาจไม่จำเป็นเพราะมีคำบ่งชี้คำถามอยู่แล้ว เช่น อะไร ที่ไหน อย่างไร แต่บางประโยคไม่มีคำบ่งชี้ ที่ใช้โดยทั่วไปเป็นอย่างไรขอรับ

น้อมคารวะ
2009-01-12 17:54:41

winbookclub
คำตอบ

      ตอบเมื่อ: 2009-01-13 09:57:57 
1 ผมยังไม่เคยได้ยิน "ขนำลูกนี้" เลยครับ แต่อาจจะเป็นไปได้อย่างที่คุณว่า ถ้ามีโอกาสคุยกับอาจารย์ภาษาไทยที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ จะถามให้ครับ

2 ผมเห็นมีใช้ทั้งแบบเคาะหนึ่งครั้งก่อนและหลัง แต่ยังไม่มีใครสรุปว่าที่ถูกต้องเป็นเช่นไร แต่เท่าที่เห็นในงานของสำนักพิมพ์มาตรฐานหลายแห่ง จะมีเคาะระหว่าง เพียงแต่เป็นแบบครึ่งเคาะ (คือเคาะแคบกว่าปกติ) ผมเองเลือกแบบไม่มีเคาะระหว่าง เพราะเครื่องผมไม่สะดวกที่จะทำครึ่งเคาะ โดยส่วนตัวผมชอบแบบครึ่งเคาะ เพราะดูดีกว่า

สรุปก็คือ ยังไม่รู็เหมือนกันครับว่า ที่ถูกต้องจริงๆ เป็นเช่นไร

3 มีใช้ทั้งสองอย่างครับ งานของสำนักพิมพ์มาตรฐานส่วนใหญ่ไม่ใช้เครื่องหมายคำถาม บางท่านว่ามันเป็นเครื่องหมายของฝรั่ง ไม่ใช่ไทย แต่ในงานของผม ผมใช้ครับ เพราะเห็นว่า มันถูกออกแบบมาให้ใช้ เช่นเดียวกับเครื่องหมายคำพูดหรือเครื่องหมายตกใจ (!) ซึ่งออกแบบโดยฝรั่งเหมือนกัน ข้อนี้คงเถียงกันได้อีกนาน แต่คงไม่อาจ 'คอนเฟิร์ม' ว่าผิดหรือถูกครับ!


เติมอ่าน >>

คุยกันวันละคำ : เวลาของนักเขียน

ดึกสงัดสวัสดีเจ้าค่ะ

ท่านดินล่ะก็ ที่บอกไปนี่ท่านไม่เชื่อเลยรึ แหล่วกัลล์
ที่เคยบอกเรื่องงานน่ะ ไม่มีมุขเจ้าค่ะ

รายได้ไม่มากไม่มาย แค่พอซื้อมาม่ากินไปจนถึงสิ้นเดือนแบบไม่อดตาย

ส่วนเวลาในจันทร์ถึงศุกร์นั้นข้าเจ้าเผาผลาญให้หมดไปโดยการนั่งเอ้อระเหยลอยชายนาทีแล้วนาทีเล่า ไม่ก็อ่านหนังสือ ไม่ก็นอน(พอกลางคืนก็นั่งถ่างตาเป็นนกฮูก) เขียนโน่นนี่อีกนิดหน่อย ไร้สาระไปวันๆ

จากที่ดูๆ นี่ยังห่างไกล'ชีวิตเยี่ยงนักเขียน'นะ ท่านว่าไหม?

-สายลม-

เย็นแดดบ่ายสวัสดิ์ขอรับท่านสาย

ทราบเยี่ยงนี้ก็ให้ยินดีกับท่านนัก ข้าพเจ้าไม่ทราบท่านอาจเป็น CEO ที่เข้าออฟฟิศเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ หรือ Freelance ผู้มีความชำนัญเฉพาะด้านที่อัตราค่าวิชาชีพระดับสูง หรือทำงานกับบรรษัทข้ามชาติซึ่งใช้นโยบายต่างไปจากสยามบริษัททั่วไป

ทำงานเฉพาะเสาร์-อาทิตย์จึงสามารถตุนม่าม่าได้ทั้งเดือนเยี่ยงนั้น

ช่างเป็นที่น่าอิจฉาจนตาแทบปะทุจากเบ้า หาได้คิดกล่าวเย้าเกินจริงเลย

ท่านสามารถดำรงชีวิตเยี่ยงนักเขียนอาชีพ (อย่างท่านเจ้าสำนัก) ดำเนินตารางเวลาเช้าเย็นค่ำด้วยผังกิจกรรมเยี่ยงคนเขียนหนังสือ เขียนงาน, อ่านหนังสือ, ตามข่าวสาร, โต้ตอบกับผู้อ่าน(แน่ล่ะ!ตอนนี้มีแต่เราทั่น),(โปรดสังเกต ไม่มีเล่น M เล่น Hi5 คุยโทรฯ สองชั่วโมงในผังนี้)

ท่านเจ้าสำนักเป็นแบบอย่างของนักเขียนอาชีพ ทำงานหนัก มีวินัย เราจึงได้เห็นงานหลากหลายของท่านวางแผงอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีผ่าน

ไม่ต้องรอกระทั่งงานได้รับตีพิมพ์ ได้รางวี่รางวัล ขณะลงมือจารอักขระฝึกเขียนตัวแรก เราสามารถดำรงชีวิตเยี่ยงนั้นได้ในทันที ไม่ต้องเดินทางค้นหาไปจนสุดปลายฝัน เราแค่พลิกวิถีชีวิต, ความเชื่อ, ความคุ้นเคยเดิม, เท่านี้ความฝันปลายฟ้าไกลสุดเอื้อมที่ใคร ๆ ต่างเฝ้าฝัน(และทำหล่นหายรายทาง)ก็อยู่ในมือ

ความฝันที่จะมีอาชีพนักเขียนนั้นหาใช่วันเวลาที่จะไปยืนกล่าวสุนทรพจน์หน้าโพเดี้ยม, นั่งร่วมอภิปรายให้ท่านจิตติ หนูสุงแจกประเด็น, เซ็นปกใน ยิ้มส่งให้นักอ่านหน้าบู๊ธงานหนังสือฯ, หรือลูบคลำหนังสือด้วยความภาคภูมิว่านี่ไง..หนังสือที่ฉันเขียน..ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสิ่งที่ตามมา..เป็นเพียงวันเวลาชั่วขณะ

วันเวลาทั้งหมดของนักเขียนอาชีพคือวันเวลาที่นั่งลงอย่างโดดเดี่ยว เอื้อมมือเข้าไปในโลกจินตนาการหยิบฉวยเรื่องราวนำสู่โลกแห่งความเป็นจริงผ่านตัวอักษรละลานตา นาทีแล้วนาทีเล่า ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า วันแล้ววันเล่า จนกว่าเรื่องนั้น ๆ จะจบสมบูรณ์ (แน่ล่ะ..เขียนให้จบทีละเรื่อง ไม่สะเปะสะปะ) 

จากนั้นเริ่มต้นเรื่องใหม่ และเรื่องต่อ ๆ ไป

เมื่อมีงานเขียนมากพอ(ทักษะย่อมพัฒนาตาม) สิ่งต่าง ๆ จะตามมาไม่ต่างกับเงา (รวมทั้งสำนักพิมพ์และรายได้ยังชีพ)กระนั้นชีวิตนักเขียนก็หาได้เปลี่ยนไป ยังคงนั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยว เข่นเคี่ยวอยู่กับลายอักขระวันแล้ววันเล่า 

หากท่านสามารถมีคืนวันเยี่ยงนี้จากจันทร์ถึงศุกร์ สหายน้อยของท่านมีหรือจะไม่ยินดี

เริ่มจากต่องานที่ค้างให้เสร็จ(หากยังมีอารมณ์ร่วมกับงาน) เริ่มงานใหม่สักชิ้น กำหนดเวลานั่งลงเขียนที่จริงจัง(ไม่ต่างออฟฟิศอาวร์)นำงานที่ได้มาผลัดกันอ่าน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อปรับปรุง ขัดเกลา

สิ้นปีมีงานนิยายสักเรื่อง เรื่องสั้นสักหลายเรื่อง ความเรียง ฉันทลักษณ์นิพนธ์อีกหลายบท หรือนั่นยังมิใช่ปีที่น่ารื่นรมย์ ●


เติมอ่าน >>

สะบายดี(นะ)หลวงพระบาง : 1 ชานชาลาที่ 28

1ชานชาลาที่ 28

ท้องฟ้าเรื่อสีควันไฟเฟือนฟุ้ง มองดูแบนราบเหมือนกระดาษปอนด์ฉ่ำสีน้ำที่ถูกพู่กันเกลี่ยเสมอทั่วพื้นผิว ทึมเทาคล้ายฉากในหนังฟิล์มนัวร์

ความมืดโรยตัวลงแช่มช้า ใต้หลังคาชานชาลา แสงไฟค่อย ๆ สว่างขึ้นชดเชยแสงจากท้องฟ้าที่ค่อย ๆ จางไป ป้ายโฆษณาเครื่องดื่มขนาดใหญ่โดดเด่นเป็นรูปวัยรุ่นกำลังเล่นกีต้าร์ขณะเพื่อน ๆ ส่งเครื่องดื่มให้กันมีน้ำตกเป็นฉากหลัง ใต้ภาพเป็นตัวอักษร 'ไม่ว่าเที่ยวที่ไหนก็ได้รสชาติ' ถัดลงมาเป็นชั้นวางของขบเคี้ยวขายนักเดินทาง

สายลมเย็นของค่ำคืนแผ่วผ่าน เสียงเครื่องยนต์ครางหึ่งสม่ำเสมอ มีเสียงประกาศของทางสถานีแทรกเป็นระยะ คนเดินทางสวนกันไปมาอยู่ขวักไขว่

ตรงชานชาลาที่ 28 ข้าพเจ้านั่งรอที่พักสำหรับค่ำคืนนี้

โมงยามไร้เหย้าที่เรียกว่าการเดินทางนั้นโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงานัก แม้นรู้ดีมีผู้คนร่วมทางอีกมาก มีผู้โดยสารเต็มคันรถ แต่ความรู้สึกโดดเดี่ยวยังคงคลี่คลุมหุ้มใจ ความเร้าใจของการได้ออกเดินทางพบโลกแปลกใหม่ไม่มีอยู่เลย รู้สึกคล้ายเป็นเพียงผงฝุ่นอาศัยติดรถคันใหญ่ไปอีกสถานที่หนึ่งด้วยราคา 794 บาท เพื่อจะไปยังอีกสถานที่ และอีกที่..เดินทางไปเรื่อย ๆ

กฎข้อหนึ่งของการเดินทางคือ 'ไม่คาดหวัง'

ทั้งหมดที่ข้าพเจ้ามีคือ ถุงนอน เสื้อผ้าสองชุด สมุดดินสอ สีน้ำพู่กัน และจิตใจที่ว่างเปล่า เพียงปล่อยเวลาให้ไหลไปพร้อมพัดพาเศษฝุ่นดินไร้ค่าผงหนึ่งไปยังดินแดนแปลกถิ่น..ผู้คนแปลกหน้า..

เป้าหมายไม่ใช่ปลายทาง..แต่เป็นจุดเริ่มต้น เดินทางเป็นวงกลมเพื่อผ่านพบ และกลับยังสถานที่ซึ่งชีวิตประจำวันฝังกายอยู่

หากพอจะเก็บเศษชิ้นส่วนความทรงจำรายทางได้บ้าง นั่นคงเป็นที่ระลึกของการระเหเร่ร่อน 

จวนได้เวลา 19:00 น.

รถบัสสองชั้นปรับอากาศเคลื่อนเข้าเทียบชานชาลา ได้เวลาออกเดินทางอีกครั้งแล้ว ข้าพเจ้ายัดสมุดหนังสือลงย่าม ล้วงตั๋วออกมา เดินไปขึ้นรถ

อดสงสัยไม่ได้..รถออกเดินทางหรือข้าพเจ้าออกเดินทาง?

แล้วก็พบว่า..เปล่าเลยเราไม่ได้เดินทางไปไหน เรายังอยู่บนโลกใบนี้ ข้าพเจ้าเพียงอาศัยหลับชั่วคืน เพื่อลืมตาตื่นขึ้นมาพบฉากใหม่เรื่องราวใหม่ ๆ ในเช้าวันรุ่ง..

OOO


เติมอ่าน >>

คลื่นวรรณกรรม : อ่านได้ อ่าน (แล้ว) ดี

โดย : วิภานี กาญจนาภิญโญกุล

Life Style : Life กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

อ่านเอาเรื่อง นิตยสารวิจารณ์วรรณกรรมน้องใหม่ ของ "รตชา" นามปากกาดัง เจ้าตัวเผยหวังชูนักเขียนไทย ด้วยภาษาง่าย ราคาขายเท่าอาหารจานเดียว


เติมอ่าน >>

คุยกัน..วันละคำ : เรื่องไกลตัว

"จำไม่ได้ว่าเคยอ่านหรือฟังมาจากไหน หากสิ้นยุคพระสมณโคดม ก็จะเป็นยุคว่าง จนกว่าจะเข้ายุคพระศรีอริยเมตไตร ในยุคว่างก่อนถึงยุคพระศรีอาริย์ท่านว่าสังคมมนุษย์จะเป็นอย่างไรบ้าง แล้วยุคเริ่มต้นของพระศรีอาริย์จะคล้ายกับยุคเริ่มต้นเมื่อสมัยพุทธกาลหรือเปล่านะ สงสัยจริง นี่ข้าเจ้าชวนท่านคุยเรื่องไกลตัวไปหรือเปล่า?"

-สายลม-

เย็นแดดบ่ายสวัสดิ์ขอรับท่านสาย

ขนำน้อยอันข้าพเจ้าหลบมาปลูกเสียชายป่าชายดงนี้ หากมิมีท่านแพลมมาชวนจ้อแจ้เจรจาก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะสภาพเยี่ยงไร

คงเงียบเหงา วังเวง เป็นอาศรมฤาษีชีไพรที่ปฏิบัติวรรณฐานไปโดยวิเวก ผ่านวัตรปฎิบัติจารอักขระยามเช้า ตกเย็นปัดกวาดรอบอาศรม ย่ำค่ำจารฉันทลักษณ์อักษรแทนสวดทำวัตรเย็น วนเวียนชีพพิถีไปเช่นนี้วันแล้ววันเล่า

มีท่านนำจตุปัจจัยอันคือประเด็นสนทนามาบริจาคทาน พอที่ผู้เอกาปฎิบัติได้นำฝึกวิปัสนาวรรณฐาน นับเป็นบุญนัก ขอกุศลพึงบังเกิดแก่ท่าน จงจำเริญเมตตาบารมี เจ้านายเห็นเจ้านายรักเลื่อนขั้นปรับเงินเดือน สิ้นปีแถมโบนัสสิบสองเดือน  เพื่อนเห็นเพื่อนนิยมชมชื่นยืนล้อมหน้าล้อมหลัง ไม่ปล่อยให้เฝ้าห้องหอเพียงเดียว หนุ่ม ๆ เห็นพากันรุมเกี้ยวไม่ว่าจะลดเลี้ยวทางใด ขอพรจงบังเกิดแก่ทั่นทุกวันทุกคืนสืบไปเทอญ..สาธู้..

ต่อข้อปุจฉา 'ในยุคว่างก่อนถึงยุคพระศรีอาริย์ท่านว่าสังคมมนุษย์จะเป็นอย่างไรบ้าง?'

เห็นจะต้องวิเคราะห์กันก่อนว่า 'เชื่อตามนั้นหรือไม่?' 'คิดอย่างไรกับความเชื่อนั้น?'

ข้าพเจ้าเห็นลัทธิความเชื่อที่แตกต่างเป็นสีสันของสังคมมนุษย์ เป็นความงาม เป็นสิ่งน่าสนใจ (ตราบที่ความเชื่อนั้น ๆ ไม่ก้าวล่วง หมิ่นหยามความเชื่ออื่น)

ข้าพเจ้ายังไม่ได้อ่านพระไตรปิฎกทะลุปรุโปร่ง แต่อนุมานเอาว่าความเชื่อเรื่องพุทธทำนายนี้มาจากเกร็ดแทรกในพระไตรปิฎกซึ่งเป็นคู่มือทางพุทธศาสนา(โดยเฉพาะฝ่ายเถรวาท)

เรื่องราวในนั้นมีข้อชวนสังเกตอยู่มากกล่าวอ้างเป็นพุทธวัจนะทั้งแย้งกับหลักพุทธบัญญัติ อย่างเช่นความเชื่อเรื่องเทวดา รวมทั้งการทำนายต่าง ๆ

พุทธองค์บัญญัติหลักปฎิบัติด้วยเห็นว่าหลักความเชื่อของพราหมณ์ (อันได้แก่การบูชาองค์เทพ พร่ำบทสวดภาวนา..) ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์

ทำไมความเชื่อเรื่องเทพเทวดายังอยู่ในพระไตรปิฎก?

ใช่หรือไม่-เป็นกุศโลบายเพื่อเข้าถึงวิธีคิด วิถีชีวิตแบบไทย ๆ

เป็นวิธีการเดียวกับพุทธที่เข้าไปผสมกลมกลืนกับลัทธิเต๋า ก๋งจื้อในจีน ทางฝ่ายโน้นก็เกิดเรื่องราวความเชื่อและคัมภีร์ต่าง ๆ อันมีความเชื่อดั้งเดิมเป็นฐาน

ขอเพียงเรารู้แยกแยะอันใดคือแก่น อันใดคือกระพี้ ไม่สับสนปนเป เราก็จะได้หลักธรรมพิศุจธิ์น้อมนำมาใช้กับชีวิต

ลองตั้งข้อสังเกต

ขณะหลักการของพุทธที่บอกว่าเป็นทางพ้นทุกข์แท้นั้นแทบสูญหายไปจากอินเดียจนผู้นับถือพุทธจากต่างถิ่นต้องนำกลับไป (ดูจากสารคดีตามรอยพระพุทธเจ้าของพาโนรามา) แต่ความเชื่ออย่างพราหมณ์ยังคงฝังแน่นในอินเดียตลอดมา..

ทำไม?

เป็นไปได้ไหมว่ามนุษย์ยังคงคิดค้น ดัดแปลง ความเชื่อต่าง ๆ เพื่อหาหนทาง หาคำตอบไปสู่ชีวิตที่ดีเฉพาะตัวที่เหมาะสมกับสภาพสังคมขณะนั้นอยู่ตลอดเวลา หากความเชื่อใดได้รับการยอมรับจากหมู่มากหรือผู้มีอำนาจ ความเชื่อนั้นก็จะขยายไปในวงกว้าง ความเชื่อที่ไม่ได้รับความสนใจขาดการสืบทอดก็สูญหายไป  

สมัยพุทธกาล ชมพูทวีปมีนักคิดบัญญัติหลักการชีวิตที่ดีงามขึ้นมากมาย บ้างคงอยู่(อย่างลัทธิเชน) บ้างสูญหาย

กระทั่งประจุบันสมัย ขณะชนชาวพุทธคิดว่าหลักที่ตนยึดคือคำตอบสุดท้ายอันนำพาชีวิตพ้นทุกข์  ยังมีหลักคิดอย่างกฤษณมูรติที่บอกให้สืบค้นในใจตน วางทุกอย่างลงเสียไม่เว้นกระทั่งศาสนา

ทุกหลักคิดล้วนแสวงหาทางออก ตอบคำถามเฉพาะตน คลายฉงนอันมีต่อชีวิตและโลก

มนุษย์ยังคงคิด, ดัดแปลงและสืบค้นต่อไป เพื่อขยายจิตฝ่ายธรรมให้แผ่กว้างยังแดนสุขาวดีที่ปลายฝัน ขณะจิตฝ่ายอธรรมยังคงเติบโตตาม หาได้ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย

มีความเชื่อมากมายกำลังสูญหายและยังมีความเชื่ออีกมากหลายกำลังเกิดใหม่

ความเชื่อนั้น ๆ ดำรงคงอยู่เคียงคู่กันไปกับความเชื่ออื่น ๆ อีกร้อยพันรูปแบบ  ขณะบัวแก้วแห่งธรรมส่องประกายแผ่กว้างนำสุขสงบประโลมใจเงามืดแห่งอธรรมก็ครอบงำคลี่คลุม ร้อนลุ่มโกลาหลไปทั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นยุคว่างหรือยุคพระศรีอาริย์

มนุษย์คงเป็นเช่นนี้

ท่านว่าไหม?

คารวะ


เติมอ่าน >>

กาลครั้งหนึ่ง : คันฉ่องหฤทัย -๔-

นางสายกำกับดูแลพวกบ่าวทำความสะอาดพื้นขณะสไบทองก้าวขึ้นเรือนใหญ่ แลเห็นสไบทองนางเร่งคลานเข่าเข้ามาพนมมือ

"คุณท่านไปแล้วรึเจ้าคะ"

"จ้ะ" สไบทองเยื้องกายหมายยังประตูห้อง นางสายกลับคลานเข้าขวาง


เติมอ่าน >>

คลื่นวรรณกรรม : มะเร็งปอดคร่า"ไมเคิล ไรท์"ฝรั่ง หัวใจไทย

วันที่ 07 มกราคม พ.ศ. 2552 เวลา 16:55:15 น.   มติชนออนไลน์

มะเร็งปอดคร่า"ไมเคิล ไรท์"ฝรั่ง หัวใจไทย นักคิด นักเขียน คอลัมนิสต์ชื่อดัง รดน้ำศพ4โมงครึ่ง 8 มกราฯ

"ไมเคิล ไรท์" ฝรั่ง หัวใจไทย นักคิด- นักเขียนหนังสือด้านประวัติศาสตร์ไทย ประจำนิตยสารศิลปวัฒนธรรมและมติชนสุดสัปดาห์ เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็งปอดอย่างสงบที่โรงพยาบาลกรุงเทพ


เติมอ่าน >>

กาลครั้งหนึ่ง : คันฉ่องหฤทัย -๓-

เสียงไก่ขันสอดทอดรับสำเนียงกันเจื้อยแจ้ว อุษาสางทอริ้วสีทองรำไร พวกนกกาพากันบินจากรวงรังเริงร้องก้องขานไปทั่วลานฟ้า บ้างโผลงมาเกาะศาลาท่าน้ำ กระโดดกระเซ้าเย้ายิกกันอยู่บนหลังคา


เติมอ่าน >>

เก็บไว้ในความทรงจำ : ท้องนาหลังบ้าน

ท้องนาหลังบ้าน...ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา
สิ้นสุดตรงภูเขาสูงที่เป็นฉากอยู่เบื้องหลัง

ฉันชอบฤดูฝน...
ฝนนำพาความชอุ่มชื่นมาสู่แผ่นดิน
และนำพาความสดชื่นมาสู่หัวใจ

ฝนที่บ้านฉัน...
มีทั้งมาดีและมาร้าย

หลายคราว...

ฝนมาพร้อมกับลมที่พัดกรรโชกราวกับจะทลายราบทุกสิ่ง... แสงแปลบปลาบแล่งผ่านกลางฟ้าราวกับจะฉีกฟ้าให้เป็นริ้ว ๆ ...เสียงร้องครืนโครม สะเทือนแผ่นฟ้าและแผ่นดิน

หลังฝนตก ต้นไม้หักโค่น... ใบไม้ปลิดปลิวออกจากขั้ว.. รังนกหล่นร่วงลงสู่พื้นดิน ..
.
.
.
บางคราว...

ฝนมาพร้อมกับละอองทิพย์สาดปรอย เกลือกละอองปลุกเรียกต้นไม้น้อยใหญ่ไม่เว้นแม้แต่ดอกหญ้าให้เริงระบำ แดดอ่อนๆ ส่องประกายน้ำทิพย์ ดังเนรมิตให้โลกเป็นสวรรค์บนผืนดิน

หลังฝนตก กบเขียดร้องระงมไปทั่วท้องทุ่ง.. ปลาเล็กปลาน้อยว่ายน้ำเริงร่าล้อกับสายน้ำเชี่ยว ..โค้งสีรุ้งตวัดข้ามท้องนา ทาทาบฟ้าครามภายใต้แสงเงินยวง

ฝนเอย...
ไม่ว่าเจ้าจะมาดีหรือมาร้าย
แต่สำหรับฉัน เจ้าช่างน่ารักเสียจริง
หอบพากลิ่น"ธุลีดิน" ที่หอมละมุน อุ่นวาบไปถึงหัวใจ
มาฝากฉันเสมอ..ยามเมื่อฝนซา

-หนุงหนิง-


เติมอ่าน >>

บ้านเกิด : โต๊ะไม้ร้านกาแฟ

๏ กรุ่นกาแฟแก้วเก่าเงาอดีต
ภาพสีซีดเคลื่อนผ่านราวม่านฝัน
ลอยยักย้ายคล้ายเย้าในเงาควัน
ริ้ววารวันผันพรายเลื่อมลายพราง

ลายไม้เก่าเล่าความเมื่อยามก่อน
สำนึกย้อนเยือนเยี่ยงอยู่เพียงข้าง
ภาพเด็กน้อยคนหนึ่งจึงพร่าราง
ปรากฎหว่างเก้าอี้ไม่แปะป่ายปีน

คะนึงเห็นเป็นของคะนองเล่น
แหงนโต๊ะไม้คงเห็นเป็นผาหิน
จึงเด็กน้อยต้อยไต่คว้าไขว่ปีน
หากมีปีกเหิรบินคงยินดี

จากเก้าอี้ปีนจนขึ้นบนโต๊ะ
ร้องโอ้โฮะสมใจกระไรนี่
ทั้งภาคภูมิโอ่อ่าน่ายินดี
มองลงไปราวเรานี้ขี่เรือบิน

เจ้าดีใจทั้งโดดแลโลดเล่น
ขอบโต๊ะเห็นหมิ่นแหม่ลืมแลสิ้น
ร่วงพลัดหล่นลงมาน้ำตาริน
ร้องลั่นยินไปทั่วเจ้าตัวซน

จิบกาแฟแลวันวานผ่านลายไม้
เรื่องราวย้อนย้ำลายซ้ำหลายหน
เจ้าเด็กน้อยเติบใหญ่ในป่าคน
กลับไม่พ้นปีนป่าเหยียบบ่ากัน

ร่วงหล่นเร่เซซานกลับบ้านเกิด
โลดเตลิดเลยไกลไล่คว้าฝัน
ผ่านเรื่องราวผ่านโลกผ่านคืนวัน
หรือเพียงผัน..ผ่านไป..ไม่เคยโต ฯ

ภาพ : ezytrip.com
@ http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=15091


เติมอ่าน >>

The Note Book : ทักทาย

คืนสู่วัตรสวัสดิ์ขอรับมวลมิ่งมิตร

มวลมิ่งมิตรอันหมายถึงมิตรใหม่ผู้กำลังขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยสงสัยใจว่า 'ธุลีดินเนี่ยมันผู้ใดกันหว่า..' มิตรกลางเก่ากลางใหม่ที่กำลังพยักหน้าหงึก 'ฮืมม์..โผล่มาแล้วรึเจ้าเถ้า..หายหัวไปไหนมา!?' และมิตรโคตะระเก่าเก๋ากึ๊กสนิมกรัง พี่ท่านกู้ดดดดดดผู้กำลังประคบประหงมน้องกู้ดจูเนี่ยร์ไม่ว่างมือ พี่ท่านซาก็คงกำลังกล่อมหลานน้อยน้องทะเลรับปีใหม่ ป๋าไอซ์ผู้กำลังต่อสู้กับนักรบชีเปลือยแห่งหุบเขาแบเบาะเจ้าอีฟ พี่ท่านอานันท์ ท่านไข่ลูกเขยจี-รา ท่านป้าวนิดา ป้าโค ท่านอ้ายที่เคารพรัก ท่านย่าที่รักเคารพ พี่ท่านหิ่ง ท่านทอม ท่านคิท หญิงกีร์ โดยเฉพาะหมูน้อยศิษย์พี่ที่น่ารัก

บังเอิญผ่านตากระทู้ท่านหนอนหม่อน-นาเดีย ปะนามเจ้าหนอนดินรับเกียรติจัดเข้าอันดับท็อปโหวตประเภทหง่อมสุดซึ่งก็เป็นที่ภาคภูมิใจอยู่ไม่หยอก

ผู้น้อยประจงไล่เรียงรายนามเหล่าศิษย์พี่กระนี้ด้วยหวังเรียน..ตราบใดพี่ท่านซารัญญ่าเจ๊นกของน้อง ๆ พี่ท่านอานันท์ประทีปจิตติ หรือหญิงกีร์(เป็นอาทิ)ยังร่ายเริงลายอักษรไม่ผ่อนเบา การจัดผู้น้อยไว้บนตั่งอันทรงเกียรตินั้นเห็นทีจะอัปมงคลแก่ผู้น้อยเสียเป็นแท้

จะอย่างไร..รบกวนจัดไว้ประเภทกลางเก่ากลางใหม่เคียงข้างท่านยางฮะ พี่สองสิญจน์เถิดพระเจ้าข้า!

ตลอดปีผ่านผู้น้อยรับมิตรจิตมิตรใจทั้งโปสการ์ดและหนังสือจากเหล่าสหายหนอนน้อยใหญ่ซาบซึ้งพระคุณระลึกอยู่มิรู้วาย

ชีวิตน้อย ๆ ในชนบทห่างไกลมิต่างจิ้งหรีดกลางทุ่ง พอมีสิ่งบันเทิงเริงใจอยู่บ้างก็รอเล่นน้ำค้างยามรุ่งสาง เยี่ยงโปสการ์ดแห่งความระลึกถึงแลหนังสือที่ช่วยให้ผ่านคืนวันโดยสำราญใจ..

แต่เป็นด้วยตนนั้นขัดสนยากจนนัก ได้แต่ก้มหน้ารับไหนเลยมีปัญญาสำแดงกตัญญุตาด้วยหนังสือมากราคาดังได้มา เพียงตั้งจิตปณิธานไว้ว่า จะเพียรเขียนอักษรมิได้ขาด จนกว่าถึงวันซึ่งอัปลักษณ์อักขระเหล่านั้นเข้ารูปเล่มมีปกหน้าปกหลังหุ้มกาย จึงจะเป็นวันทดแทนมิตรไมตรีที่ได้รับมาตลอดระยะเวลาย่ำเดินบนหนแห่งอักขระทุรทางนี้

เริ่มต้นปีใหม่หลังนำมาลัยมะลิกราบขอพรท่านเจ้าสำนักเอาฤกษ์เอาชัย ข้าพเจ้าลงมือร่ายเรียงอักขระในทันที หวังให้ตัวเลขวันที่เป็นจำนวนหน้าของนิยายที่เริ่มไว้(หวังว่าถึงสิ้นเดือนจะไม่กลับไปหน้าหนึ่งใหม่นะ!)

สำหรับสหายผู้พิศมัยบรรยากาศย้อนยุคแลมิได้รำคาญที่จะต้องติดตามเรื่องราวอย่างเชื่องช้า หวังท่านจะเปรมใจกับ 'กาลครั้งหนึ่ง' ซึ่งผู้น้อยหมายใจจะโพสท์ลงบล็อกประจำวันเป็นกิจวัตร

สำหรับบอร์ดหนอนอันผู้น้อยตั้งใจใช้ฝึกตนเสมือนว่าเขียนลงสุดสัปดาห์สาร (แบบว่ามติชนสุดฯ เขาคงไม่รับเลยอาศัยบอร์ดหนอนสุดฯ นี่แหละ) ย่ำตามรอยเท้าเล็ก ๆ ของท่านเจ้าสำนัก ขณะมีงานใหญ่ออกมาให้แปลกใจเป็นระยะ ท่านยังมีงานลงหน้า Main Page ทุกวันเสาร์มิได้ขาด จนสามารถรวมเล่มอย่างต่อเนื่องตลอดมา ศิษย์น้อยผู้ย่ำต๊อกต๋อยตามท่านพยายามแล้วพยายามเล่า (ปรากฎว่าล้มเหลวตลอดมา) ก็จะพยายามต่อไป

เริ่มปีใหม่ตั้งใจใหม่

นอกจากอัปลักษณ์นิพนธ์ ชุด บ้านเกิด ที่ตั้งใจจะเขียนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเก็บทุกจังหวะความทรงจำในบ้านเกิดเข้ากล่องอักษรจนหมดแล้ว ยังมีสารคดีเดินทางบันทึกจากหลวงพระบางรอจ่อคิว มั่นว่าข้าพเจ้าคงไม่อับจนหนทางมีงานลงบอร์ดสำนักทุกวันสุดสัปดาห์ไปอีกร่วมสามเดือนเป็นแน่

สังคมอ่าน-เขียนของเรามีคุณต่อข้าพเจ้านัก

งานฝึกเขียนที่เป็นชิ้นเป็นอันล้วนก่อกำเนิดจากการโต้ตอบไปมากับเหล่าสหายโดยสนุกใจ หาได้คิดเลยเถิดไปว่าจะสร้างงานเด่นดียิ่งใหญ่อันใด ตรงข้ามครั้นตั้งใจจะเขียนงานวิจิตรประจงกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า!

บทเรียนจากสังคมแห่งนี้ย้ำเตือนข้าพเจ้าตลอดมา 'จงเขียนตามแต่ใจใคร่เขียน เขียนตามกำลังทักษะที่มี เขียนเพื่อเพียงหนึ่งคน คนที่ตั้งใจอ่านสารของเราอย่างจริงจัง'

เมื่อทอดตากลับไป เห็นแต่งานเขียนที่เกิดขึ้นและกระทำโดยสนุกใจในอักษรารมณ์อันแวดล้อมด้วยเหล่าสหายพี่สหายน้องผองเพื่อนซึ่งหลงเหลือเป็นเรื่องเป็นราวให้ข้าพเจ้าสูดลมแรงใจและบอกตัวเองว่า..สามปีที่ผ่านมาหาได้สูญเปล่าเลย

ขอทุกท่านมีความสุขสมใจตลอดปีใหม่นี้ขอรับ

คารวะ

@http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=15091

เติมอ่าน >>

กาลครั้งหนึ่ง : คันฉ่องหฤทัย ๒

แสงไต้วับแวมผ่านรอยแยกแทรกบานประตูเผยอ้า เคลื่อนฝ่าเงาสลัวภายในห้องอย่างเงียบงันคล้ายอสรพิษเลื้อยแหวกพงหญ้า กลิ่นบุหงารำไปเย็นรื่นชื่นโชยต้องนาสิก ลำแสงอ่อนค่อยเคลื่อนเลื่อนตามบานประตูตรงยังวัตถุสีทองสะท้อนเงา

เติมอ่าน >>

กาลครั้งหนึ่ง : คันฉ่องหฤทัย

เสียงซอด้วงเศร้าสร้อยครวญแว่วมาจากเรือนปั้นหยาหลังใหญ่ในรั้วชบา เสียงครวญหวนไห้อาลัยหาราวจะกลั่นน้ำตาระรินไหล บางครั้งทอดทำนองลงอย่างอาลัย..บางคราถี่กระชั้นสั่นไหวราวร่ำหัวใจระรัวร้อง ทิ้งท่วงทำนองหวิวไหวปานจะสิ้นใจ แต่แล้วกลับกระชับเนิบช้าราวกับว่าความหวังเรืองโรจน์กลับคืนมา


เติมอ่าน >>

Talk2Win : ปีใหม่สวัสดิ์ขอรับท่านเจ้าสำนัก

ปีใหม่สวัสดิ์ขอรับท่านเจ้าสำนัก

คำทักทายนี้ซ้ำสามแล้วขอรับ

ข้าพเจ้าลองค้นดูปีใหม่ก่อนเก่าได้คลานเข่าเข้ามาน้อมสนทนาอันใดกับท่านเจ้าสำนักบ้าง อ่านอักษรตนไปก็ขำไป สิ้นปีแรกเข้ามาฝึกอักขระรจนาตัวอักษรยังโย้เย้คล้ายเขียน ก.กาครั้งอนุบาลสอง ผ่านอีกปีค่อยกระชับขึ้นทั้งโครงสร้าง, สื่อความ, แลภาษา แต่ก็ยังรุ่มร่ามรุ่มรวยเยิ่นย้วยฮ่วย!หนองคลองบึงด้วยอารามเพลินเขียน

กระนั้นยังได้รับกำลังใจจากท่านเจ้าสำนักให้เขียนต่อไป

เช่นเดียวกับถ้อยวิสัชนาสั้น ๆ "แถวนี้มีนักเขียนและคนที่เกือบจะเป็นนักเขียนหลายคนแอบซ่อนตัวอยู่ ขอบคุณที่เล่าเรื่องมาแชร์กัน คุณมีวิธีเล่าที่น่าสนใจดีครับ" เป็นคำตอบครั้งข้าพเจ้ารวบรวมความกล้านำข้อเขียนหน้า Main Page มาบังอาจเย้าโดยปรับเนื้อหาอิงโครงสร้างบทความเดิม ถ้อยคำครั้งนั้นสะกิดใจเจ้าหนอนน้อย 'เออหนอ..หรือเราจะพอมีเค้าคนเขียนหนังสืออยู่บ้าง ท่านผู้กรำอักขระวิสัยจึงกล่าวเช่นนั้น' เป็นผลให้เจ้าหนอนปาทังก้าลืมตัวคิดไปว่าตนเองอาจเป็นหนอนผีเสื้อแสนหล่อเข้าสักวัน ริโผล่ศีรษะต่ำต้อยออกจากกะลาเริ่มฝึกฝนอ่านเขียนในสำนักด้วยมานะเรื่อยมา

ไม่ทราบด้วยเหตุบังเอิญหรือบังอร คำทักทายเมื่อคลานเข้ามาคารวะปีใหม่ทั้งสองครั้งแม้ข้ามปีกลับเหมือนกันสิ้นทุกอักษร ครั้นเริ่มปีสี่..อย่ากระนั้นเลย ใช้คำทักทายเดิมคงดี

ข้าพเจ้ามีความเชื่อชนิดหนึ่ง..

จอมยุทธ์ผู้บรรลุวิถีกระบี่สามารถเห็นจิตกระบี่

หากลายอักษรคือวิถีกระบี่ ท่านเจ้าสำนักย่อมมองเห็นอะไรบางอย่างในวิถีกระบี่อัปลักษณ์อันข้าพเจ้าสะเปะสะปะสำแดงโดยไม่เจียม หน้าที่ข้าพเจ้าคือฝึกฝนค้นให้พบวิถีแห่งกระบี่ตน

บัดนี้สิ้นสุดปีที่สามของการฝึกฝน

ข้าพเจ้าคลานเข่าเข้ามาน้อมคารวะท่านเจ้าสำนักอีกครั้ง ไม่คิดจัดท่วงท่าสะบัดกระบี่ให้พลิ้วไหวงดงามหมายอย่าให้ได้อายว่าฝีมือไม่พัฒนาเมื่อเทียบสองปีก่อน เพียงร่ายท่าร่างโดยประจุบันทักษะ มั่นอยู่ว่าอีกหนึ่งปีผ่านต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง ไม่ว่าดีขึ้นหรือเลวลงล้วนควรแก่พินิจพิจารณา

จากปีแรกค่อย ๆ เตาะแตะคลำทาง ปีสองพบแต่ข้อกังขาสับสน กระทั่งปีสามพบความล้มเหลว(ทั้งปีข้าพเจ้าเขียนเรื่องที่เป็นเรื่องได้เพียงเรื่องเดียว เริ่มเรื่องชั้นดีไว้สาม(แต่เพราะความที่ชั้นดีนั่นแลขอรับ ทำให้เขียนไม่จบสักเรื่องเสียเวลาครึ่งปีหลังไปเปล่าปลี้)(ที่ว่าชั้นดีใช้ ISO ข้าพเจ้าเอง)

หากเป็นอุดมศึกษาข้าพเจ้ากำลังขึ้นปีสี่ ปีเตรียมสำเร็จการศึกษา คิดดูก็ควรแก่ความรู้สึกกระตือรือล้นใคร่ออกไปสำรวจโลกภายนอก มหาวิทยาลัยมีการสอบตัดสินผลจบการศึกษา แต่นี่สำนักหนอนอักขระนาลันทา เราผ่านชั้นปีโดยระยะเวลา กำลังทักษะพัฒนาไปด้วยหรือไม่--จะรู้เยี่ยงไร? สิ้นปีสี่สามารถสำเร็จการศึกษาหรือไม่--ใช้อะไรตัดสิน?

หลังทบทวนความล้มเหลวของปีสามพบว่าข้าพเจ้ายังไม่เหมาะกับโครงเรื่องใหญ่ซึ่งใช้ทั้งการค้นคว้าและระยะเวลา(ที่สำคัญคือรักษาอารมณ์เรื่อง)

ยังไม่แน่ใจดอกขอรับว่าสิ่งข้าพเจ้าวาดหวังกระทำในอีกหนึ่งปีนี้สมควรแค่ไหน เพียงรู้สึกว่าใจนิ่งลง เหมือนใบไผ่หลังพายุกรรโชก เหมือนผิวน้ำในสระโบราณกลางหุบเขา ที่เหลือคือกระบวนท่า ข้าพเจ้าจะใช้เวลาอีกหนึ่งปีทดสอบ

ขอท่านเจ้าสำนักอย่าได้คิดเห็นไปว่าข้าพเจ้าบ้ากำลังภายในเทียวขอรับ

การเขียนเป็นศิลปะ หาใช่หลักวิชาการที่จะให้นักการศึกษามาตัดสินคำตอบ ก.ข.ค. การเขียนไม่ต่างฝึกวิทยายุทธ์ ศิษย์ฆราวาสไม่ว่าฝึกฝนนานเพียงใดหากมั่นว่าพร้อมคิดลงจากเส้าหลินต้องผ่าน ๑๘ มนุษย์ทองคำ สิ้นปีที่สี่ข้าพเจ้าคิดฝ่าด่าน โดยยึดบรรณาธิการ(ที่ให้ความเชื่อถือ)เป็นผู้ตัดสิน ตัวอักษรทั้งหมดของปีนี้จะเป็นกระบวนท่าที่ใช้

จะผ่านหรือไม่หาใช่ประเด็น ประเด็นคือหากสำเร็จยุทธ์ข้าพเจ้าจะบอกผู้คนว่า 'ศิษย์สำนักหนอน'

ซึ่งจะต้องผาดโผนในยุทธภพด้วยเพลงยุทธ์ที่ไม่รองใคร หากพลังวัตรยังไม่ถึงพร้อมข้าพเจ้ายินยอมก้มหน้าฝึกฝนต่อไปไม่คิดมุดช่องสุนัขเป็นเด็ดขาด! ขอท่านเจ้าสำนักวางใจ

แหะ แหะ จะมากราบขอพรปีใหม่นะเนี่ย..กลับออกไปตงง้วนเสียโน่น

เช่นเคยขอรับ ผู้น้อยนำมาลัยดอกมะลิมากราบขอพร ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกหล้าปกป้องคุ้มครองท่านและครอบครัวมีความสุขสถาพรตลอดปี ๒๕๕๒

น้อมคารวะ
ธุลีดิน
2009-01-01 18:32:12

winbookclub
คำตอบ

      ตอบเมื่อ: 2009-01-01 20:26:30 
ความจริงการเขียนหนังสือไม่มีวันรับปริญญา หากนักเขียนคนไหนบอกว่าเรียนจบแล้ว ก็น่าจะแปลว่าชีวิตการเขียนของเขาก็จบไปแล้วเช่นกัน

นักเขียนรุ่นพี่ของเราบอกเสมอว่า ตะกร้าสร้างนักเขียนมาทุกยุค ผมอยากเติมว่า ถึงเป็นนักเขียนใหญ่แค่ไหน ก็สร้างเขียนงานระดับลงตะกร้าได้เสมอ หากไม่ฝึกฝนและไม่พลิกแพลงกระบวนยุทธ์ นักรบทางวรรณกรรมต้องฝ่าด่าน 18 ยอดมนุษย์ทองคำทุกวัน แต่ผู้ที่ฝึกฝนบ่อยๆ มีโอกาสฝ่าด่านได้ไกลกว่า

ผมยังเชื่อเสมอว่า หากลับหินทุกวันนานพอ มันก็ย่อมจะกลายเป็นรูปร่างที่เราต้องการจนได้

สวัสดีปีใหม่ ขอให้มีกำลังใจฟันฝ่าบทเรียนที่ดูจะซ้ำๆ กัน และหินที่ลับจะกลายเป็นรูปใบมีดคมกริบแทงทะลุวงการอักษรอย่างงามสง่า 


เติมอ่าน >>