Suscríbete RSS
Comentarios RSS
Subscríbete por E-mail

ล่าเพชรพนมรุ้ง

El perdón es una decisión, no un sentimiento, porque cuando perdonamos no sentimos más la ofensa, no sentimos más rencor. Perdona, que perdonando tendrás en paz tu alma y la tendrá el que te ofendió.
Random Image

ขนำซำหม้อ

เรื่องสั้นเบาขมอง รางวัลชมเชยจุดประกายวรรณกรรมอะวอร์ด ครั้งที่ ๑

สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง

บันทึกไปหลวงพระบางทางเรือช้า ช้าจริง ๆ ช้าได้ใจ

พลับพลึงไพร

นิยายรักลูกทุ่งระเบิดภูเขาเผากระท่อม อ่านง่ายสบายกระหม่อม

ดวงใจกระซิบรัก

นิยายรักเล่มเล็ก บรรยากาศย้อนยุคริมฝั่งทะเลสาบสงขลา

มองข้างใน : นักเดียวดายผู้เดินทาง

กระซิบบอกกับดอกไม้
ฝากความเดียวดายไว้ก่อน
ในแสงสายัณห์ตะวันรอน
จงซุกซ่อนเก็บไว้ให้ไกลตา

เอื้อนฝันหวั่นไหวกับสายลม
ฝากทุกข์ระทมถวิลหา
ยังคงคิดถึงทุกเวลา
เก็บเกษรปรารถนามากำนัล

ตามรอยใบไม้แห้งกรอบ
ปลิวคว้างสุดขอบทะเลฝัน
ด้วยเสียงแห่งความเงียบงัน
มิตรภาพนิรันดร์ถูกทำลาย

เถอะนะ..ชะตากรรม

เบื้องหลังรอยย่ำย้ำความหมาย
จริงลวงล้วนก้าวข้ามคำทำนาย
จึงผู้เดียวดาย..ออกเดินทาง ฯ

Technorati Tags:

เติมอ่าน >>

จดหมายจากดาวสีดิน : ในนามความทรงจำ

เพื่อนต่างดาวของฉัน

ความคิดถึงนั้นเป็นกุหลาบมากหนาม แม้นมีกลิ่นรัญจวนใจสีสันชวนหลงใหลใฝ่ฝัน กลีบดอกละมุนนุ่มยวนสัมผัส กลับทำร้ายปลายนิ้วด้วยหนามแหลมคม ในอบอุ่นอาทรของครุ่นคนึงกลับรุมลนด้วยเปลวเพลิงเร่าร้อน

ความคิดถึงเป็นกลีบเท้าของทุกข์เทวษ ไม่มีเลยสักคราที่รอยย่ำของความคิดถึงจะไร้เสียงหัวใจร่ำร้องเพรียกหา

การกล่าววาจาว่าเธอไม่ได้คิดถึงฉันเลยนั้น อาจนำมาซึ่งความเศร้าเสียใจด้วยคิดไปว่าเราคงด้อยค่าเสียจนไม่ควรแก่ความคำนึงแม้ครู่ยาม แต่ความสบายใจที่ได้รับฟังกลับเป็นดังน้ำอมฤตชะล้างโศกเศร้านั่นเสีย ก็เพราะการที่จักปล่อยให้เพลิงแห่งความคิดถึงเผาผลาญยอดเยาวมิตรนั้นไม่เป็นที่ต้องการเลย

ผู้คนมักนิยมชมชื่นในรูปรสสัมผัสกลีบละมุนของกุหลาบงาม มิไยถูกคมหนามทิ่มแทง ขอเพียงได้ลิ้มรสแม้เพียงครู่ยาม ช่วงเวลาที่เหลือถึงกับไม่กังวลห่วงใย

ฉันกลับมิเป็นเช่นนั้น

กุหลาบสวยแม้นหอมหวานยังมีวันแห้งโรย ความคิดถึงครุ่นถวิลที่อบอวลด้วยอุ่นไอคนึงหามักซาบซ่านเพียงชั่วอารมณ์ไหว ไม่นานก็จางคลาย

ฉันกลับพอใจที่จะยืนอยู่ในความทรงจำ แม้นที่ตรงนั้นจะเหน็บหนาวอ้างว้างราวคว้างในค่ำคืนของทะเลทรายไร้ขอบเขต ดำรงอยู่เหมือนไร้ตัวตน แต่ฉันอยู่ตรงนั้น พร้อมคอยส่งยิ้มเมื่อเธอยื่นมือมา ในนามความทรงจำไร้เปลวเพลิงร้อนเร่า แต่เป็นทุ่งหญ้าไสวในสายลมแผ่วเบา ความทรงจำที่จะเป็นเงาคอยติดตามมิได้ห่าง แม้ในคืนวันมืดมิด 

เธออาจกล่าววาจามิได้คิดถึงฉันเลย เพียงได้รู้ว่าฉันยังอยู่ในความทรงจำ เท่านั้นก็มั่นใจ..ไม่ว่าผ่านพบเรื่องราวใด เธอจะไม่ลืมฉัน..

เยาวมิตรแห่งฉัน..

แค่นี้สหายต่ำต้อยของเธอนับว่าสุขใจยิ่งแล้ว

ริมธารดาว
อาบตะวัน

@ จดหมายจากดาวสีน้ำเงิน: ความคิดถึง


เติมอ่าน >>

สะบายดี(นะ)หลวงพระบาง : 4 เรือถูกยึด!

1

กลุ่มคนร่างเล็กมีอาวุธครบมือ กรูกันขึ้นเรือ ทุกคนตื่นตัวเคลื่อนไหวว่องไว มือหนึ่งถืออาวุธอีกมือยื่นจ่อผู้โดยสารทีละคน ส่งภาษาเร็วปรื๋อ ดูเหมือนรับการฝึกวินัยเป็นอย่างดี ทั้งหมดเคลื่อนไหวพรึบพรับรวดเร็ว สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งกันอย่างรู้หน้าที่

พวกฝรั่งนั่งมองตาค้าง ข้าพเจ้าไม่กล้าสบตา..

2

เสียงฟองคลื่นสนทนาอยู่กับลำเรือดังซ่า ๆ ตลอดเวลา หลายครั้งมีแรงลมช่วยผสมบทเจรจาซัดละอองสนทนาเข้ามาประพรมจนต้องเอาเสื้อผูกโยงเสาเก๋งกันกระเซ็นน้ำ

สายลมยะเยือกยิ่งพัดหนักด้วยได้แรงเรือ หนาวเย็นกระทั่งฝรั่งเมืองหนาวแท้ยังต้องรื้อแจ๊คเก็ต เสื้อยืดแขนยาวออกมาสวม

พวกที่นั่งส่วนหน้าเป็นกลุ่มถึงทีหลัง เมื่อไม่อาจอัดเข้าไปข้างในได้อีก เลยนั่งเสียบนพื้นซึ่งเป็นทางขึ้นลงนั่นเอง กลายเป็นกลุ่มที่นั่งอย่างสุขสบายสุด ใครใคร่เหยียดขา ใคร่นอนล้วนเอกเขนกกันตามสบายกาย

ฝรั่งกลุ่มนี้ไม่ใช่กรุ๊ฟทัวร์ ต่างคนต่างเดินทาง แต่คงเพราะร่วมเส้นทางกันมาระยะหนึ่งจึงรู้จักมักคุ้นเป็นอันดี

คุณยายเรอเน่ดูอ่อนล้า ผมฟู แต่ยังยิ้มแย้มนั่งพิงข้างเก๋งได้ที่แล้วล้วงของกินออกมาแจกเพื่อนร่วมทาง ดูเหมือนกระเป๋าผ้าใบย่อมของแกจะไม่หมดเสบียงเอาง่าย คุณตามาตามให้ไปนั่งที่เก้าอี้ (ดูจากสกรีนหลังบนเสื้อยืดของคุณตาแล้ว ฝรั่งกลุ่มนี้มาจากปาย) เสียงชักชวนสุภาพเนิบช้านั่งชิดเก็บขา งอนง้อเท่าไรคุณยายก็ไม่ยอมไป คุณตาเทียวมาเทียวไปอยู่สองสามรอบ ดูท่าคุณยายไม่ยอมละทำเลอันสบายกายนี่แล้วเป็นแน่ คุณตาสุภาพบุรุษจึงยอมยกธง

ที่นั่งตรงข้ามกับข้าพเจ้าเป็นสองสาวจากเช็คโกสโลวาเกีย หน้าตาคมขำทั้งคู่ คนหนึ่งนิ่งเฉย อีกคนพกกล้องติดซูม 75-200 มม. ยาวเฟื้อย ย่างมานี่ที ย่องไปโน่นทีถ่ายรูปตลอดเวลา 

นายสองหนุ่มโครแอทสกินเฮดทั้งคู่นั่งเหยียดยาวอยู่ข้าง ๆ ข้าพเจ้า คนหนึ่งตัวเล็ก อีกคนอ้วนใหญ่ นายอ้วนใหญ่ช่างเจรจา คุยไปทั่ว ฟังว่าก๊วนมีกันสามคน อีกคนอยู่บนหลังคา
(ขอ-บอกว่ามีฝรั่งขึ้นไปซดเบียร์บนหลังคา กลัวเมาตกน้ำ แต่เรียกเท่าไรไม่ยอมลง คงเป็นสหายเจ้าสองโครแอทนี่เอง) นายอ้วนใหญ่บอกว่าทั้งสามมีแผนจะเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่ให้ทั่วลาว

ฟังแล้วคิดถึง 'มอเตอร์ไซค์เคิลไดอารี่' ของเช หากมีโอกาสเดินทางอย่างนั้นและมีบันทึกสักชุดคงสมใจ

เรือล่องลำน้ำเลาะเกาะแก่งมาร่วมสองชั่วโมงแล้ว

ทิวทัศน์สองฝั่งเป็นเนินเขาผืนป่าสลับไร่ข้าวโพด มีแก่งหิน โขดหินหลากรูปทรงประดับประดาเป็นช่วง ๆ บางครั้งตั้งกลางน้ำ บางคราโผล่อยู่บนสองฟากฝั่ง มีคันไม้ไผ่โยงสายเบ็ดปักซอกแก่งหินตรงโน้นตรงนี้อยู่ทั่ว บอกให้รู้ว่าตลอดเส้นทาง ทั้งที่ดูเป็นป่าเขาแต่หาได้ร้างผู้คนอาศัย ยังมีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ทั้งสองฝั่งชอุ่มชุ่มน้ำนี้

แดดบ่ายทอสายสะท้อนเงาน้ำระริก ลำน้ำเรื่อยไหล บางช่วงม้วนเป็นเกลียวดูน่ากลัวเหมือนจะดูดสรรพสิ่งแฝงลอยลงใต้น้ำ..ข้าพเจ้าเพลินคิดไปตามประสาอ่อนรู้ หรือว่าวังน้ำวนเหล่านี้จะเป็นที่มาของความเชื่อเรื่องเมืองบาดาลใต้ลำโขง..

วัยเยาว์ข้าพเจ้าเคยเชื่อเป็นตุเป็นตะครั้งอ่านเรื่องประวัติอาจารย์มั่น ภูริทัตโตที่เคยธุดงค์สู่เมืองบาดาลใต้ลำโขง ครั้นสูงวัยจึงได้เข้าใจว่าเป็นตำนาน ความเชื่อที่เคยเห็นเป็นเรื่องจริงมุ่งมั่นใคร่รู้เรื่องพญานาค อยากพบตัวจริงสักครั้งค่อย ๆ จางหาย กระทั่งปัจจุบันความเชื่อเหล่านั้นกลับมาเป็นจริงอีกครั้ง กลับมาเฉิดฉายอยู่ในโลกจินตนาการ มองเห็นความงามของการดำรงคงอยู่แห่งโลกวิจิตรที่หลากหลาย เพราะความเชื่อเหล่านี้เองก่อให้เกิดประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นขึ้นมากมาย 

คงคล้ายโกอานเรื่องมองภูเขาของเซน..

กำลังครุ่นอยู่เพลินคิด..เสียงฟองคลื่นสนทนากับลำเรือพลันเงียบหาย จอยหมุนพังงาเคลื่อนเรือชิดชายฝั่งทางซ้าย ยังไม่ทันรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ขบวนการนินจาก็กรูขึ้นเรือเหมือนโจรก่อการร้ายยึดเครื่องบิน

3

กลุ่มคนร่างเล็ก มีอาวุธครบมือ ทุกคนตื่นตัวเคลื่อนไหวว่องไว มือหนึ่งถืออาวุธอีกมือยื่นจ่อผู้โดยสารทีละคน ส่งภาษาเร็วปรื๋อ ดูเหมือนรับการฝึกวินัยเป็นอย่างดี ทั้งหมดเคลื่อนไหวพรึบพรับรวดเร็ว คนหน้าจ่อยิงไม่ได้ผล เร่งขยับปล่อยให้คนหลังเข้าประจำตำแหน่งอย่างรวดเร็ว กระชั้นชิดไม่มีผิดกระบวน

พวกฝรั่งนั่งมองตาค้าง

ข้าพเจ้าไม่กล้าสบตากลัวถูกจ่อยิง  เหลือบมองอาวุธในมือพวกเขา มีหลากหลายชนิดดูแล้วคุ้นหน้าตา สงสัยว่าจะเมดอินไทยแลนด์แทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกูลิโกะ ฮานามิ เลย์ เว้นปริงเกิ้ลแต่ก็ยังผ่านจัดจำหน่ายจากไทยอยู่ดี (ประเทศส่งออกอาวุธสงครามโดยแท้) ประดาอาวุธอัดแน่นอยู่ในตะกร้าขนาดย่อมที่ทุกคนกระชับแนบลำตัว ใช้มือที่เหลือจ่ออาวุธหาเป้าหมาย ส่งภาษาอย่างรวดเร็ว! ไม่ว่าจะเป็นรับเงิน ทอนเงิน ล้วนแคล่วคล่องว่องไว 

ชั่วอึดใจก็ถอนกำลัง ไม่รู้ว่าแค่อึดใจจะขายกันได้สักเท่าไร แผล็บเดียวแผลวขึ้นเรือลำข้าง ยังมิวายหันมาจ่ออาวุธยิงข้อเสนอ

คราวนี้ลดครึ่งราคา!

สาวเช็คฯนักเก็บภาพรีบคว้าถุงสับปะรดในราคา 20 บาท

เรือเลื่อนลำออก ข้าพเจ้าส่งนิ้วโป้งให้ "พวกนายแน่มาก"

กองกำลังนินจาไม่ฟังความจ่ออาวุธเสนอราคาทันที
ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจ..บางครั้งคำชมหรือนิ้วโป้งเป็นเรื่องเหลวไหล ที่พวกเขาต้องการคือ 'ขายของ' ไม่ใช่นิ้วโป้ง!

ที่สำคัญคือทุกคนมีแววตานักล่า ไม่มีใครส่งสายตาอ้อนวอนขอความเห็นใจ หรือแสดงความยากไร้..

4

เรือเคลื่อนลำเลียบฝั่ง ขบวนการนินจาเร่งฝีเท้าเรียงหนึ่งขึ้นเนินไปตามทาง บนเนินนั่นดูน่าจะเป็นโรงเรียนของพวกเขา

ข้าพเจ้ามองตามขบวนที่ลัดเลาะไปบนเนิน..'หากพวกนายปฎิบัติหน้าที่รับผิดชอบด้วยความกระตือรือล้น มีวินัย และไม่ทิ้งแววตานักล่าเยี่ยงนี้ อนาคตประเทศลาวคงไม่ธรรมดาแน่'


เติมอ่าน >>

ด.ดินการช่าง : ซ่อมรอยยิ้ม

เสียงนกบนหลังคาจุ๊บจิ๊บสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านสาย

ขออย่าได้คิดไปว่าผู้น้อยอู้เจียวล่ะ 'รอยยิ้ม' เที่ยวนี้พริ้มเพราเกลากลึงไร้ริ้วลายให้ขัดสีฉวีวรรณจริง ๆ 

หากในใจท่านพลันคิดขึ้นว่า 'ต้องมีบ้างล่ะนา..' อยากยื่นมือมาเข่นคอข้าพเจ้า '..บอกมาไม่งั้นล่ะ..ฮึ่ม!'

ข้อปลีกย่อยย่อมมีอยู่บ้างเป็นธรรมดาประสาอัตตาส่วนตัวแต่ไม่มีผลกับภาพรวม

ผู้น้อยจะพยามเลาะตะเข็บกล่าว หวังพอเป็นที่ประโลมใจท่านว่า เจ้านายช่างกำมะลอใช่เพียงนั่งท้าวคางพยักหน้าหงึก หุบปากอมพะนำทำไม่รู้ไม่ชี้

กลวิธีนำเสนอใช้สองมุมมองในเหตุการณ์ร่วมนั้นงามนัก

เนื้อหา ประเด็น วิธีนำเสนอ สอดคล้องต้องกันจนโดดเด่นเป็นเนื้อเดียว แทบอยากกล่าวว่า เรื่องเล่าของท่านเรื่องนี้ลงตัวสุดตั้งแต่ผู้น้อยติดตามท่านมา บวกกับรูปภาษาที่ไม่ (ใช้ 'ลด' แทนดีกว่า เพราะมีบ้างบางประโยคข้าพเจ้าเห็นว่ายังใช้คำโดยรุ่มรวย แต่น้อยเกินไปที่จักหยิบยกมากล่าวถึง) เสกสรรค์ปั้นแต่ง กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเหมาะกับเรื่องเล่าร่วมสมัย

ขอท่านคว้าไม้หรือยึดอะไรสักอย่างใกล้ตัวไว้จงมั่น ก่อนผู้น้อยจะกล่าวว่า'รอยยิ้ม' ของท่านครานี้น่าชื่นชมนัก

จุดเล็กน้อยที่ใคร่นำมาแลกเปลี่ยนคือ 'ภาษา'

ความยากของเรื่องเล่าสองมุมมองคือทำอย่างไรให้ผู้อ่านเชื่อว่าผู้เล่าฝ่ายหญิงเป็นหญิงจริง ๆ และฝ่ายชายเป็นชายจริง ๆ โดยใช่เพียงพึ่งอิทธิพลของสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง 'ผม' 'ฉัน' แต่ยังต้องใช้ 'วิธีพูด' 'วิธีคิด' ช่วยบอกย้ำความแตกต่างทางเพศ

หากใช้ 'ผม' แต่อุปนิสัยขี้งอน ช่างหวั่นไหว คิดหยุมคิดหยิม ผู้อ่านอาจรู้สึก (ไม่ก็ผู้เขียนเจตนาให้ผู้อ่านรู้สึก) ว่าเจ้า 'ผม' คนนี้เป็นกระเทย 

แน่ล่ะ..นิสัยคนเราสลับซับซ้อนยากจับให้มั่นคั้นให้ตาย แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าต้องมีบางอย่างที่เราจะจับมาใช้ได้ เพียงทักษะตรงนี้เกินกำลังข้าพเจ้าขณะนี้จึงไม่อาจกล่าวล่วง..เกินนี้

บทบรรยายช่วงหลังซึ่งเป็นเรื่องเล่าฝ่ายชาย ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเจ้านี่ออกจะยังไงยังไงอยู่ (ผมกลัวเธอจะมองเห็นความหวั่นไหวที่มันเอ่อล้นอยู่ในแววตาของผม) แต่ผู้เขียนก็ได้แจงรูปลักษณ์ไว้แล้ว (ชายหนุ่มผู้มีรูปกายบึกบึนสมชายชาตรีอยู่ในเสื้อกล้ามกางเกงยีนส์ขาเดบ ชายผู้มีเรือนผมสีแดงประกายทองยาวประบ่า สวมที่คาดผมสีดำตลอดเวลา) (ตรง 'อยู่ใน' นั่นขอเป็น 'สวม' เถอะนะ..ได้โปรด!)

เจ้านี่จะต้องไปโกรกผมมาแน่ ไม่ก็เป็นตังเกออกเรือหาปลาตากแดดจนผมลอกสี แต่อย่างหลังคงต้องตัดไปเพราะพวกตังเกมักผมยุ่ง ไม่เรียบร้อยเรือนผมอย่างที่ผู้เขียนพรรณนา ถ้างั้นเจ้านี่คงคลั่งแฟชั่นเกาหลีฟีเวอร์ไม่ก็ออกแนวตีสต์

ความช่างหวั่นไหวในภาคหลังจึงเป็นที่เข้าใจได้ เป็นอันข้อสงกาข้าพเจ้าจึงตกไป

อีกอย่าง..

ตามที่เคยเรียนท่านก่อนหน้า ผู้น้อยมิใช่แนวกระแสสำนึก ปะเรื่องเล่าประเภทครุ่นคิดอยู่คนเดียวจนใกล้จบจึงพูดออกมาสองคำทีไร ผู้น้อยโหนต่อยอมลงป้ายถัดไปทุกที (ช่วงหลังมานี่ก่อนอ่านมักใช้วิธีกวาดตาแต่ต้นจนจบดูน้ำหนักรวมก่อน)

ก็เพราะเชื่อว่าเรื่องเล่าที่ดีน่าจะมีส่วนผสมพอเหมาะพอเจาะทั้งทางลึกทางกว้างทางยาว หากเล่นดำลึกลูกเดียว ผู้น้อยนั้นมืออ่อนเท้าอ่อน ไหนเลยเหลือกำลังตะกายขึ้นหายใจผิวน้ำ

แต่สำหรับกับ 'รอยยิ้ม' ชื่อเรื่องท่านก็บอกแล้วว่า 'ยิ้ม' ไม่ใช่ 'พูด' ยิ้มที่เป็นการสื่อสารโดยปราศวาจา พรรณนาโวหารจึงถูกนำมาใช้โดยเปี่ยมพลังตรงวัตถุประสงค์

ข้อขัดของข้าพเจ้าจึงเป็นอันตกไปอีกข้อง

หากสักวันว่างอารมณ์ นั่งออกแบบโลโก ด.ดินการช่างสำเร็จ เรื่องเล่า 'รอยยิ้ม' สมควรได้รับโลโก 'ดินชวนอ่าน' ด้วยความชื่นชมนิยมยินดี

ด้วยความเคารพอย่างสุดหล้าฟ้าเขียว
สายดิลล์

ป.ล.๑ ตามที่เข้าใจร่วมกัน ผู้น้อยยินยอมเผยหางอึ่งดุ๊กดิ๊ก ก็ด้วยหวังรับทราบหางอึ่งดิ๊กดุ๊กของท่าน ฉะนั้น คิดเห็นคิดแย้งประการใดรบกวนบอกมาเสียโดยละม่อม เพื่อถ่างตาตีบตี่ผู้น้อยให้ได้ยลมุมมองที่แตกต่างกว้างขวางแลเพื่อความจำเริญอักขระบำเพ็ญในกาลต่อ ๆ ไป   

ป.ล.๒ บ่ได้มีปัญหาขะรับ..บ่ได้มีปัญหา..หน้าหวาน รูปร่างอรชรแอนด์กิ๊บสีชมพู...อืมมมมมมมม์...เอ่อ...อ่า..น่ารักดี อุ๊บ!

เหตุเกิดในตึกศัลกรรมหญิง # รอยยิ้มมิตรภาพ (สายลม)


เติมอ่าน >>

บ้านเกิด : แบบเรียนเขียนไทย

๏ แผ่นดินนี้มีข้าวพราวผืนทุ่ง
จากฟ้ารุ่งจวบค่ำฝนพรำสาย
เรื่อยลำคลองไหลนองมาล่องราย
เชื่อมต้นปลายชายเลชวากเวิ้ง

๏ มีเหล่านกผกโผโล้เงาไม้
ทั้งวันคล้ายเอะอะอยู่มะเทิ่ง
มีไผ่กอทอรำทำเชิงเพิง
นกฟ้าเริง..น้ำปลาว่ายวารี

๏ มีลำตาลผ่านบ้านไหนล้วนไฟต้ม
เอาไฟรมต้มตาลขมันขมี
ได้น้ำตาลหวานรสกำลังดี
บ้างก็มีวิชชาหมักยาเมา

๏ พวกชายเลออกเรือเมื่อฟ้าสาง
ล่วงสว่างร้อนแสงแผดแรงเผา
ได้ปูปลาหากินในถิ่นเรา
ผ่านค่ำเช้านานเนาบนคันนา

๏ แล้ววันหนึ่งรู้ข่าวมาฉาวทุ่ง
มาเลี้ยงกุ้งกันซีดีนักหนา
ได้กำไรรวยกันเห็นทันตา
เป็นมหาเศรษฐีมีบ้านโต

๏ ยุบผืนนายกกั้นเป็นคันบ่อ
แล้วชะลอน้ำเค็มไหลไปไกลโข
ที่ไร้ทุนร้านค้าใหญ่ก็ใจโต
เอาที่วางอย่างโก้อย่ากังวล

๏ ครบสี่เดือนเคลื่อนผ่านมินานช้า
ได้เวลาเลี้ยงครบประสพผล
มีเงินทองกองใหญ่ไม่ยากจน
คืนหนี้ร้านยังล้นพ้นบัญชี

๏ พวกลังเลเฮโลพากันเลี้ยง
ค่ำลงเสียงเครื่องตีน้ำย่ำอึงมี่
สว่างโพลนพลุ่งฟ้าชั่วตาปี
ทั้งแสงสีบันเทิงบำเริงบำเรอ

๏ เงินสะพัดกวัดไกวไปทั้งทุ่ง
เป็นเถ้าแก่นากุ้งนั่งพุงเผยอ
ดาวน์รถใหม่ป้ายแดงแข่งกันเกลอ
ยามจะเรอเป็นแบ็งค์ร้อยห้อยมาลัย

๑๐๏ ธุรกิจธุรกามเร่งตามเปิด
รับการเกิดรวยแน่เถ้าแก่ใหม่
ทำนามาหลายปีไม่มีไร
เลี้ยงกุ้งมิทันไรได้เงินบาน

๑๑๏ เปิดบ่อใหม่ใจหวังดึงตังค์ต่อ
ขยายบ่อรอสุขสนุกสนาน
เงินไม่พอก็หาธนาคาร
โฉนดบ้านโฉนดนาพาจำนอง

๑๒๏ ใครบ่อเดียวเหี่ยวห่อเหมือนตอกุด
ต้องเร่งขุดผุดบ่อไม่พอสอง
กำเงินน้อยกลัวลูกถูกเพื่อนมอง
อย่างน้อยต้องใบร้อยค่อยไปเรียน

๑๓ สูบเลนทิ้งยิ่งไหลไปลามทุ่ง
คูเหม็นคลุ้งข้ามคืนชวนคลื่นเหียน
ส่ำสัตว์พืชพันธุ์พูนก็สูญเตียน
เร่งหมุนเวียนเร่งขย่ำเร่งทำลาย

๑๔ โรคระบาดก็ระลามตามระเบียบ
กุ้งตายเรียบราวห่าพาฉิบหาย
โทษคนนี้โทษคนนู้นกันวุ่นวาย
สุดท้ายตายไม่เหลือเป็นเบือไป

๑๕ หนี้ที่ค้างก็ยังไร้ตังค์ส่ง
จะต้องลงกุ้งอีกทีหาที่ไหน
หนี้หลายแสนแค่นหามาอย่างไร
มีแต่ลงกุ้งใหม่เผื่อได้คืน

๑๖๏ กุ้งตายซ้ำย้ำโศกโชคไม่เข้า
ต่างหน้าเศร้านั่งเรียงเสียงสะอื้น
รถถูกยึดที่ถูกฟ้องม่องทั้งยืน
จะกล้ำกลืนกัดฟันกันอย่างไร?

อาขยาน

๑๗๏ ตาลเอ๋ย..ตาลยอดด้วน
อยู่บนควนแข็งลำต้านลมไหว
สู้แดดฝนทนแสนให้แค้นใจ
มายืนตายตอไหม้..เพราะใจคน ฯ

Technorati Tags:

เติมอ่าน >>

Writer Comic by Inkygirl.com


เติมอ่าน >>

คลื่นวรรณกรรม : อินไซด์ เพชรพระอุมา

คัดลอกมาจากหนังสือจักรวาลปืน (ฝากให้อ่าน หนอนสนทนา)

เรื่องเพชรพระอุมาจบสมบูรณ์ลงในหนังสือจักรวาลปืน ฉบับ 290 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2533 ผู้ประพันธ์ได้นำเรื่องอินไซด์เพชรพระอุมาลงต่ออีก 5 ตอน คือฉบับที่ 291 -295 เป็นเรื่องเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งหมดที่เกี่ยวกับเพชระพระอุมา ตั้งแต่จุดดลใจ เค้าโครงเรื่อง ที่มาที่ไปของตัวละคร ฯลฯ


เติมอ่าน >>

บางบอนซอยตำแย ตอน หาดทราย..สายลม..สองเรา..และ..แตงโมปั่น

เบี้ยวไม่ได้พบหน้าคุณปิ๊กหลายวันแล้ว ครั้งสุดท้ายเธอบอกว่าจะไปทะเลหัวหินกับครอบครัวสักสองสามวัน เบี้ยวเอนหลังพิงต้นอะไรสักอย่างที่เบี้ยวเองก็ไม่รู้จัก หากเห็นมีลำต้นมีใบเบี้ยวเรียกอยู่ชื่อเดียว..ต้นไม้


เติมอ่าน >>

ข้าพเจ้า

ครอบครู

๏ นบกรสุวันทา พิจิตราสมาทาน
แด่องค์ศิลปาจารย์ วิฆเณศวรวิเศษสรรค์

ศิษย์จักประจงจิต ลุลิขิตวิจิตรจาร
อ่อนด้อยด้วยเชิงชาญ ก็ประดิษฐ์โดยชวนเชิญ

ขอองค์ประเสริฐศิลป์ ปกจินตะจำเริญ
คล่องคิดพินิจเพลิน พจิพจน์ผจงใจ

อีกดัชนีนั่น จงสมมั่นจะมุ่งไป
แคล่วเขียนวิเชียรประไพ สุวิไลอักขระจำรูญ

คิดใดให้สมมาด มะนะวาดทวีคูณ
เอ็นดูด้วยอาดูลย์ ผัสสะอ่านมิผ่านไป

แกร่งกายสิแกล้วเขียน พละเพียรพลังไกร
กรำกล้าพลานามัย อุกฤษฎ์ในอักษรกรรม

น้อมเชิญพระทรงฤทธิ์ สุวิสิทธิเทิดธรรม
ปกเกศวิเศษนำ วิโรจน์ล้ำเลิศวรรณกรรมเทอญ ฯ

‘ปณิธาน’

๏ เพราะเลือกที่จะรักความเรียบง่าย…ขอเพียงได้ผ่านวันคืนตื่นตาฝัน
อุ่นไอแดดแผดกล้ารับตาวัน…ชมแสงจันทร์แจ่มฟ้าคราค่ำคืน

๏ เลือกจะอยู่อย่างคนไร้โขนครอบ…ถามก็ตอบกลับไปไม่แข็งขืน
ล้มก็ลุกทุกครั้งยังหยัดยืน…จะไม่ฝืนปั้นหน้าเข้าหาใคร ฯ

๏ เลือกเลี้ยงชีพอย่างชนอิสระ…เลิก ลด ละ อัตตาเลิกคว้าไขว่
ปลดความอยากหยุดความหลงลงที่ใจ ..เดินทางไปสู่จุดหมายด้วยสายกลาง

๏ หาพอได้จุนเจือเผื่อยามยาก…กินพอปากอิ่มพอท้องไม่หมองหมาง
เหลือพอเก็บยามเจ็บไข้ได้เบาบาง…หากมีบ้างช่วยเหลือเผื่อสังคม ฯ

๏ แบ่งเวลาอีกครึ่งของชีวิต…ไว้ขบคิดขดร้อยถ้อยคำประสม
หัตถกรรมสานทอก่อคำคม…เป็นแผ่นพรมผืนงามตามใจจินต์

๏ สุขได้สรรสร้างสานงานที่รัก…พอได้พักพิงใจในโลกศิลป์
ใช่จักงามยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน…หวังเพียงยินยลไว้ในอกตน ฯ

๏ มีหนังสืออ่านเล่นไว้เป็นเพื่อน…ภาพเลือนเลือนพร่างพรายชมสายฝน
ฉ่ำสีน้ำชื่นใจยามได้ยล…ร่ายมนต์กวีวรรณเย้ยจันทรา ฯ

๏ เพราะเลือกที่จะรักความเรียบง่าย…ยิ้มรับรอความตายไถ่ถามหา
เศร้า สุข โศก โลกล้วนอนัตตา…พอใจอยู่อย่างธรรมดากว่าสิ้นลม ฯ

 

 ยินดีต้อนรับสู่กระท่อมธุลีดินขอรับสหายนักอ่าน-เขียน

ท่านสามารถรับข้อความจากกระท่อมผ่าน Feed Reader และเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ สำหรับท่านที่ยังไม่ใช้ Feed Reader ขอแนะนำ GReader เมื่อลงทะเบียนเสร็จให้นำ Feed ของกระท่อม (http://tuleedin.blogspot.com/feeds/posts/default) Subcribe จากนั้นท่านก็จะได้รับข้อความทันทีที่กระท่อมอัพเดท หากต้องการติดตามข้อความใน Comment ให้ Subcribe Comments Feed ของกระท่อม (http://tuleedin.blogspot.com/feeds/comments/default) คำโต้ตอบก็จะปรากฏในที่เดียวโดยไม่ต้องคลิกไปมา

สำหรับท่านที่ไม่ใช้ Feed Reader แจ้ง E-mail ของท่านไว้ อัพเดทจากกระท่อมจะไปรอในกล่องจดหมายทุกครั้งที่มีบทความใหม่

ขอบคุณที่แวะเยือนขอรับ

คารวะ
ธุลีดิน


เติมอ่าน >>

ต้นร่างนิยายไชยา

ลานดินกองมวยยามเช้าเต็มด้วยผู้มีใจรักศิลปะป้องกันตัวจับคู่ฝึกซ้อมขะมักเขม้น บ้างฝึกเชิงมวย บ้างฝึกเชิงดาบ ด้านหลังเป็นบ้านเรือนไทยชนบทยกพื้นสูง ลานล่างมีหญิงสาวฝึกการฝีมือทอผ้าเย็บปักถักร้อย รอบเรือนเต็มด้วยไม้ดอกไม้ประดับดาษดื่น

(เฉพาะสมาชิก)


เติมอ่าน >>

สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง : 3 ขอ

ขอเป็นคนหนุ่มวัยยี่สิบต้น ทรงผมเค้าหน้าคล้ายซิโก้กิตติศักดิ์อดีตศูนย์หน้าทีมชาติไทย สวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์เนื้อดีแผกเสื้อผ้าชาวลาวทั่วไป

ขอเรียนจบอนุปริญญาจากเวียงจันทน์กลับมาหวังเป็นครูที่บ้านเกิด แต่เงินเดือนไม่พอใช้จึงลาออกมาช่วยงานครอบครัว

พ่อของขอแล่นเรือขึ้นล่องลำโขงมาหลายสิบปี ขอบอกว่ารายได้จากเรือนี้ส่งลูก ๆ เรียนจนพี่สาวอีกคนจบพยาบาล พี่ชายฝาแฝดไม่ชอบเรียนหนังสืออยู่ช่วยงานพ่อจนตอนนี้รับหน้าที่ขับเรือแทนแต่ก็ยังต้องมีพ่อคอยควบคุม

ขอไม่ชอบชีวิตคนเรือซ้ำซากจำเจ อยากมีชีวิตที่ดีกว่าจึงจากบ้านไปเรียนหนังสือ..

เรือหางเคลื่อนออกจากฝั่ง ตีวงตั้งลำมุ่งฟากตรงข้าม แดดอุ่นยังอ้อยอิ่งอาบไล้ลำน้ำทอดทาบลำเรือที่จอดรายเรียง

พอเสียงเครื่องยนต์แผดขึ้น กราบเรือก็กรีดสายน้ำโขงออกเป็นระลอก ฟองคลื่นลูกย่อมไล่ลิ่วตามกันไปทางท้ายเรือแลเป็นทิว สายลมหนาวปะทะใบหน้า..หนาวจนต้องห่อตัว

ข้าพเจ้าเหลียวไปหันมาหมายจับภาพทิวทัศน์สองฝั่งไว้ในความทรงจำ เพราะเดินทางแบบเที่ยวเดียว ทุกภาพตรงหน้าเคลื่อนไปไม่อาจฉายย้อน เสียดายยังไม่ทันทักทายทำความรู้จักเชียงของข้าพเจ้าด่วนใจเร็วข้ามฟากเสียแต่วันแรกถึง

ขั้นตอนตรวจหนังสือเดินทางฝั่งลาวรวดเร็วไม่ด้อยฝั่งไทย กรอกแบบฟอร์มบนเคาน์เตอร์แล้วยึ่นให้เจ้าหน้าที่ รอเพียงครู่ข้าพเจ้าก็ออกเดินตามกลุ่มนักท่องเที่ยวไต่เนินขึ้นไปท่ารถสองแถว

จากฝั่งเชียงของมองเห็นท่าเรือช้าเพียงเยื้องท่าเรือข้ามฟาก คงเป็นด้วยขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง ป้องกันสับสนปนเปจึงแยกสองท่าออกจากกัน กระจายรายได้สู่กลุ่มรถสองแถวส่งนักท่องเที่ยวอีกชั้น

รถสองแถวแล่นขึ้นเนินผ่านตลาดแล้ววกลงฝั่งแม่น้ำ ประมาณสิบ-สิบห้านาทีก็ถึงท่าเรือช้า

เห็นเรือลำยาวจอดเรียงเป็นตับ

เดินไปก็นึกสงสัยใจ จะรู้อย่างไรลำไหนไปหลวงพระบาง? เลยลองถามคนที่ยืนเรียงอยู่บนคันขอบทางด้วยภาษาไทยชัดเจน

"ขอโทษครับ ลำไหนไปหลวงพระบางครับ?"

ผู้ฟังชี้มือ ตอบกลับชัดถ้อยชัดคำ "ลำโน้น" แถมด้วย "ซื้อตั๋วโพ้น" ชี้มือขึ้นไปที่อาคารบนเนิน

ข้าพเจ้าขึ้นไปดู สำรวจราคา พี่แพงเจ้าหน้าที่ขายตั๋วแจ้งว่าเรือหมายเลข 100 เพื่อความไม่ประมาทเห็นทีจะต้องสำรวจเรือให้แน่ก่อนจ่ายเงิน ข้าพเจ้าลงไปที่เรือ มองหาลำหมายเลข 100

เรือลำยาวร่วมสามสิบสี่สิบเมตรจอดเรียงซ้อนชิด ด้านหน้าเรียวแคบไม่มีประตู ใช้แผ่นไม้ทอดจากฝั่งยังข้างเรือ เด็กหนุ่มกำลังยกข้าวของขึ้นหลังคา ใบหน้าชุ่มเหงื่อ

"สะบายดี"

เสียงทักทายนี้ยินแต่แรกก้าวขึ้นท่ารถสองแถว เป็นเสียงลากสำเนียง 'ดี' แผ่วหาย อ่อนโยน แต่เสียงทักทายสะบายดีแรกบนแผ่นดินลาวที่ดังก้องในความทรงจำข้าพเจ้าคือเสียงของเด็กหนุ่มหน้าซื่อดูเอาจริงเอาจังท่าทางขี้เกรงใจคนนี้

ข้าพเจ้าบอกสะบายดีตอบแต่สำเนียงแปร่ง หางเสียงยังคงกระด้างไม่อาจเลียนอย่าง

"เรือไปหลวงพระบางใช่มั้ยครับ?"

"ใช่"

เราทำความรู้จักกัน ข้าพเจ้าจองที่นั่งตัวหน้าบอกฝากย่ามไว้กับขอแล้วขึ้นไปซื้อตั๋ว หามื้อเช้ารองท้อง 

เดินย้อนขึ้นเนินหวังมองหาแผงหรือร้านอาหารที่ชาวบ้านกินตามปกติ ไม่ใช่ร้านที่เปิดสำหรับนักท่องเที่ยว พบร้านก๊วยเตี๋ยวหัวมุมถนน มีลูกค้านั่งเต็มสองโต๊ะ ส่วนแม่ค้ากำลังหั่นหมูหั่นเครื่องใน ข้าพเจ้าหันรีหันขวางไม่รู้จะกินอะไรหรือสั่งว่าอย่างไร

แม่ค้าใจดีช่วยอธิบายแต่ก็ดูเหมือนสมองขี้แพ้ป.4 จะสับสนปนเปจนไม่รู้อะไรเป็นอะไร ที่ความจำพอจะแยกแยะก็คือเขาไม่เรียกก๊วยเตี๋ยวแต่เรียก 'เฝอ' มีเส้นเล็ก เส้นหมี่ หากเป็นเส้นกลมอ้วนขาวแบบอุด้งเรียก 'ข้าวเปียก' เป็นอันมื้อแรกในลาวคือเฝอเส้นหมี่ แนมด้วยผักสด(สดจริง ๆ)จิ้มเต้าหู้ยี้

กลับมาอีกทีมีฝรั่งนักท่องเที่ยวเต็มลำแล้ว เรือยังคงจอดนิ่งไม่มีทีท่าว่าจะออกตามกำหนดเวลา ดูเหมือนยังมีข้าวของที่ขอจะต้องทยอยยกขึ้นเรือไม่หมดไม่สิ้น หันมองในเรือพวกฝรั่งนั่งประจำที่กันสลอน แต่แล้วยังมีอีกกลุ่มคล้ายทัวร์บัสคันเดียวกันโผล่มา เหมือนคลื่นใหญ่ซัดเข้าเรืออีกระลอก ทั้งคนตัวใหญ่ ๆ เป้หลังขนาดยักษ์ยึกยักก้าวขาเรียงหนึ่งบนไม้กระดานลงเรือ แน่นจนไม่มีที่ยืนที่วางเป้

ข้าพเจ้าลุกไปยื่นมือช่วยประคองฝรั่งข้ามแผ่นไม้ บอกให้ระวังหัว พวกที่เข้ามาแล้วยืนอัดกันอยู่ด้านหน้าเรือ สภาพโกลาหล หน้าไปไม่ได้ หลังก็จะอัดเข้ามา พ่อของขอตะโกนให้ข้าพเจ้าช่วยบอกฝรั่งเดินเข้าภายใน ขอขึ้นขนย้ายเป้บนหลังคาขณะจอยพี่ชายจัดคนจัดของอยู่ด้านหลัง ข้าพเจ้าส่งเป้ขึ้นหลังคา ปากก็คอยบอกให้คนตัวใหญ่กลุ่มนี้เดินไปหาที่นั่งข้างหลัง (ทั้งยังงง ๆ ว่ายัดเข้าไปได้อย่างไร)

ไม่น่าเชื่อ..
ทุกคนมีที่นั่ง

พี่แพงเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจรายชื่อ-จำนวนคน ก่อนขึ้นเรือยังไม่ลืมหันมาอวยพรข้าพเจ้า เป็นอันได้เวลาขอปลดเชือกผลักเรือถอยออกจากท่า มีจอยเป็นสารถี ผู้พ่อนั่งอยู่ข้าง 

ครั้นเรือตั้งลำแล่นล่อง เสียงคลื่นน้ำปะทะลำเรือซ่านซ่า ข้าพเจ้าลุกมองหาเปยลาวหวังแกล้มสายลมเย็น

ขอยืนประจำเคาน์เตอร์เครื่องดื่มหน้าห้องเครื่อง มีชั้นวางของขบเคี้ยวบนผนัง ถังเก็บความเย็นสีส้มแช่เครื่องดื่มเต็มอัตรา

"ลดให้พี่เป็นพิเศษ" ขอบอกตอนยื่นเงินทอน ข้าพเจ้าอ่านพบกิตติศัพท์เรื่องของในเรือนั้นแพงจนกินแทบไม่ลง หวังอยู่ว่าอัตราลดพิเศษจะช่วยให้ข้าพเจ้าดื่มได้มากกว่าที่เกรงสักเล็กน้อย

"ขอขับเรือด้วยเปล่า?" ข้าพเจ้าถาม ขอส่ายหน้า

"จอยเป็นคนขับ เขาขับมาเกือบสิบปีแล้ว"

"โห..สิบปี ยังต้องมีพ่อคอยนั่งคุม!"

ขอพยักหน้า "ขับเรือยากเกาะแก่งเยอะ"

"ไม่เป็นไร ขายของรวยกว่า" ข้าพเจ้าหยอก "ยังคิดกลับไปสอนหนังสืออีกมั้ย?"

"คิด" ขอตอบ "ผมชอบสอนหนังสือ จะอยู่ช่วยพ่อสักพักแล้วไปสอนอีก..แต่..เฮ้อ.."

"ชอบสอนหนังสือก็ไม่เห็นต้องเข้าในระบบนี่.." ข้าพเจ้ายกเปยลาวจิบ ๆ พบว่ารสคล้ายเบียร์สดเลยซดรวดเดียวเหลือก้นกระป๋อง "เรือลำนี้สร้างชีวิตเรามานะ เราน่าจะรักมัน ดูแลมันให้ดี ใช้เวลาว่างสอนหนังสือเด็ก ๆ ก็ได้" ข้าพเจ้าเล่าเรื่องครูสังคม ทองมีให้ขอฟัง พยายามบอกให้เห็นว่าจิตวิญญาณของผู้สอนนั้นยิ่งใหญ่กว่าจะเอาไปขังไว้ในระบบที่ทั้งคับแคบทั้งรายได้แทบไม่พอเลี้ยงชีพ ขณะเราทำงานรองรับค่าครองชีพ เราสามารถสอนด้วยแผนการสอนของเราเอง นานวันเข้าผลของมันจะพิสูจน์ตัวเอง ทั้งทางสังคมและจิตใจ  

มองจากท่าที สำหรับเวลานี้ไม่คิดว่าขอจะเข้าใจความเชื่อแบบนี้ เพียงหวังหว่านเมล็ดพืชลงไปรอเวลาให้ดินฉ่ำน้ำดี อาจมีวันเติบดอกออกใบภายหน้า

"รายได้ต่อเที่ยวไม่น้อยนา..ทำให้ดีมีแต่รวย" คำนวนดูแล้วรายได้จากเรือร่วมแสนบาทต่อเที่ยว ข้าพเจ้าไม่เห็นเหตุผลที่จะทิ้งงานนี้ไป

"ได้ไม่มากหรอกพี่" ขอบอก ข้าพเจ้ายังงง ๆ ลองเอาราคาตั๋วของตัวเองคูณจำนวนคนแล้วทำไมยังบอกไม่มาก

"เกือบสามเดือนถึงจะได้เที่ยวสักที" ขอพูดต่อ

"สามเดือน!" ข้าพเจ้าผงะ

"ไปถึงปากเบงแล้วต้องตีเรือเปล่ากลับ"

"อ้าว.." ข้าพเจ้าอุทาน "ไม่ได้ไปถึงหลวงพระบางหรอกเรอะ!" สมองระดับเปยลาวหนึ่งกระป๋องเร่งตัดตัวเลขเหลือครึ่งหนึ่งทันที

"ต้องเปลี่ยนเรือ" ขอพูดภาษาไทยสำเนียงลาว

"ทำไมไม่รับนักท่องเที่ยวจากปากเบงกลับห้วยทรายล่ะ?"

"เขามีเรืออื่น" ข้าพเจ้าคล้ายจะเข้าใจ ดูเหมือนมีการกระจายรายได้กันให้ทั่วถึง

"งั้นตอนว่างทำอะไรล่ะ?"

"รับงานบริษัททัวร์"

"มีทุกวันมั้ย?"

"ไม่แน่"

ถึงตอนนี้ข้าพเจ้าอึ้ง ขอเปยลาวอีกกระป๋องบอกขอว่าไม่ต้องคิดราคาพิเศษคิดตามปกตินั่นแหละ ขอไม่ยอม ข้าพเจ้ายินยอมรับเปยลาวมานั่งแกล้มสายลมเย็นยลทิวทัศน์บนฝั่งน้ำ

เช้าวันถัดมาที่ปากเบงขอตะโกนเรียกข้าพเจ้าตั้งแต่เพิ่งก้าวไปที่ท่า สองคนพี่ชายกำลังช่วยกันดันเรือออก ข้าพเจ้ามาทันได้อำลา เราจับมือกันแน่น สายตาคนหนุ่มที่ยังคงเสาะค้นหาความหมายชีวิตจ้องข้าพเจ้านิ่งแทนถ้อยคำร้อยพัน

"ทำอย่างที่ใจต้องการ อย่าทิ้งเรือล่ะ" ข้าพเจ้าบอก

จอยคอยผลักเรือลำข้าง ขอส่งไม้ค่ำถ่อลงน้ำดันเรือถอยออกไปเรื่อย ๆ ยังคงมองมาบนฝั่งไม่วางตา ข้าพเจ้าโบกมือยิ้มอำลา ?

OOO


เติมอ่าน >>

บ้านเกิด : ร้านบุญส่ง

๏ บ้านไม้ประตูซ้อน....ซ่อนเงา
สองคูหาหงอยเหงา.....เงียบแท้
เบื้องหลังสิงำเนา........เรื่องเล่า ยาวนาน
เรียกร้าน 'บุญส่ง' แซ่...จีนสร้างสมมา ฯ

๏ ในร้านล้วนเครื่องเขียน...ค้าขาย
สินค้าวางเรียงราย............แน่นล้น
คิดหาสิ่งใดกราย..............กำเงิน เดินจ้ำ
บอกลุงบุญส่งค้น..............เพียงครู่รู้ความ ฯ

๏ ร่างเล็กยิ้มกว้าง.........ใจดี
สวมเสื้อขาวตลอดปี.......ห่านคู่
กางเกงขาสั้นมี.............จีบโง้ง
ผมขาวลานบินลู่............รื่นยิ้มพิมพ์สยาม ฯ

๏ ลุงมีลูกชายผู้.........ผ่องพรรณ
มากฤทธิ์วิทยาอัน.......เอี่ยมแท้
คิดหยุดเวลาผัน..........อย่าผาย จรผ่าน
คุณูปการแม้..............เทียบไว้ใครเสมอ ฯ

๏ รวบรวมเรื่องราวไว้....วันวาน
อวลกลิ่นอดีตกาล........กว่านั้น
สืบลมหายใจสาน.........วันเก่า เล่าความ
สืบทอดตำนานคั่น........ก่อนข้ามเวลา ฯ

๏ บ้านไม้ประตูซ้อน.....ซ่อนฝัน
คือบ้านพิพิธภัณฑ์........ค่าพ้อง
ก่อคุณนับอนันต์..........สืบเนื่อง เมืองสยาม
นามประดับหล้าก้อง.....เอนก นาวิกมูล ฯ


เติมอ่าน >>

Writer Comic by Inkygirl.com


เติมอ่าน >>

ลมปลายปีก : สิ่งดี ๆ

@ บ้านเกิด : แบบเรียนเขียนไทย

พรำฝนโปรยสวัสดิ์ขอรับมวลมิ่งมิตร

เม็ดฝนบางกำลังจูบผิวน้ำแผ่วเบา ผิวน้ำเจ้าก็ขวยอายเอียงแก้มยิ้มเป็นระลอกน้อย แต่สางจนสายยังไม่เห็นริ้วตะวันแม้ปลายแสง ฟุ้งเมฆฝนสีเพนเกรย์เกลื่อนฟ้า ฝนปรอย ๆ เยี่ยงนี้พวกนกหาเกรง ออกหากินกันตามปกติวัตร ส่งเสียงแจ้วอยู่รอบตัว

สุดสัปดาห์ไล่ต้อนข้าพเจ้าแทบจนตรอก เผลอเพียงครู่วันเสาร์มาเยือน ข้าพเจ้ายังไม่มีอักษรสักตัวโพสท์บอร์ด คิดเบี้ยวอีกสักทีก็เกรงแม่น้องนางพลับพลึงส่งค้อน การเขียนโดยไร้ซึ่งแรงจูงใจเป็นความทรมานชนิดหนึ่ง (เหล่าท่านคงซาบซึ้ง) พอ ๆ กับเขียนโดยเปี่ยมแรงจูงใจจากภายในนั่นเป็นหฤหรรษ์ยากบรรยาย

จนหนทางไม่รู้ทำไง เห็นตาลยอดด้วนปลายนา ตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะเขียนถึง แต่ยังไม่รู้จะจับทางไหนอย่างไร การบอกไปว่าน้ำเค็มจากนากุ้งทำลายต้นตาลที่เคยดื่นดก ที่เป็นรากฐานชีวิตพื้นถิ่นมานมนานก็ดูง่ายดาษเกินไป

แต่แล้วโดยไม่ตั้งใจ บางอย่างก็ผุดขึ้นในกองขี้เลื่อยขมอง

ชาวบ้านที่นี่คงไม่ต่างต้นตาล พวกเขาอยู่กินกันมาอย่างปกติสุข พอกินพอใช้ จนวันหนึ่งรับสิ่งแปลกปลอมเข้ามา ด้วยความหวังจะมีชีวิตที่ดีกว่า แต่แล้วก็สูญหมดไม่เหลือกระทั่งที่อยู่อาศัย เมื่อพวกเขาลืมรากเหง้าซึ่งคืออดีต อนาคตที่เป็นส่วนหัวก็ไม่มีเหลือ เยี่ยงตาลยอดด้วนที่พวกเขาชักน้ำเค็มเข้าทำลายราก

ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงที่ต้องใช้เวลาหลายสิบปีพิสูจน์ผล วิถีเกษตรเป็นรากฐานของเรามานมนาน หากไม่เห็นคุณค่าไม่ช่วยกันรักษาไว้ เราก็คงมีสภาพไม่ต่างตาลยอดด้วนที่ยืนเรียงรายอยู่ปลายนานั่น

ต่างนิดที่ตาลยอดด้วนไม่มีวันหวนกลับมาฟื้นต้นแตกใบอีกต่อไป แต่คนยอดด้วนยังมีโอกาส ข้าพเจ้าเพียงคาดหวังสักวันจิตสำนึกรักษ์เกษตรกรรมจะเติบโตขึ้น ผู้คนเห็นคุณค่าสิ่งที่ตัวมีและรักษาไว้ให้มั่น ไม่ยินยอมให้ค่านิยมใด ๆ แฝงเข้ามาทำลายได้อีก

เมื่อคิดถึงบทเรียนก็คิดถึง 'แบบเรียน' จึงใช้ ก ข ค แยกส่วน และใช้ ฮ นกฮูก แทน ง งู เป็นแบบเรียนที่จบอย่างรวดเร็ว

ทั้งหมดยังไม่ลงตัวเพราะเร่งเขียน แต่เมื่อความคิดก่อรูปเป็นร่าง หฤหรรษ์จารรจนาก็เต็มเปี่ยมสมใจ ทราบดีว่ายังดาษด้วยวรรคไม่งาม แต่กับประดาสหายหนอน เข้าสำนักคราใดข้าพเจ้ามิเคยพกความอายติดตัว เขียนเสร็จเร่งแหมะ

เป็นอันรอดตัวไปอีกหนึ่งสัปดาห์

มาตรแม้นเพียงอักขระอัปลักษณ์ สำหรับกับนักหัดเขียนเยี่ยงเราท่าน ขอเพียงเขียนออกมา นั่นสมควรนับว่าน่ายินดีแล้ว แรงจูงใจเล็ก ๆ ที่รู้ว่ามีใครสักคนคอยอ่าน ดูเหมือนจะกดดัน (นิดหน่อย) เมื่อถึงเวลาสุดสัปดาห์แต่ยังหาไม่เห็นแม้วรรควลี ข้าพเจ้าเดาเอาว่า สิ่งนี้เองที่กระตุ้นให้มุ่นความคิดผุดขึ้นจากกองขี้เลื่อย

สิ่งดีเล็ก ๆ นี้ใช่หาได้จากที่อื่นใด ซุกซ่อนอยู่ในสำนักหนอนนี่เอง

พบกันสุดสัปดาห์หน้าขะรับ

คารวะ

ขอบคุณคำทักทายขอรับ ท่านจินท่านวาท่านสายท่านประการังท่านอิงท่านข้าวท่านชายสหายพี่สองพี่ท่านเจ๊นกที่เคารพรัก

ตอบ ป.ล.

อยู่ท่าบอนขอรับท่านชาย
อีกอย่าง ผู้น้อยก็เจ้าหนอนดิลล์นั่นแลขะรับ ท่านมิได้หน้าแตกเลย แต่จะแตกก็แม็ตหลังอิตรงกลับมาแก้นั่นแลขะรับ

หลังคาขนำยังไม่เสร็จขะรับสหายพี่สอง (ฝนตกทำงานไม่ได้) ผู้น้อยยังไม่พ้นวิบากกรรม ทุลักทุเลพอตัว (เห็นทีต้องรีบสิ้นเสน่ห์เสียไว ๆ ขืนมีเสน่ห์นาน ๆ ข้าพเจ้าคงเกรียมไหม้เป็นปาทังก้าทอดกรอบแน่พี่ท่านเจ๊นกจ๋า)


เติมอ่าน >>

ด.ดินการช่าง : ซ่อมสองพี่น้องเลิฟซีน

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีขอรับ

ท่านเองก็คงสัมผัสได้ถึง (คุ้นไหม?) ความรู้สึกว่าเรื่องสั้นนี้เป็นกลุ่มเป็นก้อน หากเป็นดินเหนียวก็ผ่านการบดทุบจนเหนียวแน่น  พร้อมนำขึ้นรูปเป็นปฏิมากรรมอลังการต่อไป

สัมผัสที่ว่าคือตัวชี้วัดประเด็นเรื่องสั้นนั้น ๆ ว่าแม่นดีหรือไม่ หากประเด็นไม่ชัดเจน เนื้อหาชักนำออกนอกประเด็น หรือมีประเด็นย่อยเข้ามาซ้อน ทั้งหมดจะเป็นคล้ายเศษกรวดหินที่แทรกเข้ามาในเนื้อดิน ทำให้ทุบอย่างไรก็ยังร่วนซุย

มาตรแม้นประเด็นครั้งนี้ยังเบาอยู่มาก (ดังจะกล่าวต่อไป)(แล้วมันจะวงเล็บมาทำไมฟะ) แต่เพราะท่านได้ปั้นแต่งไว้อย่างเหนียวแน่น ความเป็นกลุ่มเป็นก้อนเดียวที่ชัดเจนพลอยทำให้น้ำหนักโดยรวมไม่เบาเลย (ตรงนี้พิสูจน์คำกล่าวที่ว่า เรื่องอะไรไม่สำคัญเท่าเล่าอย่างไร) 

ประเด็นคือ 'น้องสาวเอาคืนพี่ชาย'

เมื่อทุกตัวอักษรนำไปสู่ประเด็น เรื่องสั้นก็สมบูรณ์ ข้าพเจ้ายินดีกับท่านก็เพราะตรงนี้ รอดูอีกสักเรื่องสองเรื่อง หากจับประเด็นยังชัดเจนเช่นนี้ แปลว่าท่านยิงเข้าเป้าตลอดแน่ ซึ่งสหายน้อยของท่านก็พลอยยินดี

ข้าพเจ้าครุ่นคิดหลายตลบกว่าสวมถุงมือคว้าประแจประเลงงานซ่อมเที่ยวนี้

ลองไล่ทีละย่อหน้าเหมือนหนก่อน ๆ แต่ไม่ไหวเพราะมากมายเหลือเกิน จำต้องวางประแจ นั่งเพ่งพินิจ..เอาไงดี..

ที่ต้องนั่งเง็ง ก็เพราะวิธีไล่ย่อหน้าง่ายที่สุดแล้ว ไม่ต้องเรียบเรียงความคิด หากหาวิธีอื่นมีแต่ทำนายช่างกำมะลอมึนงง แต่ขืนใช้วิธีเดิม ดูท่าจะเปลี่ยนเป็นทำท่านงงมึน (เพราะจุดแก้มากเสียเหลือเกิน) ซึ่งผู้น้อยไม่บังควรยินยอมให้เกิดขึ้น

ข้าพเจ้าเลือกใช้วิธีดึงจุดที่เห็นว่าเป็นข้อที่น่านำมาพูดคุยพอเป็นตัวอย่าง ส่วนที่เหลือรบกวนท่านเสาะหาตามอัธยาศัย (หากเห็นคล้อยน่ะนะ)

๑ ภาษาในบทบรรยาย

มีการใช้ประโยคเชิงซ้อน ขยายซ้อนขยายอยู่ทั่วไป ขอท่านย้อนดู 'กล่องเครื่องมือนักหัดเขียน' สตีเฟ่น คิงก์ บอกว่าการขยายแล้วขยายเล่าอยู่ในประโยคเดียวกันมีแต่ทำให้ผู้อ่านสับสน เข้าใจยาก ทางที่ดีควรแยกเป็นสองประโยค

ในอดีตนักประพันธ์นามอุโฆษของสยามประเทศผู้รังสรรค์เจ้ามังฉงายร่ายเพลงทวนปราบศัตรู ประเลงสำนวนโวหารหลอมรวมใจตะละแม่มิ่งเมืองตองอูและแปรไว้ด้วยกัน ท่านเพียงหนึ่งเดียวใช้รูปประโยคมีขยายซ้อนขยายกระฉ่อนทั่วฟ้าสยามวรรณกรรม แต่นั่นคงต้องยกเป็นเรื่องของท่านผู้เลิศแล้วอักขระรจนา

สำหรับเรานักหัดเขียน ผู้น้อยยังเห็นว่าสมควรย่ำไปบนหนทางเรียบง่าย ใช้ประโยคเดี่ยว ตรงไปตรงมา จนกว่าช่ำชอง หลังจากนั้นค่อยเสกสรรปั้นแต่งตามแต่กำลังทักษะ

ขอลองทัศนาตัวอย่างประกอบขะรับ..

“เหอะๆๆ...เหอะๆๆ...คิกๆๆ...”

เสียงหัวเราะเป็นระยะๆ ทำให้คนที่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก(มุมห้อง)เงยหน้าขึ้นมองพร้อมขมวดคิ้วมุ่น

“เป็นอะไรเรา?” เสียงสงสัยเอ่ยถามเป็นครั้งที่ 3

“เปล๊า!” เสียงแหลมสูงปฏิเสธปกปิดความจริงเอ่ยตอบเป็นครั้งที่ 3 เช่นกันดังมาจากริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อ ใบหน้าหวานบ่งอาการขวยเขินปิดไม่มิดทุกครั้งที่ตอบปฏิเสธ และครั้งนี้ดูท่าอาการเขินจะหนักกว่าทุกคราวเพราะไม่กล้าแม้จะสบตาคู่สนทนา เจ้าหล่อนจึงไม่รู้ว่าชายหนุ่มผิวเข้มที่นั่งอยู่อีกมุมห้องบัดนี้เคลื่อนกายมาอยู่เบื้องหลังเธอ และกำลังชะโงกหน้าเข้ามาอ่านข้อความในโปรแกรม Word(เวิร์ด) ของเครื่องโน้ตบุ๊คที่เธอขะมักเขม้นพิมพ์อยู่เมื่อครู่อันเป็นต้นเหตุของเสียงหัวเราะที่ชายหนุ่มสงสัย

ทิพย์กวีสัมผัสได้ถึงความ(รู้สึก)ผิดปกติทางเบื้องหลังจึงหันไปมอง(มุมห้อง)ยังตำแหน่งที่ชายหนุ่มนั่งพิมพ์งานเมื่อครู่แต่ต้องตกใจจนลนลานเมื่อเห็นร่างสูงที่เคยนั่งอยู่บนโต๊ะไม้ใกล้ๆ กลับเปลี่ยนตำแหน่งมายืนชะโงกมองจอมอนิเตอร์อยู่เหนือตัวเธอเพียงแค่ยื่นมือสัมผัส

ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ ขอได้วางใจข้าพเจ้าจะไม่ถือเอาเป็นอารมณ์ใดเลย เพียงขอท่านลองอ่านโดยละส่วนที่ข้าพเจ้าขีดทับ หากเห็นว่าได้ความกระชับ ข้าพเจ้าก็ยินดี แต่หากเห็นว่าทำให้เสียรูปภาษา สูญความตั้งใจที่ต้องการสื่อ ข้าพเจ้าก็หาได้คิดน้อยเนื้อต่ำใจอันใด

มีคนเล่าความด้วยภาษากระชับ ใช้ประโยคเดี่ยวตรงไปตรงมาเปี่ยมพลัง ขอท่านลองดูที่คอหอสาม 'บ้านเกิด : แบบเรียนเขียนไทย' ขะรับ  

๒ คำฟุ่มเฟือย

ใช้คำฟุ่มเฟือยคือกล่าวมากคำ ทั้งที่กล่าวน้อยคำก็ได้ความ ท่านเห็นด้วยหรือไม่? ข้าพเจ้าปะ 'สัมผัสได้ถึง' อีกครั้งหลังจากระเบียงฝนคราก่อน คิดว่าเป็นคำคุ้นชินของท่าน แต่ขอให้ทบทวนเถิดขะรับ

เป็นธรรมดาแรกฝึกเขียน กว่าเรียบเรียงคำเป็นประโยคแปลงความคิดเป็นตัวอักษร ขอเพียงหมั่นลดทอน ตรวจตราหาคำที่ไม่ก่อความหมาย หรือซ้ำคำอื่นแล้วกำจัดเสีย  

๓ บทพูดกับบทบรรยาย ไม่ควรซ้ำความ

เราบอกเล่าด้วยบทบรรยาย หลายครั้งเล่าด้วยบทพูด แต่ไม่ควรบอกเล่าเรื่องราวเดียวกัน ทำให้เรื่องย่ำอยู่กับที่ ไม่ผู้อ่านอาจเข้าใจไปว่าคนเขียนหลงลืม (ลองดูบทบรรยายตอนทิพย์กวีเขียนนิยายไม่จบแล้วเริ่มเรื่องใหม่ และบทพูดพี่ชายย้ำเรื่องนี้อีกที น่าจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หากเลือกบทบรรยาย พี่ชายน่าจะพูดผ่านแบบละไว้ฐานเข้าใจ) 

๔ ประเด็นเบา

ไม่สำคัญดอกขะรับ

ข้าพเจ้ายกเป็นประเด็นทั้งรู้ว่าไม่สำคัญ ก็เพราะไม่สำคัญนี่แลที่สำคัญ สมมุติว่าส่งเรื่องนี้ให้บรรณาธิการประเภทสะท้อนชีวิตสะท้อนสังคมอ่าน พระคุณจะต้องบอกว่าประเด็นเบาโหวง เขียนมาใหม่นะจ๊ะ

คุณลุงฟุลจั้มเขียนเรื่องเด็กน้อยเล่นเก้าอี้ดนตรี ไม่มีอะไรแค่เล่นเก้าอี้ดนตรี  ข้าพเจ้าชอบ 'ก็ผมไม่อยากนี่หว่า' หมอนี่เป็นนักเขียนยิว เอาชนชาติตัวเองมาแซว เล่าเรื่องไร้สาระประเภท 'คนเหนียวหนี้' ทวงเท่าไรไม่จ่ายสักที เจ้าคนทวงก็ตะบันทวงจนสุดท้ายเจ้าเหนียวหนี้ยอมจ่าย ประเด็นแค่นั้นเอง

หากส่งสองเรื่องนี้ให้พ่อคุณบรรณาธิการสะท้อนสังคมสะท้อนชีวิต แน่ล่ะคำตอบเหมียนเดิม

ที่มาของคำกล่าว 'ประเด็นเบา' คือ ผิดคน

เด็กน้อยเล่นเก้าอี้ดนตรี จะมีอะไรให้พวกผู้ใหญ่แก่แดดลมอย่างเราท่านได้ขบคิดนักหนา แต่คุณลุงฟุลจั้มแกทำได้ อ่านแล้วอารมณ์ดี ชวนคิดว่าหากใช้ตักของแต่ละคนแทนเก้าอี้จะเป็นอย่างไร ส่วนเจ้า 'คนเหนียวหนี้' นั่น ไม่ได้แง่คิดอะไรเลย แต่ขำกลิ้ง!

ประเด็นไม่ใช่หนักหรือเบา แต่อยู่ที่ เล่าอย่างไร?

จุดอ่อนของ 'สองพี่น้อง..' อยู่ตรงนี้

ตอนจบน้องสาวจะเอาคืนพี่ชาย จะต้องเป็นสถานการณ์ที่ทำให้พี่ชายงุนงง จึงจะสมใจน้องสาว (ซึ่งผู้เขียนจะต้องสร้างขึ้นมา) และพี่ชายจะงงเป็นไก่ตาแตกก็เมื่อน้องสาวไปรู้ความลับโดยคาดไม่ถึง (หากปิดคนอ่านได้ยิ่งดี)(แน่ล่ะ..เฉลยตอนจบ)

เรียกว่าจุดอ่อน แต่หาใช่จุดด้อยอันใด เพียงข้าพเจ้าคิดไปว่าหากปรับแต่งอีกสักนิดจะทำให้เรื่องเข้มข้นขึ้น

เรื่องเล่าสนองความต้องการอรรถรสหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเพื่อชีวิตจ๋า เขียนอะไรก็ต้องมีแง่คิดไปเสียหมด มีผู้อ่านอยู่มากที่อ่านเพื่อบันเทิงเริงรมณ์ ผู้อ่านแนวเคร่งเครียดก็ต้องมีบ้างวันเบา ๆ ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกเรื่องเขียนเป็นเรื่องสั้นได้ ขึ้นกับว่าจะเล่าอย่างไรให้สาสมใจนี่สิ..กลุ้มจริง! 

สรุป :

เล่าลื่นไหล บทสนทนาเป็นธรรมชาติ (ตินิดก็อิตรงบทเลิฟซีนนั่น..ช่างจำ! หากยกกระดาษขึ้นอ่านยังไม่ว่าไร ชมหน่อย นั่นเป็นบทบรรยายงามสุดในเรื่อง) ดำเนินเรื่อง คุมประเด็น อารมณ์เรื่องเด่นชัด เป็นเรื่องสั้นฝึกเขียนที่ยอดเยี่ยมขอรับ ให้คะแนนสักเก้าครึ่ง พลาดที่ภาษาในบทบรรยายจึงขอหักออกแปด..แฮ่!

หวังท่านพินิจจากตัวอย่างแล้วลองมองหาส่วนที่เหลือ

รอคอยงานฝึกเขียนชิ้นต่อไปด้วยความระทึกในดวงหทัยพลันขะรับ

คารวะ

เรื่องสั้นหัดเขียน : สองพี่น้องนักประพันธ์


เติมอ่าน >>

The Note Book : เงียบเชียบ

วานซืนท่านจินนี่เองจ้าที่เคารพรักแวะขนำ เห็นเพิงร้างว่างเปล่าราวไร้เจ้าของอยู่อาศัย มาตรแม้นตัวเลขข้อความอัพเดทไล่ ๆ กับตัวเลขวันที่แบบหายใจรดต้นคอ แต่ก็ไร้ซุ่มเสียงผู้คนสนทนา ยินเพียงเสียงนกการ่ำร้องอยู่ในเงาไม้ บรรยากาศวังเวงโหวงเหวงชวนขนพองสยองเกล้า คิดหย่อนก้นนั่งพักเหนื่อยสักครู่ก็เกรงตุ๊กแกร้อง กั๊บ กั๊บ จึงเพียงขยับถ้อยวาจาฝากไว้พอให้รู้ว่า 'เงียบเชียบ' อะไรเช่นนี้..

เมื่อแรกตอกเสามุงหลังคาขนำบนอากาศ ผู้น้อยหวังใช้เก็บตัวอักษรซอมซ่อเป็นที่เป็นทาง ตระหนักว่าลายอักษรอัปลักษณ์ หากดึงดันสำแดงบนพื้นที่สาธารณะมีแต่นำใบหน้าผู้จารใส่กระสอบเลหลังเป็นเสื้อผ้าตลาดโรงเกลือเสียเท่านั้น

แต่ต่อให้เป็นพญาเหยี่ยวรุ้ง ไหนเลยสามารถบินสูงเทียมเมฆาโดยมิเคยเตาะแตะอยู่ข้างฟางรัง

อับอายย่อมมีอยู่เป็นสามัญ แต่ความหนาของใบหน้าก็ได้ห่อหุ้มเสียมิดชิดจนอับอายมิอาจแหล๋มออกยืนท้าวสะเอวอวดพุงหลาม

ตัวอักษรซอมซ่อจึงโผล่ศีรษะหน้าเวที ออกท่าออกทาง วาดมือกวาดเท้า ตวัดทวน ลูบเครายักคอเป็นงิ้วกลางแปลงแสดงจำอวดอักขระมาจนบัดนี้

ประสีงิ้วไม่ประสา เมื่อทุ่มกายใจสำแดงย่อมวาดหวังจำนวนผู้ชมให้มากไว้  คิดไปว่าเป็นกำลังใจสำหรับการแสดงในรอบต่อ ๆ ไป ยิ่งโรงงิ้วคึกคักจอแจเท่าไร จะยิ่งดูเหมือนว่าเจ้าลิโป้ เตียวเสี้ยน ตั๋งโต๊ะ ตั้งหน้าตั้งตาออกลีลาท่าทางกันสุดฝีมือ ซึ่งบัตรเข้าชมก็หาได้คิดเป็นอัฐเป็นเฟื้องอันใด ขอแค่คำทักทายเล็ก ๆ น้อย ๆ พอประโลมใจ

วันใดเก้าอี้ผู้ชมว่างเปล่า เขม้นมองจากเวทีเห็นแต่เจ้าจิ้งจกกระดิกหางไล่ฮุบแมลง ซ้ำยังมีหน้าหันมาตะคอก

"มองอะไร!?..แสดงไปเซ่!"

ประดางิ้วจำอวดพากันหดหู่ซึมเซา ไร้เรี่ยวแรงแล้งกะจิตกะใจจะวาดท่าออกทาง ว่างวายผู้ชมนานเข้าพาลจะเลิกแสดงเสียรู้แล้วรู้แรด

แล้ววันหนึ่งผู้คนกลับมาให้ความสนใจ โรงงิ้วเต็มด้วยอาซิ้มอาซ้ออาแปะหอบหิ้วอาตี๋อาหมวยมานั่งสลอน ยิ่งตอนลิโป้จะฆ่าตั๋งโต๊ะทุกคนนิ่งกับที่ราวถูกสะกด พากันเพ่งมองด้วยใจระทึก ไม่เว้นกระทั่งนังหมวยกิมจี๋ที่เดินขายเม็ดก๋วยจี๊ยังอ้าปากค้าง

โรงงิ้วกลับมาคึกคักอีกครั้ง

แต่ถึงตอนนี้ เข้าใจแล้วว่าความสุขของการแสดงมิควรผูกติดกับจำนวนผู้ชม เมื่อรักในศิลปะการแสดง พึงแสดงให้เต็มกำลังไม่ว่าผู้ชมมากน้อยเพียงใดการแสดงยังต้องดำเนินไป ก็เพราะได้ฝากวิญญาณไว้แล้วบนเส้นทางสายนี้

เพราะอ่อนไหวกับภาวะแวดล้อมตกกระทบ ผู้น้อยจึงหอบเสื่อหอบหมอนมาปักเสากั้นฟากฝามุงหลังคากระต๊อบที่ชายป่า ยากหาผู้คนสัญจรผ่าน

จากโรงงิ้วในชุมชน กลายเป็นอาศรมอักขระพรตผู้ถือสงัดสันโดษ

ใช่หมายทำตัวเป็นนักบวชทรงศีล เพียงมุ่งหวังบำเพ็ญเพียรจนกว่าบรรลุอักขระธรรม ผ่านวัตรปฏิบัติไปโดยสงบงัน นานทีมีสหายที่นับถือคิดถึงกันหิ้วชะลอมอักษรมาฝาก นั่นนับว่าประโลมใจยิ่งแล้ว

'คุยให้น้อยเขียนให้มากไว้'

เขียนใช้พลังงานกว่าอ่านหลายเท่า ผ่านตาตัวอักษรสองนาที ผู้เขียนอาจใช้เวลาถึงสองชั่วโมง บำเพ็ญอักขระธรรมจึงต้องการเวลายิ่งยวด

เป็นการสมควรแล้วที่ท่านจินนี่เองจ้าที่เคารพปะความเงียบวังเวง ณ อักษรอาศรมนี้ ในความเงียบเชียบวิเวกนั้นขอท่านได้รับทราบว่าบำเพ็ญเพียรยังคงดำเนินไป หาได้ลดหย่อนอุตสาหะเลยสักเวลานาที  แลการรักษาไว้ซึ่งความเงียบยังเป็นปณิธานไม่แปรเปลี่ยน

สำนักปฏิบัติธรรมเต็มด้วยเหล่าผู้ใฝ่ธรรม สถานที่กลับเงียบเชียบราวไร้ผู้คนฉันใด

อาศรมอักขระธรรมย่อมหวังอักษรากาศบริกรรม สนทนากันด้วยงานเขียนแทนอักขระวาจาฉันนั้น

แวะมาปะความเงียบคราใด หวังท่านจินนี่เองจ้าที่เคารพรักรับวิเวกกลับไปเป็นกำนัลเพื่อความจำเริญแห่งอักขระบำเพ็ญของท่านยิ่ง ๆ ขึ้นเทอญ

คารวะ


เติมอ่าน >>

กล่องเครื่องมือนักหัดเขียน : กล่องเครื่องมือของพ่อ

พ่อมีกล่องเหล็กใบใหญ่อย่างกับยักษ์วัดแจ้ง หนักขนาดใช้สองมือฉวยหูหิ้วออกแรงลากยังไม่ขยับ หากเปิดฝาแล้วผลักออก ข้างกล่องจะแยกห่างจากกันทีละชั้นเหมือนหุ่นยนต์กำลังแปลงร่างเผยความลับต่าง ๆ ที่เก็บซ่อนไว้

ภายในเป็นโลกสลับซับซ้อน มีอุปกรณ์หน้าตาประหลาดวางเรียงสลอน ชิ้นเล็ก ๆ อยู่ชั้นบนและชั้นกลาง ชั้นล่างที่เป็นเหมือนท้องของหุ่นเต็มด้วยเครื่องมือชิ้นใหญ่หลายขนาดหลากรูปทรง ที่เหมือนกันทุกชิ้นของอุปกรณ์หน้าตาประหลาดทั้งห้าช่องก็คือวาวสีเงินสะท้อนเงาเป็นมันน่าหยิบจับ

พ่อหิ้วกล่องเหล็กด้วยมือข้างเดียว เส้นเลือดท่อนแขนเขียวโปน ข้าพเจ้าตอนนั้นสูงยังไม่พ้นเอวพ่อเดินตามหลัง

พ่อก้าวลงไปในเรือ วางกล่องเครื่องมือไว้ใกล้ตัว นั่งลงข้างเครื่องยนต์ ลองสตาร์ท

ได้ยินแต่เสียงแก๊ก ๆ เครื่องยนต์นิ่งสนิทเหมือนคนขี้เซาต่อให้ปลุกอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น

พ่อเปิดกล่องหยิบเครื่องมือมาคลายน็อตถอดชิ้นส่วนเครื่องยนต์ออกทีละชิ้น เห็นพ่อสาระวนอยู่กับเครื่องยนต์ข้าพเจ้าขี้เกียจอยู่ดูหลบไปวิ่งเล่นเสียที่ส่วนอื่นของเรือลำใหญ่เท่าสนามบอล

จนตกเย็นแดดอ่อน เริ่มหิวจึงวิ่งกลับมาที่พ่อ

พ่อกำลังนั่งขัดเครื่องมือด้วยแปรงลวดทองเหลือง น้ำมันในแกลลอนผ่าข้างดำเสียกว่าน้ำในกะละมังตอนแม่ซักผ้า อุปกรณ์หน้าตาประหลาดในมือพ่อดูเป็นเงาวาว พ่อหยิบขึ้นมาขัดทีละชิ้นแล้ววางเรียงไว้

"เสร็จแล้วหรือครับ?" ข้าพเจ้าถาม

"ยัง" พ่อตอบ "ไม่มีอะไหล่ เอาไว้พรุ่งนี้ได้อะไหล่เรามาจัดการอีกที"

"อ้าว.." ข้าพเจ้าร้อง "ยังไม่เสร็จทำไมพ่อล้างเครื่องมือล่ะครับ?"

พ่อยิ้ม หยิบบล็อกสแตนเลสขึ้นมาขัด น้ำมันสีโคลนเคลือบมือพ่อเป็นเงาส่งกลิ่นรุนแรง ข้าพเจ้าไม่หายสงสัย

"พรุ่งนี้ก็ต้องมาทำใหม่อยู่ดี เสร็จแล้วค่อยล้างก็ได้นี่นา"

"พ่อล้างเครื่องมือทุกครั้งที่เลิกงาน" พ่อวางบล็อกลง "อีกอย่างเราจะได้รู้ว่าเครื่องมืออยู่ครบไม่เผลอทำหล่นหาย"

อยากให้พ่อเสร็จไว นั่งยองลงมองหาแปรงลวดคิดช่วยล้าง

"ไปเล่นก่อนไป อีกแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว" พ่อบอก

ข้าพเจ้าขยับออกมาทั้งใจอยากให้พ่อล้างเครื่องมือเสร็จไว ๆ พ่อนั่งขัดอุปกรณ์ทีละชิ้น ดูไม่รีบไม่ร้อน กว่าขัดชิ้นสุดท้าย พวกก่อนหน้าก็แห้งน้ำมันพอดี จากนั้นค่อยจัดวางกลับลงกล่องเครื่องมือ

เครื่องมือของพ่ออยู่ในสภาพเงางามเสมอ ข้าพเจ้าหยิบออกมาเล่นทีไรไม่เคยมีกลิ่นน้ำมันหรือเลอะมือ ขณะกล่องเหล็กใบนั้นถูกสนิมกัดกร่อนไปตามกาลเวลา

ทุกวันนี้เห็นกล่องเครื่องมือพลาสติกรูปร่างหน้าตาแข็งแรงคล้ายหุ่นยนต์เก็บของมีช่องเชิงตรงโน้นนิดตรงนี้หน่อยใช้เก็บอุปกรณ์หลากขนาดทีไรยังอยากซื้อเก็บไว้ทั้งที่มีอยู่ก็เก็บเครื่องมือสำหรับจัดการสายไฟ ท่อน้ำ ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยได้อย่างปกติสุข

ความรู้สึกผูกพันกับกล่องเครื่องมือคงแฝงเร้นอยู่ในใจตลอดเวลา สุขทุกครั้งที่ได้สาระวนอยู่กับเครื่องมือในกล่อง ต่างกันก็ตรงที่ไม่ใช่ประแจสแตนเลสและบล็อกขนาดต่าง ๆ สำหรับซ่อมเครื่องยนต์ และที่ต่างถึงต้องคอยเตือนตนก็คือ กล่องเครื่องมือข้าพเจ้ารกจนบ่อยครั้งแค่ค้นหาอุปกรณ์สักชิ้นต้องรื้อข้าวของข้างในออกมากองแทบทั้งหมด ต่างจากกล่องเครื่องมือพ่อที่ทุกอย่างอยู่ในตำแหน่งเป็นระเบียบเรียบร้อย

หลายปีแล้วข้าพเจ้าฝึกเขียนหนังสือ ช่วงเวลาก่อนลงมือฝึกเขียนเอาจริงจัง ด้วยความใคร่รู้ว่าทำอย่างไรจึงจะเขียนหนังสือได้ ข้าพเจ้าซื้อหนังสือคู่มือหัดเขียนแทบทุกครั้งที่ผ่านตา ด้วยเข้าใจไปว่าอ่านหลักการเหล่านั้นแล้วอาจพบบานประตูเปิดสู่โลกของงานเขียนที่ใฝ่ใจ

กว่าพบว่าการเปิดบัญชรแห่งอักขระคือลงมือเขียน หาใช่เอาแต่อ่านหลักการเขียนร้อยแปดพันวิธี ข้าพเจ้าก็มีหนังสือแนะนำวิธีเขียนเรียงบนชั้นสลอน

กว่ารู้ว่าร้อยแปดหลักเขียนเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องมือที่ต้องใช้ทักษะควบคุมให้ทำงาน ทักษะที่ต้องผ่านการเรียนรู้โดยฝึกฝนครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ต่างเครื่องมือพ่อใช้ตอนซ่อมเครื่องยนต์ ประแจในมือพ่อที่เคลื่อนไหวไปมาแค่ช่วยอำนวยสะดวกให้การซ่อมแซมดำเนินไป ส่วนรู้จัดการตำแหน่งเสียหาย หาจุดเป็นเหตุให้เครื่องยนต์ไม่ทำงานต้องใช้ทักษะช่างยนต์ที่ฝึกฝนจนชำนาญ

ระหว่างหนทางฝึกฝนอักขระ หลายครั้งติดขัดไม่อาจนำตัวอักษรก้าวต่อไป ข้าพเจ้าควานหยิบเครื่องมือมานั่งอ่านทบทวนเผื่อว่าจะมีมนต์วิเศษดลบันดาลให้พบทางออกนำพาตัวอักษรเดินทางต่อ

ด้วยความที่วางเครื่องมือสะเปะสะปะ หารู้ไม่เครื่องมือใดอยู่ตรงไหน ควานหยิบแต่ละครั้งรื้อค้นให้วุ่น  หลายครั้งกลับไม่เจอเครื่องมือที่ใช้แก้ไขปัญหาซึ่งกำลังติดขัด

ยินชักชวนจากสหายรักที่เคารพย่าหนุงให้ร่วมขบวนเหล่านักหัดเขียนบ้านหนอนสำหรับการกลับมาของก้าวฯ 2 ข้าพเจ้าตอบรับทันควัน  สิ่งที่ต้องการกระทำผุดพรายในทันที

ฝึกเขียนหนังสือมาหลายปี ข้าพเจ้าเห็นควรมีกล่องสักใบสำหรับจัดเก็บเครื่องมือที่วางเปะปะนี้เสียที

ช่างไม้เลื่อยไม้ตอกตะปูสร้างกล่องเครื่องมือของตน กล่องเครื่องมือของพ่อเป็นเหล็กอาจเพราะเหมาะใช้เก็บเครื่องมือเหล็กสแตนเลสเงาวาวเหล่านั้น 

สำหรับช่างอักขระ กล่องเครื่องมือเห็นควรตอกขัดมัดขึงขึ้นจากกองอักขระเพื่อใช้จัดเก็บเครื่องมือสานถักอักษรให้เข้าที่เข้าทาง แยกเป็นสัดเป็นส่วนง่ายต่อการหยิบจับ และแน่ล่ะ..ไม่ควรลืมทำความสะอาดทุกครั้งหลังใช้งาน 

ยังไม่แน่ใจว่ากล่องใบนี้จะมีสักกี่ช่องชั้น  ไว้คราวหน้าเราค่อยมาดูกัน ●

OOO

'..ส่วนที่เหลือก็คือการฝึกฝนอย่างหนัก ไม่มีหยุดครับ ไม่ว่าฝนตกหรือแดดออก และผมเชื่อว่าใครก็ตามที่ทำเช่นนี้ ย่อมเป็นนักเขียนอาชีพได้ทั้งนั้นครับ'

วินทร์ เลียววาริณ


เติมอ่าน >>

ต้นร่างนิยาย : ไชยา

“ฉันจึงต้องพามาฝากนี่แหละเจ้าคุณ” แม่คว้ากระโถนหมากขึ้นคายชาน  “ซนเหลือกำลัง มีเรื่องชกต่อยไม่เว้นตะละวันห้ามเท่าไรก็ไม่ฟัง”

(เฉพาะสมาชิก)

เติมอ่าน >>

สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง : 2 ใคร ๆ ก็เป็นอย่างนี้

ทำไมเลือกหลวงพระบาง?

อาจเพราะความรู้สึกโหยหาเรื่องราวหนหลัง อยากย่ำย่างในดินแดนสยามครั้งยังไร้รอยแปดเปื้อนอารยะ อยากหลับใหลในอุ่นไอแห่งอัธยาศัยไมตรีอวลชีพพิถีธรรม ซึ่งอาจมีหลงเหลืออยู่ในเมืองมรดกโลกแห่งนี้ เมืองของเงาอดีตที่ยังมีลมหายใจ

ตั้งใจไว้ว่าหากยินยอมขยับปลายเท้าออกเดินทางจะไปแต่สถานที่ซึ่งยังมีชีวิต มีผู้คนชาวถิ่น ใช่แค่เดินดูซากสิ่งก่อสร้างที่เต็มด้วยนักท่องเที่ยวแล้วกลับ

หลวงพระบางจึงอยู่ในใจมานาน

บัสใหญ่เคลื่อนไปบนถนนสายชนบทเล็ก ๆ แคบจนดูเหมือนรถบัสคันเดียวยึดพื้นที่แทบไม่เหลือให้คันอื่น ภูมิทัศน์รายรอบเต็มด้วยหมอกหนา มองเห็นข้างหน้าเพียงระยะใกล้ คนขับควบคุมคันเร่งเคลื่อนรถไปข้างหน้าเนิบช้าสม่ำเสมอ

แสงฟ้าสว่างฟุ้ง

เส้นทางเลาะเนินเขาผ่านหมู่บ้านร้านตลาดสลับไปมา วิถีชีวิตยามเช้าของชนพื้นถิ่นทางเหนือเคลื่อนไหวอยู่สองข้างทาง ผู้คนสวมถุงมือสวมหมวกไหมพรมเสื้อกันหนาวตัวหนากันถ้วนหน้า ความหนาวเย็นภายนอกเป็นที่คาดหมายได้ ผู้โดยสารทยอยลงเรื่อย ๆ

ด้วยไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับหลวงพระบางอยู่เลย ก่อนออกเดินทางข้าพเจ้าจึงเสาะหาเท่าเวลาน้อยนิดอำนวย พบว่าหลายคนใช้เส้นทางหนองคาย-เวียงจันทร์ แล้วต่อรถผ่านวังเวียงไปหลวงพระบาง บางคนแวะวังเวียงก่อน บางคนตรงไปหลวงพระบางแล้วแวะวังเวียงขากลับ

พบว่ายังมีอีกเส้นทาง ลงเรือจากเชียงของ แวะปากเบงหนึ่งคืน ต่อเรือไปหลวงพระบาง กลับเข้าไทยทางรถโดยผ่านวังเวียง-เวียงจันทร์-หนองคาย

สรุปให้ตัวเองว่านี่เป็นเส้นทางน่าสนใจเพราะจะได้ประสบการณ์แตกต่าง เส้นทางไป-กลับไม่ซ้อนทับ อีกทั้งใช้เรือเป็นขาไปนั้นล่องตามลำน้ำไม่ทำให้เสียเวลาเหมือนขาขึ้น

ข้าพเจ้าจึงเลือกมาเชียงของอำเภอริมโขงจังหวัดเชียงราย

เหลียวมองเบาะหลังเหลือหญิงสาวในรถคนเดียว ข้าพเจ้าส่งยิ้มเธอยิ้มตอบ

บัสใหญ่จอดตลาดเชียงของ ลงจากรถกระชับย่ามออกเดินเพียงสองสามก้าวก็พบป้ายรถโดยสารไป ต.ม.ริมโขงแจ้งราคาคนละ 30 บาท เป็นมอเตอร์ไซค์พ่วงเบาะหลังที่นั่งสองแถว ข้าพเจ้าวางย่ามนั่งบนเบาะ

"ต้องรอให้เต็มก่อนใช่มั้ยพี่?" ข้าพเจ้าถาม

"ไม่นานหรอก" โชเฟอร์วัยกลางคนส่งยิ้มสำเนียงเหนือ หันไปพูดคุยกับเพื่อนต่อ

หญิงสาววางกระเป๋าบนขอบทางแล้วกดโทรศัพท์ คุยเพียงสองสามคำก็วางหู เธอล้วงถุงมือหมวกไหมพรมมาสวม เตรียมตัวมาดีแฮะ ข้าพเจ้าเองไม่มีอะไรป้องกันอากาศหนาวนอกไปจากถุงนอนใบเดียวเพราะไม่อยากพกข้าวของพะรุงพะรัง อากาศภายนอกเย็นเสียกว่าในรถเมื่อครู่เสียอีก

"ไปหลวงพระบางเหรอครับ?" ข้าพเจ้าทักทาย ไอเย็นพวยพุ่งทุกคำขยับปาก

"เปล่าค่ะ" เธอตอบ "ไปภูชี้ฟ้า"

"อ้อ..ภูชี้ฟ้า" มีป้ายบอกเส้นทางไปภูชี้ฟ้าตลอดช่วงที่ผ่านมา "ไปอย่างไรครับ?"

"เดี๋ยวเพื่อนมารับค่ะ"

"มีเพื่อนเป็นคนที่นี่หรือครับ?"

"เปล่าค่ะ" เธอยิ้ม "เพื่อนล่วงหน้ามาก่อน"

นั่งคุยฆ่าเวลาสักครู่โชเฟอร์หนุ่มใหญ่คงเห็นไม่มีผู้โดยสารเพิ่มแน่แล้วจึงขยับเข้าประจำที่ เคลื่อนรถออก

"ไปก่อนครับ" ข้าพเจ้าโบกมือ เธอยิ้มโบกมือตอบ ขณะเดียวกับรถโตโยต้าสปอร์ตไรเดอร์เลี้ยวมารับ

ข้าพเจ้านึกสงสัยเสมอมา หรือการเดินทางคือการฝึกจิตให้ใจกระด้าง? ฝึกผ่านพบโดยไม่ต้องผูกพัน เราเพียงพบ-พูดคุย จากนั้นก็พลัดกันไปตลอดกาล เช่นนั้นการพบระหว่างเดินทางคืออะไร? เพื่ออะไร?

สปอร์ตไรเดอร์แล่นตามหลังมอเตอร์ไซค์พ่วงท้ายมาห่าง ๆ เรายังโบกมือให้กันเมื่อรถขยับเข้าใกล้

มอเตอร์ไซค์สองแถวเลี้ยวลงเนินเข้าเทียบที่ทำการตรวจคนเข้าเมือง มองเห็นซุ้มประตูสู่อินโดจีนขรึมขลัง

ข้าพเจ้าโบกมืออีกครั้ง..เราจากกันตลอดกาล

หลังกรอกแบบฟอร์มแผ่นเล็ก ๆ ยื่นพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่รอเพียงครู่ได้รับพาสปอร์ตคืน ข้าพเจ้าเดินรอดประตูสู่อินโดจีนลงเนินยังฝั่งน้ำ

สายน้ำโขงสีใบชารี่ไหล มองไปอีกฝั่งด้วยฉงนใจ เพียงข้ามน้ำนี้ไปก็จะเป็นดินแดนแปลกหน้า เป็นอีกแผ่นดินที่ไม่ใช่แผ่นดินเกิด ที่จะเปลี่ยนสถานภาพเป็นผู้เยือน..ใกล้กันแค่ข้ามน้ำแต่กลับแผกจนต่างเผ่า

ข้าพเจ้าจะใช้เวลาบนสายน้ำและแผ่นดินฝั่งโน้นอีกหลายวันข้างหน้า ยังมีผู้คนที่จะผ่านพบระหว่างทาง เป็นผู้คนซึ่งข้าพเจ้าไม่อาจผูกพัน เราเพียงพบกันแล้วจากไป..หรือเราเป็นซากร่างที่ออกเดินทางโดยไร้จิตใจ เพียงแลกเปลี่ยนวาจา ไม่ต้องรู้สึกรู้สาหรือคิดต่อว่าปฎิสัมพันธ์รูปร่างหน้าตาเช่นนี้มีธรรมชาติอย่างไร? เป็นไปเพื่อการใด?..

ไม่ใช่เรื่องที่จะตั้งคำถาม ใคร ๆ ก็เป็นอย่างนี้ ข้าพเจ้าคงห่างการเดินทางนานเกินไป..นานจนลืมไปแล้วว่า..ใคร ๆ ก็เป็นอย่างนี้ ●


เติมอ่าน >>

สหายมาเยือน : พี่ทั่นขุลล์

ทั่นพี่ ... ขอบคุณที่แวะเวียนไปหาที่บ้าน ผมมีนิทานเชยๆ มาแลกเปลี่ยน

ห่านนับครึ่งร้อยในบ้านสวนแห่งนี้ ห่านตัวหนึ่งพิเศษกว่าห่านตัวไหน เพราะมันออกไข่เป็นทองคำใบน้อยๆ ปีหนึ่ง ๔-๕ ครั้ง ครั้งละ ๗-๘ ฟอง

๒ ปีนับแต่ฟองแรก มันให้ไข่ทองคำไม่ขาด แต่นี่เกือบ ๔ เดือนแล้ว ห่านไม่ได้ให้ไข่ทองคำเหมือนเคย เจ้าของห่านตัดสินใจเลือกฆ่ามัน เพื่อเอาไข่ใบสุดท้ายในท้อง

... ไม่มีไข่ทองคำในนั้น และไม่มีอีกเลย

ผมได้ยินนิทานเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อสัก ๔ ปีที่แล้ว ในห้องอบรมเกี่ยวกับการบริหารการผลิต อาจารย์ผู้สอน ชี้ให้เห็นว่า หากเราต้องการผลผลิต (Production) สิ่งที่ควรให้ความสนใจเป็นลำดับแรก คือ ความสามารถในการผลิต (Production capability) – ไม่ใช่วัตถุดิบ (Material)

นิทานเรื่องนี้ ผมหยิบมาใช้บ่อยครั้งไม่เฉพาะที่ทำงาน ซึ่งเป็นโรงงานผลิต แต่ในชีวิตประจำวัน ความรัก ครอบครัว ... การเขียน (เขียน “งานเขียน” ทีไร เขินชะมัด)

เครื่องบำรุงความสามารถในการเขียน สำหรับผมแล้ว คือ บรรยากาศ และ เครื่องมือ

บรรยากาศในการเขียนที่ดี เหมือนวาล์วน้ำ เอื้อให้ “วัตถุดิบ” ที่เราเกี่ยวเก็บจากการใช้ชีวิตประจำวันหลั่งไหลออกมาโดยไม่ต้องออกแรงเค้น

บรรยากาศในการเขียนที่ดี อาจไม่จำเป็นต้องเงียบสงัด หรือเป็นที่ที่ไม่มีผู้คน แต่แน่ล่ะ ต้องไม่พลุกพล่านจนเกินไป พอมีที่ให้ “สติ” เดินทางไปและกลับมา

เมื่อ “มีบรรยากาศ” แต่เพราะอากาศร้อนแลบอย่างนี้ อาจทำให้เราเร่งรวกส่งงานเขียนออกไปโดยไม่ได้กลั่นเกลา

ดูเหมือนจะเรื่องมาก ข้อแก้ตัวสำหรับเรื่องนี้ คือ จริตที่แตกต่างกัน และ สำคัญของงานเขียนต่อการดำรงชีวิต

เครื่องมือ ... ในบ้านหลังเก่า ผมใช้คอมพิวเตอร์แทนโต๊ะทำงาน ข้าวของอุปกรณ์ต่างๆ อยู่ในที่ที่มันควรอยู่ แม้จะย้ายมานั่งขีดเขียนบนโต๊ะอาหารบ้าง ก็ไม่เป็นไร อะไรๆ ก็ยังหาได้บนโต๊ะทำงานที่ว่า

แต่ในบ้านหลังใหม่ ที่นี่ไม่มีโต๊ะทำงาน ผมใช้โต๊ะอาหารแทน นี่คงเป็นปัญหาหรือข้ออ้าง – ผมเท่านั้นที่รู้

วัตถุดิบกับความสามารถในการผลิต เป็นเรื่องละคนกัน ใช่แล้ว เรื่องละคน คนละเรื่อง พิจารณาดีๆ จะเห็นเป็นอย่างนั้น ผมอ่านหนังสือเท่าเดิม หมดจากยุคหนังฮาวทู ผ่านยุคหนังสือธรรมะ ทุกวันนี้ แนวหนังสือยังไร้ทิศ

ผมอ่านวรรณกรรมดีๆ และบทกวี - น้อย คงเป็นนักเขียนที่ดีไม่ได้ (นิยามนักเขียนที่ดี เราท่านอาจต่างกัน)
ปัญหาดาบเลเซอร์ไม่ทำงาน ไม่เกิดขึ้นแล้ว หรืออาจเกิดขึ้นสั้นๆ พลันสติจำคำแนะนำของทั่นดิลล์ได้ ปัญหาที่ว่าก็หายไป – เพราะอะไร เพื่ออะไร คือคำตอบ

พี่ทั่นฯ บ่นมาเสียยืดยาว ขอขอบคุณที่กรุณารับฟัง เรื่องแบบนี้ เล่าให้ใครฟังมากไม่ได้หรอก เดี๋ยวเขาหาว่าใจเสาะ เปล่าเลย ใจไม่เสาะ – พูดมากเสาะท้อง ทั่นพี่เคยได้ยินไหม ?

ขอ “กำลัง” จงสถิตกับท่าน(พี่)

ขุนอรรถ


เติมอ่าน >>

บ้านเกิด : ผู้กัดกิน

๏ กัดกินตะกรุมกราม....จะกละเกินจะกล่าวกรรม
ขมกรามกระทำจำ.........จดจารประจัญใจ

๏ กี่ร่างระทวยทอด.....มรณ์มอดมลายไป
เรียงรุมประชุมไฟ.......ประเชิญประชันฟอน

๏ กี่หยดอัสสุหยาด......ชลยินฤทัยรอน
ซบร่างผิร่างมรณ์.........ฤดิม้วยสิด้วยกัน

๏ กัดกินก็รินร่า..........ลนรื่นกะฟืนฟัน
เพลิงเปลวปลิวควัน.....คละคลุ้งก็พุ่งพวย

๏ เสียงขบกะแกลบกรอบ....จะกละกัดกระสรวลกรวย
เอมร่าระรื้นรวย..................พระเพลิงก็เริงเปลว

๏ โอษฐ์อิ่มก็ยิ้มชื่น......ชระรื่นชราบเลว-
ดีปนระคนเปลว............ประชดประชันกรรม

๏ คืนวันจรัลจาก..........จรฝากสัจธรรม
เสียงกลองกระหน่ำนำ....นบว่าเพลาเพล

๏ เรื่อยลมระเหหน........ปะทะสนระเนนเอน
สนใบก็ไหวเบน............ผละก้านสะท้านปลิว

๏ หล่นลอยระเรื่อยลู่......วะวะวู่ระทวยทิว
ร่วงแลระริกลิ่ว..............ลงรายระบายลาน

๏ สุมซากลงซบซาก....ผิวะฝากปัจจัยทาน
อิฐก้อนถอนสะท้าน......อนาถแท้..เชิงตะกอน ฯ


เติมอ่าน >>

มองข้างใน : การเดินทางของกาลเวลา

เพียงชั่วแมลงหวี่กะพริบตา
ยาวนานกว่าเวลาหฤหรรษ์
รอยยิ้มเสียงเย้ายังแย้มยัน
ว่าความจริงนั้นผ่านเลยไป

เพียงรอยเข็มสั้นนาฬิกา
สั้นกว่ากาลเวลาสะอื้นไห้
จ่อมโศกจมเศร้าอาลัย
ปิ่มว่าดวงฤทัยจะขาดรอน

เพียงปลายปีกนกขยับไหว
ความฝันซุกไว้ที่ใต้หมอน
อันตรธานวับหายคล้ายลมจร
ว่างเปล่าเหมือนตอนไม่เคยมี

เพียงชั่วโลกหมุนรอบดาราจักร
สั้นนักหรือไรในใจนี่
จึงหยามหยันโลกแล้วย่ำยี
ด้วยเวลาชีวีหนึ่งชีวิต

..

อาจ..เพียงชั่วจังหวะตื่นรู้
ขณะใจของผู้สำนึกผิด
ตั้งเวลาให้ดีวิธีคิด
แล้วปล่อยเวลาชีวิต..ออกเดินทาง ฯ

@ ในบางบทเพลง.. (๖) กาลเวลาไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรง


เติมอ่าน >>

นิยาย : ไชยา

แดดอ่อนจับม่านฟ้ารำไร เสียงไก่ขันขานรับกันเป็นทอดจากบ้านโน้นไปเรือนนี้ สายลมเอื่อยเรื่อยโรยทักอรุณ เหล่านกกาบินตัดคุ้งฟ้าส่งเสียงร้องมาเจื้อยแจ้ว ใบไม้ใบหญ้าหยอกเย้าสายลมอยู่ไหว ๆ บ้างก็คลี่ใบอ่อนดอกอ่อนสีสันสดใสโบกรับลมโบยอยู่ไปมา ขอบฟ้าเรื่อแสงสลับสีเรืองรอง

ตอนเด็กทั้งสองตื่นนอนแม่เสร็จจากใส่บาตรกำลังเตรียมสำรับกับข้าวไปสวน  ตะวันลอยเลื่อนพ้นขอบฟ้า สายแดดเริ่มเรียงริ้วแม่จึงได้ฉวยมีดพร้าคว้าปิ่นโตหันบอกเด็กทั้งสอง

(เฉพาะสมาชิก)


เติมอ่าน >>

จดหมายจากดาวสีดิน : อ้อมกอดอารมณ์

เยาวมิตรของฉัน

ความรู้สึกเคว้งคว้าง อ้างว้าง สับสนเป็นยาขม สัมผัสคราใดไม่เคยรื่นคอ ยากกล้ำกลืน แต่เธอย่อมรู้ว่ายาขมนั้นสรรพคุณดีนัก

กล่าวเช่นนี้หาใช่คิดยินดีไปกับห้วงเวลาที่เธอล่องลอยอยู่ในแสงสนธยาของทะเลน้ำตา หรือคิดสรรหาคำปลอบประโลม แต่เป็นเพราะฉันเชื่อเช่นนั้น

โลกของฉันมีแต่ตัวหนังสือซึ่งเติบโตโดยรับหล่อเลี้ยงจากธารอารมณ์หลากหลาย ไม่ว่าเป็นปรีดาปราโมทย์ โทมนัสโศกเศร้า รัก เหงา อ้างว้าง ผิดหวัง สมหวัง..ลึกลงไปใต้ผิวดิน ที่ปลายรากต้นไม้อักษรเหล่านั้น ธารอารมณ์สลับซับซ้อนไหลวนไม่รู้สิ้น ก่อกำเนิดผลไม้อักษรหลากรสกำนัลแก่ผู้คนผ่านทาง

กระทั่งช่วงเวลาที่ลำธารอารมณ์หยุดไหล

ณ ตำบลนั้น แมกไม้หยุดกวัดไกว สายลมหยุดพัดพา เหล่าสกุณาหยุดขับขาน แม้กาลเวลายังคล้ายมิได้เคลื่อนไหว

เธออาจคิดว่าผลไม้อักษรคงต้องเหี่ยวเฉาด้วยไร้ทิพย์ธารหล่อเลี้ยง แต่เปล่าเลย..ขณะลำธารแห่งปีติ สายชลแห่งความหวัง สายธารแห่งความรักหยุดไหลซึ่งดูราวกับว่าโลกจะถล่มทลาย ปีศาจแห่งรัตติกาลกางปีกมืดดำคลี่คลุมไปทั่ว  สรรพสิ่งคล้ายถึงกาลสิ้นสุด

ณ เวลานั้น สายธารแห่งความเศร้าโศกอ้างว้างก็จะไหลผ่านมา..มาพร้อมธารน้ำตา ไหลบ่าจนถั่งท่วม ท้นฝั่งใจ

สำหรับผู้คนทั่วไปอาจถูกพัดไหลไปกับกระแสคลื่นแห่งความอ้างว้างโศกเศร้า ไม่ก็สิ้นแรงถูกคลื่นกลืนหายในความมืดมิด

แต่กับฉัน..ลำธารยังคงเป็นสำธาร ไม่ว่าเป็นลำธารแห่งความปีติปรีดาหรือเศร้าโศก ล้วนคือสายน้ำทิพย์ที่หล่อเลี้ยงต้นไม้อักษรให้งอกงาม  เพียงธารอารมณ์ต่างชนิดก็จะให้ผลรสชาติที่แตกต่างกันไป..

กล่าวเช่นนี้เธออาจคิดว่าฉันไร้ชีวิตจิตใจ

เปล่าเลย..เพราะเต็มด้วยชีวิตจิตใจ ธารอารมณ์จึงหลั่งไหลไม่มีสิ้นสุด แต่เพราะรับรู้ว่าฉันหาได้เป็นเจ้าของอารมณ์เหล่านั้น ฉันเป็นเพียงทางผ่านให้อารมณ์แปรเป็นผลไม้อักษรละลานตา เมื่อดำดิ่งลงในธารอารมณ์ฉันจะต้องกลับขึ้นมา  

เยาวมิตรแห่งฉัน

ยามใดที่ลำธารแห่งความอ้างว้างโถมถั่ง คลี่คลื่นอารมณ์แห่งความระทมทุกข์โอบกอดเธอไว้ ขอเธออย่าได้ฝืนต้าน แต่จงเลื่อนไหลไปด้วยความรู้สึกล้ำลึก ดำดิ่งให้ถึงที่สุดแห่งอารมณ์ มิใช่เพื่อทำร้ายตนเอง แต่เพื่อไปยังความลึกที่ผู้คนทั่วไปมิเคยล่วงถึง มีแต่ทำเช่นนี้ จึงสามารถหยิบฉวยบางสิ่งล้ำค่า เยี่ยงนักดำหอยมุกต้องดำน้ำลึกจึงจะได้หอยมุกบริสุทธิ์ขึ้นมา

ผจญลำธารแห่งความอ้างว้างโศกเศร้าย่อมเป็นรสชาติยากกล้ำกลืน ไม่ต่างยาขมเฝื่อนคอ แต่ผลไม้อักษรที่ได้รสชาติดีนัก

ฉันเชื่อเช่นนั้น

มิตรของเธอ

@จดหมายจากดาวสีน้ำเงิน: เรื่อยเปื่อย

เติมอ่าน >>

สหายมาเยือน : สายลม


สวัสดีเพื่อนใหม่ผู้อยู่ไกลถึงดาวสีดิน

ไม่นึกไม่ฝันว่าฉันจะได้รับจดหมายจากเธอ มันพิสูจน์ให้เห็นว่าระยะทางไม่มีผลต่อความตั้งใจของเรา

เรื่องราวบนดาวของเธอน่าสนใจจัง ฉันตื่นเต้นมากมายเชียวล่ะ ตัวอักษรของเธอทำให้จินตนาการของฉันโบยบินไปไกลจนนึกอยากเห็นนกกระดาษบินว่อนเต็มท้องฟ้า อยากคว้าเมฆกระดาษที่ลอยฟ่องเหล่านั้นมาปั้นฝันรูปร่างตามใจปรารถนา อยากท่องไปในมหาสมุดใหญ่โตที่เธอกล่าวถึงมองดูหลากหลายความฝันของนักเดินทางคนอื่น ไม่แน่ อาจมีสักความฝันในหลายหลากฝันเหล่านั้นช่วยจุดประกายไฟฝันของฉันให้คุโชน หรืออย่างน้อยก็ช่วยหล่อเลี้ยงไฟฝันของฉันให้ส่องแสงอยู่ต่อไปแม้เพียงริบหรี่อย่าเพิ่งมอดดับไปขณะที่ฉันยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลย

ฉันอยากเห็นถนนหนทางที่ปูด้วยตัวอักษรละลานตา เดินย่ำเท้าไปเรื่อยๆ และถ้ามีแรงพอทำได้ฉันจะเดินไปให้สุดขอบฟ้า

ฉันอยากเห็นเพิงพักเรียงราย ทั้งเพิงความรัก เพิงความหวัง เพิงกำลังใจ เพิงโชคชะตา ฉันจะเข้าไปเยี่ยมชมให้ครบทุกเพิงเชียวล่ะ แต่แย่ตรงที่ฉันเกลียดเพิงหน้าที่และความรับผิดชอบ ถ้านี่คือด่านทดสอบจริงๆ เห็นทีฉันคงซี๋แหงแก๋ตั้งแต่หน้าประตูโดยไม่มีโอกาสยื่นฎีกาขออุทธรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ฉันเคยพยายามฝึกฝนตัวเอง ใช้ทั้งวิริยะและอุตสาหะ แต่ล้มเหลวไม่เป็นท่า ถึงทุกวันนี้ฉันก็ไม่เคยทำสำเร็จ

อ้อ ฉันอยากเห็นต้นดินสอปักปลายลงดินด้วยล่ะ ไส้ดินสอต้องทำหน้าที่เป็นรากแก้วแน่ๆ พูดแล้วก็อยากกัดกินผลไม้รสเลิศจากต้นดินสอขึ้นมาแล้วสิ หลังจากนั้นเราค่อยจูงมือท่องไปในดินแดนมหัศจรรย์ด้วยกัน ว่าแต่เธอแน่ใจนะว่าผลไม้ที่ว่านั่นกินเข้าไปแล้วจะพาเราท่องไปในดินแดนที่ยังไม่มีใครสำรวจจริงๆ หรืออย่างร้ายเพียงแค่ทำให้จินตนาการสะดุด ฉันเกรงแต่จะมีผลไม้ต้องคำสาปเหมือนสวนอีเดนหลงอยู่ด้วยน่ะสิ ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันไม่เอาด้วยนะ ฉันยังไม่พร้อมเป็นอีฟ

สุดท้ายฉันก็อยากเห็นทุกอย่างที่เธอเขียนถึงนั่นแหละ

เธอยกตัวอย่างเรื่องการพบพานและปรากฏการณ์โชคชะตาทำให้ฉันนึกสงสัย เธอจัดความสัมพันธ์ของเราไว้ในประเภทไหน? พบพานผูกพันหรือเพียงปรากฏการณ์โชคชะตาธรรมดาที่บังเอิญเธอได้รับจดหมายจากฉันและนึกสนุกตอบกลับ คิดอีกทีเราก็เหมือนตัวละครในเรื่องที่เธอเล่า(เธอตั้งใจหรือเปล่า?) เพียงแต่กลับกันที่ฉันเป็นฝ่ายสุ่มเสี่ยงส่งจดหมายมาหาเธอก่อน แทนที่จะเป็นเธอซึ่งถ้าเปรียบกับตัวละครในเรื่องก็คงรับบทเป็นพระเอก

ฉันไม่น่าถามอะไรโง่ๆ เลยนะ ในเมื่อเธออุตส่าห์ตั้งใจเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังเธอก็ต้องให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของเราอยู่แล้วล่ะ แม้จะเพียงเริ่มต้น ฉันจะไม่สงสัยอะไรสำหรับเรื่องนี้อีก

ฉันชอบประโยคนึงจังเลย ‘หยาดน้ำตาเธอจะอยู่กับเขาจนลมหายใจสุดท้าย’ นั่นสิ เมื่อความผูกพันผูกมัดเราไว้กับใครคนหนึ่งสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือเหนี่ยวรั้งเค้าไว้ให้อยู่กับเรานานเท่านาน นานเท่าที่ความสามารถจะมี ...เราก็ทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้

เมื่อเวลาพรากมาเยือน ยิ่งได้ผ่านช่วงเวลาพบพานมาอย่างงดงาม ฉันยิ่งไม่มั่นใจเลยว่าจะทำใจยอมรับมันได้?

ขอบคุณที่ตอบจดหมายกลับ มันทำให้ทุกตัวอักษรของฉันมีความหมาย


ปรารถนาให้เธอมีความสุขทุกวัน
เพื่อนของเธอ
ฤดูร้อนอันยาวนาน ๒๕๕๒

เติมอ่าน >>

จดหมายถึงมิ่งมิตร : กรอบรูปบานนั้น

อ่อนลมบ่ายสวัสดิ์ขอรับท่านสหัทยา

กินข้าวเช้าล้างหน้าล้างตาเสร็จสรรพข้าพเจ้าบึ่งรถไปตลาด  ป่านฉะนี้พัสดุจากท่านสหัทยาคงนั่งคอยท่าอยู่ที่ทำการไปรษณีย์แล้ว  ก่อนออกไม่ลืมหยิบหนังสือคืนห้องสมุด  

วันนี้เป็นวันนัด ตลาดอำเภอท้องถิ่นจึงคราคร่ำ ที่จอดรถของไปรษณีย์ถูกยึดโดยเหล่าพ่อค้าแม่ค้า  ข้าพเจ้าต้องเลยไปหาจอดไกลอีกหน่อย 

คืนหนังสือห้องสมุด (ไม่ลืมหยิบเล่มใหม่ติดมือ) เสร็จ  แวะไขตู้ป.ณ. เอาใบแจ้งเข้าไปด้านหลัง  พวกพณฯ ท่านนายบุรุษไปรษณีย์ยิ้มแย้มทักทายตามประสาคนคุ้น  จากนั้นเดินไปหยิบห่อพัสดุห่อใหญ่เต็มด้วยแสตมป์พระบรมฉาทิสลักษณ์ จ่าหน้าตัวพิมพ์ฟอนท์อักษรไทยแบบเก่าขรึมขลัง

ครั้นข้าพเจ้าบอกว่าเป็นภาพจากสหาย "ขอดูได้มั้ยพี่?" นายไปรษณีย์ถาม "ได้สิ" ข้าพเจ้าตอบ นายป.ณ.จึงบรรจงแกะห่อพัสดุ

"ไม่รู้เป็นไงบ้างเพื่อนกลัวจะแตก" ข้าพเจ้ากังวล

นายไปรษณีย์คลี่ห่อกระดาษลูกฟูกด้านใน "ไม่แตกพี่..ห่อมาดี" ดึงรูปออกมา "ขนาดของผมเองยังแตกเลยพี่" ข้าพเจ้านึกขำอดแซวไม่ได้ "ขนาดใช้เส้นน่ะนั่น!"

"อืมม์ มันฮ่วย!" นายไปรษณีย์ชมกันเอง แล้วนำรูปวางพิงบนโต๊ะ พวกที่เหลือพากันมามุง

ข้าพเจ้ายิ้มตื้น 

ไม่มีของฝากใดทรงค่าแก่วณิพกเท่าเงินทานสักเหรียญ แลหามีของขวัญใดต้องใจแก่คนเขียนรูปไปกว่ารูปเขียนสักรูป

รูปสเก็ตช์สีออยล์พาสเทลตวัดเส้นอย่างมั่นคงมั่นใจ บอกให้รู้ถึงความชำนาญของผู้เขียนอยู่ในระดับไม่ธรรมดา ใช้สีเพียงสี่แท่ง สร้างงานที่มีเรื่องราว เก็บบรรยากาศ และองค์ประกอบภาพที่สมบูรณ์ ทั้งเข้ากรอบอย่างรู้ความสัมพันธ์ระหว่างรูปกระดาษ โฟโต้บอร์ด แบบและสีของกรอบ  

ล่ำลาเหล่านายไปรษณ๊ย์หอบรูปมาวางเบาะหลังด้วยหัวใจคับพอง

ข้าพเจ้าเป็นเหมือนแกะหลงฝูงหมาป่าหลงทางมาตลอดชีวิต จิตใจใฝ่ฝันอย่างหนึ่งขณะร่างกายกระทำอีกอย่าง จนชีวิตพบแต่ความล้มเหลว วัยเด็กข้าพเจ้าไม่อาจแตะต้องวงการศิลปะด้วยใจอ่อนแอไม่กล้าฝืนผู้ใหญ่ ครั้นล่วงวัยทำงานจึงพลัดอยู่ในสังคมที่ไม่ใช่ตนเอง  ผู้คนรอบข้างเป็นคนละอย่าง คิดคนละแบบ ชีวิตข้าพเจ้าเคว้งไปคว้างมาแล้วแต่ชะตาจะเตะไปทางใด

จนลุวัย  ภาพชีวิตจึงค่อยแจ่มชัด

ข้าพเจ้าจึงนั่งลงเขียนรูปยามว่าง เขียนด้วยหัวใจที่สอดคล้องสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกับภาพตรงหน้า  ซับความสุขที่ได้สัมผัสกับแม่ธรรมชาติ  ไม่ใช่ด้วยมือแตะต้อง หรือหูสดับเสียง หรือตาเพ่งมอง แต่ด้วยหัวใจที่หลอมเป็นหนึ่งเดียว  ภาวะเช่นนั้นคือการกลับคืนสู่ที่เราจากมา กลับไปหาอ้อมอกแม่ธรรมชาติยิ่งใหญ่ อ้อมอกนั้นอบอุ่นนัก สงบนัก

ครั้นทักษะเขียนรูปมาถึงจุดหนึ่งจึงได้เข้าใจว่า นั่นเป็นคล้ายประตูมิติ ไม่ว่าเราจะฝีมือแค่ไหน เขียนออกมาเช่นไร หาเป็นไรไม่ ยามใดลงมือเขียนยามนั้นประตูจะเปิดออกให้เราได้คืนสู่ภาวะก่อนสั่งสมนิวรณ์ปุถุชน  

ประตูมิตินั่นจะติดตามข้าพเจ้าไปตลอดเวลา เพียงหยิบดินสอออกมาสเก็ตช์ประตูก็จะเปิดออก

ด้วยความที่ดำรงชีวิตหลงฝูง ข้าพเจ้าไม่เคยมีเพื่อนเขียนรูป  การได้ของฝากที่เป็นรูปเขียนเช่นนี้สูงค่าต่อข้าพเจ้านัก 

ข้าพเจ้าสตาร์ทรถ ฝ่าถนนจอแจของตลาดนัดกลับมากระท่อม  คลี่ห่อกระดาษแผ่นโฟมประกบออก นำรูปแขวนข้างฝา กระท่อมโกโลโกโสสว่างสดใสขึ้นทันตา  คำขอบคุณคงไม่เพียงพอที่จะทดแทนความรู้สึกข้าพเจ้ายามนี้ ความตั้งใจบรรจงห่อกระทั่งนำส่งนั้นเป็นความกรุณาเหลือข้าพเจ้าจะสรรคำแทนใจ

ที่พอจะกล่าวได้เพียงน้อมเรียนด้วยหัวใจเต็มตื้นว่า..รูปเดินทางมาถึงแลประดิษฐาน ณ กระท่อมซอมซ่อแล้วโดยสมบูรณ์    

คารวะ
ธุลีดิน


เติมอ่าน >>

นิยาย : ไชยา

เสียงไม้เรียวดังเขวียบขวับตามด้วยเสียงทึบทึบยามเรียวไม้กระทบผ้า เด็กน้อยไม่ยอมแอ่นตัวลดแรงฟาดยืนกัดฟันรับความเจ็บปวดสาหัส

ดวงตาแทบปิดสนิทของลือหลั่งน้ำตานองหน้านึกสงสารน้องชายต้องมาเจ็บตัวเพราะตน รอยเฆี่ยนยังแสบก้นไหนเลยเจ็บปวดไปกว่ารอยแค้นในใจ  ถูกพวกเด็กโตรุมแล้วยังถูกแม่ตีซ้ำ เสียงแม่เกรี้ยวกราดขณะหวดก้นเจ้าลอน้องชายนับครั้งไม่ถ้วน

“บอกกี่หนแล้วอย่ามีเรื่องชกต่อยกับใครทำไมไม่จำ!” แม่กระหน่ำไม้เรียวซ้ำ “เกิดแข้งขาหักขึ้นมาจะทำยังไง!”

เจ้าลอน้ำตาไหลนองขบปากแน่นจนเลือดกบ ลือไม่อาจทนดู

“แม่ตีฉันแทนก็ได้ ไม่ต้องตีลอแล้ว มันไปช่วยฉัน ไม่เกี่ยวอะไรด้วย”

(เฉพาะสมาชิก)


เติมอ่าน >>

บนทางดิน..ผีเสื้อ..ดอกไม้..และสายหมอก

๏ บนทางเดินทอดยาวของเช้าตรู่
หมอกขาวดูอ้อยอิ่งอิงปลายไม้
ผีเสื้อโบยบินรับกับลมไกว
รั้วไม้ไผ่ข้างทางยังรางเลือน

เย็นหนอเย็น..เย็นรื่นชื่นใจนัก
เย็นลมรักเรื่อยมาหาใดเหมือน
เบญจมาศหมายกิ่งเจ้าอิงเบือน
ล้อหยอกเยือนยักเยื้องดาวเรืองราย

เจ้าเดินย่ำจ้ำไปในสายหมอก
ทัดดาวเรืองเหลืองดอกรับหมอกสาย
เงาผมยังแย้มเย้าเลื่อมเงาพราย
ริ้วตะวันฉันฉายระบายฟ้า

ผีเสื้อหลากสีรำระบำร่าย
บินยักย้ายส่ายสอดลอดกอหญ้า
ล้อกิ่งลมเกวไหวอยู่ไปมา
เคล้าหอมแก้วกรรณิการ์มาเลือนราง

บนทางเดินทอดยาวยังเช้าตรู่
ย่อมงามอยู่เรื่อยไปในหมอกสาง
จะคอยเฝ้าข้างกายไม่วายวาง
ชมเจ้าเพลินเดินย่างในพรางไพร

ครั้นสายแดดแผดเพลิงเริงเปลวร้อน
จงพักก่อนผ่อนผ่านม่านลมไหว
แม้นเหลียวหายากดีไม่มีใคร
วอนรู้ไว้ว่ายังอยู่ข้างกาย

คือสายลมเรื่อยโรยมาโชยแผ่ว
เป็นสายน้ำสายแน่วไม่แผ่วสาย
คือทางเถื่อนทอดหว่างหนทางไกล
เป็นทางดินทอดไว้ให้เจ้าเดิน ฯ

@ บนทางเดิน,เธอและฉัน


เติมอ่าน >>