Suscríbete RSS
Comentarios RSS
Subscríbete por E-mail

ล่าเพชรพนมรุ้ง

El perdón es una decisión, no un sentimiento, porque cuando perdonamos no sentimos más la ofensa, no sentimos más rencor. Perdona, que perdonando tendrás en paz tu alma y la tendrá el que te ofendió.
Random Image

ขนำซำหม้อ

เรื่องสั้นเบาขมอง รางวัลชมเชยจุดประกายวรรณกรรมอะวอร์ด ครั้งที่ ๑

สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง

บันทึกไปหลวงพระบางทางเรือช้า ช้าจริง ๆ ช้าได้ใจ

พลับพลึงไพร

นิยายรักลูกทุ่งระเบิดภูเขาเผากระท่อม อ่านง่ายสบายกระหม่อม

ดวงใจกระซิบรัก

นิยายรักเล่มเล็ก บรรยากาศย้อนยุคริมฝั่งทะเลสาบสงขลา

บันทึกอักษรกระบี่ : คำนำ 'ธวัชล้ำฟ้า' โก้วเล้ง

การเติบโตและเปลี่ยนแปลงของนักเขียนผู้หนึ่ง

คนมักเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมและระยะของอายุ ไม่เพียงแต่ อารมณ์ ความคิดความรู้สึกเปลี่ยนไป แม้กระทั่งหน้าตา รูปร่าง และส่วนสัดก็เกิดการเปลี่ยนแปลง

นักเขียนก็เป็นคน นักเขียนก็เปลี่ยนไป ผลงานที่นักเขียนประพันธ์ออกมาย่อมยิ่งเปลี่ยนแปลง

ในช่วงระยะของการเขียนที่ยาวนานและแสนเข็ญของนักเขียนทุกคน มีอยู่หลายช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเด่นชัด

ในช่วงระยะดังกล่าว ผลงานยุคต้นจะค่อนข้างเพ้อฝันและพลุ่งพล่าน รอจนความคิดของเขาค่อย ๆ ละเอียดลออเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เมื่อจรดปากกาด้วยความระมัดระวังมากกว่าเดิม ความเพ้อฝันและความพลุ่งพล่านในยุคต้นของเขาอาจเสื่อมสูญลงทีละน้อย

ประการนี้นับเป็นหนึ่งในความเศร้าร่วมกันของนักเขียนทั้งหลาย

หากแม้นวิญญูชนที่ใจกว้างยอมรับคนที่เขียน 'นิยายกำลังภายใน' เป็นนักเขียน อย่างนั้นข้าพเจ้าคงจัดเป็นนักเขียนคนหนึ่งแล้ว

นิยายเรื่องแรกที่ข้าพเจ้าได้รับค่าน้ำหมึก เป็นนวนิยายรักชื่อ จากแดนเหนือถึงแดนใต้ นำลงในนิตยสารแสงอรุณ ซึ่งท่านโง้วไข่เฮี้ยง เป็นบรรณาธิการติดต่อกันสองฉบับ คาดว่าเป็นช่วงปีมิ่นก็กที่45 (ตรงกับปี พ.ศ.2499) ตอนนั้นจอนของท่านโง้วยังไม่หงอกขาวส่วนข้าพเจ้ามีอายุไม่ถึงยี่สิบปี

บัดนี้ท่านโง้วสู่สวรรคาลัย ส่วนข้าพเจ้าที่เป็นอนุชนรุ่นหลัง เส้นผมกลางกระหม่อมเบาบางดุจทารก น่าเสียดายสูญเสียความไร้เดียงสาของทารกแล้ว

ชั่วชีวิตท่านโง้วทุ่มเทให้กับวรรณกรรม ข้าพเจ้ามีโอกาสได้รับการสั่งสอนจากท่านไม่มากนัก แต่เมื่อเขียนถึงตอนนี้ ในใจยังบังเกิดความเสียใจและอาลัยอย่างบอกไม่ถูก

นอกจากใช้ความกล้าหาญเขียนกวีแนวใหม่ ความเรียง และเรื่องสั้นแล้ว ข้าพเจ้ายังเขียนนิยายกำลังภายในเป็นเวลายี่สิบปี ในช่วงระยะที่ไม่ถือว่ายาวนานและไม่แสนเข็ญเท่าใดนี้ สามารถแบ่งออกเป็นสามยุค

ยุคแรกข้าพเจ้าเขียน ชังเกียงซี้งเกี่ยม (เทพกระบี่โพยม) เกี่ยมตั๊กบ๊วยเฮียง(พิฆาตทรชน) โกวแชตึ้ง (ดาวเดี่ยวไม่เดียวดาย) เซียงฮุยเกี่ยม (เทพบุตรจอมสังหาร) เพียวเฮียงเกี่ยมโหว (กระบี่กระจายหอม) ซิกฮุ้นอิ่ง (สื่อสิ้นวิญญาณ...ไม่มีการแปล) อิ้วเฮียบลก (บันทึกผู้กล้าพเนจร..ไม่มีการแปล) เกี่ยแขะเห็ง (จริยะมือกระบี่...ไม่มีการแปล) ง้วยอี้แชเซี้ยะ (เพลิงอาฆาต) และชั้งกิมข่วยเง็ก (ทองชำรุดหยกบกพร่อง...ไม่มีการแปล)

ยุคกลางประกอบด้วย บู๊ลิ้มงั่วซื่อ (ราชายุทธจักร) ไต้กี้เอ็งฮ้งตึ่ง (ธวัชล้ำฟ้า...ฉบับปรับปรุงใช้ชื่อ ทิฮ้วยไต้กี้ หรือ ธวัชเลือดเหล็ก) เช้งยิ้นจี่ (ศึกศรสวาท...ฉบับปรับปรุงใช้ชื่อ น่อเกี่ยม หรือ กระบี่ดาลเดือด) อ้วงฮวยโซยเกี่ยมลก (นักสู้ผู้พิชิต...ฉบับปรับปรุงใหม่ใช้ชื่อ อ้วงฮวยโซยเกี่ยม (ล้างบุปฝาชำระกระบี่) เจาะต่อซังเกียว (ลูกปลาน้อยเซียวฮื้อยี้) ยังมีเรื่อง ทิฮวยตึ่งคี้ ซึ่งเป็นพฤติการณ์แรกเริ่มของชอลิ้วเฮียง

ต่อจากนั้นข้าพเจ้าจึงเขียนตอเช้งเกี่ยมแขะบ้อเช้งเกี่ยม (เซียวลี้ปวยตอมีดบินไม่พลาดเป้า) ค่อยเขียนชอลิ้วเฮียงชุดหลัง เขียนเล็กเซี่ยวหงส์ เขียนลิ้วแช ฮู่เตียบ เกี่ยม (ดาวตก ผีเสื้อ กระบี่) เขียนฉิกเจ็งบู๊คี่ (อาวุธเจ็ดชนิด) เขียนฮัวลักเอ็งฮ้ง (วีรบุรุษสำราญ)

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าเขียนในช่วงที่ปวดร้าวที่สุด ประสบอุปสรรคขวากหนามครั้งใหญ่ที่สุด คือ เทียนไง้ ง้วยเม้ง ตอ (ขอบฟ้า จันทรา ดาบ)

ทั้งนี้เพราะตอนนั้นข้าพเจ้าคิด 'แสวงหาความแปลกใหม่' และ 'แสวงหาความเปลี่ยนแปลง' ข้าพเจ้าเองไม่ทราบว่าคิดหลุดพ้นจากคนอื่นหรือหลุดพ้นจากตัวเอง แต่ข้าพเจ้าทราบว่าข้าพเจ้าหลุดพ้นจากสิ่งหนึ่ง...นั่นคือกระเป๋าเงินของข้าพเจ้าไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป ข้าพเจ้าเริ่มมี 'เงินทอง' บรรจุอยู่เต็มกระเป๋า
กระเป๋าของข้าพเจ้าเคยเกิดรูรั่ว แต่ข้าพเจ้ายังเหมือนเดิม

ข้าพเจ้าปราศจากคำตัดพ้อตำหนิใด

ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าพบว่า ตอนนั้นช่างเป็นช่วงที่ข้าพเจ้ามีพลังสร้างสรรค์ลุกโชนที่สุด จินตนาการบรรเจิดที่สุด และกล้าหาญชาญชัยที่สุด

ตอนนั้นข้าพเจ้าสามารถที่จะเขียนและกล้าที่จะเขียน โดยเฉพาะขณะที่กำลังเขียน ไต้กี่ (ธวัชใหญ่) เช้งยิ้น (คนรัก) อ้วงฮวย (ล้างบุปผา) และเจาะต่อ

ถึงแม้ว่านวนิยายเหล่านั้นไม่มีพล็อตเรื่องที่สมบูรณ์ ขาดตรรกะและความคิดที่ละเอียดถี่ถ้วน ถึงแม้ว่าเหลวไหล แต่ก็มีรสชาติอยู่บ้าง

การเขียนนวนิยายกำลังภายในในตอนนั้น นึกได้อะไรก็เขียนเช่นนั้น เขียนเพื่อสร้างพล็อตที่น่าตระหนก พื่อขมวดปมปริศนาที่ตัวเองคิดว่าผู้อื่นคาดไม่ถึง มักจงใจบิดเบือนนิสัยใจคอของตัวละครในเรื่อง ทำให้เรื่องราวหลุดพ้นจากกรอบที่วางเอาไว้

ในสภาพแวดล้อมของการเขียนในตอนนั้น ก็ไม่เปิดโอกาสให้ข้าพเจ้าได้แก้ไขหรือปรับปรุงเสริมแต่งแต่อย่างไร

ทั้งนี้เพราะในกระเป๋ามักไม่มีเงินเหลือแม้สักเซนต์เดียว เพื่อรับประทานข้าว ดื่มเหล้า โดยสารรถ คบเพื่อนหญิง ชมภาพยนตร์ พักบ้านเช่า ขอเพียงเขียนอะไรออกมาได้ ก็จะผลิตออกมาเพื่อแลกกับเงินทอง เพื่อเบิกค่าต้นฉบับล่วงหน้า กระทั่งพูดคุยยังไม่ต้องการพูดคุย

ลักษณะท่าทีของการเขียนแบบนี้ ไม่คู่ควรกับการอวดโอ่ และไม่คู่ควรกับการเอ่ยถึง แต่ข้าพเจ้าจำเป็นต้องเอ่ยถึง เพราะนั่นเป็นความจริง

การปั่นต้นฉบับเพื่อนำเงินไปซื้อข้าวรับประทาน ถึงแม้ไม่ใช่ความเศร้าร่วมกันของนักเขียนทั้งหลาย แต่ก็เป็นความเศร้าของข้าพเจ้า

และแล้วรูรั่วในกระเป๋าของข้าพเจ้าก็ได้รับการเย็บติดเข้าหากัน คาดว่าข้าพเจ้าใช้เส้นด้ายทางความคิดเย็บติดเข้าหากัน

ขณะเดียวกันข้าพเจ้าก็พบว่า เส้นด้ายทางความคิดของข้าพเจ้าก็ขาดไปหลายเส้น เรื่องราวที่ข้าพเจ้าความจริงเข้าใจว่าแปลกใหม่พิสดาร มาบัดนี้ไม่กล้าเขียนอีกแล้ว

แต่ในเรื่องราวเก่าก่อนที่แม้แต่ข้าพเจ้ายังเห็นว่าเหลวไหลไร้สาระไปบ้าง มาบัดนี้ข้าพเจ้ายังเห็นว่าสามารถให้รสชาติที่ตื่นเต้นเร้าใจ ลิงโลดและเบิกบานใจ
ข้าพเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการเขียนเรื่องเหล่านั้น เปลี่ยนชื่อตัวละครและชื่อเสียง เขียนออกมาใหม่ สามารถนำเหล้าเก่ามาบรรจุในขวดใหม่ได้หรือไม่?

ไม่สามารถ

การเขียนเรื่องราวที่ซ้ำ ๆ ซ้อน ๆ มีเพียงสร้างความขุ่นข้องรำคาญแก่ผู้คน ตัวเองก็รู้สึกว่าน่าเบื่อ

ดังนั้นข้พเจ้าคิดปรับปรุงแก้ไขผลงานเหล่านั้นใหม่ ตัดทอนเนื้อเรื่องและสำนวนที่รุงรังสับสน และไม่จำเป็นทิ้งไป หากยังรักษาความสนุกสนานที่มีอยู่เอาไว้ ใช้สำนวนและความคิดที่ละเอียดลึกซึ้งกว่าเดิมเขียนขึ้นมาใหม่

งานเช่นนี้เคยมีคนทำมาแล้ว

ที่ฮ่องกงมีนักเขียนที่ข้าพเจ้าให้ความเคารพยกย่องตลอดมาท่านหนึ่ง ทำการแก้ไขขัดเกลาผลงานทั้งหมดของท่าน ต่อจากนั้นนำออกเผยแพร่ใหม่

สหายน้ำมิตรและพี่น้องร่วมสาบานของข้าพเจ้า คือ เหง่ยคัง ก็นำอมตะนิยายที่เคยโด่งดังของนักเขียนอีกท่านหนึ่ง (หมายถึงเรื่อง จ๊วกซัวเกี่ยมเฮียบตึ่ง ของ โฮ้ยจูเล้าจู ซึ่งได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง เทพยุทธ์เขาซูซัน) มาตัดแต่งเพิ่มเติม นำลงในหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ

สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขในการทำงาน ตลอดจนความละเอียดรอบคอบและวิจารณญาณของพวกท่าน สุดที่ข้าพเจ้าจะเทียบเปรียบได้

ข้าพเจ้าเพียงแต่เขียนสิ่งละอันพันละน้อยที่ด้อยค่า แต่ตัวเองยังรักและทะนุถนอม โดยไม่คิดนำไปวิจารณ์ร่วมกับผลงานยิ่งใหญ่เหล่านั้น

ข้าพเจ้าทำเช่นนี้ทั้งไม่มีความคิด 'นำไปปะปนกับสิ่งที่มีชื่อเสียง' และไม่มีเจตนา 'เปรียบเทียบกับตำนานผู้กล้ากระบี่สมัยถังและซ้อง รวมทั้งเรื่องผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซาน' ประการนี้ข้าพเจ้าต้องขออภัยต่อวิญญูชนท่านหนึ่งซึ่งเคยวิพากย์คนเขียนนิยายกำลังภายในผ่านทางหนังสือพิมพ์ตงก๊กซี้ป้อ และขอความเห็นใจด้วย

ข้าพเจ้ากระทำเช่นนี้ เพียงเพราะต้องการเพิ่มความบันเทิงเริงรมย์แก่นักอ่านทุกท่าน หากแม้ว่าผลจากการเพิ่มความบันเทิงเริงรมย์แก่นักอ่านทุกท่าน ยังได้รับกำลังใจเพิ่มเติม ก็ยิ่งดีกว่าเดิม

นวนิยายส่วนใหญ่ที่ข้าพเจ้าเขียน สามารถยกระดับขึ้นจากหนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่หมุนเวียนอยู่ในร้านเช่าหนังสือ จนเป็นรูปเล่มที่จัดพิมพ์อย่างประณีต และสามารถประดับอยู่ในตู้สมุด ในจำนวนนี้มีเพียงส่วนน้อยที่มีข้อยกเว้น ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าทราบว่า นักอ่านที่อ่านฉบับเล็ก ๆ ค่อนข้างน้อยกว่าคนที่ได้อ่านมีไม่มากนัก

ดังนั้นข้าพเจ้าคิดเก็บรักษาผลงานหลายเรื่องนั้นเอาไว้เป็นต้นแบบในการแก้ไขปรับปรุงใหม่ แน่นอนผลงานหลายเรื่องนั้นก็มีคุณค่าควรแก่การเก็บรักษาตามสมควร

เรื่อง ทิฮวยไต้กี้ (ธวัชเลือดเหล็ก) นี้ ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น

                                                                     โก้วเล้ง 
                                          25 มี.ค. มิ่นก๊กปี68 (พ.ศ.2522)
                                                                  วิกาลดึกสงัด


เติมอ่าน >>

The Note Book : โพยมยาน

สุดสัปดาห์สวัสดิ์ขอรับมวลมิ่งมิตร

หนอนดิลล์สุดสัปดาห์เที่ยวนี้มาเร็วสักหน่อย ด้วยเห็นเป็นวันอันเหล่าเราผู้ใฝ่ใจรักอักขระนิพนธ์สมควรน้อมระลึกคุณาจารย์ผู้รังสรรค์เลิศวรรณกรรมนฤมิตร สืบทอดมนตราอักขระไทวิจิตรส่งต่อถึงรุ่นเรา

ช่วงหลังมานี่ สหายข้าพเจ้าเคยร่วมเดินทางรอนแรมกางเต็นท์ตามหาดทราย, ป่าเขา มักถามเสมอ

"หมู่นี้ทำไมไม่ออกเดินทาง?"

นับแต่ข้าพเจ้ากรายเข้าสำนักหนอน เริ่มฝึกหัดไล่เรียงปลายนิ้ว สรรสระพยัญชนะมาประกอบกัน หวังอธิบายความรู้สึกนึกคิดเป็นภาษา ภาษาที่ยังหาได้เป็นภาษาอันใด เพียงปวารณาใจมั่นอุตสาหะฝึกฝนไม่ลดละ การอื่นจึงต้องผลัดผ่อนไปก่อน

กลิ่นหอมของการเดินทางนั้นยังคงกรุ่นอยู่ในใจ อยากบอกว่าข้าพเจ้ากำลังประกอบยานพาหนะชนิดหนึ่ง เพียงบอกกล่าวออกไปเกรงยากสหายทำความเข้าใจ

มีพาหนะชนิดหนึ่งสามารถนำเราเดินทางผ่านห้วงจักรวาล ข้ามเวลาสู่อนาคตไกลโพ้น ไปนั่งพูดคุยกับผู้คนในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า พวกเขาอาจสงสัยท่วงท่า จังหวะการใช้ภาษาของเรานิดหน่อย แต่ยังคงเข้าใจกันได้เป็นอันดี

อาลักษณ์ท่านหนึ่งเดินทางจากช่วงเวลาสองร้อยกว่าปีก่อนสู่ยุคของเรา มาบอกเล่าความเป็นไปของผู้คนยุคนั้น ด้วยเลิศสำนวนภาษา ด้วยเรื่องราวเปี่ยมจินตนาการ ให้คนในยุคเราได้เรียนรู้ ศึกษา และส่งต่อผู้คนยุคต่อ ๆ ไป

เราสดับเรื่องราวของท่าน คล้ายนั่งหมอบฟังคุรุผู้ผ่านโลกีย์วิสัยกล่าวโศลกกถาอยู่เหนืออาสนะเบื้องหน้า

นิราศหลายต่อหลายเรื่องเป็นคล้ายสารคดีเดินทางท่องเที่ยวของยุคนี้
สุภาษิต (สวัสดิรักษาคำกลอน, เพลงยาวถวายโอวาท, สุภาษิตสอนสตรี) เป็นข้อคิด ข้อปฏิบัติ
นิทาน (พระอภัยมณี, โคบุตร, ลักษณาวงศ์, สิงหไตรภพ, พระไชยสุริยา) คงไม่ต่างนิยายผจญภัยแฟนตาซี นิยายประโลมโลกย์ในยุคของเรา

ท่านเดินทางมาด้วย 'อักษรโพยมยาน' ยานซึ่งสร้างขึ้นจากนำตัวอักษรสระพยัญชนะเรียงต่อกัน ขับเคลื่อนด้วยเพลิงฝันพลังจินตนาการบรรเจิด และยังคงเดินทางต่อแม้พ้นยุคของเราไปแล้ว เดินทางไปสนทนากับผู้คนในอีกหลายร้อยพันปีข้างหน้า ไปในห้วงจักรวาลพร้อมการเดินทางของมนุษยชาติ

ผู้คนในอดีตมีอยู่ใช่น้อย ก็แล้วไยเพียงบางท่านที่เดินทางมายังยุคของเรา?

คงเพราะ 'โพยมยาน' มิใช่ไว้ซื้อขาย หากต้องการเดินทางมีแต่มุ่งมั่นประกอบยานขึ้นด้วยตัวเอง

ข้าพเจ้ายังคงไล่เรียงปลายนิ้ว สรรสระพยัญชนะประกอบเข้าด้วยกัน หลายปีแล้วสำหรับช่วงเวลาตรากตรำเก็บเศษชิ้นส่วนอักษรมาก่อรูปให้เป็นร่าง ประสพความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า พาหนะที่คิดหวังยังไม่สำเร็จดังใจ

สหายข้าพเจ้าถามอยู่เสมอ

"หลายปีมานี้ไยไม่ออกเดินทาง"

ข้าพเจ้าได้แต่อมยิ้ม

กับการมุ่งหวังเดินทางไปในอนาคตไกลโพ้น วันเวลาชั่วชีวิตหนึ่งที่เฝ้าประกอบยานพาหนะจะนับว่ายาวนานสักแค่ไหนกัน ●

วันรำลึกบรมครูเอกกวีรัตนโกสินทร์ ๒๖ มิถุนายน


เติมอ่าน >>

The Note Book : ล้วนคุณครูสืบค่าวรรณกรรม

๏ ทุกคราวกล่าวคำคล้องลองลิขิต
นั่งเขียนคิดค้นความตามประสา
จากแตะต้อยต้อยเตาะลัดเลาะมา
จนเติบกล้ากร้านกรำประคำกรอง

๏ แย้มคำครูอยู่ข้างเอาอย่างเยี่ยง
สัมผัสเสียงสัมผัสความย้ำสนอง
เป็นกลอนแปดเกริ่นกานท์สานครรลอง
เอื้อนคำพ้องเพียงรักหวังพักใจ

๏ ทุกถ้อยคำจำมั่นไม่ผันพราก
ทวนท่องจากเอกโทจนโตใหญ่
ยังตรึงจดตราจำทุกคำไป
ทวนทบได้เทียบเคียงรรรเรียงลา

๏ บัดเดี๋ยวดังหง่างเหง่งวังเววแว่ว
สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา
เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา
ประคองพาไปจนบนบรรพต

๏ แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์
มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด
ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน ฯ

๏ งามคมคำขำคมงามคมคิด
งามพินิจพิจารณามรรคาผล
เพราะคำงามใช่งามเพียงยามยล
แต่งามล้นคนชมด้วยคมความ

๏ เป็นคุรุคงค่าอักษราวาส
นานาชาตินบใจไม่อาจหยาม
งานศึกษางานวิจัยให้นิยาม
คุณูปการตระการข้ามล้ำเวลา

๏ ทุกครากล่าวคำคล้องคล่องลิขิต
จะเขียนคิดน้อมจิตวินิจหา
ทุกถ้อยคำพร่ำสรรพรรณนา
ล้วนคุณครูสืบค่าวรรณกรรม ฯ


เติมอ่าน >>

Dan Brown writing habits: starts at 4 a.m., likes gravity boots (Frm : Inkygirl.com)

While looking for info about whether Dan Brown had any interesting rejection stories (I didn’t find any), I came across this interview by Claire White about Dan Brown’s first book, Digital Fortress.

Continue Reading


เติมอ่าน >>

บางบอนซอยตำแย ตอน กระติกโอเลี้ยงคู่มือรัก

หมู่นี้ฟ้าฝนไม่รู้เป็นไง คิดมาก็มาคิดไปก็ไป บางวันแดดเปรี้ยงอยู่ดี จู่ ๆ ฝนก็เทลงมาราวเทศบาลล้างถนนไม่บอกกล่าว ทำเอาตั้งตัวตั้งใจไม่ทัน ออกจากบ้านทีต้องโทรฯ ปรึกษากรมอุตุฯ ว่าวันนี้ท้องฟ้าเป็นอย่างไร


เติมอ่าน >>

มองข้างใน : นักเดินทาง..น้ำค้าง..และสายหมอก


๏ เก็บพรายหมอกหม่นหนาวของเช้าตรู่
ริมฤดูน้ำค้างปลิวคว้างไหว
ริ้วดอกหญ้าย้ายโยนอยู่เกวไกว
หยิบใบไม้โบกลาบนฝ่ามือ

ย้อนเรื่องราวแรมทางในพรางฝัน
ภาพเคยผ่านเพียงจบกันกระนั้นหรือ
ใช่ฝันยังพรายพร่างอย่างคำลือ
สมดังคือปลายทางที่ย่างไป

ผ่านเรื่องราวราญร้าวผ่านหนาวร้อน
โลกละครเคลื่อนคล้ายสายน้ำไหล
ธารเมฆเรื่อยรี่วนสู่หนใด
เป็นฟากฟ้าสุราลัยหรือแดนดิน

โอ้..อวลกลิ่นลอมฟางยังจางกรุ่น
ในละมุนอุ่นนั้นฤาพานสิ้น
ริมลำห้วยธารใสเรื่อยไหลริน
ยังคงยินสกุณาร่าจำเรียง

รอยยิ้มทักยักย้ายของทรายขาว
ยังแย้มเย้าหยอกเอินเคยเพลินเสียง
ริ้วคลื่นคลอล้อรับอยู่เรียงเคียง
เคลิ้มสำเนียงกล่อมลานิทราดาว

บนหนทางเปื้อนฝุ่นยังกรุ่นหอม
มิตรภาพโอมห้อมในอ้อมหนาว
คราฝันร้ายค่อนคืนในขื่นคาว
ยังมีดาวทอโดมประโลมใจ

กี่บาดเจ็บเหน็บหนาวกี่คราวล้ม
มุ่งหน้าก้มมั่นมาสู่ฟ้าใส
ด้วยเพลิงฝันดั้นด้นหนทางไกล
ด้วยดวงใจอิสราวเนจร

อุปสรรคขวากขวางจะกางกั้น
ไม่เคยพลั่นหวั่นหวังลางสังหรณ์
ในกระหน่ำกรำฝนจนเปียกปอน
หรือแรงร้อนทะเลทรายจะป่ายไป

คว้าพรายหมอกหยอกเย้าของเช้าสาง
ออกเดินทางอย่างผู้พเนจรพิสัย
คลี่ฝ่ามือหยดน้ำค้างปลิวคว้างไกล
ในหัวใจอุ่นรัก..นักเดินทาง ฯ

Technorati Tags:


เติมอ่าน >>

The Note Book : ตอบความ

(ยาวเกินไป แหมะคอมเม้นต์ไม่ผ่าน เพิ่งรู้ว่าให้ไม่เกิน 4000 คำ)

ล่วงดึกสวัสดิ์ขอรับ

ท่านยิงประเด็นซะข้าพเจ้าพรุนเป็นเต้าหู้ทอดเลยเชีย เชื่อแล้วว่าเรื่องที่จะคุยมากจนตีกันวุ่นจับเข้าแถวไม่ถูก

ท่านเคยดูหนังคาวบอยเปล่า เวลาเขาดวลกัน เขาหันหลังชนแล้วก้าวขาแยกจากกัน ครบก้าวกำหนดก็หันมายิง เปรี้ยง!

นัดเดียว

จอด

แต่ทั่นเล่นชักปีนกล ปุ ปุ ปุ ปุ ปุ ปุ

ข้าพเจ้าเด้งกระเด็นดึ๊ง ดึ๊ง ดึ๊ง กลิ้งอีกสี่ห้าตลบ
กว่าจะโขยกเขยกลุกขึ้น ยังต้องมานั่งแกะกระสุนออกจากตัวทีละนัด ละนัด
(พอดีเป็นพระเอก ถูกยิงไม่ตาย) เล่นเอางง ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน (เหมียนกัลล์)

เอาล่ะว่ากันทีละนัด

1 สมองมึน

เชื่อว่าท่านสามารถแยกแยะ คำทักท้วงใดควรใส่ใจเพียงไร

2 เป้าหมายวัตถุประสงค์

อันนี้อยู่ในวิชาบริหารทั่วไปหลักสูตรป.ตรี ปี 1
เป้าหมาย คือ เป้าหมาย
วัตถุประสงค์ คือ วัตถุประสงค์

ตัวอย่าง 1 : ท่านกำลังขับรถกลับรังหนูน้อย 501
เป้าหมาย : อพาร์ทเม้นต์หรูกลางเมือง
วัตถุประสงค์ : จะรีบไปดูละครตอนกำลังเข้าได้เข้าเข็ม

ตัวอย่าง 2 : ท่านกำลังขับรถไปสยามฯ
เป้าหมาย : ร้านคุณพ่อ
วัตถุประสงค์ : ไปดินเนอร์ (ดิลล์นัดไว้)  

ทั้งสองตัวอย่างมีประเด็นเดียว -ขับรถดี ๆ

พอยัง?
อีกตัวอย่างก็ได้

ตัวอย่าง 3 : ท่านกำลังนั่งเอาขาเกยคาง เขียนนิยายที่ค้างแต่ปีมะโว้
เป้าหมาย : จบซะที (สิฟะ!)
วัตถุประสงค์ : อยากเขียนเรื่องใหม่แย้ว

ประเด็น : ท่านั่งสุดเก๋

(ประเด็นเป็นเรื่องเราหยิบยกขึ้นมากล่าว มาพิจารณา แล้วแต่เลือกหยิบ แต่หยิบแล้วต้องจับให้มั่น ไม่หลุดมือ) (ประเด็นวัตถุประสงค์เป้าหมายงานเขียนตัดทิ้งไปเลย)  

3 เรื่องสั้นโนเนม

อ้ายพุ่มกรุณาตั้งชื่อให้แล้ว หากท่านจะถือเอาเป็นสิริมงคลก็คงไม่เลว เพราะตะแกก็ศิษย์พี่ข้าพเจ้า  หากข้าพเจ้าคือพระอาจารย์ (เรื่องนี้อยากคุยมานาน ขอขยักไว้ข้อสุดท้าย) อ้ายพุ่มก็ต้องอาจารย์ปู่ เจอหน้าขอท่านเร่งสะบัดแขนโขกศีรษะคารวะ

สำหรับ 'ยัยตัวร้ายกับนายอ้วนดำ' (อ่า..จำชื่อไม่ได้แระ มั่วประมาณนี้ไปก่อน) หากท่านเขียนไปเรื่อย ๆ จับบุคลิกของพวกเพื่อน ๆ กลุ่มนั้นมายำ ซอยหอมใหญ่ใส่พริกสดรดน้ำปลาบีบมะนาวคลุกเคล้าไปเรื่อย ๆ ท่านก็จะได้นิยายส่งแจ่มใสหนึ่งเรื่อง กราบล่ะ..เขียนไปเรื่อย ๆ นะทั่นนะ

ผู้คนโดยมากยังติดอยู่กับกรอบคุ้นชิน เคยคิดว่า 'เรื่องสั้น' เป็นอย่างไร ก็คิดว่า 'เรื่องสั้น' เป็นอย่างนั้น (ว่าง ๆ หากท่านเขียนเรื่องสั้นสิบห้าหน้าเอ 4 แหมะลงบอร์ด ท่านอาจโดนแขวะว่า.. 'เนี่ยะนะเรื่องสั้น!')(มีนะทั่น..ยังมีคนจองสัมปะทาน 'เรื่องสั้น' เฉพาะเพื่อชีวิตสะท้อนสังคมเท่านั้น!) 

บางคนบอกเรื่องสั้นต้องอย่างนั้น หลายคนบอกเรื่องสั้นต้องหยั่งงี้

ว่าเป็นกรณีแล้วกัลล์ (เช่นจะส่งให้คณะกรรมสักรางวัลตัดสิน เราก็จัดเรื่องสั้นที่ตรงกับธรรมชาติของกรรมการกลุ่มนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการตัดสินเรื่องสั้นยุวชนยอดเยี่ยมแห่งอาเซี่ยน มีผู้ทรงคุณวุฒิตัวแทนจากอนุบาลหมีแพนด้าน้อยห้อง ๓ก เป็นอาทิ ก่อนเลือกเรื่องส่ง เราคงต้องปรับคำนิยามของเรื่องสั้นกันใหม่) 

ตอนโพสท์บอร์ดอย่าใส่คำ 'เรื่องสั้น' ก็สิ้นเรื่องขอรับ

ท่านผ่านวุฒิภาวะตรงนั้นแล้ว เรารู้กันว่าเนื้อหากำหนดรูปแบบ ไม่ใช่คนเขียน เราคนเขียนเพียงรู้ทำความเข้าใจและจัดเนื้อหาเหล่านั้นวางในที่ทางพอเหมาะพอดี (แน่ล่ะที่เราฝึกฝนก็คือจัดการความพอเหมาะพอดีนั่น)

4 คำวิจารณ์ 'ยัยตัวร้ายกับนายอ้วนดำ' (สวมชื่อไปก่อน)

คงไม่ต้องรอจบเรื่อง ข้าพเจ้าบอกได้เดี๋ยวนี้เลย
โทนโก๊ะของท่านนับว่าสมตัวดีแล้ว เสียงตอบรับจากสหายก็บอกว่าตรงต่อมฮา (ข้าพเจ้าเสียอีก เขียนไปไม่ค่อยมีใครฮา ขำอยู่คนเดีย) สมวัตถุประสงค์ของเรื่อง  

เจ้านายช่างดิลล์ไม่ลงประแจ 'ยัยตัวร้ายฯ'  เกรงท่านจะคิดตำหนิใจไปว่าเกียจคร้านคงเกาะกบาลเสียเป็นแท้

หาเป็นเช่นนั้นเลย

โทนเรื่องแนวนี้ไม่ต้องเคร่งครัดภาษา เพียงคุมจังหวะดำเนินเรื่องให้ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ดังที่เรียนท่าน เราผ่านหลักกิโลฯ นี้มาแล้ว จึงไม่มีจุดใดให้หยิบยกมาแลกเปลี่ยน   

(สำหรับประโยคที่ขอให้ทบทวนนั่น รบกวนท่านลองปรับแต่ง ลองคิดสักสองสามตัวเลือก ข้าพเจ้ามั่นใจว่าท่านจะพบรูปประโยคลงตัว อยากให้ท่านพบด้วยตัวเอง เพื่อใช้กับประโยคอื่น ๆ ต่อไป)

5 ทักษะด้อย

เราล้วนยังด้อยดุกดุ๋ย ยังต้องปรับปรุงทักษะไปเรื่อย ๆ ถึงมานั่งคุยแลกเปลี่ยนกันนี่ไง

6 กล่อง Recent Posts & Recent Comments

ข้าพเจ้าคงรวบรัดเกินไป อันที่จริงไม่ต้องไปที่หน้าโค้ดเลยขอรับ
เอาใหม่นะ..
รูปแบบ / องค์ประกอบ / เพิ่ม widget (ที่ไซด์บาร์) / RSS FEED
เอา Add. ของฟีดมาใส่
เป็นอันเรียบร้อย

7 เอาล่ะเรื่องสุดท้าย

ก่อนเรียนขอท่านยกข้าพเจ้าวางไว้เสียข้างใจที่นึกเอ็นดู และเชื่อถือว่าถ้อยคำที่กล่าวล้วนเกิดแต่สำนึกดีงาม มิได้คิดหยาบหยามมิตรไมตรี แลหากกล่าวไปแล้วทำท่านขัดข้องหมองน้ำใจ ก็ขอให้ยกอภัยไว้แก่สหายน้อยของท่านแต่เนิ่นเถิด

ข้าพเจ้าตระหนักดีว่าท่านทดข้าพเจ้าไว้เสียบนหิ้ง ก็ด้วยเห็นหลายข้อแลกเปลี่ยนทางอักขระทักษะของเราช่วยปรับข้อข้องใจไขข้อขัดในทางขีดเขียน  แลใคร่บอกข้าพเจ้าว่าท่านเห็นคุณนี้เป็นข้อใหญ่อยู่ จึงไม่ถือสาที่จะกล่าวสัพยอกยกยอปอปั้นเป็นพระอาจารย์ (ใบ้หวย) ไปเสียกระนั้น

การที่ท่านมองเห็น ไม่หลู่ดูแคลน หรือทำไม่รู้ไม่ชี้ นั่นนับว่าประโลมใจข้าพเจ้าสมแก่การแล้ว

แต่การจักรับสมณะศักดิ์นั้นขอท่านสดับข้าพเจ้าสักนิดเถิด

อันเหล่าคุรุนั้น โดยมากยึดถือหลักความเชื่อตนว่าดีว่างาม มุ่งเผยแผ่ความคิดความเห็นสู่ผู้อื่นซึ่งยอมรับศรัทธามาไว้กับใจ เรียนรู้ ศึกษา ปาวารณาตนเป็นศิษย์ กระบวนความคิดของคนเหล่านี้เดินทางไปโดยมีผู้เป็น 'คุรุ' บงการ แล้วแต่จะชักนำไปทิศทางใด

น้อยครั้งที่เห็นคุรุเป็นผู้ชี้ทาง มิใช่นำทาง

ผู้คนในสังคมจึงติดอยู่กับคุรุผู้นำทาง ความหมายแท้ของคุรุถูกความคุ้นเคยครอบงำ หลงตามกันไปโดยขาดสำนึกใตร่ตรอง  ผู้ศิษย์หลงเดินตาม ผู้อาจารย์หลงตนว่ามีคนติดตามเกิดอำนาจบารมีครอบงำ ประดุจแม่ปูกับลูกปูไม่รู้ตัวเองฉันใด เหล่าคุรุและศิษย์ย่อมเป็นไปในทางเดียวกันฉันนั้น

ก่อนเข้าสำนักหนอน พบว่าท่านเจ้าสำนักปฏิเสธทุกคนที่ปาวารณาตนเป็นศิษย์เรียกท่านว่าอาจารย์ พร้อมแจงเหตุผลชัดเจน

ข้าพเจ้าจึงพบว่านี่คือบุคคลที่คิดไปทางเดียวกัน จึงเลือกอยู่ใกล้ท่านเจ้าสำนัก  

ความอันท่านสัพยอกนั้นน้อมรับไว้โดยตื้นใจ

เพียงยามนี้ที่สำนักยังมีพี่ท่านเจ๊นกเริ่มร่วมขบวนสัพยอก หยิบยกมากล่าวคล้ายมากความ หากเฉยเสียก็เกรงว่านอกจากไม่เงียบหายแล้วเกิดลุกลามขึ้นมาจะยากแก่การดับ

หากท่านที่เคารพยังรักเอ็นดู ก็ขอท่านยกข้าพเจ้าคืนไว้ข้างอักขรามิตรตัวจ้อยที่สงบเสงี่ยมเจียมตนเหมือนเช่นเดิมเถิดขอรับ

8 (แถมอีกข้อ) ความยินดีของอักขระวเนจรหามีใดมากไปกว่ารับรู้ว่าอักขรามิ่งมิตรร่วมทางจำเริญก้าวหน้าไปด้วยดี รับรู้ว่านิยายท่านเดินหน้า คล้ายมีมืออุ่นยื่นมาฉุดพากันก้าวเดินไป..เดินไปด้วยกัลล์ขอรับ

คารวะ

กระท่อมน้อยฝนกระบี่เดียวดาย


เติมอ่าน >>

ลมปลายปีก : ภาพที่เห็น

@ บางบอนซอยตำแย ตอน กล้วยปิ้งในสายฝน

สุดสัปดาห์สวัสดิ์ขอรับมวลมิ่งมิตร

ย่าหนุงเคยบอกว่าไม่อยากโพสท์บอร์ด เกรงใจว่าสหายโผล่มาทักทายแต่เจ้าตัวกลับไม่เคยโผล่ไปกระทู้ผู้ใด ด้วยเพราะหากทักทายไม่ครบคนก็เกรงที่เหลือน้อยอกน้อยใจ อย่ากระนั้นเลย ไม่ทักทุกคนดีกว่าทั่วถึงดี ครั้นไม่ทักทายหากยังโพสท์บอร์ดก็คล้ายไร้น้ำจิตน้ำใจ เอาเปรียบมวลสหายอยู่ถ่ายเดียว  คิดได้เช่นนั้นพานไม่โพสท์ไม่แหมะคอมเม้นท์ อ่านลูกเดียว (ถ่ายทอดผิดพลาดประการใด แจงแย้งได้นะขะรับท่านย่า..หากจะกรุณา)

ข้าพเจ้าเห็นคล้อยเจ็ดส่วน ด้วยวิธีคิดแบบเอาใจเขาใส่ใจเรานั้นงามนัก แต่ขยักไว้สักสามส่วน ก็เพราะหากเราคิดเห็นเช่นนั้นแล้วพากันไม่โพสท์บอร์ดดูจะอย่างไรอย่างไรอยู่

ข้าพเจ้าเคยนั่งมองสังคมเมืองผ่านผนังกระจกร้านกาแฟถ้วยแพงกว่าข้าวแกงปากซอย เห็นแต่หนุ่ม ๆ สาว ๆ แต่ตัวสวยเดินกันให้ไขว่ เป็นภาพสวยงามสบายตา มองแล้วชวนหัวใจกระชุ่มกระชวย

ผิดกับช่วงเวลาใกล้ ๆ นี้ที่นั่งตลาดนัดทุกเช้าวันอาทิตย์ มองผ่านม่านตาที่มีแต่ขี้ตาสองสามก้อน

มีหนุ่มสาวมาจับจ่ายซื้อของ บ้างมาเดี่ยวบ้างมาเป็นคู่ ยังมีหญิงชราตะกร้าสานคล้องแขนนุ่งผ้าถุงเสื้อลายเดินทักคนโน้นคนนี้ มีเด็ก ๆ ประแป้งหน้าขาวยืนมองร้านขายของเล่นตาละห้อย

แรก ๆ รู้สึกว่าภาพที่เห็นไม่ชวนเจริญตาเจริญใจเอาเสียเลย ไม่มีความสวยความงาม ริ้วรอยแก่เฒ่ายับเยิน ใบหน้ามอมแมมเพิ่งตื่นนอน ยังจะหามุมใดให้จำเริญตา

นั่งมองนานเข้าพบว่าเด็ก ๆ เติบโตขึ้น หนุ่มสาวคู่นั้นมีลูกตัวเล็ก ๆ มาด้วย ยายเริ่มใช้ไม้เท้าช่วยเดิน ทั้งหมดยังมาตลาด

ความงามค่อย ๆ เผยตัวออกมา เป็นความงามในความเป็นไปของชีวิต คิดได้เช่นนี้ ค่อยพบว่าภาพสังคมเมืองที่ข้าพเจ้าเคยคุ้น เคยชื่นชม ต้องมีอะไรบางอย่างขาดหาย อาจมีบางอย่างพิกลพิการ

แม้นไม่ได้วิ่งเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ดังเก่าก่อน ทุกสุดสัปดาห์ข้าพเจ้ายังหวังมีงานสักชิ้นโพสท์บอร์ด

เมื่อนั่งมองสังคมเล็ก ๆ ของเรา ข้าพเจ้ายังหวังเห็นภาพความงามของชีวิต เห็นความหลากหลายของช่วงวัย ความแตกต่างของวิธีคิดเพื่อการแลกเปลี่ยน, ถ่วงดุล, สืบทอด, และเจริญเติบโต 

องค์ประกอบของชีวิตควรเป็นเช่นนี้..หรือมิใช่?

คารวะ


เติมอ่าน >>

เพลงบ้านลานดิน : กระท่อมกลอยใจ

เห็นกระท่อมน้อยกลางไพร
พร่างพฤกษ์พงไกลใจถวิล
รื่นร่มลมโชยมาโรยริน
อวลกลิ่นอักษราพฤกษาพรรณ

จึงเจ้าจิ้งหรีดน้อยกลอยใจ
โดดดึ๋งเข้าไปดีไหมนั่น
อยากดื่มน้ำค้างกระจ่างจันทร์
มีไหมสักขันพอปันใจ

แล้วจะคอยเฝ้าออมถนอมเสียง
เริงร่ำจำเรียงอยู่เพียงใกล้
ย่ำค่ำกรีดปีกริกร้องไป
กลบเสียงเรไรน่ารำคาญ

กล่อมกระท่อมดงจงเพลินฝัน
อาบไล้จวงจันทร์สันต์สนาน
จบเช้าขานขับจงหลับนาน
จวบรวีวารบันดาลอรุณ

แล้วจะหลบไปไขอักษร
ขีดเขียนโคลงกลอนอันอ่อนอุ่น
เข่นโขกโขลกนิยายอยู่ยุกยุน
หยุกหยุนเยิ่นย้วยแยบยับยาน

แล้วจะกลับมาเมื่อย่ำค่ำ
ร่ายร่ำเริงกล่อมกระท่อมหวาน
จะกลับมาใหม่ไปไม่นาน
จบกานท์เจ้าจิ้งหรีดโดด..ดึ๋ง..ดึ๋ง..ดึ๋ง..

@ เปิดบ้านใหม่...กระท่อมสายลม

Technorati Tags:

เติมอ่าน >>

มองข้างใน : พรางพราย

๏ ม่านพรางรางหม่นยลไป.......คล้ายเงาวูบไหว
วาบวับวักวกวุ่นวาย

๏ ม่านบางพรางใจพรางกาย.....เหลืยวมองทางใด
คล้ายมืดคล้ายหม่นลนลาน

๏ หันไหนเปรียบไปก็ปาน.....โลกรัตติกาล
ห่อล้อมคลุมครอบเคลือบแคลง

๏ ส่ำสรรพฤติกรรมแสดง......ลวงจริงเสแสร้ง
แห้งแล้งทุรนทุราย

๏ ตราบม่านบางคลี่มลาย.......เหลือบแลเรื่องราย
แท้ล้วนเม็ดทรายหลายเรียง ฯ


เติมอ่าน >>

บางบอนซอยตำแย ตอน กล้วยปิ้งในสายฝน

ตอนฝนเทลงมาเบี้ยวกำลังยืนรอแม่ค้าหยิบกล้วยปิ้งใส่ถุง เห็นแกจับแล้ววางจับแล้ววาง ไม่ยอมหยิบสักที เบี้ยวขัดใจ มองฟ้าฝนก็กำลังตั้งเค้า

"นี่ป้า..จับแล้วปล่อยอย่างนั้นเมื่อไหร่จะได้กิน"


เติมอ่าน >>

คลื่นวรรณกรรม : นวัตกรรม-ศิลปะ แนวทดลองของ 'วินทร์ เลียววาริณ'

จาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ โดย : พรชัย จันทโสก

เมื่อกล่าวถึง "นักเขียนแนวทดลอง" ยอดนิยมของเมืองไทยยุคนี้ คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก วินทร์ เลียววาริณ

นักเขียนหนุ่มเจ้าของรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) 2 สมัย จากนวนิยายเรื่อง "ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน" (ปี 2540) และรวมเรื่องสั้น "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน" (ปี 2542) และรางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติหลายต่อหลายเรื่อง รวมทั้งยังได้รับรางวัลศิลปาธร ประจำปี 2549 อีกด้วย


เติมอ่าน >>

สะบายดี(นะ)หลวงพระบาง : 6 อรุณรุ่งที่ปากเบง


เติมอ่าน >>

ลมปลายปีก : กระท่อมท่านอิ่ม

@ ชะลอมอักษรท่านอิ่ม

อิ่มเที่ยงตึงพุงสวัสดิ์ขะรับท่านอิ่มที่เคารพรัก

ตอนเห็นรูปโลโกทั่น ข้าพเจ้าออกอาการตาอั้งโล่มาหน มาสำเหนียกโรดแมพพิมพ์เขียวครอบครัวท่านเข้าอีก

ปากอ้าหูตั้งตาผึ่ง!
(โดยเฉพาะหนมปังโฮมเมดนั่น)

ภาพบล็อกสไตล์คันทรี่ มีเรื่องราวบอกเล่าความเป็นไปว่าด้วยวิถีธรรมชาติ ผุดขึ้นในหัวใจ จริงดังท่านว่า หากต้องการบล็อกที่เอาใจใส่บรรยากาศด้วย สมควรเป็นที่ Blogger

หากหาไม่เจอธีมที่ถูกใจ ข้าพเจ้าอยากเสนอให้ใช้ภาพเราเองขอรับ แค่หาธีมที่ชอบโครงสร้าง (เอ่อ..เลเอ้าท์ไง) แล้วเอามาเปลี่ยนแบล็คกราวด์ หน้าหลัก เฮดเดอร์ บอดี้ และ ฟุตเตอร์ ค้นหาง่าย ๆ โดยมากตรงที่มีลิ้งก์ภาพจะโผล่ยาวกว่าส่วนอื่น

แต่หากท่านเปิดให้คุณแม่บ้าน

Blogger ไม่เป็นชุมชนเหมือนที่อื่น โพสท์แต่ละครั้งไม่มีใครรู้เลยว่าเรามีเอ็นทรี่ใหม่ เว้นแต่สหายร่วมแนวนำฟีดไปแหมะไว้ที่บล็อก เขียนแล้วหากเงียบเสียงโต้ตอบเธออาจหมดสนุก เว้นแต่ (อีกที) เรามีสมัครพรรคพวก ตอกเสามุงหลังคาเสร็จก็ร่อนความไปทีว่า ‘นี่ตะเอง บ้านเราเสร็จแล้วนะ มากินขนมปังแกล้มชากัลล์' เป็นอันหมดห่วง

ข้าพเจ้าชายตาติดตามเจ้า adsense มาเป็นระยะ ยามนั้นสรุปว่าเป็นเรื่องของคนทำบล็อกหาตังค์ (พวกเขาใช้เวลากับกลเม็ดต่าง ๆ เพื่อสร้างเงินโดยไม่เกิดผลผลิต)

กระทั่งเดี๋ยวนี้มีโฆษณาภาษาไทยนับว่าใกล้ตัวสุด ๆ แล้ว แต่ยังสรุปให้ตัวเองว่า ไม่เหมาะกับบล็อกส่วนตัวที่อ่านกันเฉพาะสหายไม่กี่คน

สมมุติวันใดข้าพเจ้าทำนิตยสารออนไลน์ติดลม มีคนอ่านประจำสักพันคน นั่นล่ะจะติดโฆษณาให้รอบ (รับรองว่าไม่ทำลายภูมิทัศน์) (แต่วันนั้นคงมาไม่ถึงแน่ ๆ )

ยินดีที่ท่านเลือก Blogger ขอรับ แม้การใช้งานจะสู้ WP ไม่ได้ แต่ก็ยังมี Feed ให้ติดตาม คนไทยไปกระจุกกันที่ Ok เหมือนเข้าหมู่บ้านปิด ไม่มีฟีด จะแหมะคอมเม้นต์ก็ต้องลงทะเบียน ข้าพเจ้ากลับรู้สึกว่าไปเป็นเครื่องมือให้เขาหารายได้จากโฆษณาโดยมีจำนวนประชากรเป็นเหยื่อล่อ (เพราะหากอ่านทางฟีด โฆษณาจะไม่มีผล กลยุทธ์การตลาดน่ะขะรับ)

คิดแล้วยังคิดถึงท่านเพลง เธอเข้าไปในหมู่บ้านคึกคักนั่น เป็นอันหายต๋อม

ข้าพเจ้าก็ก้มหน้าก้มตาเขียนนิยายอยู่กระต๊อบชายป่า ไม่มีคนผ่านไปมา นาน ๆ ทั่นอิ่มหิ้วชะลอมอักษรมาฝากที เป็นที่ประโลมใจนักแล้วขะรับ

คารวะ


เติมอ่าน >>

กล่องเครื่องมือนักหัดเขียน : Active Voice, Passive Voice

จาก : Stephen King : On Writing

คำกริยามีสองรูป คือ active กับ passive ใน active voice ประธานเป็นผู้แสดงกริยานั้น ส่วน passive voice กรรมที่ถูกกระทำมีความสำคัญ จนต้องเลื่อนมาวางอยู่ในตำแหน่งประธานของประโยค ในงานเขียนนิยาย..คุณควรจะหลีกห่าง passive voice ให้มากที่สุด ผมไม่ได้เป็นคนเดียวที่คิดแบบนี้ ใน The Element of Style ก็ยืนยันไว้ชัดเจน

วิลเลียม สตรังก์ ไม่เข้าไปแตะนักเขียนผู้นิยม ‘การถูกกระทำ’ ให้หมองนวล ผมเต็มใจจะชำแหละอยู่แล้ว ผมคิดว่าคนที่โอบรับไวยากรณ์อย่างเคร่งครัด ‘ผู้ที่มีความสำคัญที่สุด จะต้องนำมาวางในตำแหน่งประธานของประโยค’ ก็น่าจะเป็นคนกลุ่มเดียวกับผู้ที่ต้องการคู่รักที่อยู่ในโอวาท ว่านอนสอนง่าย passive voice ให้ความรู้สึกปลอดภัย อดีตประธานผู้กลายเป็นช้างเท้าหลัง นั่งเงียบ ๆ พริ้มตาหลับ ปล่อยให้ใจล่องลอยไกลไปถึงอังกฤษ ท่องพระราชดำรัสของพระนางเจ้าวิกตอเรีย ผมคิดว่านักเขียนผู้ไม่มีความมั่นใจในตนเอง เชื่อว่า passive voice ให้ความโอ่อ่าสูงส่งว่าตนเองรู้แจ้งเห็นจริงแม่นไวยากรณ์ ใช้เป็นทางเลือกแรกเสียด้วยซ้ำไป เพราะให้ความศักดิ์สิทธิ์ฟังดูขลังดี ไม่เชื่อก็ลองอ่านคู่มือการใช้งานหรือคำบรรยายของทนายความดูบ้าง

นักเขียนละล้าละลัง มักจะเขียนว่า ‘การประชุมจะถูกจัดขึ้นในเวลาหนึ่งทุ่มตรง’ อาจเป็นเพราะนักเขียนผู้นั้นได้รับคำบอกกล่าวว่า ‘เขียนเช่นนี้เถอะ ฟังดูน่าเชื่อถือ คนอ่านจะทราบว่าคุณรู้เรื่องนี้’ เลิกเชื่อคนง่าย ๆ ไม่ดีหรือ? อย่ายอมเป็นเพียงแค่ ‘มักเกิล’ สามัญดาษดื่น อกผายไหล่ผึ่งเชิดคางขึ้น แล้วบอกออกมาว่า “การประชุมเริ่มหนึ่งทุ่มตรง” เห็นไหม? ห่ะ, สบายใจขึ้นเยอะเลย

ผมไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับการใช้ passive voice ในสถานการณ์บางอย่าง มีคนถูกฆ่าตาย ร่างถูกหามออกจากห้อง เช่น The body was carried from the kitchen and placed un the parlor sofa. ถูกต้อง แม่นยำ ครบถ้วน แต่ผมไม่โปรด ผมจะเขียนเสียใหม่ว่า Freddie and Myra carried the body out of the kitchen and laid on the parlor sofa. วะ, ร่างนั้นมีความสำคัญแค่ไหนถึงจะต้องมาครองตำแหน่งประธานของประโยค ก็มันตายดับเป็นศพไปแล้วนี่นา เห็นแก่พระเป็นเจ้าเหอะ Fuhgeddaboudit!

อยากจะให้ผมบ้าเสียสติ ไม่ยากครับ เอาเอกสารธุรกิจ passive voice สองหน้า หรือนิยายเลว ๆ ประจุด้วย passive voice สักรีมหนึ่ง ได้ผลในทุกคราว ผมอยากกรีดร้องออกมาสุดเสียง การใช้รูปประโยคเช่นนี้สื่อความหมายอ่อนปวกเปียก อ้อมโลก แถมยังทรมานสายตาสิ้นดี ลองฟังอีกประโยคดูบ้าง My fist kiss will always be recalled by me as how my romance with Shayna was begun. ได้โปรดเหอะ, ไม่สงสารผู้อ่านบ้างเลยหรือ ใครผายลมออกมา? ทำไมไม่เขียนให้อ่านง่ายกว่านั้น หวานกว่า ทรงพลังกว่า ลองดูไหม? My romance with Shayna began with our fist kiss, I’ll never forget it. ผมไม่ได้หลงรักประโยคใหม่มากนัก เพราะมี with ซ้ำกันสองครั้ง อย่างน้อยก็ถางป่าให้หลุดออกมาได้

คุณคงสังเกตเห็นว่า จะเข้าใจความคิดได้ง่ายขึ้นหากแตกออกเป็นสองความคิดย่อย เมื่อคุณเข้าใจได้ง่ายขึ้น ผู้อ่านก็จะเข้าใจง่ายขึ้น..ผู้อ่านจะเป็นบุคคลสำคัญที่คุณจะต้องยึดไว้เป็นหลักเสมอ หากไม่มีผู้อ่าน คุณก็จะเป็นแต่เสียงโหยหวน กรีดร้องตามลำพังในห้วงอวกาศว่างเปล่า การดำรงสถานะผู้อ่านอยู่ในตำแหน่งปลายสาย รับฟังข้อมูล ไม่ใช่เรื่องสุขสบายนัก วิลเลียม สตรังก์ รู้สึกว่าผู้อ่านจะตกอยู่ในห้วงทุกข์เกือบตลอดเวลา อี.บี.ไวต์ ผู้ร่วมเขียนหนังสือ The Element of Style กล่าวไว้ว่า “ผู้อ่านจมอยู่ในบึงพรุ ถือเป็นหน้าที่ของนักเขียนที่จะระบายน้ำออกให้หมด ดึงผู้อ่านขึ้นมาบนบกดินแห้ง อย่างน้อยที่สุด ก็โยนเชือกไปให้เขาพอพยุงตัวเหนือน้ำได้” ยังจำได้ใช่ไหมครับ? The writer threw a rope. มิใช่ The rope was thrown by the writer. ได้โปรดอย่าซ้ำเติมกันให้ถึงแก่ชีวิตเลย

(ครั้งหน้าเรามาคุยกันเรื่องของคำวิเศษณ์ – ธุลีดิน)

“นักเขียนและอาจารย์หลายท่านเห็นว่า passive voice เป็นของฝรั่ง จึงไม่สนับสนุนให้ใช้ เหตุผลอาจเพียงต่อต้านวิธีการอย่างฝรั่ง

ผมเองไม่ซีเรียสกับเรื่องนี้ครับ ผมคิดว่าภาษาก็คือการสื่อสารอย่างหนึ่ง ตราบที่สื่อสารกันรู้เรื่อง ก็ไม่เป็นไร และ passive voice ก็เป็นวิธีการเล่าอย่างหนึ่ง ถ้าเขียนทุกประโยคเป็น active voice ไปหมดก็อาจน่าเบื่อนะครับ”

-วินทร์ เลียววาริณ-


เติมอ่าน >>

บ้านเกิด : ควัน

๏ จากเด็กน้อยต้อยเติบจนโตใหญ่
จรจากบ้านจำไกลไปศึกษา
มุ่งบากบั่นหมั่นเพียรเรียนวิชา
หวังเติบกล้าจบมามีงานทำ

๏ หลายปีฝนพ้นผ่านกลับบ้านเกิด
ฝันบรรเจิดจบข่าวราวเรื่องขำ
ฉากชีวิตปลิวว่อนละครระบำ
วนซ้ำซ้ำย้ำยอนย้อนแสดง

๏ คมรอรอบสอบเข้าเฝ้าปลัดฯ
ข้างจำรัสจบรามฯ ไม่กำแหง
กลับมาบ้านเปิดร้านขายข้าวแกง
เมียชื่อแดงลูกดกห้าหกคน

๏ สันต์เรียนช่างเปิดอู่ดูช่วงล่าง
แบ็งค์ลอยคว้างว่างงานไม่เห็นหน
พิทักษ์คุมลูกจ้างร้านยางยนต์
รวยเงินล้นงานรุมไม่กลุ้มใจ

๏ พี่ปานสวมเสื้อวินวิ่งรถเครื่อง
เป็นส.ท.อีกเรื่องเครื่องยังไหว
ปลายเฝ้าร้านขายยามามาไปไป
ผลัดพี่โปรยพี่ใหญ่ไปไปมามา

๏ โกคือซ่อมมอร์เตอร์ไซค์อะไหล่พร้อม
ร้านป้าน้อมนายน้อยห้อยเสื้อผ้า
พีชเภสัชเขาถนัดคอยจัดยา
เป็นหัวหน้าห้องยาโรงพยาบาล

๏ ต๋องรถตู้ลู่ซิ่งวิ่งสงขลา
ชายน้ำชาหน้าตลาดไม่ขาดขาน
ศักดิ์สมัครไฝ่รักขายจักรยาน
เอกมาสานงานบ้านร้านขายทอง

๏ เคเป็นครูอยู่โยงโรงเรียนเก่า
ทุกวันเฝ้าหน้างอสอนมอสอง
พี่ดำรักการเมืองเรื่องปกครอง
จึงจับจองนายกฯ พกความดี

๏ โป้งใช้ความชำนาญเปิดม่านรูด
กบกับอู๊ดแฟนกันร้านขายสี
ต้อมขายข้าวตามสั่งจนมั่งมี
ส่วนพี่ณีบ่ายนี้..เผาที่วัด ฯ

Technorati Tags:

เติมอ่าน >>

ด.ดินการช่าง : ตั้งหน้าร้าน (จะไปด้วยกันมั้ยคะ?)

เพราะความที่ไม่คิดซ่อมสุกเอาเผากิน เจ้านายช่างดิลล์ใช้วิชาช่างอักขระอันมีอยู่จำกัดเท่าขี้เล็บแมลงหวี่ นั่งวนเวียนขันน็อต คลายเกลียว เหลียวแล้วมองเล่า หาจุดพร่องที่สมควรลงประแจ ไม่ก้มหน้าก้มตาแก้จนเครื่องพัง บางครั้งกว่าเสร็จใช้เวลาร่วมสาม-สี่ชั่วโมง

หาใช่เวลาแห่งความระทมทุกข์เลย กลับกัน เป็นเวลาสุขที่ได้ขลุกอยู่กับตัวอักษรของมิ่งมิตรผู้มีใจรักชอบไปทางเดียวกัน แลมั่นแล้วว่าดุ่มเดินสู่โลกของผู้ยึดตัวอักษรเป็นภักษาหารโดยมิเกรงกลัวท้องกิ่ว

แลสิ่งที่มิได้คิดฝันก็คือเอมใจที่เห็นมิ่งมิตรก้าวหน้าไปบนหนทาง สิ่งนั้นข้าพเจ้ารับกำนัลด้วยงานเขียนที่อ่านแล้วสุขใจราวเขียนขึ้นด้วยมือตนเอง (อาจมีแค้นใจนิดหน่อยว่าทำไมเราเขียนไม่ได้ฟะ!)

ไม่มีเงาคำฟุ่มเฟือยหรือรูปประโยคเชิงซ้อนหลงเหลือ ทั้งหมดเป็นประโยคกระชับ ตรงเข้าความหมายที่ต้องการสื่อ, การสลับฉาก, ใช้ 'อย่าง' ในตำแหน่งเหมาะสมไม่สามารถกล่าวเป็นอื่น (..อย่างไม่มีวันหวนคืน), ความสำเร็จของเรื่องคือความลงตัวของเนื้อหา กลวิธีบอกเล่า และจบอย่างทิ้งช่องว่างไว้ให้ผู้อ่านครุ่นคิด (นับเป็นความเหนือชั้น)

หากเจ้านายช่างกำมะลอคิดหาอะไหล่เสริมก็คงเป็นความสมเหตุสมผล ที่ฝ่ายหญิงชักชวนฝ่ายชายไปใช้ชีวิตด้วยกัน ต่อโทช่วงสั้น ๆ ไม่นานก็กลับ ฝ่ายชายไม่จำเป็นต้องทิ้งงาน อีกอย่างการที่ฝ่ายหญิงคิดทุกอย่างไว้เสร็จสรรพ ดูเป็นเอาแต่ใจตน (ถ้าอุปนิสัยฝ่ายหญิงในเรื่องเป็นเช่นนั้นจริง ผู้อ่านฝ่ายชายอาจรู้สึกว่า 'ปล่อยเธอไปเถอะ')

หากปูเรื่องเพิ่มอีกสักย่อหน้า ให้ทั้งสองตกลงกัน เตรียมการเรียบร้อยแล้วฝ่ายชายเกิดเปลี่ยนใจ หรือปรับเนื้อหาอย่างไรก็ได้ให้สมเหตุสมผลขึ้น เรื่องจะงดงามกว่านี้ (แต่ก็อีกนั่นแหละ สองย่อหน้าที่กล่าวมานี้ มิพักสนใจเลยก็ว่าได้ เรื่องมีความลงตัวในที่ทางอันดีแล้ว)

ที่เหลือเป็นข้อปลีกย่อย ความไม่มั่นใจกลัวผู้อ่านงงช่วงสลับฉาก จึงใช้วิธีเว้นสองบรรทัด, คอนโด(ฯ),  ไม่แม้แต่จะบอกว่า “แล้วจะรีบกลับมา” (น่าจะใช้ น้ำค้าง (') แทนฟันหนู (") เพราะไม่ใช่คำพูด ซึ่งแล้วแต่วิจารณญาณผู้เขียน

สยามประเทศยังไม่มีคำเฉพาะสำหรับงานประเภทนี้ งานที่ทางตะวันตกเรียก Flash Fiction 'จะไปด้วยกันมั้ยคะ?' ในสายตาผู้น้อยนับเป็น Flash Fiction ชั้นยอดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าส่งลงสนามใด ขอเพียงตรงแนว มั่นใจว่าผ่าน  

ร่อนทองนั้นใช่เพียงลงตะแกรงหนเดียว แต่ต้องร่อนแล้วร่อนเล่า บางครั้งคว้าน้ำเหลวกลับบ้านมือเปล่า รุ่งเช้ายังคงกลับมาร่อนต่อ มีแต่ผู้ลงมือโดยมิประหยัดเหนื่อยยากจึงพบทองชิ้นเล็ก ๆ สักชิ้น

นี่คือทองท่านสายผู้เป็นที่เคารพรักร่อนพบ ผู้น้อยน้อมวางแสดงหน้าร้านด้วยความสุขใจยิ่ง (ไม่มีให้ปรับแก้แม้รอยเดียว..ชิชะ!)

เรื่องสั้นหัดเขียน : จะไปด้วยกันมั้ยคะ? (สายลม)

“จะไปด้วยกันมั้ยคะ?”

คำถามนี้กลับมาหาเขาอีกครั้ง หลังจากที่เขาเมินเฉยต่อมันไปเมื่อสิบปีก่อน สิบปีแห่งความทุกข์ระทม รวดร้าวและกล่าวโทษตนเอง

ผลของการเมินเฉยต่อคำถามนั้น คือความเจ็บปวดทุกวินาทีที่รู้ว่าตนยังมีลมหายใจ ขณะที่ใครอีกคนดำรงอยู่เพียงในเงาความทรงจำ

อรจิราหญิงสาวผู้ร่าเริงสดใส รอยยิ้มของเธอทำให้โลกของเขาเบ่งบาน เสียงหัวเราะของเธอทำให้ชีวิตของเขามีความหมาย ...แต่เขาก็ยังปล่อยให้เธอเดินจากไป...อย่างไม่มีวันหวนคืน

“นพคะ อรจะไปต่อโทที่ออสเตรเลีย คุณไปด้วยกันนะคะ” อรจิราออดอ้อนคู่หมั้นหนุ่มในเย็นวันหนึ่ง เมื่อเธอเตรียมแผนการสำหรับชีวิตเธอและคนรักไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เขากลับทำลายแผนการนั้นเสียป่นปี้ยับเยินด้วยเหตุผล

“หน้าที่การงานผมกำลังก้าวหน้า ผมไม่อยากพลาดโอกาสนี้”

คู่รักหนุ่มสาวทุ่มเถียงกันด้วยเรื่องนี้นานนับเดือน อรจิราอยากอยู่ใกล้คนรักเมื่อต้องห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอน แต่นพอยากสร้างความมั่นคงของอนาคตด้วยการสร้างเนื้อสร้างตัวรอเธอที่นี่ เมื่อโน้มน้าวใจคนรักหนุ่มไม่ได้อรจิราจึงดำเนินเรื่องการเดินทางเพียงลำพัง

ก่อนวันเดินทางสองวันเธอไปหาคนรักที่คอนโด ทั้งสองพูดคุยกันสารพัดเรื่อง แต่ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องการเดินทางของเธอ และก่อนที่เธอจะกลับ

“จะไปด้วยกันมั้ยคะ?”

คำถามสุดท้ายของเธอ ไม่มีการเกริ่นนำ และเหมือนเธอไม่เคยถามมันมาก่อน แต่ทั้งสองเข้าใจกันดี ชายหนุ่มไม่ตอบคำถามนั้น ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน ใครๆ มักคิดว่าการนิ่งเงียบคือการยอมรับ แต่บางครั้งความเงียบก็เป็นการปฏิเสธที่ดีที่สุด เธอไม่เซ้าซี้ใดๆ อีก คล้ายยอมรับและเข้าใจ

เธอเดินจากไปไม่มีคำพูดใดๆ ทิ้งไว้ให้ ไม่แม้แต่จะบอกว่า “แล้วจะรีบกลับมา” เหมือนเธอรู้ เธอจะไม่มีวันกลับมาอีก นพยืนมองเธอจากไปด้วยอาการสงบ ไม่มีคำล่ำลาใดๆ จากปากเขาเช่นกัน ไม่แม้จะยอมกล่าว “แล้วผมจะตามคุณไป” ทั้งที่เขารู้ว่าเธออยากฟังมันขนาดไหน

วันที่อรจิราเดินทาง นพไม่ได้ไปส่งคนรัก เพราะคำว่า ‘หน้าที่การงานกำลังก้าวหน้า’ ฝังอยู่ในหัว และเขาให้ความสำคัญกับมันมากกว่าเธอ เขาเดินทางไปต่างจังหวัดก่อนวันเธอเดินทางเพียงวันเดียว

นพรู้ข่าวคนรักในวันรุ่งขึ้น เครื่องบินที่เธอโดยสารตกในมหาสมุทร ไม่มีผู้รอดชีวิต ...เธอเดินทางไป...ชั่วนิรันดร์

และเขาก็ไม่มีโอกาสตามเธอไป เหมือนกับที่เขาไม่ได้พูด “แล้วผมจะตามคุณไป”

ตั้งแต่วันนั้นนพรู้สึกเหมือนร่างกายตนเป็นเพียงซากร่างไร้วิญญาณ มีชีวิตอยู่ไปวันๆ โดดเดี่ยว อ้างว้าง ทุรนทุราย ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานไม่มีความหมายใดๆ สำหรับเขาอีก เพราะเขาไม่รู้จะก้าวหน้าเพื่อใคร

ทุกครั้งที่คิดถึงเธอ นพแค่คิด ...ถ้าเพียงแค่เขาไปกับเธอ... ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย ขอเพียงแค่...ได้ไปด้วยกัน...

สิบปีที่ผ่าน นานเหลือเกินกับความทรมานในหัวใจ และนานเหลือเกินกว่าจะเปิดใจดวงนี้รับใครอีกคนเข้ามา

“ว่าไงคะคุณ จะไปด้วยกันมั้ยคะ?”

เสียงนุ่มนวลเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง ดึงเขาขึ้นจากภวังค์ เขาหันไปทางเสียงนั้นเผยยิ้มบางๆ ยื่นมือไปกุมมือเธอไว้ ไม่มีคำตอบเป็นวาจา ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ลบล้างความผิดพลาดในอดีต เพราะในแววตานั้นกำลังบอกว่า

...ไม่มีวันทอดทิ้ง...


เติมอ่าน >>

สามเกลอแตกฟอง : ยังคิดชื่อไม่ออก

เสียงนกเจี้อยแจ้วแผลวมาแผลวไปสวัสดิ์ขอรับท่านป๋าสหายพี่สาม

ยินเสียงนกพวกนี้ทีไรให้สงสัยใจ ใยมนุษย์จึงทะลึ่งเอาพวกมันมาใส่กรงแขวนรอบบ้าน ทั้งที่อยู่เฉย ๆ ปลูกต้นไม้ไว้ มันก็โผล่กันมาส่งเสียงขรม ไม่เห็นต้องไปยืนดีดนิ้วเป๊าะ ๆ แหย่ให้นกเขาขัน ข้าพเจ้านั่งตอกต๊อก ๆ อยู่นี่ มันก็จุ๊กกรู จุ๊กกรูของมันเป็นที่บำราญใจ (นกเขาจริง ๆ นะขอรับ ขออย่าได้ใช้จินตนาการเชีย!)

หลายปีก่อน ข้าพเจ้าหยิบงานหวงอี้มาดูด้วยใคร่รู้ว่าเขียนอย่างไร โชคดีหรือร้ายไม่ทราบเจอะประเภทหน้าสองหน้าร่วมเพศ หน้าสองหน้าผสมพันธุ์ สำนวนภาษาเหมือนยังควานหาไม่พบมือตัวเอง พอดีข้าพเจ้าอ่านนวลนางจนช่ำยังไม่คิดหาสำนวนอื่นมากล่อมใจ เลยวางไว้แต่บัดนั้น

เกิดลามกปัญญา อา..นวลนางน่าจะอัญเชิญงานพ่อเจ้าประคุณมาประดับเล่ม คงได้รสชาติอีกแบบให้ติดตาม เพราะที่เขียน ๆ กันมาพวกนักเขียนน่าจะตันแล้ว (มุกซ้ำ..ขาประจำจืดจ๋อย)

ยามนั้นข้าพเจ้าใช้ไขขมอง(ที่มีเท่าปลายนิ้วก้อยตั๊กแตนตำข้าว) ใคร่ครวญ คงเนื่องเพราะตลาดนักอ่านมีความต้องการกำลังภายในใหม่ ๆ ขณะตลาดนักเขียนวอดวายกลายเป็นตลาดร้าง คนกลางซึ่งคือนักพิมพ์จำหน่ายจึงดันทุรังสุดกำลังยัด อะไรก็ได้โอ่ประโคมไว้ก่อน กำลังซื้อนั่งปากอ้าตาค้างคอยอยู่นี่นา

ผู้น้อยจึงคิดไปว่าหวงอี้ถูกอัญเชิญเป็นเทพอักษรบูรพาเหิรฟ้ามาสยามยุทธภพ คงเพราะแรงโปรโมทของสยามสปอร์ตฯ เสียเป็นแน่

แน่ล่ะโปรโมทให้ดิ้นกระแด่วอย่างไรก็ไปไม่รอดหากความดีไม่มี(อยู่บ้าง) คง (อีกที เพราะไม่ได้อ่านแล้วทะลึ่งมั่วกล่าว อ่านจากข้อพิจารณ์ทั้งหลายน่ะขะรับ) คงเพราะเนื้อเรื่องยืดยาวที่พ่อจ้าวประคุณจับโน่นผสมนี่ได้อย่างลงตัว (คุมเรื่องอยู่มือ ไม่มั่วเหมือนกำลังภายในยุคก่อน) แค่นี้มองจากสายตาคนเขียนอย่างเราท่านก็ต้องยกมือซูฮกแล้ว เรื่องที่เหลือคงต้องปล่อยให้เวลาขัดเกลา

กล่าวให้ถึงที่สุด ยังต้องคุกเข่าโขกศีรษะคารวะแก ขยันชะมัด! (ท่านทั้งสองคิดว่าขยันก่อนแล้วค่อยขายเรื่องได้หรือเรื่องขายได้ก่อนแล้วค่อยขยันดีขอรับ?)

จะรอคอยรีวิวด้วยความระทึกในดวงหทัยพลันขะรับ

เจ็ดโมงแระ!

เป็นอันว่ากล้วยยายริมน้ำน่านต้องรอก่อน ว่างใจแล้วจะขวานแผ่นบางทอดน้ำมันอ่อนให้กรอบนอกนุ่มใน แกล้มกาแฟยามบ่ายที่ออฟฟิศก้าวฯ (ว่าแต่..ไยเราไม่หิ้วถุงกล้วยแขกไปนั่งเคี้ยวกรอบแกรกกันที่ออฟฟิศ แทนสุมศีรษะกระซิบกันอยู่สามหน่อราวว่าเกรงคุณนายที่บ้านจะยินเข้าเยี่ยงนี้ล่ะ..หือขะรับสองทั่นที่เคารพรัก?)

คารวะ


เติมอ่าน >>

เรไรร่อนร้อง : ในอุ้งมือเธอ

ฉันอยู่ในแสงอาทิตย์และจันทรา
ฉันอยู่ใต้แผ่นฟ้าและลมฝน
ฉันอยู่ในแมกไม้ในสายชล
ในไพรสณฑ์ธาราระเรื่อยไหล
ฉันอยู่ในซอกหินและปีกนก
ฉันอยู่ในอ้อมอกขุนเขาใหญ่
ฉันอยู่บนปลายหญ้าในเม็ดทราย
บนใบไม้สีทองของตะวัน
ฉันอยู่ในก้อนเมฆและเกลียวคลื่น
ฉันอยู่ในความตื่นในความฝัน
ฉันอยู่ในบทกวีคีตาบรรณ
ในสายัณห์สนธยาวนาไกล
ฉันอยู่ในเศษดินและดวงดาว
ฉันอยู่ในรวงข้าวสายลมไหว

วิญญาณฉันลอยล่องท่องทั่วไป
แต่หัวใจ..ฉันอยู่..ในอุ้งมือเธอ..

(ดัดแปลงจากเพลงยุคเก่า)
ฝากไปในสายลมรัก : รักเอยอยู่ไหน


เติมอ่าน >>

Talk2Win : กัดให้จบเกม

ตะวันจวนทิ้งทุ่ง ทิวเมฆตรงขอบฟ้าเรื่อแสงหมากสุกรำไร ลมเย็นพัดริ้วน้ำในบ่อเลื่อนริ้วพลิ้วไหวเป็นระลอก กรุ่นไอข้าวกำลังเดือดล่องตามลมมาหอมริน

มีเวลาอีกครู่ก่อนตะวันลับฟ้า ก่อนข้าวรอดงได้ที่ เวลาหิวท้องร้องเยี่ยงนี้คิดถึงท่านเจ้าสำนักขึ้นมาคงมิเป็นไรนะขอรับ

วันนี้ข้าพเจ้าไปเยี่ยมยาย ยายจ้องหน้าน้ำตาซึมฉวยมือข้าพเจ้าไว้แน่น ถามไถ่ถึงทุกคนที่สามารถสืบความทรงจำถัดจากใบหน้าปลาจวดเจ้าหลานชาย

ความจำยายยังดีเยี่ยม!

ยายเป็นอัมพาตหลายปีแล้ว เป็นอาการสืบทอดพันธุกรรมในครอบครัว โทสะอันเนื่องจากลูกชายทำให้ยายสูญเสียไปครึ่งกาย แรก  ๆ นั่งรถเข็น สุดท้ายนอนบนเตียงพยาบาล

ทุกครั้งยายจะให้พรเป็นคำคล้องจองยาวเหยียด ชวนพูดคุยระบายทุกข์ในใจอันเนื่องด้วยความยากเข็ญของสังขาร จนหมดเรื่องคุยยายก็ยังจ้องหน้านิ่งมองในดวงตาข้าพเจ้าเหมือนจะจดจำไว้ให้นาน นานจนกว่าถึงช่วงเวลาเจ้าหลานชายกลับมาเยี่ยมอีกที

ใกล้มือข้างที่ยังขยับได้ มีหนังสือบาง ๆ ข้าพเจ้าหยิบพลิกดู นิยายตอน ๆ น่าจะเป็นละครทีวี (ข้าพเจ้าไม่มีทีวีนานเท่าเริ่มหัดเขียนหนังสือ การไม่รู้ว่านิยายเรื่องใดกำลังฉายละครทีวีคงไม่โดนข้อหาเฉิ่ม-เปิ่น-โก๊ะนะขอรับ) ข้าพเจ้าได้ทีชวนคุย

"ยายอ่านนิยายด้วยเหรอ?"

ยายยิ้มไม่ยอมตอบ (อาจกำลังคิดว่า 'ถามโง่ ๆ หนังสือวางอยู่เห็น ๆ)

"ยายมองตัวหนังสือเห็นเหรอ?" ข้าพเจ้าพยายามต่อ ยายพยักหน้า ยิ้มใสเหมือนเดิม

"ผมก็เขียนนิยาย"

"เขียนให้ใครอ่าน?"

'อ้าว! ทำไมถามอย่างนั้นล่ะ!?' เปล่าพูดนะขอรับ ข้าพเจ้าคิดในใจ ปากบอกไปว่า "ผมเขียนไว้อ่านเองครับยาย"

"ขายได้หม้าย?" ยายถาม

"ไม่ทราบสิครับ" ข้าพเจ้าตอบ "ผมมีหน้าที่เขียนอย่างเดียว เรื่องขายคงปล่อยเป็นเรื่องของคนอื่นเขา" ไม่ทราบพูดไปยายจะเข้าใจไหม เห็นยิ้มแล้วจ้องหน้าข้าพเจ้านิ่งอยู่

ตอนลาจากมา ยายน้ำตาไหลอีกพลอยทำข้าพเจ้าเปียกหน้าเปื้อนตาไปด้วย รีบยกแขนป้ายน้ำตา หันหลังเดินออกประตู รู้ว่ายายคงมองตามแต่ไม่กล้าหันกลับ เปิดประตูแล้วไม่อยากปิดเลย รู้สึกคล้ายปิดแล้วประตูจะขังยายไว้ให้อยู่ในห้องแคบ ๆ วัน ๆ เห็นแต่ผนังสี่ด้าน

บอกยายไปว่าเขียนนิยาย แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นนิยายที่ยังไม่มีเค้าว่าจะไปถึงไหน เขียนค้างข้ามปียังได้แค่ไม่กี่หน้า ร่ำ ๆ จะถอดใจทิ้งรึก็หลายครั้งครา มาปะ 'เล่นให้จบเกม' ก็ยิ่งคล้ายโดนกระบองเซนฟาดกบาล เมื่อเริ่มแล้วก็ควรเล่นให้จบเกม ไม่ถอดใจกลางทาง ชักม้าเสียกลางศึก แต่การที่จะรู้รุกรู้ถอย รู้ว่าเมื่อไรควรเดินทัพ เวลาใดควรยอมถอนกำลัง ไม่ตะบันสร้างความเสียหายนั้นเป็นเรื่องของผู้รู้กลศึก เจนจบกระบวนยุทธ์ มีหรือลิ่วล้อชั้นปลายแถวเยี่ยงข้าพเจ้าจักกระดิกแม้ปลายติ่งหู 

เส้นแบ่งระหว่างกัดไม่ปล่อยกับดึงดื้อนั้นบอบบางนัก บางจนดวงตาต่ำต้อยไม่อาจจำแนกแยกแยะ

ข้าพเจ้าริหาเหาใส่หัวคิดหัดเขียนนิยายรัก ๆ ใคร่ ๆ ทั้งหยิบจับมาอ่านทีไรไม่เคยไปได้เกินสามหน้าสี่หน้า มิวายข้องคิดว่าหากเขียนอย่างที่ใจชอบจะทำได้หรือไม่?         

ตอนเริ่มดูเหมือนมีความสุขดี แต่มาได้ไม่เท่าไรก็ติดตะกุกตะกักเหมือนเครื่องยนต์หัวฉีดอุดตัน คล้ายกำลังฝืนทำสิ่งที่ตนไม่ถนัด พยายามเดินหน้าต่อแต่ก็เต็มกลืน

จากยายมาด้วยหัวใจกึ่งสุขกึ่งทุกข์

สุขที่ไปให้ยายพบหน้า แต่ก็ทุกข์ที่ต้องจากมา ขับรถไปคิดไป ข้าพเจ้าอาจมีหนทางไม่ต้องจากยาย ทำให้ยายรู้ว่ามีข้าพเจ้าอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา  บางครั้งการเล่นให้จบเกมคงต้องอาศัยแรงจูงใจ สร้างสรรค์เกมอย่างมีจินตนาการ  นั่นเองอาจเป็นสิ่งข้าพเจ้าขาด เมื่อพบว่านิยายรัก ๆ ใคร่ ๆ สามารถเป็นเพื่อนยายซึ่งเคลื่อนไหวได้ไม่เกินขอบเตียง นั่นคงเป็นคุณค่าเกินพอที่จะเขียนให้จบ

ข้าพเจ้าจะเขียนต่อ..เขียนให้ยายอ่าน

ขอท่านเจ้าสำนักถนอมสุขภาพด้วยขอรับ

น้อมคารวะ
ธุลีดิน

OOO

ตอบเมื่อ: 2009-06-11 16:46:50

กัดได้อารมณ์ดีครับ


เติมอ่าน >>

ขออภัยในความไม่สะดวก

ปิดซ่อมแซมขอรับ

เติมอ่าน >>

สหายมาเยือน : อ้อมสวาทจอมเถื่อน

ดึกแล้วสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านดิลล์ที่เคารพรัก

เห็นคำถามท่านตั้งกะวันก่อน ไม่ได้แวะตอบ วันนี้มาตอบให้แล้วจ้า นิยายสองเล่มที่อ่านนั่น เล่มหนึ่งเรื่อง 'อ้อมพิศวาสจอมเถื่อน' อีกเล่มเรื่อง 'ศัตรูคู่สยุมพร' ไง? เห็นชื่อเรื่องแล้วสยิวกิ่วกิ้วมั้ย? ฮ่า ฮ่า

ผ่านไปแล้วอีกห้าวันสำหรับวันหยุด ไม่ต่างจากวันหยุดที่ผ่านมามากมายนัก ชีวิตที่ขลุกอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมขนาดกะทัดรัด กะทัดรัดที่คงแคบกะจิริดสำหรับคนมีกะตังค์ไว้หว่านเล่นสนองตัณหาตน แต่อาจจะดูหะรูหะราสำหรับคนต้องปากกัดตีนถีบไปวันๆ

ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการจะบอกทั่นว่าที่ซุกหัวนอนของข้าพเจ้ามีขนาดแค่ไหน แต่เพียงแค่คิดว่าทุกอย่างมีสองด้านให้มองเสมอ และเพื่อความสุขใจตนข้าพเจ้าเลือกมองอย่างหลัง นั่นคือ ห้องพักข้าพเจ้าช่างหะรูหะราซะนี่กะไร นอนแถกไปแถกมาตลอดห้าวัน ไม่เคยเบื่อสักวินาที ฮ่า ฮ่า

นั่งแก้นิยายกันตาลายเลยเจ้าค่ะ ยิ่งอ่านทวนยิ่งได้รู้ว่าสำนวนเรานี่มันโคตะระเห่ยจริงๆ ต้องลบทิ้งไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ เพิ่งมาได้ครึ่งทาง ครึ่งทางเล่นเอาข้าพเจ้าแทบคางเหลือง อีกครึ่งทางที่เหลือคงไม่เหลืองแค่คาง

วันอาทิตย์นี้ก็มีวี่แววว่าจะได้ลางานอีกแล้ว ช่วงนี้ลาบ่อยเหลือเกิน ไม่ได้เกรงใจเจ้านายหรอกเจ้าค่ะ แต่เกรงใจเพื่อนร่วมงานที่ต้องทำงานแทน

พ่อของพี่สะใภ้เสีย(หากทั่นสงกาว่าพี่สะใภ้คนไหน ก็จะบอกว่าพี่สะใภ้ข้าพเจ้ามีคนเดียว คงไม่ต้องบอกว่าคนไหน) คุณพ่อท่านเข้าโรงพยาบาลไล่เลี่ยกับแม่ข้าพเจ้านั่นแหละเจ้าค่ะ แต่ท่านเป็นหลายโรคนัก ทั้งเบาหวาน ทั้งความดัน และอีกจิปาถะ หมอสรุปไม่ได้ว่าโรคไหนหนักสุด สุดท้ายสารพันโรครุมเร้า จนไม่อาจต่อสู้ต่อไปไหว

ท่านเล่าเป็นเช่นไรบ้าง ผ่านช่วงเวลาทรมานไปได้ด้วยดีแล้ว บรรยากาศการเขียนอันรื่นรมย์กลับมาเหมือนเดิมแล้วหรือเปล่าเจ้าคะ? หวังว่าทุกอย่างจะเข้าสู่ความราบรื่นเป็นปกติสุขดี

ฝันดีนะทั่น
สายลม

อ้อ ลืมบอก ชื่อนิยายด้านบนนั่นข้าพเจ้าอำทั่นเล่นเจ้าค่ะ เรื่องที่อ่านจริงๆ ชื่อ 'ตราบแผ่นดินกลบหน้า เล่ม1-2' บทประพันธ์โดย โรสลาเรน สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม

ส่วนชื่อหนังสือด้านบนที่บอกไปนั่นก็มีจริงๆ เจ้าค่ะ แต่โปรดอย่าถามว่าเนื้อหาเป็นยังไง และข้าพเจ้าเคยอ่านหรือเปล่า?

ขอถามนิดนะทั่นดิลล์ นอกจาก 'ทวิภพ' แล้ว งานเขียนของท่านทมยันตี ท่านเคยอ่านเรื่องอะไรอีกบ้างหรือเปล่าเจ้าคะ?

5 มิถุนายน 2009, 22:36 น. 
สายลม กล่าวว่า...
ชื่อนิยายเล่มแรกผิด ขอแก้ไข(เผื่อบางทีท่านอยากหามาอ่าน)

อ้อมพิศวาสจอมเถื่อน ---> อ้อมสวาทจอมเถื่อน

ฮ่า ฮ่า ฮ่า

OOO

ท่านที่เคารพ

ขอบคุณสำหรับจดหมายน้อยตอกห้อยไว้หน้าขนำ โผล่หัวออกมาปะให้ยินดีนัก เหมือนนั่งมะงุมมะงาหราเล่นซ่อนหาอักขระอยู่ในกระต๊อบแต่เดียว เหลียวทางไหนมีแต่จิ้งจกตุ๊กแก ที่พอเป็นเพื่อนคุยนั้นหามี ตัวละครก็เอาแต่คุยกันเองมิได้ใส่ใจไยดีข้าพเจ้าแม้น้อย

ขอบคุณเรื่องราวบอกเล่าและคำถามไถ่ที่ยังพอประโลมใจบ้างว่า..โลกนี้ใช่แล้งไร้ผู้ยินดีรับฟัง หลายครั้งอยากระบายลงบันทึก แต่ก็เป็นเรื่องอึดอัดติดขัดซ้ำ ๆ ที่หาสาระใดไม่มีเลย

จังหวะชีวิตเริ่มกลับเข้าร่องรอยเดิมทีละน้อย ผักบุ้ง แตงกวา ผัดกาดหอม เริ่มแทงยอดหยัดใบเลี้ยงออกจากเมล็ดเพาะไว้ในกะลา ชีพจรเวลาเช้าสายบ่ายค่ำเริ่มกลับเต้นจังหวะสม่ำเสมอ

ข้าพเจ้าอาจคุ้นอยู่กับชีวิตที่น้อยตัวแปรภายนอก เคยชินกับกิจวัตรเดิมของทุกวัน จนเมื่อใดมีเหตุให้ผิดเพี้ยนไป ร่างกายจิตใจพลอยรวนเหมือนเครื่องยนต์หม้อกรองสกปรก กับเครื่องยนต์ยังแก้ไขง่ายเมื่อรู้สาเหตุ แต่กับชีวิตที่ซับซ้อนด้วยเงื่อนไขซ่อนซับ ยากแก้จนแทบไม่เห็นทางไข

ขนำที่มาอยู่ใหม่มุงจากเรียบร้อยพอคุ้มแดดฝน แต่ด้วยความที่อยู่ริมถนน ข้าพเจ้าจะต้องสูดกลิ่นควันรถวิ่งมาวิ่งไป เดี๋ยวรถยนต์เดี๋ยวมอร์เตอร์ไซค์  ช่วงเช้ายังพอทำเนาด้วยมีร่มเงาให้หลบ แต่ช่วงบ่ายไม่มีทางอื่น ต้องนั่งด้านติดถนนเพราะแดดแผดอีกด้านร้อนเหมือนเตาอบ ครั้นรำคาญควันรถจะปิดประตูก็เกรงกลายเป็นพิชช่า (หน้าปลาจวด) ไปเสีย

ข้าพเจ้าเห็นทีไม่คิดเยี่ยงท่าน ไม่ยินยอมใจเข้าลัทธิมองโลกแง่ดี เรียนตามสัตย์ ขนำโกโรโกโสผู้น้อยยามนี้มันนรกดี ๆ เพียงข้าพเจ้ายินยอมอยู่ในนรก (ก็มันไม่มีที่อยู่อื่นนี่นา) และจะพยายามเป็นอสูรกายตัวดี ไม่ขี้เมา ไม่ขี้บ่น (ว่าง ๆ อาจลองว่ายเปลวเพลิงเล่นพอเย็นใจ)

แต่ก็ใช่จะมีเพียงเรื่องเลวร้าย ยามค่ำคืนทั้งงดงามด้วยท้องฟ้าระดาดาว ทั้งอากาศเย็นสบาย ข้าพเจ้าเคยติดนั่งเขียนหนังสือตอนกลางคืน ไม่ยอมหลับนอน ก็เพราะอุณหภูมิเย็นคงที่ที่ไม่ต้องติดตั้งมิทซูบิชิให้สิ้นเปลืองพลังงานทำลายล้างโลก แต่ก็ทะลึ่งงังเงีย โงกกลางวันจนไม่เป็นอันทำกิจทำการอื่น บางครั้งต้องขับรถทางไกลนั้นอันตรายนัก ที่มาสำนึกภายหลังก็คือการทำให้ระบบร่างกายรวนเช่นนั้นเป็นสาเหตุเกิดโรคภัยไข้เจ็บมากมาย จากนั้นจึงพยายามรักษากิจวัตรให้ได้ทั้งงานแลเอื้อต่อสุขภาพ (แต่ช่วงเวลาค่ำคืนก็เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง..เสียดายนัก)    

กิจวัตรค่อย ๆ กลับเข้าจังหวะเดิม แต่ข้าพเจ้ายังไม่สามารถเขียนไปข้างหน้า เป็นด้วยสะเหตุใดนั้น นั่นล่ะปัญหา!

จนบัดนี้ยังไม่อาจตอบตัวเองว่าจุดติดขัดคืออะไรแน่ เป็นสภาพแวดล้อม, ปัญหาชีวิตประจำวัน, ปัญหาจิตใจ, อุปนิสัยคนเขียน หรือปัญหาที่ตัวเรื่อง  พยายามนั่งทบทวนค้นหา แต่ก็ยังบ๋อแบ๋ ไป ๆ มา ๆ ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะเอาอย่างสองพี่น้องนักเขียนของท่าน แบบว่า..พอติดก็เขียนเรื่องใหม่..เขียนเรื่องใหม่ไปเรื่อย ๆ ท่านคิดว่าเป็นไง?

ขอบพระคุณที่แวะมาขอรับ ข้าพเจ้าคงต้องหาทางออกให้ตัวเองต่อไป มาตรแม้นมีขนำหลับนอนเต็มตื่นไม่ต้องนั่งถ่างตาหลบฝนดังหลายวันก่อนแล้ว แต่นิยายก็ยังไม่อาจเดินหน้า เมื่อตัวอักษรไม่ยอมขยับ รสชาติชีวิตก็กร่อยเฟื่อนสิ้นดี เหมือนใช้เวลาเป็นแบ็งค์กงเต็กจุดเผาลงถังโดยเปล่าดาย ความทุกข์ครั้งนี้จะปลดเปลี้องได้ก็เมื่อเขียนหนังสือไปได้เรื่อย ๆ วันละหน้าสองหน้า จากนั้นความสุขก็คงกลับคืนมา..ข้าพเจ้าจะลองตามหา..

พบกันระหว่างหนทางสืบเสาะขอรับ

คารวะ

ป.ล. บุญตาได้สัมผัสลายอักขระท่านป้าทมฯ ครั้งแรกก็ 'ทวิภพ' จากทั่นนั่นและขะรับ แต่หากถามคำถามนี้ด้วยกุศลจิตคิดอนุเคราะห์ส่งเรื่องที่เพิ่งอ่านจบมาให้เจ้ากบน้อยได้เปิดหูเปิดตาล่ะก็..ต้องขอไว้ก่อน อย่าได้คิดเห็นไปว่าผู้น้อยหยาบคาย ไม่รู้กาลเทศะ อุบาสิกามีจิตกุศลคิดโปรดบุญ เณรน้อยกลับปิดบาตรเดินหนีเสีย

แต่เป็นด้วยสมองยามนี้สับสนว้าวุ่นกับการที่ไม่สามารถกลับเข้าอารมณ์เรื่องได้เสียที จนมิพักคิดอ่านคิดทำการใด หวังท่านที่เคารพให้ความเข้าใจ 

ป.ล.๒ ข้าพเจ้ามีหนังสือแปล ชื่อแนวพิศวาสซาตานอย่างท่านอ้างถึงอยู่สี่ห้าเล่ม ตอนนั้นคิดหยิบมาดูแนวเขียนเผื่อมีปัญญาเขียนอย่างนั้นบ้าง แต่จนแล้วจนรอด อ่านได้ไม่เกินสามหน้า ที่ประหลาดคือทั้งสี่ห้าเล่มหลุดรอดจากมหันตภัยขนำพังอย่างน่าพิศวง (ทีหนังสือสุดเลิฟพองอืดไม่มีดี) ไม่ทราบท่านสนใจบ้างไหม?


เติมอ่าน >>

เพลงบ้านลานดิน : คอย

๏ เดือนอ้ายคล้อย
คอยเจ้าคืนบ้าน

๏ เดือนยี่ผ่าน
ทั่วลานเหงาหงอย

๏ เดือนสามเล่า
พี่เฝ้าแต่คอย

๏ เดือนสี่เศร้าสร้อย
ใจลอยไปกับเดือน

๏ เดือนห้าเตือน
เหมือนใจจะขาด

๏ เดือนหกบาด
บั่นใจให้เป็นแผล

๏ เดือนเจ็ดเศร้า
ไยเจ้าเชือนแช

๏ เดือนแปดชะแง้
คอยแลตลอดลาน

๏ เดือนเก้าแล้ว
น้องแก้วไม่กลับ

๑๐๏ เดือนสิบลับ
เฝ้านับวันรอ

๑๑๏ เดือนสิบเอ็ดใจท้อ
ยังขอรอคอย

๑๒๏ เดือนสิบสองฝนปรอย
กลับขนำน้อย..นะคนดี ฯ

ดัดแปลงจาก : บทกลอนพื้นบ้าน (กลอนไล่เดือน : เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)
Picture : http://picass.wordpress.com

Technorati Tags:


เติมอ่าน >>

สะบายดี (นะ) หลวงพระบาง : 5 น้ำอุ่นที่รัก

1

ข้าพเจ้ามานั่งเขียนบันทึกอยู่ในห้องเล็ก ๆ ขนาด 4x4 เมตร  บนเตียงไม้เบาะไยมะพร้าว ผ้าปูที่นอนขาวสะอาด ผนังไม้แบบแผ่นซ้อนสีทึม ต้องปลดมุ้งออกหูหนึ่งเพื่อเปิดทางให้แสงสว่างพอเขียนความ  เหนือเตียงเป็นหน้าต่างเหล็กดัด มองออกไปมีเสื้อผ้าเด็กพาดราวระเบียง เห็นเนินเขาฟากตรงข้ามโขงเป็นเงาตะคุ่ม

อุณหภูมิคงลดลงเรื่อย ๆ
หนาวเย็นจนนิ้วแข็งแทบไม่อาจขยับปลายดินสอ

อีกสักครู่รอบข้างก็จะมืดมิด ชาวบ้านที่นี่จะคืนท้องฟ้าปากเบงแก่ราตรีดาว ข้าพเจ้ามีเวลาเขียนบันทึกอีกเพียงไม่กี่นาที ทุกเรือนที่นี่ปั่นไฟใช้เอง ถึงเวลาสี่ทุ่มทุกที่จะปิดไฟ

ยินเช่นนั้นข้าพเจ้ายิ้มชอบใจ..

หากทุกบ้านเรือนบนโลกรู้จักปิดไฟ ไม่สุรุ่ยสุร่ายพลังงานเหมือนเป็นกันทุกวัน โลกคงยังอุดมกว่านี้ ที่อยู่อาศัยกว้างใหญ่ของสัตว์ป่าคงไม่ถูกมนุษย์เบียดเบียนแย่งชิงเหมือนทุกวันนี้

คิดถึงสภาพทั่วไปที่มืดสนิทของหมู่บ้านกลางป่าเขา ท้องฟ้าคงสวยดี ผู้คนเดินไปมามีไฟฉายดวงเล็กส่องทาง มีคนจับกลุ่มนั่งผิงไฟ คิดก็อยากออกไปเดินดื่มบรรยากาศ

แต่อบอุ่นในถุงนอนคลุมทับด้วยผ้าห่มอีกผืนก็คอยฉุดรั้งไม่ให้ขาข้าพเจ้าขยับออกดังใจ 

2

เรือถึงปากเบงตอนเข้าไต้เข้าไฟ มองเห็นบ้านเรือนย่านชุมชน เห็นเรือหลายลำจอดเรียงเลียบฝั่งเป็นครั้งแรกหลังออกจากห้วยทราย ก็ให้โล่งใจว่าจะได้เอาเสียงสนทนาของสายน้ำกับกราบเรืออันอื้ออึงอยู่ในขมองนี้ออกไปเสียสักที

แรก ๆ เสียงซ่านซ่าฟังเพลินใจ ยิ่งมีเบยลาวฉ่ำอากาศเย็น ภาพทิวทัศน์สองฝั่งเคลื่อนผ่านราวฉากภาพยนต์จอซุปเปอร์ซีเนมาสโคป มีเสียงคลื่นน้ำคล้ายมโหรีวงใหญ่บรรเลงกล่อม ชวนเพลินนัก

แต่ครั้งเวลาผ่านไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า เสียงอันยินดีปรีดาชักเริ่มเป็นที่อิดหนาระอาใจ กระทั่งชั่วโมงท้าย ๆ กลายเป็นอื้ออึงจนอยากปลดหูวางลงสักชั่วคราว

ยามนั้นคิดไปว่า เรารึอุตส่าห์หลบเสียงเครื่องยนต์มานั่งด้านหน้า คิดว่าคงสุขสบาย ที่ไหนได้ นอกจากถูกละอองน้ำกระเซ็นใส่ในความเย็นที่ทำเอาคางสั่นนี่แล้ว ยังต้องผจญกับเสียงที่ไม่เคยคิดเลยว่าจะรำคาญ ทั้งทีแรกก็ยังรักชอบกันดีอยู่

ถึงตอนนี้ข้าพเจ้าเริ่มคิดว่าที่นั่งกลางลำคงเป็นตำแหน่งสบายสุด

แต่คิดไปคิดมาเริ่มเห็นผังผืดงอกระหว่างนิ้วมือนิ้วเท้า สะอึกดัง โอ๊บ! โอ๊บ! กลายเป็นเจ้ากบเข้าทุกที จึงยอมหยุดคิด นั่งฟังมโหรีอื้ออึงมาด้วยบันเทิงใจ

ตรงท่ามีเหล่าหน้าม้าบริการห้องพักเร่งปฎิบัติหน้าที่ขมักเขม้น บางรายถึงโผลงเรือทั้งยังเข้าท่ามิทันเทียบ บนฝั่งยังมีรออยู่อีกมากราย

โบกมือลาขอกับจอย ข้าพเจ้าก้าวตามหลังเจ้าสามเกลอมอเตอร์ไซค์ขึ้นฝั่ง

"ห้องพักมั้ยพี่ วิวดี มีไฟฟ้า มีแอร์ มีน้ำอุ่น" สำเนียงไทยลาวต้องตั้งใจฟังจึงจับเค้าความ ยกป้ายรูปห้องพักขึ้นมาอวด

"ผมจะหาถูก ๆ" ข้าพเจ้าว่าพลางเดินขึ้นเนินท่าน้ำ ไม่ได้คิดใส่ใจมากความ พักแค่คืนเดียวพรุ่งนี้เช้าก็เดินทางต่อ

"ถูก ๆ ก็มีพี่" หนุ่มลาวนักขายห้องเร่งเท้าตาม เจ้าคนข้างหน้าที่กำลังจ้องขม้ำข้าพเจ้าเลยวางมือหันไปคว้าสามเกลอแทน

"เท่าไหร่?" ข้าพเจ้าถาม "ราคาเงินบาท"

"500 ก็มี 400 ก็มี 300 ก็มี"

"150" ข้าพเจ้าคิดหาห้องพักราคานี้จริง ๆ พูดไปไม่หยุดเดิน เจ้านี่ก็ตามตื้อไม่เลิก

"250 ก็มี..มีน้ำอุ่นด้วย"

"มีน้ำอุ่นด้วย!?" ข้าพเจ้าถามย้ำ เพิ่งฉุกคิด ที่พักถูก ๆ คงไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น

ข้าพเจ้าไม่ใช่คนรักสบายถึงกับตามใจกายจนเคยตัวอาบน้ำปกติไม่ได้ แต่อากาศหนาวจนมือไม้แข็งอย่างนี้หากอาบน้ำอุณหภูมิปกติคงไม่ต่างโดดธารน้ำแข็งขั้วโลก ข้าพเจ้าขืนดันทุรังหาที่พักราคาถูก คืนนี้คงนอนทั้งไม่อาบน้ำ

เท่าจำความได้ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นแก่อาบน้ำถึงยอมจ่าย 100 บาท แค่เพื่อได้อาบน้ำอุ่น

ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

ข้าพเจ้าบอกเจ้านั่น "ตกลง"

ตอนนั้นใจไปยืนอยู่ใต้ธารน้ำอุ่นพุ่งเป็นสายนวดแผ่นหลังที่นั่งขดแข็งมาทั้งวัน อวลละอองน้ำฟุ้งอบอุ่นไอ จากนั้นจะหลับให้สบาย

3

เจ้านั่นได้ข้าพเจ้าเป็นลูกไก่ในกำมือแล้วหันไปคว้าลูกค้ารายอื่นต่อ  ได้มาอีกสามสี่รายจึงส่งป้ายห้องพักให้คู่หู เจ้าตัวเร่งนำลูกค้าออกจากท่า เลี้ยวซ้ายขึ้นเนิน

ท้องฟ้าสีซีดกลายคล้ำเป็นค่ำคืน แสงไฟจากบ้านเรือนร้านค้าสว่างขึ้น

ข้าพเจ้ากระเตงย่ามตามรั้งท้าย สายตาก็เหลียวมองบ้านเรือนแปลกถิ่นด้วยตื่นตา  ทางขวามีเกสท์เฮ้าส์สวยประดับแสงนวลชวนพัก (แต่คงไม่เหมาะแก่สารรูปข้าพเจ้า) พลันยินเสียงอ่อนโยน

"ห้องพักมั้ย?"

ข้าพเจ้าหันขวับ ใบหน้าขาวมน ผมยาวรวบไว้ด้านหลัง นุ่งซิ่นสีดำประดับลายชายขอบส่งยิ้ม เท้าข้าพเจ้าหยุดเดินทั้งใจไม่ทันสั่ง

"เท่าไหร่ครับ?"

"สองร้อย"

แม่จ้าวถูกกว่าของเจ้านั่น! ข้าพเจ้าเหลือบมองไปด้านหลังเธอ บ้านไม้อยู่ชิดขอบทาง คงเป็นบ้านอาศัยที่ดัดแปลงเป็นห้องพักนักท่องเที่ยว

"มีน้ำอุ่นมั้ย?" ข้าพเจ้าถาม

เธอยิ้มส่ายหน้า ข้าพเจ้าบอกไปว่า

"ตกลงกับคนนั้นไว้แล้ว" บุ้ยไปทางเจ้านั่นที่กำลังนำกลุ่มเดินห่างออกไป "ไปก่อนนะครับ" รอยยิ้มนั่นทำเอาข้าพเจ้าใจหายวูบ ลืมธารน้ำแข็งขั้วโลกชั่วขณะ แต่สัญญาต้องเป็นสัญญา ข้าพเจ้าจ้ำตามเจ้านายหน้าขายห้อง ตอนนี้นำลูกค้าฝรั่งเลี้ยวซ้ายเข้าไปแล้ว

4

ที่พักเป็นเรือนอาศัยของคนท้องถิ่น ก่อสร้างเพิ่มเติมทำที่พักนักท่องเที่ยว สภาพทั่วไปเต็มด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ดกดื่นแบบบ้านชนบทบนเนินเขา อาคารไม้คงเป็นหลังแรก เมื่อกิจการดีขึ้นจึงสร้างอาคารปูนหลังใหม่ ภาพห้องที่นำไปเสนอขายลูกค้าคงเป็นห้องในอาคารปูนนี่เอง

ข้าพเจ้ารอเจ้านั่นจัดการดูแลพวกลูกค้าฝรั่งเข้าพักให้เรียบร้อยแล้วจึงขอดูห้อง เจ้านายหน้ายิ้มยื่นกุญแจให้

"ชั้นบน ห้องแรกเลยพี่"

ข้าพเจ้าเดินขึ้นบันไดไม้บรรยากาศบ้านชนบท ไขกุญแจเปิดประตูเข้าไปผจญกับความมืดพักใหญ่ พยายามคลำหาสวิทช์ซึ่งปกติจะต้องติดตั้งไว้ใกล้ประตูทางเข้าไม่ด้านใดด้านหนึ่ง..แต่ไม่มี

อาศัยแสงสลัวจากภายนอกส่ายสายตามองหาจนพบแผงไฟอยู่ชิดขอบหน้าต่างหัวเตียงตรงข้ามประตู ห้องพักสำหรับค่ำคืนแรกในแผ่นดินลาวจึงบิดขี้เกียจเผยกายออกมา

มีเตียง มีมุ้ง ผ้าห่ม หมอน มีโต๊ะหัวเตียง พัดลมเพดาน ข้าพเจ้าวางย่ามสำรวจห้องน้ำ

ก๊อกที่อ่างล้างหน้าคงเมาไม่สร่างคอจึงตะแคงอยู่อย่างนั้น ไม่เห็นเครื่องทำน้ำอุ่น ลองเปิดฝักบัว..คิดไปว่าเผื่อจะเป็นระบบน้ำอุ่นมาตามท่อเหมือนของโรงแรม..พบว่าน้ำไม่ไหล!

ความหวังสุดท้ายอยู่ที่ก๊อกใต้อ่างล้างหน้า ปรากฎว่าไหล แต่ติดขี้เกียจ..ไหลแบบเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ

แทบไม่ต้องสงสัย ดูเหมือนมวยลาวคิดหักเหลี่ยมมวยไทยเข้าให้แล้ว ขืนพลาดท่าผิดมุมถึงเสียเชิงจะเอาหน้าที่ไหนไปพบนายขนมต้ม

ข้าพเจ้าคว้าย่ามเดินลงไปถามให้รู้ความ อย่างมากก็เดินหาที่พักมันทั้งมืด ๆ อย่างนี้ล่ะ!

เจ้านายหน้าค้าห้องพักนั่งพูดคุยกับเพื่อนที่ม้าหินอ่อน

"ไหนบอกว่ามีน้ำอุ่น?" ข้าพเจ้าถาม

"รอเดี๋ยวพี่" เจ้านั่นตอบ "กำลังต้ม"

ที่โคนไม้ มีหินสามเส้าตั้งเป็นเตา ไม้ฟืนกำลังโหมไฟครอกหม้อใบใหญ่ มีกาน้ำร้อนแสตนเลสทรงกระบอกสูงสามสี่ใบวางอยู่ข้าง..มันกำลังต้มน้ำร้อนจริง ๆ

"เดี๋ยวน้ำเดือดแล้วผมยกไปให้..มีกะมังด้วย" เจ้านั่นไม่ได้เรียกกะละมังหรอก ข้าพเจ้าฟังไม่รู้เรื่อง ต้องทำไม้ทำมือประกอบจึงเข้าใจ

ระหว่างรอน้ำเดือดข้าพเจ้าออกไปหามื้อค่ำ เดินดูบรรยากาศยามค่ำคืนของปากเบง

ปากเบงมีถนนหลักสายเดียวทอดลงสู่ท่าเรือ อีกสายเป็นถนนหินภูเขาที่เลี้ยวซ้ายจากท่าเรือไปที่พัก ข้าพเจ้าเดินลงเนิน ผ่านกลุ่มหญิงสาวนั่งสุมไฟไล่ความหนาว พวกเธอคืนยิ้มให้ทุกครั้งที่ส่งยิ้มไป เดินออกมาถนนหลักแล้ววกขึ้นเนินไปเรื่อย ๆ แสงไฟร้านค้าสองฟากทางโดยมากเป็นหลอดดวงเล็ก แสงจึงละมุนอยู่ในเสื้อคลุมของท้องฟ้าราตรีกลางป่าเขา

หน้าร้านอาหารมีป้ายรายการและพนักงานคอยเรียกลูกค้า ทุกคนทักทาย "สะบายดี" สำเนียงสุภาพ อ่อนโยน เปี่ยมมิตรไมตรี แทบทั้งหมดเป็นร้านบริการนักท่องเที่ยว ซึ่งคงไม่เหมาะกับกระเป๋ากระเหรี่ยงเช่นข้าพเจ้าจึงเดินเคี้ยวข้าวเหนียวหมูย่าง พลางหยอกเล่นกับเด็ก ๆ

เห็นเด็กยืนซุ่มอยู่หน้าบ้านมาสองสามบ้านแล้ว ข้าพเจ้านึกสงสัยเลยลองถาม

"มายืนดูอะไร?"

"ดูโทรทัศน์" 

"โห..พูดภาษาไทยชัดแจ๋ว ที่โรงเรียนสอนภาษาไทยเรอะ?" ข้าพเจ้าถามอีก

"ไม่ได้สอน"

"อ้าว..แล้วทำไมพูดภาษาไทยได้" ยังไม่ทันจบความเด็กวิ่งอ้าวไปโน่นแล้ว

มาได้คำตอบตอนคุยกับสาวน้อยขายหมูย่าง (แก้มระเรื่อหน้ากลมปากนิดจมูกหน่อยมีสิวนิดหน่อย..น่ารักมาก)

"เด็กมันดูโทรทัศน์ไทยทุกวัน มันเลยพูดไทยได้" เธอบอก

"แค่ฟังอย่างเดียว พวกเขาพูดได้เลยหรือครับ?" ยังไม่หายสงกา

"เด็กมันเอามาพูดเล่นกันที่บ้านบ้างที่โรงเรียนบ้าง บางครั้งด่ากันเป็นภาษาไทย" เธอบอกอีก

ข้าพเจ้าจึงเริ่มได้ดวงตาเห็นธรรม คิดถึงระบบการศึกษาของประเทศหนึ่ง ซึ่งเรียน-สอนภาษาต่างชาติภาษาหนึ่งยันจบปริญญาตรี คนในประเทศโดยมากยังพูดกันแค่ฮาวอาร์ยูอามฟายแท็งค์กิ้ว เด็กลาวพูดภาษาต่างชาติคล่องปรื๋อโดยไม่ต้องมีใครมาสอน

วิธีง่าย ๆ แค่นี้ทำไมรัฐบาลประเทศนั้นคิดไม่ออก ผลิตระบบการศึกษาที่ล้มเหลวครอบงำเด็ก ๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่า..อยู่ได้

5

ตอนข้าพเจ้ากลับถึงที่พัก มีกระติกน้ำร้อนพร้อมกะละมังวางอยู่หน้าห้อง

ไม่ได้ยินเสียงสายน้ำอุ่นนวดแผ่นหลังอย่างจินตนาการ แค่ราดพอล้างตัวน้ำแทบหมดกะละมัง..แต่ก็เป็นรสชาติน้ำอุ่นจากไฟฟืนที่อาบแล้วอุ่นไปอีกแบบ

ล่วงเวลาปิดไฟมานานแล้ว เสียงเครื่องปั่นไฟยังครางหึ่ง สำหรับโลกที่ไม่ยินยอมค้อมหัวให้เวลานับเป็นเรื่องปกติ แต่กับฝรั่งที่คุ้นเคยอยู่กับทาสเวลาคงเห็นเป็นเรื่องแปลกไม่ก็ชวนหงุดหงิด ไม่มีใครใส่ใจเวลาเอาเสียเลย

กับข้าพเจ้านับเป็นเรื่องดี

อย่างน้อยทำให้มีแสงสว่างเขียนบันทึกนี้จนจบ  ●

หมายเหตุ : บันทึกครั้งนี้ไม่มีรูปเพราะแบ็ตฯ หมดจ้า! 


เติมอ่าน >>

กล่องเครื่องมือนักหัดเขียน : ไวยากรณ์

การสื่อสาร สื่อความหมายระหว่างกัน จะต้องจัดเรียงองค์ประกอบของประโยคตามไวยากรณ์ที่เข้าใจต้องตรงกัน เมื่อใดไร้กฎเกณฑ์ จะมีแต่ความสับสน ความเข้าใจผิด ไวยากรณ์เลวเป็นที่มาของประโยคเลว ตัวอย่างประโยคที่ผมโปรดที่สุดจากหนังสือของวิลเลียม สตรังก์ สั้น ๆ ง่าย ๆ แค่นามกับกริยา คือ As a mother of fire, with another one on the way ,my ironing board is always up.

นามกับกริยาเป็นองค์ประกอบสำคัญสองส่วนที่จะขาดเสียมิได้ หากขาดตัวใดตัวหนึ่ง กลุ่มคำนั้นก็ไม่เป็นประโยค เพราะประโยคคือ กลุ่มของคำที่ประกอบด้วยประธาน (คำนาม) ทำหน้าที่อะไรสักอย่าง (กริยา) กลุ่มคำนี้จะขึ้นต้นด้วยตัวนำ และจบลงด้วยเครื่องหมาย ฟูลสต็อป รวมความคิดสมบูรณ์หนึ่งเดียวของผู้เขียน กระโดดข้ามสู่ความคิดของผู้อ่าน

จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องเขียนเต็มประโยคทุกคราวไป?

กำจัดคำถามนี้ไปเถอะครับ ถึงคุณจะเขียนเพียงเศษของประโยค เรียงแค่วลีหรืออนุประโยคแล้วยังสื่อความหมายในใจได้ ก็จะไม่มีตำรวจลับไวยากรณ์มาคร่าตัวไปขังไว้ในค่ายกักกัน แม้แต่วิลเลียม สตรังก์ มุสโสลินีแห่งการแสดงโวหาร ก็ยังมองเห็นความรื่นรมย์เอร็ดอร่อยของภาษา "ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่านักเขียนชั้นยอด มักจะไม่ใส่ใจหลักเกณฑ์ในการแสดงโวหาร" แต่เขาก็เพิ่มเติม ซึ่งผมอยากจะให้คุณพิจารณาให้ดี "..เว้นแต่ว่าเขาจะแน่ใจแล้วว่าทำได้เป็นเลิศ (นักเขียน) พึงยึดกฎเกณฑ์ไว้ให้ดีที่สุด"

อนุประโยคทีเด็ดอยู่ที่ 'เว้นแต่ว่าเขาจะแน่ใจแล้วว่าทำได้เป็นเลิศ' ถ้าคุณไม่มีความเชี่ยวชาญเชิงการแสดงโวหาร คุณจะทราบได้อย่างไรว่าองค์ประกอบเหล่านั้นแตกแยกย่อยออกเป็นประโยคเกี่ยวเนื่องกันได้อย่างไร? จะทราบได้อย่างไรว่า ยกมาเพียงบางหน่วย แล้วสื่อความได้เป็นเลิศ (หรือยกมาเพียงเศษเสี้ยวแล้วความหมายเสียไป?) คำตอบที่เห็นได้ชัด ไม่มีทางทราบได้เลย และไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่า เมื่อใดแสดงโวหารได้เข้าท่ายามใดใช้ไม่ได้

สูงสุดคืนสู่สามัญ ผู้แตกฉานเรื่องไวยากรณ์ จะใช้เพียงคำนาม (คำที่มีชื่อเรียกขาน) และกริยา (คำที่แสดงอาการ)

หาคำนามมาสักคำ หากริยามาสักคำ นำมาวางเรียงกัน..ไม่เคยพลาด Rocks explode. Jane transmits. Mountains float. ประโยคสมบูรณ์แบบ ได้ความคิดเป็นเหตุเป็นผล โครงสร้างอย่างง่าย แม่นยำ 'นาม-กริยา' เป็นเหมือนตาข่ายนิรภัยรองรับงานเขียน วิลเลียม สตรังก์ออกคำเตือนว่า การใช้ประโยคสั้น ๆ บ่อยครั้งซ้ำซาก ต่อเรียงกันเป็นแถว ถือได้ว่าเป็นภัยเหมือนกัน แต่ประโยคอย่างง่ายปูลาดเส้นทางเดินให้หลีกลัดเลาะหลบภัยในยามที่เสี่ยงต่อการหลงทางในป่าการแสดงโวหารซับซ้อน..อนุประโยคจำกัดและไม่จำกัด วลีที่ใช้ขยายความหมาย บุรพบท และประโยคเชิงช้อน เมื่อใดที่คุณตระหนักว่าอาจจะหลงทางในเขาวงกตจนไม่อาจสื่อความในใจออกมาให้แจ่มชัดได้แล้ว เตือนตนให้นึกถึง 'Rock explode. Mountains float.' ไว้ให้มั่น ไวยากรณ์ไม่ได้เป็นแต่เพียงความเจ็บปวดยอกแสยงบั้นท้ายแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ หากแต่เป็นไม้เท้าช่วยพยุงให้คุณก้าวเดินไปอย่างมั่นคง ช่วยเรียงความคิดของคุณให้แกร่งขึ้นทีละน้อย ก่อนจะวาดลวดลายได้เต็มที่ มองในแง่นี้นะครับ ประโยคสั้น ๆ พวกนี้ เฮมิงเวย์นำมาใช้ได้ผลแล้ว หรือไม่จริง? แม้แต่ในยามที่เขาดื่มเมามายตั้งแต่หัวจรดรูทวาร หมอนี่ก็ยังถือเป็นอัจฉริยะยากจะหาใครเทียบได้

ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าไวยากรณ์ของคุณจะแม่นพอ เดินเข้าไปหาซื้อหนังสือหลักภาษา บอกให้คนขายห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาล ไม่ให้ผู้ใดทราบว่าคุณอ่านหนังสือประเภทไหน หนังสือเล่มเดียวกับที่คุณเคยอ่านผ่านตามาแล้วตอนมัธยมปลาย ผมคิดว่าคุณน่าจะดีใจและโล่งอกที่พบว่าตัวเองก็อ่านเนื้อหาตั้งแต่ปกหน้าจนถึงปกหลังรู้เรื่อง

(ครั้งหน้าเรายังอยู่ชั้นบนกล่องเครื่องมือของสตีเฟ่น คิงก์ ว่าด้วย active กับ passive voice และ คำวิเศษณ์ ‘อย่าง’ ที่ดูเหมือนจะเป็นตรายางนักหัดเขียน)

ที่มา : Stephen King : On writing นพดล เวชสัวสดิ์ แปล

“ผมเพียงแต่คิดว่านักเขียนน่าจะมีความสามารถที่จะรับรู้ หรือเรียนรู้ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณมากกว่า คือเข้าใจความเป็นไปของมนุษย์ เข้าใจโลกชัดเจนขึ้น ถ้ามุมมองต่อโลกและสังคมมันชัดเจนแล้ว ผมคิดว่าก็น่าจะเขียนหนังสือได้ดีในระดับหนึ่ง คือมันเขียนด้วยความเข้าใจด้วย ที่เหลือมันเป็นจินตนาการที่เราใส่เข้าไปในหนังสือ”

-วินทร์ เลียววาริณ-


เติมอ่าน >>

เรไรร่อนร้อง : ย้ำปรารมภ์ยืนยัน..ใช่ฝันไป

๏ อุษาสางรางแสงอุ่นแรงอ่อน
เลื่อมระยับซับซ่อนรุ้งยอนสาย
รังสีแรกแทรกฟ้าพรรณราย
อรุณฉายกรายโฉมประโลมลาน

๏ แผ่วสายลมโลมลูบบุปผชาติ
ปทุมมาศไหวเรียงเคียงผสาน
วิหกว่ายคุ้งฟ้าคคนานต์
เริ่มเพลงกาลรวิวารละลานตา

๏ ตื่นเถอะเจ้าเพราโฉมมยุรฉาย
อุษาร่ายพรายเล่ห์สิเน่หา
พร่างอำพรางจางม่านหม่นมนต์ทิวา
จงลืมตาเถิดพธูดูตะวัน

๏ ผ่านค่ำคืนตื่นใจอาลัยนัก
หวามเงารักลวงเหงาล่วงเงาฝัน
ที่พร่ำพรอดกอดใกล้คือใครกัน
จะไม่ถามย้ำยันให้หวั่นใจ

๏ เพียงตระคองพธูมาสู่เช้า
จะพาเจ้าว่ายทิวาอุษาสมัย
ล่วงดำเนินเพลินล่องท่องครรไล
คเนจรร่อนไปในความจริง

๏ ท่ามทิวาที่เห็นเช่นประจักษ์
เจ้าแสนรักจงมองทอดเถิดยอดหญิง
อาจร้อนแดดแผดจ้าน่าชังชิง
เพียงทุกสิ่งจังจริงใช่สิ่งลวง

๏ ด้วยหัวใจดวงนี้นี่แหละเจ้า
ที่จะเฝ้าเคล้าคลอพนอหวง
พาเจ้าผ่านคืนวันฝันทั้งปวง
จนเลยล่วงลุมรรคาอักขราภิรมย์

๏ สู่โลกกว้างลานรักทุ่งอักษร
เลื่อมลายกลอนรัถยาปัทมามาลย์ประสม
เราโลดเล่นเริงร่ายในสายลม
บนผืนพรมอักษราพัตราภรณ์

๏ จวบสายัณห์เยือนหล้าจนคราพลบ
พระสุรีย์เลื่อนลบเหลี่ยมสิงขร
ม่านเงาคลี่คลุมยอดยุคนธร
ก่อไฟฟอนกล่อมเจ้าเข้านิทรา

๑๐๏ โอ้..ดึกดื่นคืนคล้อยดาวลอยคว้าง
อย่าแรมร้างห่างเหเสน่หา
พร่างอำพันจันทร์สว่างกระจ่างตา
จะครวญกลอนกล่อมกานดานิทรารมย์

๑๑๏ แม้ตาหลับมือกลับกระชับมั่น
ในโลกฝันอย่าหวั่นเลยหวานขม
จะเคียงข้างจวบเช้าคอยเฝ้าชม
ย้ำปรารมภ์ยืนยัน..ใช่ฝันไป ฯ

กล่อมกลอน : บทรักในคืนหนาว
Technorati Tags:

เติมอ่าน >>

The Note Book : คันคะเยอ

หนึ่งมิถุนาฯสวัสดิ์ขะรับท่านสายที่เคารพรักยากหาใดเปรียบ

ยังขยับปลายนิ้วไม่ได้ด้วยเกิดอาการคันยุบยิบเหมือนโดนใบตำแย หากไม่เกาคงอึดอัดเป็นอึ่งอ่างนั่งพองอยู่ข้างโอ่ง

ตั้งใจไว้ว่าเช้านี้จะเริ่มวันด้วยนิยายสักหลายบรรทัด เนื่องเพราะย้ายปลายนิ้วไปจากนิยายที่ค้างไว้นานเหลือเกิน ช่วงวิบากกรรมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าพยายามแล้วที่จะคงการเดินทางของตัวอักษรให้ได้ แต่ทุกข์ทรมานของเปลวแดดแผดจัดจ้าผสมผเสพายุฝนเป็นระยะไม่อาจคาดเดา หลายครั้งมากระหน่ำช่วงดึกดื่นคืนค่อน ทำเอาปวดหัวตัวร้อน สังขารจิตใจไม่เป็นอันตั้งกายตั้งตัว

คิดนำสภาวารมณ์เข้าสู่อารมณ์เรื่องคราใด ทรมานใจคล้ายกินยาขมชงน้ำเต้าทองซังโหงวโล้วเลี่ยนเต้ เมื่อต้องฝืดฝืนเสียขนาดนั้น บอกตัวเองว่าไม่รู้จะเขียนไปทำไม ไม่ก็อาจเป็นเพราะมิได้เขียนเพื่อเลี้ยงปากท้อง อุตสาหะจึงหย่อนเป็นสายว่าวต้องลมอ่อน หยุดคิดหยุดเขียนนิยาย หันไปจับหนังสืออ่านเสีย เพราะมิต้องใช้กำลังสมาธิมากมายเหมือนนั่งเขียนเรื่อง

ยามนี้ย้ายข้าวของเข้าอยู่ในขนำ (หลังคา) ใหม่เป็นที่เรียบร้อย ไม่สุขสบายเท่าขนำหลังเก่า ต้องผจญกับเสียงรถ ควันฝุ่นรถที่ผ่านไปมา (ขนำลูกนี้อยู่ริมทางดิน ห่างจากขนำที่ล้มสามคันบ่อ (ประมาณสามร้อยเมตร) เป็นขนำที่ข้าพเจ้าไม่เคยคิดจะอยู่เลยให้ตายสิบัตไล้เยียร์) แต่ข้าพเจ้าไม่มีทางเลือก ซ่อมแซมแค่อาศัยไปก่อนกว่าสิ้นปีแล้วค่อยคิดใหม่

ถึงตอนนี้ชักมีอาการผวากับโชคชะตา ข้าพเจ้าได้ชีวิตสุขสงบเพียงชั่วครู่ยาม จู่ ๆ ชะตาพลิกผันจนน่าหวาดเสียว แทบสิ้นเนื้อประดาตัว (หนังสือ) (ตอนนี้หนังสือห้าสิบเปอร์เซ็นที่เหลือหน้าตาบวมฉึ่ง ข้าพเจ้าตัดใจทิ้งไม่ลงพยายามตากแดดจนคนตากตัวแดงเป็นจิ้งเหลนลนไฟ โดยเฉพาะพจน์ฯ ประจำโต๊ะ สภาพยังกะใช้งานมาแล้วร้อยปีแน่ะทั่น)

ยังไม่ทราบชะตากรรมจะมามุกไหนกับข้าพเจ้าอีก

เอาเถอะ..ชีวิตผ่านมา อบรมจิตใจมากพอแล้วที่จะวางเฉยยิ้มรับไม่ว่าจะดีงามหรือเลวร้ายเพียงใด

เพียงคิดตั้งใจนำตัวหนังสือเดินหน้าต่อไป

เริ่มหนึ่งมิถุนายนเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง

แต่ก่อนออกเดินทาง คันไม้คันมือ เห็นทีจะแย่แน่หากไม่ได้เกา ด้วยปะความท่านแหมะไว้วันวานให้หวามใจนัก

แอบอู้งานมานั่งห้อยเท้าต่องแต่งรับลมชมวิวอยู่ตรงชานขนำ แสงแดดเจิดจำรัสบางคราหมู่เมฆลอยผ่านดวงอาทิตย์เป็นม่านบางๆกรองแสงรัศมีสีทองให้สงบซบเซาลง สายลมพัดพลิ้วโชยชายมาระเรื่อยรื่น พาลให้คิดถึงทุ่งหญ้าโบกไสวล้อสายลมในแสงแดดอ่อนอุ่น ผีเสื้อเริงระบำเย้ายั่วดอกไม้อยู่ไปมา

สมองคนเรานี่ดีจัง เราไม่ได้อยู่ในสถานที่สวยงาม แต่เราก็ทำให้สถานที่สวยงามนั้นมาอยู่ในจินตนาการเราได้

ท่านเล่นแผลวจากงานมานั่งห้อยเท้า บอกเล่าภาษากวีที่ชานขนำเยี่ยงนี้ มีหรือเจ้ากบน้อยมุดหัวอยู่ในกะลาจะไม่พลอยห้อยหูฟังสังคีตอักษรา

ราวมีอาคันตุกะผ่านทางพกพิณสายมานั่งประเลงกล่อมขนำไพร ความเปรมใจนั้นมิพักกล่าวเลย

พาลให้คิดถึงทุ่งหญ้าโบกไสวล้อสายลมในแสงแดดอ่อนอุ่น ผีเสื้อเริงระบำเย้ายั่วดอกไม้อยู่ไปมา

พบพานจังหวะคำของท่านลงตัวเยี่ยงนี้ เป็นที่สมใจนัก ภาษาเช่นนี้ต้องเรียงร้อย ใช่เพียงพล่อยพิมพ์กล่าว ความงามแพรวพราวจึงเปล่งประกายออกมา

ความสุขใจของผู้เหย้าราวสดับคีตาสำเนียงไพเราะ ซึ่งไม่เป็นการสมควรเลยหากเพียงรับฟังแล้วอมยิ้มนิ่งเฉยเสียเป็นอั้งโล่ไม่รู้ร้อน จึงใคร่เรียนว่าวันใดท่านสุขใจแผลวงานมาอีก โปรดได้รับทราบว่าเจ้ากบน้อยคอยเงี่ยหูฟังรอยเท้าสังคีตอักขราแห่งท่านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน (จนกว่าเจ้านายจะยื่นซองขาวให้ท่านอย่างเป็นทางการ) แลขออนุญาตนำอักษรางามเก็บไว้ในอัปลักษณ์ความนี้ (ว่าแต่มานั่งห้อยขาชานขนำแล้วบอกว่าสถานที่ไม่สวยงามได้จะได..ฮึขะรับ!)

กล่าวมาพอให้เป็นที่บรรเทาอาการคันปลายกระดองใจ ขอท่านจำเริญอักขระละไมยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ลงมือเขียนนิยายล่ะ

คารวะ


เติมอ่าน >>

บางบอนซอยตำแย ตอน ความรักที่ยิ่งใหญ่

'..ในโลกไฮเทคทุกอย่างเล็กลง..แต่รักฉันคงยิ่งใหญ่เหมือนเดิม..อยากมีฮาร์ดดิสต์ลงโปรแกรมเสริม..เพิ่มแรม..' (เสียงริงก์โทน)


เติมอ่าน >>