The Writer’s Room
เติมอ่าน >>
น้อยหน่าเป็นแมลงวัน เป็นแมลงวันมังสะวิรัติ น้อยหน่าไม่เคยเข้าใกล้ซากสัตว์ ไม่แม้แต่จะคิด เหตุนี้จึงทำให้น้อยหน่าแปลกแยกจากฝูง กลายเป็นแมลงวันโดดเดี่ยววัน ๆ แทบไม่ได้พูดคุยกะแมลงวันตัวใด แต่กลับพูดคุยได้เป็นวรรคเป็นเวรกะเต่าทองปุ๋ง จะว่าพูดคุยก็ไม่ถูกนักเพราะโดยมากแมลงวันน้อยหน่าเป็นผู้พูดฝ่ายเดียว เต่าทองปุ๋งเอาแต่นั่งฟังแล้วพยักหน้าหงึก ๆ หลายครั้งน้อยหน่าต้องยื่นปีกสะกิดเพื่อความมั่นใจว่าที่พยักหน้าหงึก ๆ มิใช่สัปหงก เปล่า เต่าทองปุ๋งไม่เคยหลับ เขาตั้งอกตั้งใจฟังสหายสนทนาด้วยความสนใจใคร่รู้จริงจัง แมลงวันน้อยหน่าเองยังชื่นชมข้อนี้ คิดหวังไว้ว่าสักวันจะตั้งใจฟังเต่าทองปุ๋งสนทนาบ้าง

๏ ยางลูกร่วงหล่นตามลม ปลิวปลิดขั้วคม
ร่อนลมรายเรียงเคียงไป
๏ พลิ้วปีกปัดปัดถัดไกล เกลื่อนกล่นด้นใด
ดึงดั้นดันโดยดายเดียว
ฝนซาเม็ดแล้ว ยังเหลือก็แต่ที่หยดแหมะจากปลายไม้ปลายหญ้า ท้องฟ้ากลับสว่างจ้า พวกนกออกมาอ้าปีกจิกไซ้ขนซ้ายทีขวาทีส่งเสียงร้องจุ๊กจิ๊กจุ๊กจิ๊ก ป่าโปร่งท้ายบ้านซึ่งเต็มด้วยไม้จำพวกกะเพรา มะเขือ สะระแหน่ มีกอผักบุ้งเลื้อยทอดออกไปยังบ่อน้ำไม่ไกล มีเถาถั่วพูไต่ค้างห้อยฝักโตงเตงกลับคืนชีวิตชีวา
หยาดน้ำใสไหลเป็นทางบนฝักถั่วพู หยดย้อยลงบนใบมะเขือเผาะเผาะ แตกกระจายเป็นละอองน้ำ ใบมะเขือได้น้ำก็เขียวฉ่ำชื่นราวจะเปล่งประกายเขียวออกจากผิวใบ ใต้ใบมะเขือนี่เองเป็นที่หลบฝนของเต่าทองปุ๋งพระเอกของเรา
เต่าทองปุ๋งซุ่มรออยู่นานจนแน่ใจแล้วว่าใบมะเขือหยุดสั่นสะเทือน จึงค่อย ๆ กระดึ๊บจากกลางก้านใบออกไปทางปลายขอบ แหยมหน้ามองท้องฟ้า
ผู้แต่ง ภรรยาคุณเลี่ยว
ไม่ทราบชื่อผู้แปล (มีคนส่งต่อมาให้อ่าน - วินทร์ เลียววาริณ)
วันนี้เป็นวันสุดสัปดาห์ พวกเพื่อนๆ สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยม ได้นัดชุมนุมพบปะสังสรรค์กันที่ภัตราคารเทียนอัน นับตั้งแต่สำเร็จการศึกษา พวกเพื่อนเก่าได้นัดพบปะกันสม่ำเสมอ มีแต่ฉันเท่านั้นที่ขาดการติดต่อกับพวกเพื่อน ฉันทำงานวาดภาพผลิตภัณฑ์ในโรงงานแห่งหนึ่ง ฉันและสามีต่างก็ช่วยกันทำมาหากินเลี้ยงดูครอบครัว
ด้วยรายได้ที่ไม่มากนัก ความจริงฉันตั้งใจจะไม่ไปร่วมงานเลี้ยง แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธเพื่อนๆ ได้ ก็เลยต้องรับปาก สามีของฉันยุ่งอยู่กับการทบทวนบทเรียนให้ลูกชาย ซึ่งลกชายของเรากำลังเตรียมตัวเข้าเรียนชั้นมัธยม เพื่ออยากให้ลูกชายได้เรียนในโรงเรียนมัธยมที่ดีมีชื่อเสียง พักนี้สามีต้องวิ่งเต้นเข้าหาผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่ทราบผลว่าสำเร็จหรือไม่ ก่อนออกจากบ้านฉันเหลือบมองดูลูกชายแล้วจึงเดินออกไป
เทียนอันเป็นภัตราคารหรูชั้นหนึ่ง เมื่อฉันเดินเข้าไปห้องที่จองไว้ พวกเพื่อนๆ มากันครบแล้ว ทักทายฉันเกรียวกราว ยังไม่ทันได้นั่งต่างก็แย่งกันยื่นนามบัตรให้ฉัน พลิกดูนามบัตรแต่ละคนต่างก็มีตำแหน่งใหญ่โต เป็นผู้จัดการ ผู้บริหารต่างๆ แม้กระทั่งอาฮุยซึ่งเรียนไม่เอาไหนที่สุด สอบได้ที่โหล่ ก็ยังได้เป็นตำรวจ เป็นผู้กำกับสถานีตำรวจ
ผู้แต่ง: ฮารูกิ มูราคามิ
ผู้แปล: ปาลิดา พิมพะกร, วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา,ธนรรถวร จตุรงควาณิช, นฆ ปักษนาวิน, โตมร ศุขปรีชา
จัดพิมพ์ครั้งที่: 1 (มีนาคม 52)
จำนวนหน้า: 176 หน้า
ราคา: 175 บาท
รายละเอียดจากสำนักพิมพ์กำมะหยี่
สามีสูญเสียภรรยาที่รักเหลือกล้องพังไว้ต่างหน้า เขาจะทำอย่างไรกับมัน?
กำแพงคลื่นยักษ์เคลื่อนตัวทะมึนหาฝั่งระยองซึ่งเต็มด้วยนิคมอุตสาหกรรม เสียงกัมปนาทของคลื่นยักษ์ทำให้ผู้คนย่านที่อยู่อาศัยตื่นตกใจทันหันเห็นเงาดำเคลื่อนตัวใกล้เข้ามา มีเวลาทิ้งข้าวของคว้ามือเด็ก ๆ ออกวิ่งไม่กี่นาทีก่อนมวลน้ำมหาศาลโถมทับลง
คลื่นน้ำทะลักเข้าเมืองอย่างรวดเร็ว บ้านเรือนถูกซัดพังทลาย กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยพัดไปกับน้ำ หัวลากอิซูซุร็อคกี้ 500 บรรทุกน้ำมันหลายหมื่นลิตรพลิกคว่ำกลิ้งฟาดเสาไฟระเนระนาด เกิดประกายไฟแลบแปล๊บชั่วอึดใจรถใหญ่ระเบิดตูม!
ทีวีโซนีจอแบน 60 นิ้วฝังผนังเล่นภาพถ่ายทอดสดบอลพรีเมียร์ลีก เสียงผู้ชมในสนามดังลั่น คนพากษ์ส่งเสียงสูงกระโชกกระชั้นตามจังหวะบอลราวกับนั่งบนอัฒจรรย์อยู่ในบรรยากาศสนามด้วยตัวเอง กล้องจากบอลลูนถ่ายภาพมุมสูงติดตามเกมมิต่างสุนัขไล่ลูกบอล เสียงผู้ชมเซอร์ราวด์รอบทิศทางทำเอาผมนั่งก้นไม่ติดโซฟาเผลอส่งเสียงลุ้นไปหลายที
1
ความทรงจำอาจเป็นของขวัญสำคัญจากพระเจ้า ของขวัญให้จำเพาะกับมนุษย์ผู้เป็นบุตรสุดรักของพระองค์ กับพวกหมู หมา กา ไก่ ผมไม่มั่นใจว่าพวกมันจะมีความทรงจำหรือไม่ เท่าที่เห็นพวกมันมีก็แต่สัญชาตญาณ ไม่เคยพบว่าพวกมันจะมีท่าทีจดจำ นั่งมองฟ้าตาลอยหวนรำลึกวันคืนเก่า ๆ หรือคนรักเก่า
ต้องลมระบัด
พลิ้วพัดโยกไหว
อาบแสงรำไร
งามอยู่ในสงัดงัน
มิพักใครให้ค่า
ยิ้มร่ายืนยัน
ในสายลมแสงตะวัน
ดอกหญ้าฉายฉันเสมอมา
Prajun Kaew - ธุลีดิน
๏ ดวงตะวัน ลาลับ จับเหลี่ยมเขา
มวลเมฆเทา คลี่ห่ม พรมแผ่นฟ้า
ค่ำลงแล้ว แว่วเสียง ลมแผ่วลา
ปลอบหัวใจ คนเหว่ว้า ยามล้าแรง
หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์คับแคบไปถนัด คนล้นจนนั่งบนช่องทางเดิน แสงสว่างบนเวทีระบายเงาบรรยากาศในโถงประชุมราง ๆ ทุกคนนิ่งฟังเสียงแหบพร่าสะท้อนน้ำเนื้อความทุกข์ทนต่อสู้ไม่ยอมถอยของชายบนเวที เขาโอบกีตาร์พริ้มตาเอื้อนบทกวีแห่งป่าไพรบรรสานเสียงเครื่องดนตรีมิต่างธารน้ำไหลในระงมร้องของหมู่นกน้อย ปอยผมถูกปล่อยฟ่องฟูคล้ายมิได้เอาใจใส่ ริ้วยับย่นบนใบหน้าบอกเล่าร่องรอยการเดินทางของกองคาราวานดนตรีจากใจเมืองสู่หุบห้วยเพิงภูแล้ววกกลับสู่ม่านเมือง
เบื่อพวกนักเขียนเรื่องหฤโหดสยองขวัญอะไรพวกนั้น แต่ละคนพยายามบรรยายให้ผู้อ่านประทับใจ เห็นภาพ ได้ยินเสียง ได้กลิ่น กระทั่งคำว่า 'กลิ่นชวนคลื่นเหียน' ก็บอกออกมาโต้ง ๆ อยากรู้นัก ไอ้กลิ่นที่ว่ามันเป็นอย่างไร บรรยายอย่างนั้นเคยได้กลิ่นจริง ๆ บ้างไหม มีสักกี่คนที่เคยพบเหตุการณ์สยดสยองมาจริง ๆ ประสบเหตุฆาตกรรมหรือเคยลงมือทิ่มปลายมีดเข้าไปสำรวจโลกลี้ลับของชีวิตสัมผัสแรงสะท้อนคราปลายคมมีดปะทะลิ่มกระดูกเข้าจริง ๆ นั่นเป็นรสสัมผัสที่นำมาบรรยายกันได้หรืออย่างไร ยิ่งอ่านยิ่งพบว่าพวกนั้นนั่งเทียน จงใจยัดเยียดขยะแขยงให้ผู้อ่านอย่างน่ารำคาญ
๏ แรมหนึ่งค่ำเดือนสิบหยิบมากล่าว
ขอบอกเล่าเนื้อความตามวิสัย
รุ่งแสงทองส่องฟ้ารำไร
สายลมโลมปลายไม้ก็ไหวโยน
๏ อย่าบอกเลยว่ารักสักแค่ไหน
มอบดวงใจพลีกายตายแทนได้
หรือร้อยคำพร่ำเอ่ยเผยความใด
เก็บเอาไว้ก่อนดีไหมไม่จำเป็น
ผมเห็นไอ้หมอนั่นตั้งแต่มันเดินเข้ามาแล้วล่ะ มองปราดเดียวก็รู้ไม่ใช่คนดี เรื่องมองคนไม่อยากคุย ผมมองขาดมานักต่อนัก
มันนุ่งกางเกงลายพรางเสื้อยืดคอย้วยมอซอ ใบหน้าเข้ม หนวดดกดำอยู่เหนือริมฝีปาก ลูกตากลอกไปมาตลอดเวลา
มันผลักบานประตูแบ็งค์เข้ามา หยุดยืนมองไปรอบ ๆ สงสัยจะมองหาตำแหน่งของโทรทัศน์วงจรปิด แล้วมองมาทางผม หนอย..กระดกหนวดส่งยิ้มให้ผมซะด้วย จากนั้นเดินล้วงกระเป๋าไปทางเคาน์เตอร์ที่หญิงสาวยืนอยู่ (หรือมันจะจับเธอเป็นตัวประกันหว่า) มันดึงกระดาษขึ้นมาแกล้งทำเป็นจดอะไรยิก ๆ แล้วหันไปกระซิบกับหญิงสาวข้าง ๆ
ถ้างั้น นังนั่นคงเป็นนางนกต่อที่พวกมันส่งเข้ามาดูลาดเลาก่อนลงมือ
ช่วงเวลาหนึ่งซึ่งเราอาจหลงลืม
เหมือนหยิบยืมความทรงจำแล้วทำหาย
หรือฟองคลื่นเลื่อนลับซับรอยทราย
ละม้ายมีอยู่และไม่มี
ยอดเยาวมิตร
ฉันยืนอยู่ตรงปลายสุดชะง่อนหินเหนือผาชัน เบื้องล่าง คลื่นอักษรกำลังซัดกระหน่ำส่งเสียงโครมครืนไม่หยุดหย่อน พรายฟองซ่านซับโขดหินตะปุ่มป่ำมะเมื่อมวาว ครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับการปะทะอันรุนแรงนั้นเป็นคำทักทายของกันและกัน
โขดหินกับฟองคลื่น
ทั้งสองอาจหลงใหลคำทักทายเยี่ยงนี้ คล้ายการหยอกเย้าเริงร่า ครั้นสิ้นวันก็สิ้นแรง เปลี่ยนเป็นลูบไล้อ่อนโยน ปลอบประโลมกันและกันอย่างเหนื่อยล้า
เอ๊ะ! เอ๊ะ! อ๊ะ! เสียงแม่ค้าเองรึนี่
มาชวนชี้ชมบัวบานยั่วแย้ม
ชมพูขาวพราวสีมีม่วงแกม
เหลืองเกสรแต่งแซมแต้มน้ำตาล
๏ เสียดายรักหักรานเขากรานกิ่ง
ได้แล้วทิ้งดิ้งแล้วท้ายหล่นทรายขวาง
เรี่ยลิ่วหลัดลัดร่วงลงรายทาง
รักแล้วร้างร้างแล้วรักมักปรวนแปร
๏ เหนือชายป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
เกิดอัศจรรย์ปรากฏ
รังสีสว่างโรจน์โสฬส
บังบดสุริย์ทิพากร
๏ แก้วเจ้าเอยเลยลับมิกลับบ้าน
ทิ้งนอกชานลานดินถิ่นอาศัย
ลืมร่มการะเวกระเบียงไม้
หนอกระไรใจนางอย่างทางเกวียน
อ่านนี่ก่อน : @ พิษรักพิษณุโลก...ทอฝัน
๏ ตอบสาส์นน้อยร้อยคำจำนรรจ์จิต
ยอดชีวิตไยคิดไกลให้ใจขม
ดูทีรึกล่าวคำค่อนย้อนคารม
ว่าระทมจมน้ำตามาลอยแพ
๏ ระเรื่อยลู่วู่ปลิววะหวิวหวีด
จำเรียงกรีดรอยกาลหวานใจหวั่น
ลมกาละกราดเกรี้ยวบางเสี้ยววัน
แล้วกลับพลันเรื่อยลอยร้อยประโลม
๏ มนุษย์ล้วนวิกลจริต
น้อย-มากผิดแผกบ้างต่างแนว
ก่อกรรมทำปัญหาอยู่นั่นแล้ว
เอาง่ายง่ายดูแถวแถวในออฟฟิศ
๏ เปลื้องพันธะอารยะอนารยะโลก
รอยจุมพิศสุข-โศกซากอุปโลกน์ทั้งหลาย
เช็ดคราบชำแหละล่อนย้อนอบาย
สังคายนายอุปนิษัทสารัตถะธรรม
๏ มึงคิดดีแล้วเรอะไอ้สัตว์
แค่คิดกักขังสัตว์เลวชาติ
กั้นคอกเรียกสวนสัตว์อุบาทว์
อ้างการศึกษาห่าราดแท้เล่ห์สันดาน ฯ
๏ ทำแค่หวังการค้าห่ามนุษย์
แสร้งว่าดีพิศุทธ์เสือกซ่าน
วางแผนการมิหยุดยิ่งอยาก
สวาปามเม็ดเงินพล่านเพลินหำตำแยง ฯ
๏ มึงเอาสัตว์มาจัดฉากจัดโชว์
พวกบ้องตื้นก็เฮโลรีบแย่ง
รุมซื้อบัตรใหญ่โตสมอยาก
หารู้ไม่สัตว์แมร่งขุกเครียดเกลียดมึง ฯ
๏ แพนด้าคงกำไรไม่น้อย
มาเที่ยวนี้ถึงถ่อยเถลือกถลึง
คิดเอาหมีขั้วโลกปล่อยปรับอากาศ
มึงใช้หัวแม่ตีนคิดเรอะถึงเถือกแถแมร่งมึง ฯ๏ อย่านะมึง.อย่าให้มีสักวัน
พวกสัตว์มันพากันเล่นมึงบ้าง
เอาไปโชว์สวนคนเอสกิโม
เหอะคงสุขหำขึ้นห้างอย่างโก้โธ้สัตว์ ฯ
๏ หากเธอถามว่ารักสักแค่ไหน?
ตอบไม่ได้ดอกดวงใจแค่ไหนแน่
เท่าจำนวนไม้ในป่าสุดตาแล
มิเทียมแท้เทียบถึงสักครึ่งใจ
๏ เขียนเถิดเจ้าเยาวมิตรผู้คิดชอบ
มิรู้รอบเริ่มเรียนเพียรภาษา
จากคำน้อยค่อยค่อยคลำตามตำรา
จวบกางปีกทายท้าถลาลม
๏ ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง
มีต้มโคร้งลาบก้อยตั้งคอยท่า
จอห์นนี่ออนเดอะร็อกไร้โซดา
ช่างเหมือนพี่จรมาไร้นารี
๏ บานเป็นช่อเป็นชั้นหลั่นเลื่อน
แย้มนวลกลีบเขยื้อนอยู่เคลื่อนคลี่
ต้องแดดสายส่ายสั่นเจ้าขวัญวลี
ย้อมสีหลากเฉดวิเศษสัน
๏ บัดนั้น
วิหยาสะกำทะเล่อทะล่าโผล่มาแทรก
ทำลอกแล่กแย้มหุบค่อยผลุบหาย
อันว่าเรื่องสุรา-นารีนะพี่ทราย
หากขืนใกล้มีแต่ช้ำระกำทรวง
รักดีดีเธอมีอื่นก็ขื่นขุก
เคยสนุกสุขสันต์พลันวายป่วง
เหมือนกินข้าวครึ่งคำก้างตำควง
มิทันล่วงคำค่อนขย้อนคอ
ยังไม่รักลังเล เอ..เอาไงแน่
ดูล่อแล่หลุกหลิกยุกยิกหนอ
จีบคนนู้นจับคนนี้อี๋อ๋อคลอ
เราก็นั่นป๋อหร๋อ หนอเอาไง
มีแต่ขมขื่นครางกลางวงเหล้า
รสปร่าเปล่าเหงางันน่าหวั่นไหว
เหล้าก็ขมคนก็ขื่นสะอื้นใจ
อย่าได้ใกล้เทียวนา โผล่มาเตือน
พบสาวงามคราใดให้ระวัง
เธอมักหวังวาดฝันอันลอยเลื่อน
เป็นดาราจ้าแจ่มแอร่มเลือน
มีแต่เฉือนเชือดเราตายเปล่าเลย
ด้วยฉะนี้และที่เป็นฉะนั้น
วอนทั่นปะคราใดพี่ทรายเอ๋ย
ส่งมาทางข้าน้อยจะคอยเชย
จักยอมช้ำน้ำตาเผยแทนพี่เอง ฯ
@ พี่ทรายป๋วย - แช่งรัก : กลางวงสุรา
๏ รำพึงฝันผ่านตะกร้าเพลานี้
มีคันหาบต่างวจีที่ไหวหวาน
มีม่านไหมเมนูใหม่เชื่อมน้ำตาล
ลองทานเถอะจะรู้ว่าดูดี
๏ ถวิลถึงรสรักเมื่อพักเตา
เคยร้องขายประกิมไข่เต่าอยู่หลักสี่
ช่วงหลังย้ายมาเพชรบุรี
ทั้งอโศกงามดูพลีพุทธมณฑล
๏ แล้วก้มลงอธิษฐานขอตั้งจิต
เพียงนิดคิดถึงสักครึ่งหน
มีให้กันบ้างน้าแม่ค้าหน้ามน
อธิษฐานจนหน้าชาคาไม้คาน
๏ โอ้ว่ารอยรักแรกยากแยกแยะ
คงลูกค้าเยอะแน่คอยแหวะม่าน
ไหมรสใหม่เอี่ยมล้ำต้มน้ำตาล
ยิ่งคิดยิ่งร้าวรานฤดีแด
๏ วอนแม่ค้าหน้าหวานอย่ารานตอบ
ชอบมิชอบหากเมินใส่ช้ำใจแย่
ด้วยตะกร้าไม้คานหวังตั้งตาแล
ตอบเถอะแม่บอกว่ารักสักครึ่งคำ ฯ
๏ กี่นานแล้วล่ะไม่ได้มาหา ลุเวลาก็ล่วงเลย
กี่รอยเลื่อนลับนะลมรำเพย กลิ่นที่เชยก็เลยลอย
๏ พักเถิดเจ้าพักลงที่ตรงนี้
ยังมียิ้มคลอรอเจ้าเสมอ
เสียงซอสายส่ายไหวในฝันละเมอ
มาเพ้อพรอดพร่ำแจ้วจำนรรจ์
กรุ่นกำยานผ่านแผ่วหอมแก้วกรุ่น
ชื่นพิกุลกำซาบสรรค์
กระดังงาชายรั้วยังพัวพัน
ยินไหมนั่นหวานแว่วแก้วกังสดาล
เหนื่อยล้านักนะชีวิต
สุดคิดสุดใจสุดไขขาน
บางครั้งยิ่งสู้ยิ่งลนลาน
พักเถิดเจ้าเนานานในนิทรา
หมอนมิตรภาพนี้มีให้หนุน
ในไออุ่นยัีงสนิทเสน่หาจนรุ่งเช้าเจ้าลืมตา
คืนกำลังวังชาถลาบิน ๚๛
วันอาทิตย์ คิดไว้ ไปตามนัด
เหมือนเคราะห์ซ้ำ กรรมซัด อุบัติหมาย
เกิดครั่นเนื้อ ครั่นตัว น่ากลัวจะไม่สบาย
ส่งเอ็มไป ขอโทษ ไม่โกรธกัน (นะ)
พอวันจันทร์ มั่นใจ ต้องไปแน่
กลับย่ำแย่ แม่ใช้ ไปธุระ
วุ่นแต่เช้า จดเย็น เห็นใจเถอะจ้ะ
ลิ้นห้อยเชียล่ะ ก็เลยนอน อ่อนกายา
วันอังคาร อ่านนัด สถานะเฟซ
ตอบไป 'เยส! แล้วเจอกัลล์ ร้านเดิมจ้า'
ที่ไหนได้ เจ้านายตาม ถามจนเลยเวลา
เถอะนะ แก้วตา อย่าได้งอลล์
ขอวันพุธ ก็แล้วกัน วันดีแน่
ดูกลางกลาง สายกลางแท้ แก้เคล็ดไว้ก่อน
กะว่าได้ พบหน้า อย่างอาวรณ์
หม้อน้ำรถ เกิดร้อน เครื่องเกือบพัง
วันพฤหัสบดี คงมีโชค
ต้องโฉลก สมพงศ์ คงสมหวัง
เตรียมไว้พร้อม เงินถุง สะตุ้งสตังค์
ดันไปผิด โรงหนัง นั่งคอยแทบตาย
ถึงวันศุกร์ ทุกที รี่ไปรับ
ศุกร์นี้กลับ เสียดท้อง ต้องใจหาย
เป็นวันเสาร์ ก็แล้วกัลล์ สัญญานะยาย
ว่าแต่..วันนี้วันอารายล่ะ ฮ่วย! ชักงวยงง
โอ๋โอ้โอ๋เอ่เอ้..นอนเปลนะจะกล่อม
เจ้าดอกพะยอมแย้มบานชะลานฝน
แก้มพวงอิ่มยิ้มหยอกเจ้าออกคน
แขนปล้องปนกลมกลิ้งสะอิ้งสะอางค์
พอยามเย็น เป็นมายืน คอยยื่นหน้า
เผื่อเอาว่า เธอมาเยี่ยม เตรียมใจใหญ่
หวีผมเป๋ เรียบแปร้ แลยองใย
สะพายย่าม ใบใหญ่ ไว้ข้างพุง
๏ ศรีศรีสวัสดิรักษา
จงแช่มชื่นปรีดาถ้วนหน้าเสมอ
สุขภาพดีมีอารมณ์ขันทุกวันนะเธอ
จงเจอะเจอแต่รอยยิ้มอันพริ้มเพรา
คิดหล่อจงหล่อสมอารมณ์หมาย
คิดสวยจงสวยใสที่ใจนะเจ้า
คิดรักจงมอบรักสักเบาเบา
ทุกค่ำเช้าเอารักไว้พักใจ
คิดสาดจงสาดน้ำพอฉ่ำชุ่ม
เพียงนุ่มนุ่มแนบเนื้อชายเสื้อไหว
สาดอย่างอื่นหมื่นแสนไม่แม้นละไม
เท่าสาดสายน้ำใจให้แก่กัน ๚๛
๏ หมื่นผีเสื้อเริงร่ำระบำเมฆ
รุจิเรขริ้วร่ายระบายฝัน
พันบุปผาประเชิญเพลินตะวัน
เป็นลายร้อยลดหลั่นวรรณวิจิตร
๏ หมาหมายหมาหม่ำมื้อ อย่างหมา
หมาย่องโซเซมา มุ่งขย้ำ
ซากเศษอาหารอา จมจ่อม บ่เว้น
สวาปามลามปล้ำ ห่อนเลือกเลวดี ฯ
๏ เพ็ญจันทร์กระจ่างจ้า กระจะหล้า ณ ราตรี
โสมแสงแสดงคี ตะสงัดสงบงาม
เรื่อยลมประโลมลูบ วะวะวูบก็ไหววาม
แรเงาระริกยาม วะตะต้องละล่องลอย
ผืนน้ำกะแผ่นฟ้า ระดะดาประดิษฐ์ประดอย
ดาวเดือนก็เพื่อนพลอย ภวโฉมโพยมพราย
ไหววามวะวับวาว พิศะพราวพนมทราย
งามแช่มแฉล้มราย ระยะยิบกะพริบพร้อย
วูบไหวและเงียบงัน ประชันประเชิญรอย
อยู่ร่วมและเคียงคล้อย คละเคล้าพะเน้าคลอ
จึ่งงามสงัดง่าย ศศิฉายฉะแสงทอ
กล่อมโลกประดุจซอ พระจันทร์สิบรรเลง
มองธรรมชาติช้อย ดุจะลอยทิพย์เชลง
มองคนสิคราเครง ฤดิขมระงมทรวง ๚๛


